12/05/2026
Brand storytelling
แบรนด์เล่าเรื่อง หรือแบรนด์เข้าไปอยู่ในเรื่องเล่า?
0
Brand storytelling
ผมว่าหลายปีที่ผ่านมาคำว่า Brand storytelling มันเป็น buzz word เลยแหละ มีทั้งบทความ มีทั้งคลาสสอนให้เรา “เล่าเรื่องของแบรนด์” คือเรียกได้ว่าเมื่อพูดถึงการทำแบรนด์เมื่อไร เรามักถูกบอกเล่าเสมอว่า “แบรนด์ต้องมีเรื่องเล่า”
ดังนั้นก็เลยไม่แปลกเลยที่เราเห็นแบรนด์จำนวนมากพยายามเล่าประวัติองค์กร เล่าความตั้งใจของผู้ก่อตั้ง เล่าความยากลำบากของบริษัท หรือสร้างโฆษณาที่มี plot ซึ้งๆ เพื่อหวังให้ผู้คนจดจำแบรนด์ได้
แต่น่าสนใจนะครับว่าแบรนด์ที่ทรงพลังจริงๆหลายครั้งกลับไม่ได้เล่า “เรื่องของตัวเอง” มากเท่าไรนัก แต่เขากลับสนใจประเด็นที่ว่ามนุษย์ทุกคน(ลูกค้าด้วย)มี “เรื่องเล่าชีวิต” ของตัวเองอยู่แล้ว และสิ่งที่แบรนด์ต้องทำ ไม่ใช่การแทรก “เรื่องของแบรนด์” เข้าไปในหัวลูกค้า แต่คือการเข้าไป occupy “ตำแหน่งบางอย่าง” ในเรื่องเล่าของลูกค้า
พูดอีกแบบคือ แบรนด์ที่เก่งจริง ไม่ได้พยายามเป็น “พระเอก” ในเรื่องเล่า แต่พยายามเข้าใจว่าลูกค้าต่างหากที่เป็นพระเอกอยู่แล้ว
และแบรนด์แค่เลือกว่าตัวเองจะเป็นอะไรใน A Hero’s Journey ของลูกค้า
จะเป็น Call to Adventure
จะเป็น Assistant
จะเป็น Treasure
หรือจะเป็น Return Symbol
เพราะสุดท้ายวิชาประสาทวิทยาของเรื่องเล่าพบข้อสรุปแล้วว่า สมองมนุษย์ไม่ได้จำสินค้าเป็นชิ้นๆหรอกนะครับ แต่มันจำว่า “สิ่งนี้มีบทบาทอะไรในเรื่องราวชีวิตของเรา”
…
1
มนุษย์ทุกคนมีเรื่องเล่าของตัวเองเสมอ
คุณ Dan McAdams ที่เป็นนักจิตวิทยาเสนอแนวคิดเรื่อง Narrative Identity ว่า มนุษย์ไม่ได้มี identity แบบคงที่ครับ แต่เราสร้าง “ตัวตน” ผ่านการร้อยเรียงประสบการณ์ชีวิตให้กลายเป็นเรื่องเล่า เขาบอกว่า ตัวตน ก็คือเรื่องเล่าที่เราอัพเดทเรื่อยๆครับ
เราเอาอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่จินตนาการ มาต่อเข้าด้วยกันเป็น narrative ของชีวิตตัวเอง ดังนั้น “ตัวเรา” จึงไม่ใช่แค่ข้อมูล และประวัติ แต่คือ “เรื่องราว” ครับ เมื่อมนุษย์ใช้ชีวิต เราจึงมักตีความทุกอย่างผ่าน narrative structure โดยอัตโนมัติ
และสิ่งที่น่าสนใจคือ จากงานวิจัยด้าน cognitive neuroscience จำนวนมาก ถ้าจะเอาล่าสุดก็บทความ 20 years of DMN ของคุณ Vinod Menon ที่ลงในวารสาร Neuron ปี 2023 เขาพบหลักฐานมากมายที่สนับสนุนว่าสมองชอบ Story แน่นอนครับ
แต่ story ที่สสมองชอบที่สุด
คือ story ที่ “เกี่ยวกับตัวเอง” ครับ
…
2
สมองชอบเรื่องราวของเขามากที่สุด
งานวิจัยด้าน self-reference effect หลายๆงานวิจัยพบว่า information ที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา จะถูก encode และจดจำได้ดีกว่าข้อมูลทั่วไปครับ
เขาพบว่าสมองส่วน medial prefrontal cortex ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Default Mode Network (DMN) จะทำงานสูงมากเมื่อมนุษย์คิดเกี่ยวกับตัวเอง หรือประมวลผลข้อมูลที่ self-relevant
งานวิจัยของคุณ Arnaud D’Argembeau และเดอะแกงค์ เขาทดลองใช้ fMRI ศึกษาว่าเวลามนุษย์เชื่อมเหตุการณ์ชีวิตเข้ากับ “ตัวตน” คือพูดง่ายๆนะ “จากเรื่องราวที่ผ่านมานั้น เราเติบโตยังไง?”
แล้วเขาพบเว่าเวลาที่เราตกตะกอนชีวิตบทเรียนได้ มีสมองหลายจุดในวงจร DMN มากที่ถูกกระตุ้นครับ medial prefrontal cortex, posterior cingulate cortex, temporoparietal junction ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับ autobiographical memory, meaning construction, self-referential processing
สิ่งสำคัญคือ สมองไม่ได้แค่ถามว่า
“เกิดอะไรขึ้นกับฉัน”
แต่มันถามต่อว่า
“เหตุการณ์นี้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวฉัน”
นี่คือเหตุผลที่มนุษย์ไม่ได้ซื้อของจาก utility อย่างเดียว
แต่ซื้อจาก “ความหมายของมันในเรื่องชีวิต”
…
3
Hyrox ไม่ได้ขาย fitness แต่มันขาย “สนามพิสูจน์ตัวตน”
นี่คือเหตุผลที่แคมเปญอย่าง HYROX ทรงพลังมาก
ถ้ามองเผินๆ Hyrox คือการแข่งขันความฟิตของร่างกาย แต่ถ้ามองในเชิง narrative positioning มันคือตำแหน่งของ “Treasure” ในโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ A Hero’s Journey
ลองคิดดูนะครับ คนจำนวนมากเคยมี phase ของชีวิตที่สุขภาพแย่, ไม่มั่นใจ, ถูกดูถูก หรือไม่ชอบตัวเอง แล้วก็อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วพวกเขาก็เริ่มออกกำลังกาย แต่หลังจาก transformation เกิดขึ้น มนุษย์ต้องการ “เวที” ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นถูก validate เหมือนนักรบต้องมีสนามประลอง
ดังนั้น Hyrox จึงไม่ได้ขาย “exercise” แต่มันขาย legitimacy, identity confirmation, symbolic victory คือเขากำลังสื่อสารว่า “นี่คือสนามที่ประกาศให้โลกรู้ว่าคุณเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”
ดังนั้นสิ่งที่ลูกค้าได้รับจึงไม่ใช่แค่ medal แต่คือ narrative update จาก “คนที่เคยอ่อนแอ” กลายเป็น “คนที่ผ่านสิ่งนี้มาได้”
…
4
Tiffany & Co ที่ไม่ได้ขายแหวน แต่มันขาย “บทสรุปของเรื่องรัก”
กรณีของ Tiffany & Co. ก็น่าสนใจมาก
Tiffany ไม่ได้วางตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นของความรักแต่มัน occupy ตำแหน่ง “Return” หลังเจ้าชายเจ้าหญิงผ่านอุปสรรคเรื่องรักต้องการ “สัญลักษณ์” และที่จริงนี่คือสิ่งที่มนุษย์ทำมาตลอดประวัติศาสตร์เลยฮะ ผ่านการครอบครอบมงกุฎบ้างล่ะ แหวนบ้างละ หรือพิธีแต่งงาน หรือ ดาบแห่งชัยชนะ เพราะสมองมนุษย์ชอบทำ abstraction ให้กลายเป็น object ครับ
ดังนั้นในบริบทเรื่องเล่าของคนที่ผ่านอุปสรรคแห่งความรักมาจนเจอรักแท้ แหวนจึงไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่มันคือ compressed story
เมื่อเห็นแหวนวงเดียวสมองสามารถ retrieve เรื่องราวของ relationship ทั้งหมดกลับมาได้ นี่คือการทำงานร่วมกันระหว่าง symbolic association กับ autobiographical memory
…
5
Luxury Brand จำนวนมาก จริงๆ แล้วขาย “ชีวิตใหม่”
รถหรู นาฬิกาหรู กระเป๋าหรู ก็ทำสิ่งคล้ายกันอยู่ครับ หลายแบรนด์ luxury ไม่ได้ขาย status อย่างเดียว
แต่ขายหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “ฉันเปลี่ยนชีวิตได้แล้ว”
นี่คือเหตุผลที่โฆษณา luxury มักเต็มไปด้วย narrative ของ transformation from nothing to success, อะไรที่มันสื่อสารว่า becoming, arrival, rebirth เพราะแบรนด์กำลัง occupy ตำแหน่ง “New Life” ใน Hero’s Journey
ดังนั้นสินค้าเหล่านี้จึงทำหน้าที่เป็น identity marker, symbolic rebirth หรือ narrative completion device สอดคล้องกับทฤษฎี Symbolic Self-Completion ที่เสนอว่า มนุษย์มัก seek symbol เพื่อเติมเต็ม identity ที่ตัวเองอยากเป็น
…
6
FWD กับการเปลี่ยน “ประกัน” จากความกลัว เป็นอิสรภาพ
กรณีของ FWD Insurance เป็นตัวอย่างของการแทรกเข้าไปอยู่ในเรื่องเล่าของลูกค้าที่ผมชอบมากเลยฮะ คือประกันส่วนใหญ่มักวางตัวเองไว้ปลายทางของชีวิต คือภาพของความมั่นคง, ครอบครัวอบอุ่น, บ้านพร้อม แล้วก็ต้องมีอนาคตที่ปลอดภัยด้วย ซึ่งถ้าว่ากันตามวงจรใน A hero’s journey มันก็เป็น phase แบบ Return/New Life
แต่ FWD ทำต่างออกไปเลยครับ
พวกเขาเลือกวางตัวเองอยู่ในตำแหน่ง “Assistant” ของ A hero’s journey คือไม่ได้สื่อสารว่า “ซื้อประกันเพื่อการันตีอนาคต” แต่สื่อสารว่า “เมื่อคุณอุ่นใจ คุณจะกล้าออกไปใช้ชีวิตมากขึ้น”
ดังนั้นเราจะเห็นโฆษณาของ FWD ที่เต็มไปด้วย extreme sport, adventure, exploration และ freedom นี่แหละครับคือการเปลี่ยน storytelling position ของ insurance อย่างชาญฉลาด จาก fear management เป็น courage enablement
ซึ่งสอดคล้องกับ neuroscience ของ motivation มากกว่า เพราะมนุษย์ไม่ชอบซื้อ “ความกลัว” แต่มักอยากซื้อ “version ที่กล้ากว่าเดิมของตัวเอง”
…
7
ดังนั้น Storytelling ที่แท้จริง อาจไม่ใช่การ “เล่าเรื่อง” แต่คือการ “เข้าใจเรื่องที่ลูกค้ากำลังเล่าให้ตัวเองฟังอยู่แล้ว”
นี่อาจเป็นแก่นสำคัญที่สุดของ storytelling for branding ในยุคใหม่ก็ได้ฮะ และสอดคล้องกับ Marketing 7.0 ของคุณ Kotler ด้วย
เพราะสุดท้ายแล้ว แบรนด์ที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่แบรนด์ที่เล่าเรื่องเก่งที่สุดหรอกครับ แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจว่าลูกค้ากำลังอยู่ chapter ไหนของชีวิต
เขากำลังสู้กับอะไร
เขากำลังพยายามกลายเป็นใคร
เขาขาดอะไรใน journey นี้
และแบรนด์ควร occupy ตำแหน่งไหนใน narrative นั้น
เพราะมนุษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตเป็น bullet point ครับ เรามีชีวิตเป็น “เรื่องเล่า” และบางครั้ง สิ่งที่ทำให้แบรนด์หนึ่งกลายเป็นแบรนด์ที่เรารัก ก็ไม่ใช่เพราะมันดีที่สุดในตลาด แต่มันเคยกลายเป็น “ตัวละครสำคัญ” ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตเราครับ
…
ขออนุญาต tie-in
อันนี้เป็นแค่บางส่วนของคลาส Branding in the Brain เท่านั้นนะครับ ยังมีเนื้อหาด้านการตลาดเชิงประสาทวิทยาอีกแน่นมากในคลาสครับ หากสนใจเสาร์นี้มีคลาสที่ผมจัดร่วมกับคณะนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาครับ สามารถติดต่อได้
อ้างอิง
Belk, R. W. (1988). Possessions and the extended self. Journal of Consumer Research, 15(2), 139–168.
D’Argembeau, A., Feyers, D., Majerus, S., Collette, F., Van der Linden, M., Maquet, P., & Salmon, E. (2008). Self-reflection across time: Cortical midline structures differentiate between present and past selves. Social Cognitive and Affective Neuroscience, 3(3), 244–252.
Green, M. C., & Brock, T. C. (2000). The role of transportation in the persuasiveness of public narratives. Journal of Personality and Social Psychology, 79(5), 701–721.
Lieberman, M. D. (2013). Social: Why our brains are wired to connect. Crown Publishers.
McAdams, D. P. (2001). The psychology of life stories. Review of General Psychology, 5(2), 100–122.
Tamir, D. I., & Mitchell, J. P. (2012). Disclosing information about the self is intrinsically rewarding. Proceedings of the National Academy of Sciences, 109(21), 8038–8043.
Wicklund, R. A., & Gollwitzer, P. M. (1982). Symbolic self-completion. Erlbaum.