การตลาดอย่างง่าย - By Wanwi

การตลาดอย่างง่าย - By Wanwi แลกเปลี่ยน มุมมอง แนวคิด ทฤษฎีการตลาด

23/10/2023

เก็บ DATA ลูกค้า ด้วยการตั้งคำถาม
จากทฤษฎี 6W1H คราวก่อนติดค้างเรื่อง
การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า
ด้วย Marketing 4C หากท่านใด
ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ หรือมีข้อมูล
ไม่เพียงพอ สามารถทำตาม
ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้

💡 จากรูปได้นำเรื่อง 6W1H มาประยุกต์ใช้
ในการตั้งคำถาม เพราะสิ่งที่เราต้องการรู้
คือ ความต้องการของลูกค้า
💡 ยกตัวอย่าง ธุรกิจ สบู่ขัดผิด 🧼
เราสามารถทำแบบสอบถาม Online
ด้วยการทำแบบ Google Forms ได้
(ท้ายเนื้อหา จะอธิบายวิธีทำแบบฟอร์มให้ค่ะ)

การสร้างแบบสอบถาม เราไม่ควรตั้งคำถามทั่วไป
แต่ควรตั้งเพื่อที่จะได้คำตอบ นำมาพัฒนาธุรกิจ
หรือสินค้าของเรา เช่น ลูกค้าที่ใช้สบู่ขัดผิวของเรา
แท้จริงแล้ว ใครเป็นคนใช้สินค้า

💙 WHO - เพศ ชาย หรือ หญิง 🙎🏼‍♂️🙍🏼‍♀️🙅🏽
หรือกลุ่ม LGBTQ+ แล้วเขาอายุเท่าไหร่
เราจะได้มีแผนสำหรับเตรียมรีวิวสินค้า
หรือพรีเซนเตอร์สินค้า หากเป็นกลุ่ม
LGBTQ+ อายุ 16-22 ปี สิ่งที่ต้องเตรียม
คือ มองหาเน็ตไอดอล หรือกลุ่ม LGBTQ+
ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ให้ทดลองใช้
หรือ Tie in สินค้า แนะนำสินค้า เป็นต้น

💵 รายได้ ที่ต้องรู้ เพื่อให้เรา
ประมาณการตั้งราคา โปรโมชั่น หรือ
ออกสินค้าประเภทใหม่ๆ ว่าลูกค้าเดิม
ของเรามีกำลังซื้อแค่ไหน หากไม่มีกำลังซื้อ
เราจำเป็นที่จะต้องเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่หรือไม่
📍 ที่อยู่ปัจจุบัน ระบุอำเภอได้ยิ่งดี หรือ
เอาจากที่อยู่จัดส่งก็ได้ แต่อยากให้ระบุ
ในแบบสอบถามเลย เพื่อง่ายต่อการทำข้อมูล
และการนำข้อมูลมาใช้ เราจะได้เห็นภาพรวม
ว่ากลุ่มลูกค้าเรา เพศไหน อายุเท่าไหร่
รายได้เท่าไหร่ อยู่พื้นที่ไหน หากวันนึง
จะต้องมีตัวแทน หรือหน้าร้าน ควรจะ
เจาะกลุ่มไหนเป็นพิเศษ หรือในการยิงโฆษณา
โปรโมชั่นใหม่ สินค้าใหม่ ควรยิงหาพื้นที่ไหน
หรือทำไมพื้นที่นั้น สินค้าเราถึงขายดี
เขาทำงาน เรียน หรือ สภาพภูมิอากาศ
เป็นอย่างไร ทำไมถึงใช้สินค้าของเรา

💙 WHAT - อย่าลืมถาม ลูกค้าต้องการอะไร
อยากได้อะไรจากสินค้าเรา เช่น ท่านต้องการ
มีสุขภาพผิวอย่างไร ? จะได้พัฒนาสินค้า
ให้ตอบโจทย์ หรือออกผลิตภัณฑ์ ออกแบบ
การสื่อสารได้ตรงใจลูกค้า

💙 WHY – ทำไมลูกค้าถึงซื้อสินค้าของเราวันนี้
ส่วนผสมใดที่ทำให้ซื้อ หรือแท้จริงแล้ว เพียง
แค่ราคาถูกเท่านั้น เพื่อให้เรานำไปปรับปรุง

💙 WHEN - ซื้อเมื่อไหร่ ซื้อบ่อยแค่ไหน ?
หากซื้อ 3 เดือนครั้ง ควรมีวิธี กระตุ้น
ยอดขายยังไงให้ซื้อบ่อย หรือออกโปรโมชั่น
2 เดือนครั้งไหม ให้ซื้อเก็บ หรือออกแพ็คเกจ
ดีไซน์พิเศษ เป็นของฝากช่วงเทศกาล ดีไหม
เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการส่งมอบสินค้า
ของเราให้คนที่รัก ได้ทดลองใช้
(ลองนึกถึงแบรนด์ซุปไก่ หรือรังนกสิ
ที่เป็นสินค้าตัวแทนความห่วงใยไปแล้ว)

💙 WHERE – ลูกค้าของเราซื้อที่ช่องทางไหน
ช่องทางไหนขายดีที่สุด ลูกค้าของเรา
เสพ Content จากช่องทางไหน และเรา
พลาดช่องทางไหนไป จะได้เพิ่มอีกช่องทาง
เพื่อให้ครอบคลุมอีกกลุ่มลูกค้าดีไหม เป็นต้น

💙 WHOM , HOW – สามารถวิเคราะห์
จากข้อมูลข้างต้นได้ ว่าใครบ้างที่มีส่วน
ตัดสินใจ หรือ ลูกค้าของเรามีขั้นตอนในการ
ตัดสินใจอย่างไร ดูจากช่องทางไหน
เข้ามาจาก Content ที่ใครเป็นคนรีวิว
หรือใส่โค้ดกิจกรรมอะไรมา เป็นต้น
👉🏻 จากตัวอย่างแบบสอบถาม และ
การนำ 6W1H มาประยุกต์ตั้งคำถาม
จะทำให้เราย้อนกลับตอบคำถาม
เรื่อง 4C Marketing ได้ เช่น

✅ CUSTOMER - ลูกค้าต้องการอะไร
ปัญหาที่ต้องใช้สบู่ขัดผิวเราคืออะไร

✅ COST - รายได้ ราคาเหมาะสมหรือไม่
พฤติกรรมการซื้อบ่อยแค่ไหน หรือลูกค้า
เต็มใจที่จะจ่ายแพงได้ ราคานี้เหมาะสมแล้ว

✅ CONVENIENCE – ความสะดวกในการซื้อ
ช่องทางเข้าถึงง่ายไหม มีหลากหลายรองรับไหม

✅ COMMUNICATION – สื่อสารถึงคุณค่า
คุณประโยชน์ที่ได้รับ เรื่องใดที่ควรนำมาเสนอ
และความต้องการใดที่ลูกค้าอยากฟัง
เรานำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาสินค้าให้ได้จริง
มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ
รับฟังเสียงของลูกค้า แล้วนำเสนอ
ในแง่มุมที่ตรงใจลูกค้า และแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้
📲 วิธีสร้างแบบสอบถามใน Google
เริ่มจากพิมใน Google ว่า
“สร้างแบบฟอร์ม Google Forms”
จากนั้นลองสร้างแบบสอบถาม โดยกด
“เริ่มแบบฟอร์มใหม่” เมื่อเรียบร้อยแล้ว
เปิดแบบฟอร์มนั้น นำลิ้งค์บนสุด ไปใส่
ในเวบไซต์สร้าง QR CODE ฟรี
(ลองค้นหาใน Google มีเยอะมาก)
จากนั้น Save รูป QR CODE และปริ้นท์
จะส่งในพัสดุ พร้อมของแจกเล็กๆ น้อยๆ
หรือแจกสินค้าใหม่ให้ทดลองใช้ เป็นต้น
แบบสอบถามสามารถส่งลิ้งค์ในไลน์
แชทต่างๆ ให้ลูกค้ากรอกเลยก็ได้

#การตลาด #การตลาดออนไลน์
#การตลาดอย่างง่าย



#สบู่ขัดผิว

แลกเปลี่ยน มุมมอง แนวคิด ทฤษฎีการตลาด

05/07/2023

4C Marketing กลยุทธ์การตลาด 4C
ต่างจาก 4P ที่คิดจากมุมมองของลูกค้า
หรือที่เรียกว่า Customer Centric
💡 4C เป็นการค้นหาความต้องการของลูกค้าให้เจอ
แล้วรีบเป็นคนแรกๆ ที่ตอบสนองความต้องการนั้น

📍 ยกตัวอย่าง ธุรกิจร้านอาหาร
💙 Customer ↔️ Product
C แรก เปลี่ยนจาก
การโฟกัสสินค้าและบริการ มาเป็น
โฟกัสที่ความต้องการของลูกค้า
ปัญหาอะไรที่ผู้บริโภคเจออยู่ และต้องการ
ให้มีสินค้าและบริการเข้ามาแก้ปัญหานั้น
💡 ตัวอย่างดังภาพ เป็นความต้องการ
ของลูกค้า หรือความคาดหวังที่มีต่อร้านอาหาร
ในฐานะการตลาดหรือเจ้าของร้าน สิ่งแรกที่ต้องทำ
คือการให้ความสำคัญและรีบตอบสนองสิ่งนี้
ไม่งั้นลูกค้ามีสิทธิเปลี่ยนไปเป็นลูกค้าของคู่แข่งแน่นอน เช่น
• คิดชื่อเมนูแปลกใหม่ หาที่ไหนไม่ได้
• ได้สูตรลับ 70 ปีมาจากคุณย่า
• หรือค้นหาวัตถุดิบหายาก ช่วยให้มีสุขภาพดี
• มีเมนู ผัก ผลไม้ตามฤดูกาลที่เป็นเทรนด์
หรือคนสนใจในช่วงนี้ นำมาใช้ในการปรุงอาหาร
• แม้แต่การตกแต่งหน้าตาอาหารให้แปลกใหม่
ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี ที่ลูกค้าต้องการ

💙Cost ↔️ Price
เปลี่ยนจากราคาเป็นต้นทุน
ผู้บริโภคเต็มใจที่จะจ่ายเงินที่ราคาเท่าไหร่
หรือเต็มใจที่จะจ่ายแพงเมื่อใด
💡 ตัวอย่างดังภาพ ลูกค้าเต็มใจจะจ่ายเงิน
หรือมาทานที่ร้านของเราแน่ๆ
แต่ด้วยเงื่อนไข เช่น
• ทำเลของร้าน อยากทานเมนูสูตรลับมาก
แต่รู้สึกเดินทางไกล ยากลำบาก
แต่ถ้ามีสาขาใกล้บ้าน ก็ดีนะ อยากไป
• หรือ ยังไงก็ต้องมาทานที่ร้านให้ได้
เมนูนี้มีที่นี่ทีเดียว บรรยากาศแบบนี้
มีแค่ที่นี่ จ่ายแพง น้ำมันแพงก็ยอมมา
(แต่เพราะอะไรล่ะ เพราะเมนูไหน หาให้เจอ)
• ถ้าเป็นกลุ่มลูกค้าแถวนี้ ทำงานที่ไหน
มีรายได้เท่าไหร่ ราคาเท่านี้น่าจะคุ้มค่า
ลองจัด Set โปรโมชั่น จับคู่เมนู
นอกจากได้ทำโปรโมชั่นแล้ว ยังได้ลอง
นำเมนูใหม่ๆ ที่ลูกค้าอาจไม่เคยลอง
มามอบเป็นประสบการณ์ให้ลูกค้าได้

💙 Convenience ↔️ Place
ความสะดวกสบาย
💡 ไม่ใช่แค่เรื่องสถานที่ แต่เป็น
ความสะดวกสบายในการเข้าถึง
ช่องทางการเข้าถึงร้าน การสั่งซื้อ
ถ้าผู้บริโภครู้สึก เดินทางลำบาก
อยากมาทาน รู้สึกไกล ไม่ค่อยมีที่จอดรถ
หรืออยากทานมาก แต่ไม่มีเวลามาเลย
• มีบริการสั่งอาหาร หรือส่งอาหารไหม
และการจัดส่ง รักษาอุณหภูมิ รสชาติได้ดีไหม
ความรู้สึกเหมือนทานที่ร้านไหม มีวิธีไหนบ้าง
ที่จะทำให้รสชาติอาหารคงเดิม หรือ แยกอาหาร
สำหรับปรุงทานเองได้ เหมือนที่ร้านด้วย 3 ขั้นตอนง่ายๆ เป็นต้น
• หรือหากมาทานที่ร้าน รู้สึกคนเยอะ รอนาน
มีรับจองและสั่งอาหารล่วงหน้าไหม
การสั่งเมนู เลือกเมนูง่ายไหม
• ความสะอาด สุขอนามัย มีอะไรบอก
หรือการันตี ได้สื่อสาร ว่าใส่ใจด้านนี้ไหม
หากยังไม่มี ก็ลองนำมาวาง เพื่อให้ลูกค้า
ได้รับรู้ถึงความตั้งใจของร้านใส่ใจเรื่องความสะอาด

💙Communication ↔️ Promotion
การสื่อสารกับลูกค้า
ไม่ใช่สื่อสารแค่โปรโมชั่น หรือทำเพจ
แต่เป็นสื่อสารถึงคุณค่า ประสบการณ์ที่ดี
ที่ลูกค้าจะได้รับ เช่น
• คุณค่าโภชนาการอาหารจานนี้ ลูกค้าจะได้อะไร
• เรื่องราว ความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยง
การปลูกผัก หรือไปคัดเลือกวัตถุดิบเอง
สิ่งเหล่านี้ ได้ถ่ายทอดออกมาหรือยัง
เพราะนอกจาก จะได้ใจของลูกค้าแล้ว
ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเมนูอาหาร
และลูกค้าก็ยินดีที่จะจ่ายแพงอีกด้วย
• และอย่าลืมเล่าเรื่องราวความใส่ใจ
ความตั้งใจคิดค้นคัดสรรเมนูใหม่ๆ
• และสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การฟังเสียงของลูกค้า
ช่องทางการรับฟัง การสื่อสารกับลูกค้า
ไม่ว่าจะทางเพจหรือหน้าร้าน มีทางไหนบ้าง
ที่จะเก็บ Feedback หรือสำรวจความพึงพอใจ
ความคิดเห็นของลูกค้าบ้าง เช่น มีอะคริลิค
ให้สแกน QR CODE แอดไลน์ เพจ
หรือจะเป็นการสอบถามความพึงพอใจ เป็นต้น

✅ ลองวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า
ด้วย 4C หรือหากไม่สามารถวิเคราะห์ได้
ไม่มีข้อมูล ไม่มั่นใจ ให้ลองเก็บ DATA
ด้วยการทำแบบสำรวจง่ายๆ QR CODE สแกน
หรือระหว่างจ่ายเงิน รอชำระเงิน มีใบสำรวจ
ความต้องการ ความพึงพอใจ และลองมอบ
เป็นส่วนลดหรือขนมหวานแทนคำขอบคุณ
แค่นี้ลูกค้าก็ยินดีที่จะให้ข้อมูลแล้ว

📋 โพสต์หน้า จะมาสอนการสร้างแบบสอบถาม
ด้วย ทฤษฎี 6W1H เพื่อให้ครอบคลุม
และนำข้อมูลไปทำการตลาดต่อได้

📌 เพจนี้เป็นเพียง เพจที่แบ่งปันเนื้อหาการตลาด
และการนำไปประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการยกตัวอย่างทฤษฎี
หรือสินค้าและบริการ หวังว่าผู้ติดตามจะได้ประโยชน์
ไม่มากก็น้อย สุดท้ายนี้ขอบคุณผู้ติดตาม แม้จะไม่ได้ทำ Content ลงเพจบ่อย แต่ก็ยังไม่หนีหายกันไปไหน
ขอบคุณมากนะคะ 💙🙏🏻
#การตลาด #การตลาดออนไลน์
#การตลาดอย่างง่าย




แลกเปลี่ยน มุมมอง แนวคิด ทฤษฎีการตลาด

📍 การประยุกต์ใช้ Segmentation หลายคนแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะนำข้อมูลไปใช้ยังไงต่อ วันนี้จึงมาตามสัญญาที่มีคน...
09/12/2022

📍 การประยุกต์ใช้ Segmentation
หลายคนแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะ
นำข้อมูลไปใช้ยังไงต่อ วันนี้จึงมาตามสัญญา
ที่มีคน inbox มาให้วันวิทำเรื่องนี้ 💙

🎯 การแบ่งส่วนตลาด - Segmentation
สามารถทำได้ตลอด และบ่อยครั้ง ขึ้นอยู่กับว่า
คุณมี Data มากพอเพียงใด และแผนที่คุณวางไว้
ไปได้สวยแค่ไหน หรืออยากจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์
ระหว่างที่ทำโฆษณาออกไปแล้ว ก็ทำได้

💡 วันนี้ขอยกตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ขัดผิวยี่ห้อ W
ที่มีขายทั้งหน้าร้านที่อำเภอปากช่อง และในออนไลน์
ได้ทำการแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็นดังนี้

• Demographic ลูกค้าผู้หญิง อายุ 25-50 ปี
• Geographic โคราช ปากช่อง
• Psychographic รักสวยรักงาม อยากผิวกระจ่างใส
• Behavioral ซื้อ 2 เดือนครั้ง ตามอายุการใช้งาน

💡การแบ่งกลุ่มจะแม่นยำมากขึ้น ถ้าคุณเก็บ Data
ของลูกค้า หรือของผู้ที่สนใจสินค้า เช่น

✅ การสังเกตหน้าร้าน กลุ่มคน ลูกค้าที่สนใจ
การสอบถาม พบเห็นผลิตภัณฑ์เราหรือไม่ จากสื่อไหน
การสอบถาม ลูกค้าอาศัยอยู่แถวไหน เป็นต้น

✅ การดูรายงานวิเคราะห์โฆษณาจาก Facebook
google search, google analytics, lG, Line ads.
ถ้าดูจาก Google analytics จะสามารถดูได้ถึง
พฤติกรรมของลูกค้า การค้นหา ความถี่ช่วงเวลา
ที่ลูกค้าดูสินค้า หรือไลฟ์สไตล์ ความสนใจของลูกค้า

✅ การใช้ Google trends เป็นตัวช่วย
ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร อยู่ที่ไหน พูดถึง
ผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันนี้ในแง่มุมไหนบ้าง
หรือจังหวัดไหน พื้นที่ไหน ค้นหาเรื่องนี้มากสุด

✅ การจัดเก็บข้อมูลจากการสั่งซื้อออนไลน์
ที่อยู่หรือจำนวนความถี่ หรือช่วงเวลาที่ซื้อ

💡 เมื่อเราแบ่งส่วนตลาดแล้ว ลองเอาไปประยุกต์
ใช้กับทฤษฎี 4Ps จะได้ตัวอย่างข้างต้นนี้

💙 Product : การพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หรือแพ็คเกจ
โดยนำข้อมูล Demographic และ Psychographic มาใช้
ลูกค้าเราเป็นกลุ่มอายุไหน มีไลฟ์สไตล์ยังไง
ควรออกแบบให้สินค้า ดูมีความเรียบง่าย ดูสะอาด
ปลอดภัย เป็นต้น

💙 Price : การตั้งราคาขาย นอกจากเรื่องของต้นทุนแล้ว
ควรคำนึงเรื่องของความสามารถในการซื้อด้วย สามารถนำ
ข้อมูล Demographic และ Behavioral มาปรับใช้ได้ ดังนี้
รายได้ กับ พฤติกรรมความถี่ในการซื้อ หรือการซื้อกักตุน
เฉพาะในช่วงราคาไหนเป็นพิเศษ เป็นต้น

💙 Place : การปรับช่องทางการจัดจำหน่ายหรือการเข้าถึง
สินค้าและบริการให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น โดยนำข้อมูล
Geographic และ Psychographic มาปรับใช้
หากได้ทำการเก็บ Data มาเบื้องต้น จะทำให้ทราบข้อมูล
ว่าพื้นที่ ภูมิภาคใด ที่ต้องการสินค้าของเรามากที่สุด
อาจจะเป็นพื้นที่ที่แดดแรง หรือมีผู้คนทำงานที่มี
ผลกระทบต่อผิว ฉะนั้นการขายสินค้า อาจจะไม่จำเป็น
ต้องขายเฉพาะใน ปากช่อง แต่อาจจะเป็นออนไลน์ หรือ
การยิงโฆษณาโดยตั้งกลุ่มเป้าหมายไปยังพื้นที่นั้นๆ ได้เลย
นอกจากนี้ ยังสามารถเป็นพันธมิตรกับร้านค้า
หรือชุมชนอื่นๆ เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงได้เช่นกัน

💙 Promotion : นอกจากโปรโมชั่นตาม Seasonal แล้ว
หากนำข้อมูล Psychographic และ Behavioral
มาปรับใช้ จะทำให้เห็นพฤติกรรมบางอย่างจากผู้ซื้อ เช่น
ช่วงเวลาการค้นหา อาจจะค้นหาเฉพาะช่วงปลายเดือน
รอเงินเดือนออกค่อยกดซื้อ หรือเป็นกลุ่มที่
เงินเดือนออก 15 วันออกที จะมียอดสั่งซื้อสูง
ในช่วงกลางเดือน ต้นเดือน เพราะอะไร อันนี้ต้องอาศัย
ข้อมูลที่เก็บไว้เยอะพอสมควร แล้วนำมาวิเคราะห์
พฤติกรรมลูกค้า จากนั้นนำมาออกแคมเปญ
หรือโปรโมชั่น กระตุ้นการซื้อ ขาย ไม่ว่าจะเป็นกลางเดือน
ปลายเดือน หรือมีระบบการทำสมาชิก เพื่อให้ลูกค้า
ได้ซื้อในราคาพิเศษกันไปเลย เป็นต้น

💡การนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้ ขึ้นอยู่กับสินค้าและบริการ
สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียง สินค้าที่ยกมาเพื่อให้เห็นภาพ
หวังว่าทุกคนจะแบ่งส่วนตลาด และสามารถนำข้อมูลไปใช้
ได้เกิดประโยชน์กับธุรกิจนะคะ เพราะที่ผ่านมา ยังพบว่า
หลังจากทำทฤษฎีการตลาดแล้ว ยังมีผู้นำข้อมูลไปใช้ไม่เป็น
หรือไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

📌 เพจนี้จึงเป็นเพียง เพจที่แบ่งปันเนื้อหาการตลาด
และการนำไปประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการยกตัวอย่างทฤษฎี
หรือสินค้าและบริการ หวังว่าผู้ติดตามจะได้ประโยชน์
ไม่มากก็น้อย สุดท้ายนี้ขอบคุณผู้ติดตาม แม้จะไม่ได้ทำ Content ลงเพจบ่อย แต่ก็ยังไม่หนีหายกันไปไหน
ขอบคุณมากนะคะ 💙🙏🏻
#การตลาด #การตลาดออนไลน์
#การตลาดอย่างง่าย




การทำ Customer Persona – เรียกง่ายๆ ก็คือการสมมติตัวตนกลุ่มลูกค้าของสินค้าหรือบริการของเราในขั้นตอนนี้วันวิขอยกตัวอย่างต...
27/11/2022

การทำ Customer Persona – เรียกง่ายๆ ก็คือ
การสมมติตัวตนกลุ่มลูกค้าของสินค้าหรือบริการของเรา
ในขั้นตอนนี้วันวิขอยกตัวอย่างต่อเนื่องจากโพสต์ก่อนหน้า
โดยในโพสต์นี้ เราจะสมมติลูกค้า 1 คน ขึ้นมาแทน
กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์/สินค้าเราค่ะ (หรือกี่คนก็ได้)
ก่อนสร้าง Persona ไม่ใช่การสมมติขึ้นมาลอยๆ
โดยไม่ตอบโจทย์สินค้านะคะ แต่เราต้องกำหนด
เป็นรูปร่าง หน้าตาของลูกค้าให้ชัดเจนด้วย หรืออาจจะ
ใช้ Character ตัวนักแสดงในภาพยนตร์หรือละครก็ได้ค่ะ
เพื่อให้เราได้มองเห็นภาพชัดเจน ว่าลูกค้าของเรา
มีลักษณะหน้าตา อาชีพการงาน และไลฟ์สไตล์เป็นยังไง
📍 ตัวอย่างในรูป วันวิได้นำเรื่องการแบ่งส่วนการตลาด
Segmentation เข้ามาประยุกต์ใช้ด้วยกัน
นอกจากข้อมูลด้าน Demographic – Geographic แล้ว
สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ เรื่อง Psychographic และ Behavioral
การจะทำ Customer Persona นอกจากการหา Insight
ของผู้ซื้อแล้ว หากสินค้าของเราต้องมีผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในการตัดสินใจ หรือร่วมใช้สินค้าด้วย ก็จำเป็นต้องใส่ข้อมูล
ไปในการทำ Customer Persona ด้วยนะคะ
📍 ในตัวอย่างที่ยกมา (ต่อเนื่องจากโพสต์ก่อนหน้า)
สินค้าของเราเป็น ทาวน์โฮม ใกล้เซ็นทรัล เวสต์เกต
และวันวิได้มีข้อมูลของลูกค้าไว้แล้วบางส่วน

💡 คำถาม : ข้อมูลในส่วนนี้มาจากไหน ?
💡 ตอบ : มาจากการที่เราตั้งใจเก็บ DATA ด้วยวิธีการต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกค้าทำแบบสอบถามการเยี่ยมชม
การให้พนักงานขายสอบถามข้อมูลหรือปัญหาของลูกค้า
การติดตามสาเหตุที่ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อ ซึ่งข้อมูลพวกนี้
ทำให้เราสามารถ Set กลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนขึ้น

🎯 ในการเริ่มทำ Customer Persona ดังตัวอย่าง
สินค้า ทาวน์โฮม ทำเลเซ็นทรัล เวสต์เกต
✅ องค์ประกอบแรก คือ การกำหนดกลุ่มอายุ
ผู้ที่จะมีเงินซื้อทาวน์โฮม 2 ล้าน มีอายุประมาณเท่าไหร่
✅ วันวิกำหนด อายุ 25-35 ปี ให้แคบลง เพราะคำนึงถึง
ระยะเวลาในการผ่อนชำระบ้านจริงกับธนาคาร
✅ อายุเท่านี้ น่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณเท่าไหร่
โดยรายได้ต้องคำนึงเรื่องค่าใช้จ่ายภาระหนี้สินด้วย
ว่าหักแล้ว หรือเมื่อกู้ร่วมแล้ว จะสามารถซื้อบ้านได้ไหม
✅ และพวกเขาอาศัย หรือทำงานอยู่ทำเลไหน
ในที่นี่วันวิจะกำหนดพื้นที่เป็น เขต/อำเภอ โดยคำนึงเรื่อง
ทำเลที่ตั้งของทาวน์โฮม และการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ
✅ Top3 Fan Page - Influencer สามารถหาได้จาก
การใช้งาน facebook audience insights เพียงกรอก
พื้นที่เขต/อำเภอ ที่เรากำหนดไว้ ก็จะทราบข้อมูลภาพรวม
ว่าลูกค้าในเขตพื้นที่นี้ เขามีไลฟ์สไตล์ยังไง ชอบอะไร
และติดตามข่าวสาร หรือเพจอะไร ข้อมูลนี้ทำให้เรานำมา
ใช้ในการสร้าง Content และลงโฆษณาเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้
✅ ต่อมาคือการสร้าง Profile ให้กับลูกค้า โดยนำข้อมูล
ของลูกค้าและจุดเด่นของสินค้าเข้ามาผสมผสานกัน
ในที่นี้ ช่วงอายุของลูกค้าพอจะบอกไลฟ์สไตล์ลูกค้าได้
ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ไลฟ์สไตล์แบบไหนกันล่ะ ที่จะซื้อบ้านเรา
อย่างแรกเลย บ้านของเรามีถึง 4 ห้องนอน แน่นอนว่า
บ้านหลังนี้เหมาะสำหรับทุกคน และอยู่ได้ครอบครัวใหญ่
ภาพในใจของเรา จึงเป็นกลุ่มคนที่รักครอบครัว และต่อให้
ลูกค้าคนนี้ ไม่ได้คิดจะอาศัยอยู่กับครอบครัว แต่ด้วยจุดเด่น
ของบ้าน คือ 4 ห้องนอน ฉะนั้น จะต้องเป็นลูกค้าที่ชื่นชอบ
การทำกิจกรรม การทำงาน หรืองานอดิเรกอื่นๆ เป็นต้น
✅ กิจวัตรชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง ของลูกค้าคนนี้เป็นยังไง
นอกจากไปทำงาน เวลาว่างเล่นโซเชี่ยลไหม ในเวลาพัก
หรือเลิกงานล่ะ เขาทำอะไร ในตัวอย่างวันวิให้เขาเป็นกลุ่มที่
ติดโซเชี่ยล เพราะต้องใช้หารายได้เสริม และเมื่อหาเงินได้
ก็ต้องเป็นลูกค้าที่ชอบใช้เงินเก่ง สำหรับกิน เที่ยว ช้อปปิ้ง
หรือชอบใช้เงินกับครอบครัว อยากให้ทุกคนสบาย เป็นต้น
✅ Pain Point ของคนๆ นี้ล่ะ เขามีปัญหาเรื่องอะไร ?
ทำไมเขาจะต้องซื้อทาวน์โฮมของเราด้วย มีเหตุผลอะไร
ที่ลูกค้าคนนี้อยากจะมีบ้าน หรือที่อยู่อาศัยใหม่
และมีเรื่องอะไรที่สินค้าของเรา แก้ปัญหาให้กับเขาได้บ้าง
ในตัวอย่าง วันวินำ Data ที่เก็บรวบรวมมาใช้ ทำให้มีข้อมูล
ดังต่อไปนี้ เรื่องแรก ลูกค้าคนนี้ต้องการแยกครอบครัว
ต้องการแต่งงานสร้างครอบครัวใหม่ หรือมีสภาพชีวิต
ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และเรื่องของการเติบโตขึ้น
ต้องการมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ต้องการ
ที่อยู่ใหม่ ที่เดินทางสะดวก หรือใกล้ที่ทำงาน เป็นต้น
✅ Perceived Barriers แล้วอะไรล่ะ ที่ยังขวางกั้น
ไม่ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ องค์ประกอบนี้เป็น Insight ลึกๆ
ที่ลูกค้าบางรายไม่กล้าบอกโดยตรง ต้องอาศัยการพูดคุย
การสอบถาม การรับฟัง และเก็บข้อมูลไปแบบเนียนๆ ค่ะ
อย่างเช่น ทำเลที่ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นชานเมือง
ดีไซน์บ้านยังไม่สวยถูกใจ โปรโมชั่นยังไม่โดนใจ
หรือของแถม ส่วนลดยังน้อยไป และอาจมีที่อื่น หมู่บ้านอื่น
ที่กำลังเปรียบเทียบอยู่ตอนนี้ หรือต้องให้ที่บ้านช่วยตัดสินใจ
💡 ข้อมูลพวกนี้ เราต้องใส่ใจรับฟัง และใส่ลงมาด้วยค่ะ
เพราะการทำการตลาด ทำ Content เราจะได้สื่อสารตรงจุด
และสื่อสารกับผู้ที่มีส่วนในการตัดสินใจ หรือใช้สินค้าด้วย
✅ Success Factors องค์ประกอบนี้ วันวิใส่ลงมาเลยค่ะ
ว่าเราจะสรุปกลยุทธ์ หรือทำอะไร เพื่อให้ผู้ใช้ หรือผู้ซื้อ
เกิดการตัดสินใจซื้อ เช่น
💡 การที่ลูกค้ายังต้องเปรียบเทียบอยู่ แน่นอนว่า นอกจาก
โปรโมชั่น ความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ ก็สำคัญ งั้นเราจะเพิ่ม
การทำแบรนด์ การพบเห็น และรีวิว ได้ในหลายช่องทาง
นี่คือสาเหตุที่วันวิ ใส่ Top3 Fan page และ Influencer ค่ะ
เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่วันวิต้องการสื่อสารด้วย
💡 การทำ Content เรื่องทำเล โลเคชั่น การเดินทาง
ที่สะดวกสบาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก นำเสนอมุมมอง
ทำเล ร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง ที่ตรงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
💡 ลูกค้าต้องการมีทรัพย์สิน ในขณะที่กลัวการมีหนี้สิน
แน่นอนว่า กลุ่มลูกค้าของเราชอบหารายได้พิเศษอยู่แล้ว
เราจะตกแต่งบ้าน ให้เป็นทั้งห้อง Live สด และห้อง Stock
ทำให้ลูกค้าเห็นช่องทางหารายได้เสริม การขยายกิจการ
รวมไปถึงการเดินทางไปยังแหล่งวัตถุดิบ ขนส่ง ต่างๆ
💡 การจัดแพ็คเกจโปรโมชั่น ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้เอง
โดยที่ไม่ต้องต่อรองกับพนักงานขาย เป็นต้น
🎯 นี่คือตัวอย่าง ที่วันวิได้สรุปและยกตัวอย่างมาให้เห็นภาพ
และเพื่อให้ชัดเจน จึงได้นำตัวละคร อินา ในภาพยนตร์
อ้ายคนหล่อลวง มาใส่ใน Customer Persona ด้วย
สำหรับนักการตลาด ที่วางแผนและต้องคิดงาน เพื่อให้ง่าย
ต่อการบรีฟข้อมูลให้กับทีมงาน การนำภาพตัวละครมาวาง
จะทำให้สื่อสารกันได้ชัดเจนมากขึ้น และง่ายต่อการดีไซน์
หรือทำ Content และออกแบบสื่อต่างๆ

🎯 การจัดทำ Customer Persona ไม่ได้จำกัดหรือต้องใช้
รูปแบบนี้เท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของธุรกิจ
และการนำข้อมูลไปใช้ต่อ ดังตัวอย่างในโพสต์ก่อนหน้า
ที่ออกแบบ Content ตาม Customer Persona

💙 วันวิหวังว่าข้อมูลที่นำมาแชร์ จะเป็นประโยชน์
ต่อผู้ที่กำลังศึกษาข้อมูล เรียนต่อ หรือทำธุรกิจ
📍 ในโพสต์หน้า จะพบกันในเรื่องการทำ Segmentation
แบบละเอียด ตามคำขอทาง inbox หากท่านใดสนใจ
หรือต้องการให้วันวิสรุปข้อมูลด้านใด สามารถทักมาคุย
หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้นะคะ

#การตลาด #การตลาดออนไลน์
#การตลาดอย่างง่าย



#อสังหาริมทรัพย์

วันนี้จะมาแชร์ กลยุทธ์เพิ่มยอดขายด้วย Content ปัง จากทฤษฎีดัง Marketing Funnel ค่ะก่อนหน้าเราเคยพูดถึงการทำการตลาดด้วยทฤ...
25/08/2022

วันนี้จะมาแชร์ กลยุทธ์เพิ่มยอดขายด้วย Content ปัง จากทฤษฎีดัง Marketing Funnel ค่ะ
ก่อนหน้าเราเคยพูดถึงการทำการตลาดด้วยทฤษฎี Marketing Funnel กันไปแล้ว
ซึ่งในโพสต์นี้จะนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้กับการทำ Content ให้ปังค่ะ

💡 ก่อนที่เราจะไปทำ Content อย่างแรกที่ตอบให้ได้เลย เรากำลังจะสื่อสารกับใคร ?
🤷🏼‍♂️ ใครเป็นลูกค้าของเรา ?
🤦🏼‍♂️ ใครคนนั้น กำลังมีปัญหาเรื่องอะไร ?

ซึ่งในโพสต์ต่อไป วันวิจะมาแนะแนวทางในการทำ Customer Persona ให้นะคะ
แต่วันนี้ขอสรุปสั้นๆ ในโพสต์นี้มาให้ก่อน

💡 ยกตัวอย่าง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง โครงการชื่อ WANWI
ก่อนที่จะทำ Content ก็ได้มีการจัดทำข้อมูลโปรไฟล์ลูกค้ามาดังนี้
➡️ (Pain Point) ของลูกค้าคืออะไร ทำไมวันนี้ลูกค้าจึงคิดที่จะซื้อบ้าน ?
➡️ (Perceived Barriers) แล้วมีอะไรบ้าง ที่เป็นอุปสรรค ที่ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อบ้าน ?
➡️ (Success Factors) อะไรคือหนทางที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้ ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อบ้าน?
ในการยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ วันวิได้ใส่ คาแรคเตอร์ของ อินา ในภาพยนต์อ้ายคนหล่อลวงมาให้
เพื่อทำให้ผู้อ่านได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ว่าใครเป็นว่าที่ลูกค้าของโครงการหมู่บ้าน WANWI
(วันวิแนะนำให้ทุกท่านที่จัดทำ Customer Persona ลองหาตัวละครมายกตัวอย่าง จะทำให้ได้ภาพชัดเจน
และสามารถสื่อสารกับทีมงานได้เห็นภาพลูกค้าชัดขึ้น)

เมื่อได้คาแรคเตอร์ของลูกค้า และรู้ปัญหาของลูกค้าแล้ว ก็ถึงเวลาเอาจุดขายของสินค้าเรามาทำ Content
ให้ลูกค้ามองเห็นความสำคัญ และสินค้าเราแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างไร
ในบางธุรกิจอาจจะใช้ Marketing Funnel ได้ไม่ครบทุกข้อ ซึ่งในตัวอย่างที่วันวิยกมานั้น ใช้ด้วยกัน 4 ลำดับ

🔵 ขั้นแรก Awareness การสร้างการรับรู้ : Content แรกที่จะปล่อยออกสู่สายตาลูกค้า จะต้องเป็นการทำให้รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นชื่อแบรนด์ โครงการอะไร ตั้งอยู่ที่ไหน ราคาเท่าไหร่ ทำให้ลูกค้าจดจำเราให้ได้ และพบเห็นบ่อย ๆ จากหลาย ๆ ช่องทาง อย่าง Content ที่จะทำ ก็มีด้วยกัน 3 เรื่องหลักๆ คือ
1. แนะนำโครงการ ชื่ออะไร ราคาเท่าไหร่ ตั้งอยู่ที่ไหน
2. แนะนำจุดเด่นของสินค้าเล็กน้อย เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ เลือกจุดเด่นที่ดีที่สุด (อย่าใส่จุดเด่นหลายข้อ ลูกค้าจะสับสนและจำไม่ได้)
3. แนะนำทำเล เพื่อให้ได้กลุ่มลูกค้าที่สนใจทำเลนั้นจริงๆ และนำลูกค้าที่ใช่ เข้าสู่ขั้นตอนปิดการขายลำดับถัดไป

🔵 Content ถัดมาคือขั้น Consideration ในช่วงที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจ หลังจากรู้จักแบรนด์เรา ต้องเร่งสร้างจุดขาย ความน่าเชื่อถือ ขายความแตกต่าง แต่ต้องเป็นเรื่องที่ลูกค้าต้องการจะฟัง หรือต้องการอ่าน นั่นก็คือ พูดถึงเรื่องที่แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ ตอบโจทย์ลูกค้าได้ ซื้อแล้วดีกับชีวิตของลูกค้ายังไง ซึ่งในตัวอย่าง จะทำ Content ด้วยกัน 4 เรื่อง คือ
1. Why? บอกเหตุผลลูกค้า ว่าทำไมต้องซื้อโครงการของเรา มันดีต่อชีวิตลูกค้ายังไง
2. นำจุดขายที่เคยเผยไปเล็กน้อย ออกมาใส่รายละเอียด และจุดขายนี้แก้ปัญหาให้ลูกค้ายังไง เช่น เพิ่มโอกาส หรือทำให้เห็นโอกาส เพิ่มรายได้ ได้ยังไง บ้าน 4 ห้องนอน สามารถทำเป็นห้อง Live สดขายของ สต๊อกสินค้าได้ ถ้าลูกค้าต้องการมีรายได้เสริม บ้านที่นี่จะตอบโจทย์ในการทำธุรกิจเล็กๆ ที่บ้านได้
3. แนะนำสถานที่ ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า จาก Customer Persona จะทำให้เราเห็นภาพลูกค้าชัดเจน ว่าลูกค้ามีไลฟ์สไตล์อย่างไร การซื้อบ้านที่นี่ ลูกค้าจะใกล้กับสถานที่ไหนบ้าง
4. แนะนำการเดินทาง ไม่ว่าจะด้วยรถยนต์ รถไฟฟ้า เส้นทางที่ลูกค้าคิดว่าไกล แต่ในความเป็นจริง ใช้ระยะเวลาเดินทางเพียงแค่ 15 นาที เป็นเส้นทางที่รถไม่ติด ไม่ได้ไกลแบบที่ลูกค้าคิด Content นี้ ช่วยไขปัญหา ที่ลูกค้ากลัว และตอบโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ คือสะดวกในการเดินทางไปทำงาน

🔵 ขั้นตอนต่อมา คือ Conversion ในขณะที่ลูกค้าสนใจแบรนด์เรา หรือเข้ามาเยี่ยมชม สอบถามข้อมูลเรา ต้องส่ง Content โปรโมชั่น ออกไปเร่งให้เกิดการตัดสินใจในทันที ในขณะที่ลูกค้ากำลังมีความต้องการ ต้องใช้กลยุทธ์ราคา โปรโมชั่น ให้ถูกจังหวะ และมีระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้ตัดสินใจนาน ในขั้นตอนนี้ สำหรับท่านใดที่ต้องใช้เงินสำหรับยิงโฆษณา แนะนำทำ Re-Marketing หรือเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เคยสนใจ คลิก หรือเข้าชมเวบไซต์ เพื่อให้ได้ลูกค้าที่แคบลง และตรงกลุ่มที่อยากสื่อสารมากที่สุด (ซึ่งหมายถึง กลุ่มลูกค้าที่เคยเห็น Content ขั้น Awareness และ Consideration มาแล้ว)

🔵 ขั้นตอนสุดท้าย Loyalty การรักษาลูกค้าเก่า ทำอย่างไรให้ลูกค้าเป็นผู้แนะนำประสบการณ์หรือช่วยบอกต่อ ต้องไม่ลืมที่จะทำ Content สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าของเราแล้ว และมอบสิทธิพิเศษเป็นการขอบคุณลูกค้าด้วย
การทำ Content โดยใช้ทฤษฎี Marketing Funnel จะช่วยเรียงลำดับการปล่อย Content ได้ดี และในเวลาที่เหมาะสม เพราะพฤติกรรมของลูกค้า กว่าจะตัดสินใจซื้อสินค้าบางอย่าง มีขั้นตอน และผ่านวิธีการเลือกและเปรียบเทียบมากมาย กว่าจะมาเป็นลูกค้าของเรา

🤟🏼 วันวิหวังว่า ข้อมูลและเนื้อหาที่นำมาแชร์จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และขอบคุณสำหรับการติดตามมาโดยตลอด

📍 พบกันในโพสต์หน้า เรื่องการทำ Customer Persona แบบเจาะลึกค่ะ 🙏🏻

#การตลาด #การตลาดออนไลน์
#การตลาดอย่างง่าย



เพราะการตลาด ไม่ได้มีแค่ 4Ps. แต่ยังมีปัจจัยภายนอก ที่ควบคุมไม่ได้อีกมากมาย! ทำไมต้องศึกษา Marketing Environment ?Market...
21/03/2022

เพราะการตลาด ไม่ได้มีแค่ 4Ps.
แต่ยังมีปัจจัยภายนอก ที่ควบคุมไม่ได้อีกมากมาย!

ทำไมต้องศึกษา Marketing Environment ?

Marketing Environment - สภาพแวดล้อมทางการตลาด
แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ
ปัจจัยภายใน และ ปัจจัยภายนอก
(ดังภาพประกอบ วงกลม)

💡ปัจจัยภายใน Internal Factors – เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
กับภายในองค์กร สามารถควบคุมได้

💡ปัจจัยภายนอก External Factors – เป็นปัจจัย
ภายนอกองค์กร ไม่สามารถควบคุมได้

🔹 Internal Factors (ปัจจัยภายใน) : เช่น 4Ps , หรืออื่นๆ

ตัวอย่างการวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร
ยกตัวอย่าง โครงการหมู่บ้านจัดสรร The Pine Village

• Product : เป็นทาวน์โฮม ดีไซน์แคลิฟอเนียร์
จุดแข็งคือ ฟังก์ชั่น 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
ฟังก์ชั่นนี้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าแล้วหรือไม่
จำนวนห้องนอนมากไปไหม หรือพอดี และรูปแบบ
ดีไซน์ตัวบ้านทันสมัย สวยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้หรือไม่
หรือเทรนด์ในปัจจุบัน นิยมบ้านสไตล์ไหน การตกแต่ง
ได้มีการออกแบบดีไซน์ภายใน เพื่อแสดงให้เห็นถึง
ฟังก์ชั่นห้องนอนที่หลากหลาย พอจะดึงดูดหรือโน้มน้าว
อารมณ์ลูกค้าได้หรือยัง แล้วสิ่งอำนวยความสะดวก
ความปลอดภัย ครบครัน และน่าเชื่อถือหรือไม่ เป็นต้น

• Price : ราคาเริ่มต้นที่ 2.15 ล้านบาท เทียบกับคู่แข่งขัน
ที่ฟังก์ชั่นห้องน้อยกว่า ถือว่าราคาถูกว่ามาก แต่ถ้าลูกค้า
ยังบอกว่าแพง ลองกลับมาทบทวนว่าเป็นที่ราคาบ้าน
หรือเราทำการตลาดผิดกลุ่ม ใช่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหรือยัง
ภาพลักษณ์แบรนด์เรา ดูเหมาะสมกับลูกค้าที่ต้องการหรือไม่
บางครั้ง บางสินค้าราคาถูกเกินไป ก็อาจจะไม่ใช่ผลดี
ภาพลักษณ์อาจจะดูไม่มีคุณภาพ ในสายตาลูกค้าก็ได้
การปรับขึ้นราคา ก็ทำให้สินค้าขายดีได้เช่นกัน เป็นต้น

• Place : ทำเลที่ตั้งโครงการเข้าซอยลึกประมาณ 5 กิโล
แต่ปากซอยอยู่ติด ทางกลับรถเข้า-ออกเมือง ใกล้มอเตอร์เวย์
การคมนาคมสะดวก เข้า-ออก ได้หลายเส้นทาง แต่เมื่อเทียบ
กับคู่แข่ง ถือว่าพอๆ กัน เพราะทำเลใกล้เคียงกัน

• Promotion : ฟรี ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง
ฟรี เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งทั้งหลัง , ฟรี เครื่องปรับอากาศ ถือว่า
เหนือกว่าคู่แข่งขันในทำเลเดียวกัน แต่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์
ความต้องการของลูกค้าจริงๆ ถ้าลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อ
ก็ควรเก็บฟีดแบคของลูกค้า อาจจะเก็บจากแบบสอบถาม
หรือจากการที่พนักงานขาย พูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกค้า
เพื่อนำมาปรับแผนกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่

➡️ นอกจากนี้ปัจจัยภายในองค์กร ที่สามารถควบคุมได้
เช่น การเงินการบัญชี บุคลากร ชื่อเสียง และภาพลักษณ์
บริษัท หมู่บ้าน โครงการ เป็นต้น

🔹 External Factors (ปัจจัยภายนอก) : แบ่งออกเป็น
แบบ Micro (จุลภาค) และ Macro (มหภาค)

➡️ Micro Environment เป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่ใกล้องค์กร
และส่งผลกระทบมากที่สุด และองค์กรไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

• Suppliers ผู้ขายวัตถุดิบ : เช่น ผู้รับเหมา ผู้ขายวัสดุก่อสร้าง
ปรับขึ้นราคา ต่อรองราคา ก็เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ แต่
เราสามารถแก้ปัญหาได้ เช่น การหาผู้ขายเจ้าใหม่ การต่อรอง
ราคา หรือการซื้อในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อให้ได้ราคาดี หรือ
การเปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิตเอง เพื่อลดต้นทุนในอนาคต เป็นต้น

• Marketing intermediaries ตัวกลางทางตลาด : เช่น
การมีตัวแทน เอเจ้นซ์ในการมาช่วยขาย ช่วยหาลูกค้า เพราะ
เอเจ้นซ์อาจมีฐานข้อมูลลูกค้าเยอะกว่า หรืออาจลงพื้นที่ได้
มากกว่าผู้ประกอบการ และเข้าใจลูกค้าในทำเลนั้นได้ดีกว่า

• Customer / Target Market ลูกค้าหรือตลาดเป้าหมาย :
กลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มตลาดเป้าหมายของโครงการเราเป็นใคร
อยู่ที่ไหน ทาวน์โฮมเราตอบโจทย์ที่อยู่อาศัยของลูกค้าหรือไม่
ลูกค้าต้องการ หรืออยากได้บ้าน ยินดีที่จะจ่ายในราคานี้ไหม

• Competitors คู่แข่งขัน : วิเคราะห์คู่แข่งขันทั้งทางตรง
และทางอ้อม เช่น หมู่บ้านในทำเล รวมถึงคอนโด อพาร์ทเม้นท์
เพื่อให้ทราบ จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสของโครงการ
เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร
ด้านฟังก์ชั่น ผลิตภัณฑ์ ราคา โปรโมชั่น เป็นต้น

• Public ชุมชน : บริษัท หน่วยงาน บ้านเรือน ชุมชนใกล้เคียง
หรือสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น ได้รับผลกระทบจากการประกอบ
ธุรกิจ การก่อสร้างบ้านของเราหรือไม่ แล้วเรามีวิธีหรือแนวทาง
แก้ปัญหาอย่างไร มีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคม สิ่งแวดล้อมหรือไม่

➡️ Macro Environment เป็นปัจจัยภายนอกที่ใหญ่ขึ้น
ไม่ใช่แค่กระทบต่อธุรกิจของเราเท่านั้น แต่ธุรกิจอื่น ภาคส่วน
องค์กร หน่วยงานอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยนี้ด้วยเช่นกัน

• Politics การเมือง : สถานการณ์การเมือง ช่วงนี้เป็นยังไง
มีการประท้วง ทำให้ธุรกิจไม่สามารถประกอบกิจการได้หรือไม่

• Economics เศรษฐศาสตร์ : เศรษฐกิจช่วงนี้เป็นยังไง
มีอัตราเงินเฟ้อ หรือปรับดอกเบี้ยขึ้นหรือไม่ แล้วส่งผลต่อการ
กู้ยืมสินเชื่อบ้าน การตัดสินใจซื้อไหม หากส่งผล โครงการควร
จัดโปรโมชั่น แคมเปญ ช่วยผ่อนให้ลูกค้าดีไหม ลดภาระให้ลูกค้า
หรือสงครามรัสเซีย ยูเครน กระทบต่อต้นทุน เช่น เหล็ก แพงขึ้นไหม
แล้วเรามีวิธีจัดการ รับมือกับปัญหาอย่างไรบ้าง

• Technological เทคโนโลยี : การปรับตัวของทุกองค์กร ทำให้
การแข่งขันด้านเทคโนโลยีสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในยุค Covid
ที่ลูกค้าไม่กล้าออกจากบ้าน ควรมองหาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
ทั้งในแง่ของสื่อ หรือนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการอยู่อาศัยมาใช้
เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน และช่วยในการเข้าถึงลูกค้า เป็นต้น

• Environment สิ่งแวดล้อม : สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
เช่น ฝนตก น้ำท่วม น้ำทะเลหนุน โครงการรับมือ หรือเตรียมจัดทำ
ระบบป้องกันน้ำท่วมให้โครงการไหม หรือหากอยู่ในพื้นที่ ที่มีฝุ่น
ค่าฝุ่น PM25 สูงมาก อาจจะมีนวัตกรรมเกี่ยวกับการป้องกันฝุ่น
หรือดักจับฝุ่นไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน หรือหากโครงการตั้งอยู่ใกล้ทำเล
นิคมอุตสาหกรรม ให้ศึกษาผลกระทบที่อาจะเกิดขึ้นในอนาคต
และเตรียมแผนรับมือกับมลภาวะที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น

• Legal กฎหมาย : ธุรกิจเราเกี่ยวข้องกับกฎหมายในด้านใด
ความเข้มงวดของกฎหมายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อธุรกิจเราหรือไม่
การคุ้มครองผู้บริโภค คุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า
ห้ามนำข้อมูลลูกค้ามาทำการตลาด โฆษณา ติดตาม หรือโทรหา
แม้แต่การทำการตลาดสื่อออฟไลน์ เช่น การห้ามติดป้าย เป็นต้น

📌 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาด
ทำให้เราสามารถสร้างแผนการตลาดเชิงกลยุทธ์ได้
ทำให้มองเห็น ข้อดี ข้อเสีย โอกาส ปัญหาและอุปสรรครอบด้าน
ที่ไม่ใช่แค่ 4Ps. ปัจจัยภายใน แต่ได้วิเคราะห์ปัจจัยภายนอกด้วย

💡 โดยสามารถนำข้อมูลที่ได้ ไปวิเคราะห์ SWOT
จัดทำแผนการตลาดเชิงกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมได้ ✌🏻

#การตลาด #การตลาดออนไลน์
#การตลาดอย่างง่าย

มารู้จัก Marketing Funnel และ TOFU MOFU BOFUที่ใครหลายคนอาจงง ตัวย่ออะไรเยอะแยะ คืออะไร ?Funnel แปลตรงตัว คือ กรวย และกร...
25/02/2022

มารู้จัก Marketing Funnel และ TOFU MOFU BOFU
ที่ใครหลายคนอาจงง ตัวย่ออะไรเยอะแยะ คืออะไร ?

Funnel แปลตรงตัว คือ กรวย และกรวยมีคุณสมบัติ
คือ การกรอง เปรียบเสมือนกับการทำการตลาด
ที่เริ่มตั้งแต่สร้างการรับรู้ในแบบกว้าง จากลูกค้า
ที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์หรือสินค้า จนได้มาลูกค้าตัวจริง

และ TOFU MOFU BOFU เปรียบกับ Step ของ Funnel
ซึ่งใน Marketing Funnel แบ่งได้เป็น 3 Step ด้วยกัน

1. TOFU – Top Of Funnel บนสุดของกรวย
2. MOFU – Middle Of Funnel ตรงกลางของกรวย
3. BOFU – Bottom Of Funnel ล่างสุดของกรวย

👑 TOFU ใน Step บนสุดนี้ ประกอบไปด้วย

💡 Awareness ที่เน้นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์
หรือสินค้า ให้เป็นที่รู้จัก เน้นนำเสนอสิ่งที่
กลุ่มเป้าหมายต้องการ มีประโยชน์ต่อลูกค้ายังไง
ยังไม่เน้นการขายสินค้า

เช่น เรากำลังจะขาย เสื้อผ้าแบรนด์ WANWI
ก็ควรนำเสนอจุดเด่น ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ รูปแบบ
เทรนด์ แฟชั่น ที่นิยม อาจจะโปรโมทผ่านสื่อ online
หรือ Influencer Net Idol โปรโมท ยังไม่ใช่เน้นขาย
แบบ ลด แลก แจก แถม อัดโปรโมชั่น

💡 Consideration คือ การทำการตลาดกับกลุ่ม
ที่เริ่มรู้จักแบรนด์บ้างแล้ว เคยเห็นสินค้าผ่านสื่อบ้าง
แต่ยังไม่ได้ซื้อสินค้าใช้ ขั้นนี้จะเน้นการสร้างความ
น่าเชื่อถือของแบรนด์และสินค้า เน้นบอกความจำเป็น
ที่ลูกค้าต้องซื้อใช้ ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ สินค้าเรา
มีความแตกต่าง และเหนือกว่าแบรนด์อื่นยังไง

เช่น เสื้อผ้าแบรนด์ WANWI ของเรา ใช้ผ้าที่ทอมา
จากเส้นใยอะไร หรือตัวผ้าย่อยสลายได้ง่าย
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(แบรนด์รักษ์โลก) 😉
หรือเป็นผ้าที่ถนอมผิวผู้สวมใส่ ใส่แล้วดูเท่ สมาร์ท
เสริมบุคลิกให้ดูดี เหมาะกับระดับหัวหน้างาน
อาจจะทำการตลาด โฆษณาโดยใช้ Influencer เดิม
แต่เปลี่ยนรูปแบบ Content ในการนำเสนอ ขั้นนี้
จะเน้นสร้างคุณค่า ความน่าเชื่อถือ

👑 MOFU คือ Step ตรงกลางกรวย
ที่เน้นโน้มน้าว ให้สนใจ ตัดสินใจ

💡 Conversion คือ การพิจารณาตัดสินใจซื้อ
เมื่อลูกค้าได้รู้จักแบรนด์เราแล้ว ขั้นนี้ควรทำการตลาด
โดยใช้โปรโมชั่น เพื่อโน้มน้าวให้สนใจ ทดลองใช้

เช่น เสื้อผ้าแบรนด์ WANWI ซื้อวันนี้ แถมผ้าผูกผม
หรือผ้าพันคอแบรนด์ WANWI หรือซื้อวันนี้ รับโค้ด
ส่วนลดพิเศษ สำหรับลูกค้าซื้อครั้งแรก 30% เป็นต้น

👑 BOFU คือ ส่วนที่เล็กที่สุดของกรวย
ซึ่งได้กรองลูกค้าที่ซื้อสินค้ามาแล้ว

💡 Loyalty คือ การทำให้ลูกค้าเก่า กลับมาซื้อซ้ำ
ใช้ซ้ำ ด้วยการส่งมอบคุณค่า ความประทับใจ ส่วนลด
หรือสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าเก่า ตลอดจนการดูแล การให้
บริการหลังการขาย เพื่อสร้างความประทับใจ นำไปสู่

💡 Advocacy การมีแฟนคลับของแบรนด์ คอยแนะนำ
บอกต่อ หรือช่วยรีวิวสินค้าให้

เช่น เสื้อผ้าแบรนด์ WANWI มอบสิทธิพิเศษสำหรับ
ลูกค้าเก่า ซื้อ 1 แถม 1 หรือลูกค้าที่แนะนำเพื่อนมาซื้อ
รับส่วนลด 50% ในชิ้นต่อไป หรือรีวิวสินค้าให้แบรนด์
โพสต์สินค้าและแท็กเพจ รับส่วนลด 10% หรือมอบโค้ด
ส่วนลดพิเศษให้ผู้ถูกแนะนำ เป็นต้น

📌 จะเห็นได้ว่า ทฤษฎีการตลาด มักจะมี 4P
ให้ได้นำมาประยุกต์ใช้ควบคู่กันไปตลอด
การนำทฤษฎี Marketing Funnel มาประยุกต์ใช้
คือการทำการแบบเป็นขั้นตอน ไม่ลัดขั้นตอน
เปรียบเสมือน Customer Journey ที่จะทำยังไง
ให้ลูกค้าที่ไม่รู้จักแบรนด์ กลายมาเป็นลูกค้า(ประจำ)

#การตลาด #การตลาดออนไลน์
#การตลาดอย่างง่าย


ที่อยู่

Bangkok
10170

เบอร์โทรศัพท์

+66618932511

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ การตลาดอย่างง่าย - By Wanwiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์