20/09/2026
เงินเดือน 32,000 บาท แต่ทุกเดือนต้องรอเงินเดือนออกก่อน ถึงจะกล้าใช้ชีวิต
น้องบี อายุ 30 ปี
ทำงานบริษัทเอกชน เงินเดือน 32,000 บาท
โสด ไม่มีลูก ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ
ฟังดูแล้วน่าจะเป็นช่วงชีวิตที่เก็บเงินได้ง่ายที่สุดช่วงหนึ่ง
เงินเดือนออกวันที่ 25
วันที่ 28 เงินแทบไม่เหลือแล้ว
ไม่ใช่เพราะเที่ยวหนักหรือซื้อของแพง
แล้วก็ไม่ได้เป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือยอะไรขนาดนั้น
แต่มีเรื่องหนึ่งที่น้องบีไม่ค่อยอยากเล่าให้ใครฟัง
ทุกเดือนต้องโอนเงินกลับบ้าน 8,000 บาท
พ่อแม่ไม่ได้ขอ
แต่บีรู้สึกว่า ถ้าไม่ส่งก็รู้สึกผิด
เพราะที่บ้านมีรายได้ไม่เยอะ และน้องเป็นคนที่หาเงินได้มากที่สุดในบ้าน
นี่เป็นเรื่องที่คนวัยทำงานหลายคนเป็น
เงินที่หามาได้ ไม่ได้เป็นของเราทั้งหมด
แต่ไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องนี้ตอนคุยเรื่องการเงิน
⸻
เงินเดือน 32,000 บาท
หลังหักประกันสังคมและรายการต่าง ๆ เหลือประมาณ 31,000 บาท
ค่าเช่าห้อง 7,000 บาท
ค่าอาหารประมาณ 7,000 บาท
ค่าเดินทาง 2,500 บาท
โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต 1,000 บาท
ส่งเงินให้พ่อแม่ 8,000 บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 3,000 บาท
รวมประมาณ 28,500 บาท
เหลือประมาณ 2,500 บาท
แต่ 2,500 บาทนี้ไม่เคยเหลือจริง
บางเดือนต้องกลับบ้านต่างจังหวัด
บางเดือนมีงานแต่งเพื่อน
บางเดือนแม่บอกว่าต้องจ่ายค่าซ่อมบ้าน
สุดท้ายเงินเก็บเลยมีอยู่ประมาณ 35,000 บาท
ทำงานมาเกือบ 7 ปี
แต่มีเงินเก็บเท่านี้
บีเลยเริ่มคิดว่า
“หรือเราควรซื้อประกันเพื่อลดภาษีดี?”
เพราะเพื่อนที่ทำงานบอกว่า
“ซื้อประกันไว้ก็เหมือนบังคับตัวเองให้เก็บเงิน แถมลดภาษีได้ด้วย”
ฟังแล้วก็น่าสนใจ แต่ถ้าเป็นผม ผมจะยังไม่ให้บีซื้อ
⸻
เพราะปัญหาของบีตอนนี้
ไม่ใช่เรื่องภาษี
แต่คือ
เงินที่เหลือในแต่ละเดือนน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับภาระที่ต้องรับผิดชอบ
และที่สำคัญกว่านั้นคือ
ถ้าวันหนึ่งบีไม่สามารถทำงานได้
คนที่เดือดร้อนไม่ได้มีแค่บี
ยังมีพ่อแม่ที่รอเงินจากบีทุกเดือนด้วย
ตรงนี้ทำให้เรื่องประกันชีวิตเริ่มน่าสนใจขึ้นมาแล้ว
แต่ไม่ใช่เพราะบีต้องการลดภาษี
⸻
ถ้าเป็นผม ผมจะถามบีก่อนว่า
“ถ้าพรุ่งนี้บีต้องหยุดทำงาน 6 เดือน พ่อแม่จะเอาเงินจากไหน?”
บีอาจตอบว่า
“ก็คงต้องใช้เงินเก็บค่ะ”
แต่เงินเก็บมี 35,000 บาท
ถ้าค่าใช้จ่ายของตัวเองเดือนละเกือบ 20,000 บาท
ยังไม่รวมเงินที่ต้องส่งกลับบ้าน
เงินก้อนนี้อยู่ได้ไม่นานเลย
ดังนั้นสิ่งที่ผมมองเห็นจากเคสนี้มีอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรกคือ
บียังมีเงินสำรองน้อยเกินไป
เรื่องที่สองคือ
รายได้ของบีมีความสำคัญกับครอบครัวมากกว่าที่บีคิด
⸻
ผมจึงจะไม่เริ่มจากการซื้อประกันลดหย่อนภาษี
แต่จะเริ่มจากการจัดการความเสี่ยงก่อน
อย่างแรก
เก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้มากขึ้น
อาจตั้งเป้าไว้ประมาณ 4–6 เดือนของค่าใช้จ่ายที่จำเป็น
เพราะถ้าบีต้องหยุดทำงานจริง
เงินก้อนนี้จะเป็นตัวช่วยให้ครอบครัวไม่สะดุดทันที
อย่างที่สอง
ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมและสวัสดิการบริษัทว่าคุ้มครองอะไรบ้าง
เพราะบีมีเงินไม่เยอะ
เราไม่ควรซื้อความคุ้มครองซ้ำกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว
อย่างที่สาม
ค่อยกลับมาดูประกันชีวิต
และคราวนี้เหตุผลไม่ได้เกี่ยวกับภาษีเลย
แต่เป็นเพราะ
มีคนอีกสองคนที่พึ่งพารายได้ของบี
ถ้าบีเสียชีวิต เงินที่หายไปไม่ใช่แค่เงินเดือน 32,000
แต่คือเงิน 8,000 บาทที่เคยส่งกลับบ้านทุกเดือน
ถ้าเรามองแบบนี้
ประกันชีวิตจึงไม่ได้มีหน้าที่ทำให้บีได้เงินคืน
แต่มันมีหน้าที่ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องรับผลกระทบทางการเงินทั้งหมดในวันที่รายได้ของบีหายไป
⸻
แล้วภาษีหละ
บีเงินเดือน 32,000 บาท=รายได้ต่อปีประมาณ 384,000 บาท
หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ ภาษีที่ต้องจ่ายจริงต้องคำนวณจากรายละเอียดของแต่ละคน
“ซื้อประกันปีละ 30,000 บาทเลย จะได้ลดภาษี”
เพราะถ้าบีมีเงินเหลือจริง ๆ แค่เดือนละ 2,500 บาท
การเพิ่มภาระจ่ายประกันปีละ 30,000 บาท
อาจทำให้กระแสเงินสดของบีตึงกว่าเดิมและถ้ามองในมุมการเงิน
การลดภาษี แต่ทำให้ตัวเองไม่มีเงินสำรอง
ผมว่าไม่ใช่การวางแผนที่ดีเท่าไหร่
⸻
ผมเลยจะจัดแผนให้บีแบบง่าย ๆ
ช่วงแรก
ไม่ต้องพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน
เก็บเงินสำรองก่อน
จากที่มี 35,000 บาท
ค่อย ๆ เพิ่มให้ถึงระดับที่ตัวเองรู้สึกว่า ถ้าตกงานหรือหยุดทำงานสักระยะหนึ่ง ยังไม่ต้องไปยืมเงินใคร
จากนั้นค่อยดูเรื่องประกันสุขภาพ
เพราะถ้าบีเจ็บป่วยหนักขึ้นมา เงินเก็บ 35,000 บาทอาจหายไปเร็วมาก
แล้วค่อยพิจารณาประกันชีวิตตามจำนวนเงินที่พ่อแม่ต้องพึ่งพาจากบี
ส่วนการลงทุนหรือผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษี
ค่อยเป็นขั้นต่อไป
⸻
มีประโยคหนึ่งที่ผมคิดว่าเหมาะกับเคสนี้มาก
“การเป็นลูกที่ดี ไม่ได้แปลว่าเราต้องส่งเงินกลับบ้านจนตัวเองไม่มีเงินเหลือ”
เพราะถ้าวันหนึ่งเราหมดแรงทางการเงิน
เราจะช่วยคนที่เรารักต่อไม่ได้
การวางแผนการเงินของคนที่มีภาระครอบครัว
จึงไม่ได้มีแค่คำถามว่า
“เดือนนี้จะเก็บเงินได้เท่าไหร่?”
แต่ต้องถามด้วยว่า
“ถ้าเราเกิดอะไรขึ้น คนที่อยู่ข้างหลังจะเป็นอย่างไร?”
และนั่นคือจุดที่ประกันเริ่มมีความหมาย
ไม่ใช่เพราะมันลดภาษีได้
แต่เพราะมันช่วยรับความเสี่ยงบางอย่างแทนเราได้
⸻