14/01/2024
💵Digital Wallet กฤษฎีกาไฟเขียวโครงการแจกเงินดิจิทัล
✅คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ไฟเขียวโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นาย จุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นชอบทางกฎหมายสนับสนุนการกู้จำนวนเงิน 5.0 แสนลบ. สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยคาดว่าโครงการจะดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดภายในเดือนมี.ค. 2567
✅สำหรับการลงทะเบียนโครงการ และเริ่มใช้เงินดิจิทัลได้ในเดือนพ.ค. 2567 อย่างไรก็ตาม โครงการดิจิทัลวอลเล็ตยังต้องผ่านกระบวนการในรัฐสภา และการออกกฎหมายกู้เงินจะต้องเป็นไปตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 53 และ มาตรา 57 ซึ่งรวมถึงการกำหนดวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมในการกู้ยืม ระยะเวลาคืนทุนที่สมเหตุสมผล และความคุ้มค่าของโครงการ
✅มาตรการอัดฉีดทางการคลังขนาดใหญ่ โครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะแจกเงินดิจิทัลคนละ 10,000 บาทแก่ประชาชนประมาณ 50 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 5 แสนลบ.ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยการให้เงินดิจิทัลจำนวน 10,000 บาทจะจำกัดเฉพาะผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปที่มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 70,000 บาท หรือมีเงินในบัญชีธนาคารน้อยกว่า 500,000 บาท
✅ความครอบคลุมของนโยบายที่กว้าง เงินดิจิทัลสามารถนำมาใช้จ่ายในเขตทะเบียนบ้านของผู้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งเพิ่มเติมจากนโยบายแรกที่ภายในรัศมี 4 กม. ธุรกิจที่มีสิทธิ์ภายใต้โครงการรูปแบบใหม่ ได้แก่ ผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการและเงินดิจิทัลสามารถใช้ได้ภายใน 6 เดือน
✅อย่างไรก็ตาม เงินดิจิทัลจะถูกหมุนเวียนในระบบจนถึงเดือนเม.ย. 2570 เนื่องจากธุรกิจที่จดทะเบียนในระบบภาษีเท่านั้นที่สามารถแปลงเงินดิจิทัลเป็นเงินสด ระยะเวลาดังกล่าวคาดว่าจะนานพอช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจขนาดเล็กในการใช้จ่ายเงินดิจิทัลเมื่อได้รับมา
📌Implication and analysis
✅แนวโน้มดีขึ้นแต่มีแรงกดดันในระยะสั้นจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ แม้ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาจะเห็นชอบกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แต่เรามองยังมีความท้าทายในกระบวนการทางกฎหมาย รวมถึงการลงมติคะแนนเสียงเห็นชอบในสภาและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากโครงการนี้สามารถผ่านกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดได้ เรามองจะเป็นบวกต่อการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยในตลาดจากปัจจุบันอยู่ในกรอบ 3.0-3.5% เป็น 3.5-4.0% รวมถึงประมาณการ market EPS มีแนวโน้มที่จะได้รับแรงหนุนและกระตุ้นให้เกิดแนวโน้มเชิงบวกต่อ SET Index
✅อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจตอบสนองเชิงลบต่อความกังวลในระยะสั้นบนประเด็นหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากการปรับลดระดับเครดิตของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับตัวสูงขึ้น และมีแรงกดดันต่อเงินบาททำให้อ่อนค่าลง แต่จากมุมมองสิ้นปี เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีจะอยู่ที่ 2.8% หากไม่มีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และเพิ่มได้ถึง 3.2% หากมีโครงการดิจิทัลวอลเล็ตและมีการกู้โดยการออกอุปทานพันธบัตรใหม่เพิ่มขึ้น 5.0 แสนลบ. ในขณะเดียวกัน อัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าจะแข็งค่าขึ้นเป็น 34 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาท จากการฟื้นตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยว เราเชื่อว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่น่าจะเป็นปัญหาที่ต้องกังวล และหนี้สาธารณะต่อ GDP คาดว่าจะอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ 70% หากโครงการดังกล่าวสามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3% ได้ในปีนี้
✅เราเชื่อว่ากลุ่มค้าปลีกจะเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยเฉพาะ CPALL, CRC และ COM7 โดย CPALL มีความได้เปรียบเนื่องจากมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ เจาะตลาดเข้าถึงระดับรากหญ้า ด้าน CRC จะได้ประโยชน์จากมูลค่าการใช้จ่ายที่มากขึ้นและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ในขณะที่ COM7 จะได้ประโยชน์จากอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน
#หลักทรัพย์กสิกรไทย #หุ้น #หุ้นไทย #ข่าวหุ้น #ลงทุน