06/07/2026
🥭 6 อันดับสูงสุด ไม้ผลเศรษฐกิจที่ควรจับตาจากพื้นที่ ผลผลิต และตลาด
ไม้ผลเศรษฐกิจ ไม่ได้วัดกันแค่ว่า “ขายได้ราคาดี”
แต่ต้องดูพร้อมกันว่า พื้นที่ปลูกเพิ่มหรือลด ผลผลิตออกมากช่วงไหน ตลาดในประเทศหรือส่งออกเป็นหลัก และคุณภาพผลผลิตตรงกับที่ผู้ซื้อต้องการหรือไม่
บางชนิดผลผลิตสูงมาก แต่ราคาผันผวน
บางชนิดพื้นที่ลดลง แต่ยังมีตลาดเฉพาะ
บางชนิดตลาดส่งออกใหญ่ แต่ความเสี่ยงด้านมาตรฐานก็สูงตาม
+
อันดับ 6️⃣ : ลองกอง
▪ ปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นประมาณ 149,788 ไร่
▪ เนื้อที่ให้ผลประมาณ 144,515 ไร่
▪ ผลผลิตประมาณ 26,652 ตัน
▪ ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 184 กิโลกรัมต่อไร่
▪ ผลตอบแทนสุทธิติดลบประมาณ 24,704 บาทต่อตัน
▪ ผลผลิตส่วนใหญ่บริโภคในประเทศมากกว่าส่งออก
ลองกองเป็นไม้ผลที่ควรจับตาในมุม “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” มากกว่ามุมขยายสวน เพราะข้อมูลสะท้อนว่าพื้นที่และผลผลิตลดลงชัด เกษตรกรหลายพื้นที่ทยอยโค่นต้นลองกองเก่าออกเพื่อเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น โดยเฉพาะทุเรียนที่ตลาดให้ราคาจูงใจกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สิ่งที่เกษตรกรควรรู้คือ ลองกองยังมีตลาดในประเทศ แต่ตลาดไม่ได้กว้างและแข็งแรงเท่าผลไม้ส่งออกหลัก หากผลผลิตออกพร้อมกันมาก คุณภาพไม่สม่ำเสมอ หรือขาดช่องทางขายที่มั่นคง ราคาจะถูกกดได้ง่าย การปลูกลองกองจึงต้องคิดเรื่องตลาดล่วงหน้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่ดูแค่ราคาดีบางช่วงหรือปลูกตามพื้นที่เดิมอย่างเดียว
+
อันดับ 5️⃣ : เงาะ
▪ ปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นประมาณ 179,655 ไร่
▪ เนื้อที่ให้ผลประมาณ 173,061 ไร่
▪ ผลผลิตประมาณ 214,516 ตัน
▪ ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 1,240 กิโลกรัมต่อไร่
▪ ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยประมาณ 34,960 บาทต่อตัน สำหรับเงาะโรงเรียน
▪ มีทั้งตลาดสดในประเทศและตลาดแปรรูปบางส่วน
เงาะเป็นไม้ผลที่มีฐานตลาดในประเทศค่อนข้างชัด โดยเฉพาะเงาะโรงเรียนที่ผู้บริโภครู้จักดี จุดแข็งของเงาะคือเป็นผลไม้ฤดูกาลที่ขายได้ทั้งตลาดสด ตลาดท่องเที่ยว และบางส่วนเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป เช่น เงาะบรรจุภาชนะอัดลม หรือเงาะสอดไส้สับปะรดในน้ำเชื่อม
แต่ข้อควรระวังคือเงาะเป็นผลไม้ที่คุณภาพหน้าตา ความสด สีเปลือก และช่วงเวลาขายมีผลต่อราคาอย่างมาก หากผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วงเดียวกัน หรือเก็บเกี่ยวแล้วระบายออกไม่ทัน ราคาสามารถอ่อนตัวได้เร็ว เกษตรกรที่ปลูกเงาะจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเกรด การจัดการหลังเก็บเกี่ยว และช่องทางขายมากพอๆ กับการทำให้ผลผลิตออกมาก
+
อันดับ 4️⃣ : มังคุด
▪ ปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นประมาณ 404,760 ไร่
▪ เนื้อที่ให้ผลประมาณ 393,102 ไร่
▪ ผลผลิตประมาณ 339,445 ตัน
▪ ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 864 กิโลกรัมต่อไร่
▪ ราคามังคุดคละที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยประมาณ 33,480 บาทต่อตัน
▪ ตลาดส่งออกมีบทบาทสูง โดยเฉพาะมังคุดผลสด
มังคุดเป็นไม้ผลที่น่าสนใจมาก เพราะแม้พื้นที่ยืนต้นลดลงจากการโค่นเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นในบางพื้นที่ แต่ผลผลิตรวมกลับเพิ่มขึ้นจากผลผลิตต่อไร่ที่ดีขึ้นและสภาพอากาศเอื้ออำนวยมากกว่าปีก่อน นี่สะท้อนว่าไม้ผลบางชนิดไม่จำเป็นต้องขยายพื้นที่อย่างเดียว แต่การฟื้นต้น ดูแลสวน และทำให้ผลผลิตต่อไร่ดีขึ้นก็สำคัญมาก
จุดที่เกษตรกรต้องจับตาคือมังคุดพึ่งตลาดส่งออกสูง โดยเฉพาะตลาดจีนและประเทศคู่ค้าในเอเชีย หากคุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ผิวไม่สวย มีปัญหายางไหล หรือขนาดไม่ตรงเกรด ราคาจะต่างกันมาก การปลูกมังคุดให้คุ้มจึงไม่ใช่แค่ทำให้มีผลผลิต แต่ต้องทำให้ผลผลิตเข้าเกรดตลาดสดและตลาดส่งออกได้จริง
+
อันดับ 3️⃣ : สับปะรดปัตตาเวีย
▪ ปี 2568 มีเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 323,437 ไร่
▪ ผลผลิตประมาณ 1,244,850 ตัน
▪ ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 3,849 กิโลกรัมต่อไร่
▪ เป็นผลไม้ที่เชื่อมกับโรงงานแปรรูปชัดเจน
▪ ผลผลิตจำนวนมากเข้าสู่อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรด
▪ ราคาผูกกับตลาดโลก คู่แข่ง และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ
สับปะรดปัตตาเวียควรอยู่ในกลุ่มที่ต้องจับตา เพราะเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่ไม่ได้ขายเฉพาะตลาดสด แต่เชื่อมกับโรงงานแปรรูปและการส่งออกโดยตรง ผลผลิตส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบแปรรูป เช่น สับปะรดบรรจุภาชนะอัดลม น้ำสับปะรด และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ ทำให้ตลาดสับปะรดไม่ได้ขึ้นกับผู้บริโภคในประเทศอย่างเดียว แต่ขึ้นกับคำสั่งซื้อและราคาตลาดโลกด้วย
ข้อดีคือถ้ามีโรงงานรับซื้อและวางแผนรอบผลิตดี สับปะรดสามารถเป็นพืชที่มีตลาดรองรับชัดกว่าผลไม้บางชนิด แต่ข้อเสี่ยงคือหากผลผลิตออกมากพร้อมกัน โรงงานรับซื้อจำกัด หรือราคาส่งออกผันผวน เกษตรกรอาจเจอราคาหน้าสวนลดลงได้เร็ว ดังนั้นคนปลูกสับปะรดต้องดูทั้งสัญญาซื้อขาย คุณภาพผลผลิต ขนาดผล และช่วงเวลาผลผลิตออกสู่ตลาดให้แม่น
+
อันดับ 2️⃣ : ลำไย
▪ ปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นประมาณ 1.65 ล้านไร่
▪ เนื้อที่ให้ผลประมาณ 1.64 ล้านไร่
▪ ผลผลิตประมาณ 1.52 ล้านตัน
▪ ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 928 กิโลกรัมต่อไร่
▪ ลำไยสดส่งออกปี 2568 ประมาณ 512,655 ตัน มูลค่าประมาณ 17,892 ล้านบาท
▪ ตลาดส่งออกสำคัญเกี่ยวข้องกับจีน อินโดนีเซีย เวียดนาม และตลาดแปรรูป
ลำไยอยู่ในอันดับสูงเพราะมีทั้งพื้นที่ปลูกใหญ่ ผลผลิตมาก และตลาดส่งออกชัดเจน โดยเฉพาะลำไยสดและลำไยอบแห้ง จุดเด่นของลำไยคือสามารถจัดการผลผลิตในฤดูและนอกฤดูได้ในบางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรที่มีน้ำและการจัดการดีสามารถวางแผนขายในช่วงที่ตลาดต้องการมากขึ้น
แต่ลำไยก็เป็นไม้ผลที่ต้องใช้ข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการราดสารเพื่อชักนำออกดอก การจัดหาแหล่งน้ำ การคุมคุณภาพ และการจัดการหลังเก็บเกี่ยวมีผลต่อราคาโดยตรง ถ้าผลผลิตออกพร้อมกันมาก หรือคุณภาพไม่เข้าเกรด ตลาดส่งออกอาจกดราคาได้ง่าย เกษตรกรที่ปลูกลำไยจึงต้องคิดทั้งเรื่องผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนสาร ต้นทุนแรงงาน มาตรฐานส่งออก และช่วงเวลาขาย ไม่ใช่ดูแค่ปริมาณผลผลิต
+
อันดับ 1️⃣ : ทุเรียน
▪ ปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นประมาณ 1.87 ล้านไร่
▪ เนื้อที่ให้ผลประมาณ 1.28 ล้านไร่
▪ ผลผลิตประมาณ 1.56 ล้านตัน
▪ ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 1,220 กิโลกรัมต่อไร่
▪ ราคาทุเรียนพันธุ์หมอนทองคละที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยประมาณ 88,910 บาทต่อตัน
▪ ทุเรียนสดส่งออกปี 2568 ประมาณ 979,046 ตัน มูลค่าประมาณ 125,738 ล้านบาท
ทุเรียนคือไม้ผลเศรษฐกิจที่ต้องจับตามากที่สุด เพราะมีทั้งพื้นที่ขยายเร็ว ผลผลิตสูง ราคาต่อหน่วยสูง และตลาดส่งออกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีบทบาทต่อราคาหน้าสวนอย่างชัดเจน การเปลี่ยนพื้นที่จากยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือไม้ผลอื่นมาปลูกทุเรียน ทำให้ทุเรียนกลายเป็นพืชที่มีผลต่อโครงสร้างเกษตรในหลายจังหวัดมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ตัวเลขใหญ่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป เพราะเมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น ตลาดปลายทางจะยิ่งเลือกคุณภาพมากขึ้น ปีที่ผลผลิตออกมาก หากเจอปัญหาคุณภาพ ทุเรียนอ่อน โรคแมลง สารปนเปื้อน หรือมาตรการตรวจเข้มจากประเทศคู่ค้า ราคาสามารถถูกกระทบได้ทันที ทุเรียนจึงไม่ใช่พืชที่ควรปลูกตามกระแสโดยไม่คำนวณน้ำ ต้นทุน ระยะคืนทุน แรงงาน และตลาดรองรับ
สำหรับเกษตรกร สิ่งที่ต้องคิดให้ไกลกว่าราคาวันนี้คือ อีก 4–7 ปีข้างหน้า เมื่อทุเรียนที่ปลูกเพิ่มเริ่มให้ผลพร้อมกัน ตลาดยังรับได้หรือไม่ คุณภาพสวนของเราพอแข่งขันหรือเปล่า และต้นทุนการดูแลสวนต่อไร่สูงแค่ไหน เพราะทุเรียนเป็นไม้ผลที่ให้โอกาสสูง แต่ถ้าพลาดเรื่องน้ำ คุณภาพ หรือมาตรฐานส่งออก ความเสียหายต่อเงินลงทุนก็สูงมากเช่นกัน
+
🌾 สรุป
ไม้ผลเศรษฐกิจที่ควรจับตา ไม่ได้มีแค่ชนิดที่ราคาดีที่สุด
แต่ต้องดูพร้อมกันว่า
พื้นที่ปลูกกำลังเพิ่มหรือลด
ผลผลิตออกมากช่วงไหน
ตลาดในประเทศหรือส่งออกเป็นหลัก
และคุณภาพผลผลิตมีผลต่อราคามากแค่ไหน
ภาพรวม 6 อันดับคือ
▪ ลองกอง
▪ เงาะ
▪ มังคุด
▪ สับปะรดปัตตาเวีย
▪ ลำไย
▪ ทุเรียน
+
สิ่งที่เกษตรกรควรดูต่อจากอันดับคือ
▪ พืชนั้นใช้เวลากี่ปีถึงเริ่มให้ผล
▪ ผลผลิตออกพร้อมกันมากในเดือนไหน
▪ ต้องพึ่งตลาดส่งออกหรือขายในประเทศเป็นหลัก
▪ คุณภาพ เกรด และมาตรฐานส่งออกสำคัญแค่ไหน
▪ น้ำและสภาพอากาศมีผลต่อการออกดอกติดผลมากหรือไม่
▪ ถ้าตลาดชะลอหรือราคาตก ต้นทุนสวนยังรับไหวหรือเปล่า
+
ไม้ผลเศรษฐกิจอาจให้รายได้สูงกว่าพืชบางชนิด
แต่ก็เป็นการลงทุนระยะยาว
ที่ต้องใช้ทั้งทุน น้ำ แรงงาน ความรู้ และตลาดรองรับ
เกษตรกรที่เลือกไม้ผลจากข้อมูล
จะไม่ได้ถามแค่ว่า “พืชไหนราคาดี”
แต่จะถามว่า
พืชไหนเหมาะกับพื้นที่ของเรา
พืชไหนมีตลาดรองรับจริง
พืชไหนเสี่ยงจากผลผลิตออกพร้อมกัน
และพืชไหนเรามีความสามารถพอจะทำคุณภาพให้ถึงตลาดที่ต้องการ
เพราะไม้ผลที่ดี
ไม่ใช่แค่ปลูกแล้วมีผลผลิต
แต่ต้องขายได้
เข้าเกรด
คุมต้นทุนได้
และอยู่รอดได้ในวันที่ตลาดไม่ง่ายเหมือนเดิม
+
ข้อมูลประกอบ:
บทความนี้ใช้ข้อมูลจากสถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2568 และสารสนเทศเศรษฐกิจการเกษตรรายสินค้า ปี 2568 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยพิจารณาจากพื้นที่ ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ ราคา ตลาดส่งออก การแปรรูป และความเสี่ยงที่เกษตรกรควรรู้ก่อนขยายสวน
หมายเหตุ:
สับปะรดปัตตาเวียไม่ใช่ไม้ยืนต้น แต่รวมไว้ในบทความนี้ในฐานะ “ผลไม้เศรษฐกิจ” ที่มีบทบาทสูงด้านผลผลิตและอุตสาหกรรมแปรรูป
บทความโดย เพจ : เกษตร นานา
Cr.เพจเกษตรนานา