วงเล่าการตลาด

วงเล่าการตลาด "เม้าท์มอยการตลาดที่ย๊าก ยาก...ให้ดูง่าย"

ให้ยืมใส่ฟรีแบบนี้คุ้มจริงดิ!? ชวนสงสัย แคมเปญท้าลอง The Cloudmonster 3 ของ On คุ้มจริงไหม หรือแบรนด์กำลังเอาเงินไปทิ้งแ...
14/08/2026

ให้ยืมใส่ฟรีแบบนี้คุ้มจริงดิ!? ชวนสงสัย แคมเปญท้าลอง The Cloudmonster 3 ของ On คุ้มจริงไหม หรือแบรนด์กำลังเอาเงินไปทิ้ง
แม้ว่าแคมเปญนี้จะจบลงไปแล้ว แต่การที่แบรนด์มาแรงอย่าง On เล่นใหญ่ ประกาศแคมเปญ "ให้ยืมใส่ฟรี" กับ รองเท้าวิ่งรุ่นสายซัพพอร์ตขั้นสุด The Cloudmonster 3 เพื่อให้นำไปทดสอบวิ่งจริงกันแบบไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าเป็นสีสันที่น่าสนใจเลยทีเดียว
วันนี้วงเล่าการตลาดเลยขอชวนมาตั้งข้อสังเกต และแกะรอยกลยุทธ์เบื้องหลังว่า แคมเปญใจป้ำแบบนี้ สรุปแล้วมันคือความเสี่ยง หรือ "ความฉลาด" ขั้นสุดกันแน่
รองเท้าวิ่งสาย Max-Cushioning (เน้นพื้นหนา ซัพพอร์ตเด้งสู้เท้า) เป็นโปรดักต์ที่อธิบายความรู้สึกผ่านรูปหรือวิดีโอได้ยากมาก การให้ลูกค้าแค่ลองสวมเดินหน้ากระจกในร้านอาจไม่พอที่จะสร้างการตัดสินใจซื้อ การยอมเสี่ยงให้ยืมไปวิ่งจริงในสภาพแวดล้อมจริง จึงเป็นการใช้ Experiential Marketing มาทำหน้าที่แทนพนักงานขาย ซึ่งเมื่อโปรดักต์มันเจ๋งจริง การทุบกำแพงความลังเลเรื่อง "ราคา" ทิ้งไป แล้วให้ลูกค้าสัมผัสความฟินด้วยตัวเอง โอกาสที่ Conversion Rate จะพุ่งปรี๊ดจนยอมควักเงินซื้อคู่ใหม่ย่อมสูงตามไปด้วย
แทนที่จะเทงบไปกับการยิงแอดแพงๆ แบรนด์อาจจะมองว่ารองเท้าที่เสียไปคือ "Media Spending" รูปแบบหนึ่ง เพราะคนที่มายืมส่วนใหญ่คือนักวิ่งตัวจริง เมื่อเอาไปวิ่งก็มักจะถ่ายรูป เช็กอิน และรีวิวลงโซเชียล กลายเป็นฟรีคอนเทนต์แบบ UGC และยังได้ Micro-Influencer แบบออร์แกนิกที่ดูจริงใจกว่าแบรนด์พูดเอง แถมเบื้องหลังการลงทะเบียน แบรนด์ยังได้เก็บ Data ลึกๆ ทั้งไซส์รองเท้าและพฤติกรรมการวิ่ง เพื่อนำไปทำ Retargeting ได้อย่างแม่นยำในอนาคต
สำหรับใครที่สงสัยว่ากลยุทธ์นี้จะเอาไปปรับใช้กับแผนการตลาดของตัวเองได้ไหม มีจุดที่ต้องโฟกัสเพื่ออุดรอยรั่วและดึงศักยภาพออกมาให้สูงสุด ดังนี้
- เลือกทุ่มเฉพาะ "Hero Product" ที่ตีหัวเข้าบ้านได้เท่านั้น เพราะถ้าใช้กลยุทธ์นี้กับทุกรุ่นสินค้า คนจะมองว่าทำกลยุทธ์แบบหว่านและเดี๋ยวก็มีให้ลองไม่ต้องซื้อจริงหรอก
- การใช้สื่อออนไลน์เป็นตัวกระตุ้นความอยาก และเป็นช่องทางลงทะเบียน จากนั้นดึงลูกค้าให้มารับสินค้าหรือทดลองใช้ที่หน้าร้าน เพื่อสร้างความมั่นใจและเปิดโอกาสให้พนักงานหน้าร้านได้ทำ Cross-sell สินค้าอื่นๆ เพิ่มเติม
- ควรเพิ่มเงื่อนไขสนุกๆ เพื่อลดความเสี่ยงและกระตุ้นยอดขาย เช่น ถ้านำสินค้ามาคืนพร้อมทำแบบสอบถาม รับส่วนลดทันที 20% สำหรับการซื้อสินค้าชิ้นแรก หรือถ้ารีวิวผ่านโซเชียลครบเงื่อนไข รับสิทธิ์เป็นเจ้าของไอเทมนั้นไปเลย
แคมเปญ "ให้ยืมใส่ฟรี" เป็นการเดินหมากที่ดูเหมือนจะเสี่ยง แต่กลับเป็นการเล่นกับจิตวิทยาผู้บริโภคได้อย่างแยบยล แบรนด์ยอมเสียรองเท้าบางส่วนเพื่อแลกกับการเจาะทะลุกำแพงความลังเลของลูกค้า ซึ่งในยุคที่คนซื้อฉลาดและมีตัวเลือกมากมาย การกล้าท้าให้ลอง อาจเป็นวิธีที่คุ้มค่ากว่าการตะโกนบอกว่าตัวเองดีแค่ไหน
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

ชาวเพจไปดูกันหรือยัง บอกเลยว่าหลอนนนน สมชื่อนักเล่า The Ghost Radio ครูตรี มีเรื่องเล่า“คำสารภาพของหมอผี”สยองแรงทั่วประเ...
13/08/2026

ชาวเพจไปดูกันหรือยัง บอกเลยว่าหลอนนนน สมชื่อนักเล่า
The Ghost Radio ครูตรี มีเรื่องเล่า

“คำสารภาพของหมอผี”สยองแรงทั่วประเทศ
ทะลุ 15 ล้านบาท เพียงครึ่งวันแรก!🔥

กระแสแรงไม่หยุดขนาดนี้ ต้องรีบชวนกันมาดู Day 1 ก่อนโดนสปอยล์🎬
ฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์
ทั้งระบบปกติ บนจอยักษ์ IMAX และ 4DX

#คำสารภาพของหมอผี
#อาเล็กธีรเดช #ชาคริตแย้มนาม #เดนิสเจลีลชา

Gen Z หวนคืนสู่ออฟไลน์ ถอดรหัสพฤติกรรม From Scroll to Store เมื่อหน้าร้านคือจุดสร้างความมั่นใจในยุคที่ทุกอย่างหมุนรอบโลก...
13/08/2026

Gen Z หวนคืนสู่ออฟไลน์ ถอดรหัสพฤติกรรม From Scroll to Store เมื่อหน้าร้านคือจุดสร้างความมั่นใจ
ในยุคที่ทุกอย่างหมุนรอบโลกออนไลน์ ใครจะไปคิดว่าชาว Gen Z ที่เติบโตมาพร้อมกับหน้าจอ จะเป็นกลุ่มที่โหยหาการเชื่อมต่อในโลกแห่งความเป็นจริงมากที่สุด ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับเทรนด์ความชื่นชอบในวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่คนรุ่นใหม่หันกลับไปหาสิ่งของที่จับต้องได้และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีลง สิ่งสำคัญคือ Gen Z ไม่ได้ทิ้งออนไลน์เพื่อมาเลือกออฟไลน์ แต่พวกเขา "ใช้ทั้งสองช่องทางเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกัน" และนี่เหตุผลที่พวกเขาเปลี่ยนใจกัน
ความเหนื่อยล้าจากหน้าจอมีอยู่จริง : 81% ของ Gen Z ต้องการหาวิธีตัดขาดจากโลกดิจิทัลให้ง่ายขึ้น และ 78% ชอบการโต้ตอบทางสังคมแบบพบปะเห็นหน้ากันจริงๆ อาการจ้องหน้าจอจนล้ากำลังผลักดันให้คนรุ่นใหม่แสวงหาการเชื่อมต่อและการมีปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง
เจอออนไลน์ แต่ขอไปดูของจริง : 64% ชอบการช้อปปิ้งหน้าร้านมากกว่าออนไลน์ เพราะต้องการเห็น สัมผัส และได้มีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น : 61% ค้นพบสินค้าใหม่ๆ ผ่านหน้าร้านจริง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พวกเขาจะได้เปรียบเทียบ ลอง และพิสูจน์คุณภาพสินค้าด้วยตัวเอง
ช้อปปิ้ง = ประสบการณ์ : 75% ไปเยือนหน้าร้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ไม่ใช่แค่เพื่อตั้งหน้าตั้งตาไปซื้อของ แต่เพื่อเข้าสังคม อัปเดตเทรนด์ และสร้างประสบการณ์
เส้นทางการซื้อของคนกลุ่มนี้คือภาพสะท้อนของเจเนอเรชันที่ผสานโลก Omnichannel ได้อย่างแนบเนียนที่สุด โดยเกือบครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายยังคงเกิดขึ้นที่หน้าร้านจริง
1. Discover : โดนป้ายยาและเห็นสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น TikTok, Instagram หรือบรรดา Influencers
2. Research : เสิร์ชหาข้อมูลเพิ่มเติม อ่านรีวิว และเปรียบเทียบทางเลือกต่างๆ อย่างละเอียด
3. Visit Store : พุ่งตัวไปที่หน้าร้าน เพื่อดู สัมผัส และทดลองประสบการณ์กับสินค้าในโลกความจริง
4. Purchase : ปิดการขายที่หน้าร้าน หรืออาจจะกลับไปกดสั่งซื้อทางออนไลน์ในภายหลัง
สูตรสำเร็จในการพิชิตใจผู้บริโภคยุคนี้คือการผสานพลังของทั้งสองโลก
- ออนไลน์สร้างความอยาก : ใช้เป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ การรับรู้ ให้ข้อมูล และสร้าง Social Proof
- ออฟไลน์สร้างความมั่นใจ : ใช้เป็นพื้นที่มอบประสบการณ์ตรง ให้ลูกค้าได้พิสูจน์สินค้า สร้างความไว้วางใจ และความผูกพันกับแบรนด์
แบรนด์ที่สามารถเชื่อมต่อการกระตุ้นความอยากบนหน้าจอ ไปสู่การสร้างประสบการณ์จริงที่หน้าร้านได้ จะเป็นผู้ชนะในใจผู้บริโภคยุคนี้
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

จับตา "AI" ตัวกลางใหม่ป่วน Brand Loyalty! แบรนด์คุณพร้อมหรือยังที่จะให้ AI เลือกวันนี้วงเล่าการตลาดขอชวนมาอัปเดตอินไซต์ร...
11/08/2026

จับตา "AI" ตัวกลางใหม่ป่วน Brand Loyalty! แบรนด์คุณพร้อมหรือยังที่จะให้ AI เลือก
วันนี้วงเล่าการตลาดขอชวนมาอัปเดตอินไซต์ร้อนๆ จากงานวิจัยของ CMMU (วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล) ที่ออกมาเตือนนักการตลาดว่าในยุคนี้ GenAI ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายมาเป็น "ตัวกลางใหม่" ในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค มาดูกันว่าสถิตินี้น่าตกใจแค่ไหน และแบรนด์ต้องรับมือยังไง
สถิติความสั่นสะเทือนเมื่อ AI เข้ามามีบทบาท
คนไทยกว่า 82.4% ใช้งาน GenAI อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยมีสัดส่วนใช้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง 35% ใช้สัปดาห์ละ 3-6 ครั้ง 34% และใช้ทุกวันถึง 13.4%
แพลตฟอร์ม AI ที่ผู้บริโภครู้จักมากที่สุดคือ ChatGPT ที่ 95.2% รองลงมาคือ Gemini 76.4% และ Meta AI 30.4%
หมวดสินค้าที่ผู้บริโภคใช้ GenAI ช่วยตัดสินใจซื้อสูงสุดคือ เสื้อผ้าและรองเท้า (61.6%) ตามด้วยของใช้ในบ้านและของตกแต่ง (50.8%) อาหารและเครื่องดื่ม (50.2%) ความงามและการดูแลส่วนบุคคล (35.6%) และสุขภาพและยา (34.6%)
Brand Loyalty แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ผล
ผู้บริโภคถึง 56.2% มีแนวโน้มพร้อม "เปลี่ยนแบรนด์" ทันทีตามคำแนะนำของ AI โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอายุ 18-24 ปี เป็นกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจาก AI ในการเปลี่ยนแบรนด์สูงสุดถึง 67.2% ตามมาด้วยกลุ่มอายุ 25-34 ปี ที่เปิดรับแบรนด์ใหม่สูงถึง 62.4%
แต่ข่าวดีคือยังมี 27.8% ที่ยังเลือกแบรนด์เดิม และที่น่าสนใจสุดๆ คือ 60.6% รู้สึก "เชื่อมั่นในแบรนด์เดิมมากขึ้น" หลังจากได้รับข้อมูลจาก AI แปลว่า AI ไม่ได้ยุให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจเสมอไป แต่สามารถเป็นเครื่องมือช่วยยืนยันความมั่นใจได้ด้วย
คัมภีร์ "SWITCH Framework" ปั้นข้อมูลให้ AI แนะนำแบรนด์เรา
เพื่อให้แบรนด์อยู่รอดในวันที่ AI เป็นคนกรองข้อมูล แบรนด์ต้องทำข้อมูลให้ “คนอ่านแล้วเชื่อ AI อ่านแล้วเข้าใจและนำไปแนะนำต่อได้อย่างถูกต้อง” โดยสามารถทำตามกรอบ 6 องค์ประกอบนี้
S – Source Transparency: แหล่งข้อมูลต้องมีความโปร่งใส บอกผู้เชี่ยวชาญและที่มาของคอนเทนต์อย่างชัดเจน
W – Well-curated Content: พัฒนาเนื้อหาให้ถูกต้อง ตอบโจทย์ มีคุณภาพ และเชื่อถือได้
I – Individualized Communication: สื่อสารให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของผู้บริโภค
T – Touchpoint Integration: เชื่อมโยงข้อมูลและประสบการณ์ของแบรนด์ให้ไปในทิศทางเดียวกันในทุกช่องทาง
C – Comparison-ready Content: เตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการถูกเปรียบเทียบ ทั้งเรื่องราคา คุณสมบัติ จุดเด่น และจุดแตกต่าง
H – Human Connection: สร้างความสัมพันธ์ ความผูกพัน และคอมมูนิตี้ในแบบที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้
แบรนด์ในอนาคตไม่ต้องแข่งกันเองเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ต้องทำให้ข้อมูลแบรนด์ชัดเจน ถูกต้อง และสะท้อนจุดต่างได้ดี เพื่อให้ AI ดึงไปนำเสนอเป็นทางเลือกให้ลูกค้าใหม่ ในขณะเดียวกันก็ใช้ความเป๊ะของข้อมูลช่วยคอนเฟิร์มความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าเก่าไม่หนีไปไหน
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

วันนี้มีข่าวใหญ่ระดับสั่นสะเทือนวงการค้าปลีกมาเม้าท์ให้ฟังกันจ้า ใครจะไปคิดว่าแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตสไตล์ญี่ปุ่นที่เราคุ้...
10/08/2026

วันนี้มีข่าวใหญ่ระดับสั่นสะเทือนวงการค้าปลีกมาเม้าท์ให้ฟังกันจ้า ใครจะไปคิดว่าแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตสไตล์ญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคยกันดีกำลังจะเปลี่ยนสีเสื้อใหม่แบบยกแผง เดี๋ยวเพจวงเล่าการตลาดจะย่อยดีลเด็ดระดับพันล้านให้ทุกคนฟังแบบง่าย ๆ เอง
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าปิดดีลใหญ่เรียบร้อยแล้ว งานนี้ CRC ส่ง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด (CFR) ที่ตัวเองถือหุ้น 100% ไปเซ็นสัญญาซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด แบบเหมาหมดร้อยเปอร์เซ็นต์เลยจ้า
แล้วมันว้าวยังไง? ก็ อิออน (ไทยแลนด์) เค้าคือเจ้าของธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu ที่มีสาขาถึง 30 แห่งไงล่ะ ดีลนี้ใช้กระแสเงินสดภายในบริษัทไปรวบทุนจดทะเบียน 890 ล้านบาท เป้าหมายคือต้องการขยายเครือข่ายสาขาซูเปอร์มาร์เก็ตในทำเลยุทธศาสตร์แบบรวดเร็วทันใจ
สิ่งที่ CFR ได้ไปไม่ใช่แค่ 30 สาขานะ แต่ยังฟาดฐานลูกค้าใหม่เพิ่มกว่า 900,000 รายในทันที แถมยังได้กรรมสิทธิ์ที่ดินศักยภาพสูง และ Ready-to-Eat Processing Center ติดไม้ติดมือมาด้วย ซึ่งศูนย์ผลิตนี่แหละคือทีเด็ด เพราะจะมาช่วยอัปเลเวลการผลิตและพัฒนาสินค้ากลุ่มอาหารพร้อมทานให้แตกต่าง ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายกินอย่างพวกเราได้เริ่ดกว่าเดิม
พอเคลียร์เงื่อนไขในสัญญาจบ CFR เตรียมงัดไม้ตาย นำความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกมาปรับโฉมแม็กซ์แวลูทั้ง 30 สาขาให้กลายเป็นแบรนด์ Tops ทั้งหมดเลยจ้า พร้อมกับรวบสาขาเข้าสู่อีโคซิสเต็มของ CFR เพื่อปั่นผลประกอบการให้เติบโตปัง ๆ ต่อไป โดยรายการนี้ไม่ต้องทำตามเกณฑ์รายการมีนัยสำคัญนะ แต่ยังไงก็ต้องรายงานเพราะถือเป็นการได้บริษัทย่อยใหม่
การเข้าซื้อกิจการ อิออน (ไทยแลนด์) ของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้ นับเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องจับตา เพราะการขยายเครือข่ายสาขาด้วยวิธีการควบรวมกิจการช่วยย่นระยะเวลาในการหาทำเลศักยภาพและการดึงดูดฐานลูกค้าใหม่กว่าเก้าแสนรายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้การบูรณาการทรัพยากรอย่างศูนย์ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มธุรกิจฟู้ด การตัดสินใจรีแบรนด์สาขาทั้งหมดเป็น Tops สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความเป็นเอกภาพของแบรนด์ และเพิ่มผลตอบแทนภายใต้ระบบนิเวศค้าปลีกของ CFR ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมผลประกอบการให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวท่ามกลางตลาดที่ท้าทาย
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

เจาะเทรนด์ Active Lifestyle 2026 เมื่อคนไทยทุก Gen ลงทุนกับสุขภาพ พร้อมกลยุทธ์ปิดการขายด้วย The 3Osในปี 2026 ประเทศไทยได...
07/08/2026

เจาะเทรนด์ Active Lifestyle 2026 เมื่อคนไทยทุก Gen ลงทุนกับสุขภาพ พร้อมกลยุทธ์ปิดการขายด้วย The 3Os
ในปี 2026 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค "Active Lifestyle" อย่างเต็มรูปแบบ การดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสฉาบฉวย แต่กลายเป็น "ระบบชีวิต" ที่คนไทยทุกวัยพร้อมลงทุนอย่างจริงจัง สอดคล้องกับตลาดสินค้ากีฬาโลกที่เติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี แบรนด์จะใช้กลยุทธ์อะไรในการพิชิตใจพวกเขา
🏃‍♂️ ส่องอินไซต์ Active Lifestyle ของคน 4 เจเนอเรชัน
🎾 Gen Z: ออกกำลังกาย = การแสดงตัวตนบนโลกโซเชียล
- เทรนด์กีฬามาแรง: อุปกรณ์กีฬาเทนนิสเติบโตสูงสุดถึง 5 เท่า
- แฟชั่นต้องพร้อม: ยอดขายชุดวิ่งออกกำลังกายโตขึ้น 5 เท่า เปลี่ยนจากแค่ใส่เดินเล่นมาเป็นชุดที่มีฟังก์ชันจริงจังขึ้น
- โภชนาการต้องอินเทรนด์: Plant-Based Protein หรือโปรตีนพืช ขยายตัว 1.5 เท่า
🏋️‍♂️ Gen Y: ฟิตเนสคือ Community
- ลงทุนกับพื้นที่: ยอดการสมัครสมาชิกฟิตเนสเติบโตกว่า 2 เท่า ยอมจ่ายหลักพันถึงหลักหมื่นเพื่อหาสถานที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
- สาย Data Tracker: ลงทุนกับอุปกรณ์ Data Tracking เชิง Performance เติบโตอย่างก้าวกระโดด
🧘‍♀️ Gen X: โฟกัสความคล่องตัวและการป้องกัน
- เลือกรองเท้าที่ดีที่สุด: ยอมจ่ายเงินซื้อรองเท้าวิ่งในราคาเฉลี่ยต่อคู่สูงที่สุด! (มากกว่าวัยอื่นราว 1.3 เท่า)
- เน้นการดูแลป้องกัน: มีการใช้จ่ายในบริการ Wellness Center สูงสุดจากทุกช่วงวัย
👴👵 Baby Boomers: สุขภาพระยะยาวและการเฝ้าระวัง
การขยับร่างกายคือการต่อยอดช่วงชีวิตให้ยืนยาว เน้นการเฝ้าระวังความเสี่ยงทางสุขภาพ
- ใส่ใจการฟื้นฟู: ยอดขายรองเท้ากลุ่มฟื้นฟู โตพุ่งถึง 3 เท่า
- มี Gadget คู่กาย: สมาร์ทวอทช์สำหรับการติดตามสุขภาพพื้นฐาน มียอดเติบโตถึง 2 เท่า
พิชิตใจสายฟิตด้วยกลยุทธ์ The 3Os Omnichannel
ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเชื่อมโยงกันทั้งโลกจริงและโลกเสมือน กลยุทธ์ The 3Os Omnichannel จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่นักการตลาดต้องนำมาปรับใช้
1. OOH (Out-Of-Home): จุดพลุความสนใจบนโลกจริง
วิวัฒนาการของสื่อโฆษณานอกบ้านไม่ได้เป็นแค่ป้ายนิ่งๆ อีกต่อไป แต่ทำหน้าที่เป็น
- Powerful Catalyst หรือตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่สร้าง Visual Impact ดึงดูดสายตาผู้คนบนท้องถนน (เช่น เส้นทางวิ่งยอดฮิต หรือย่านที่มีฟิตเนสหนาแน่น) เพื่อกระตุ้น Demand และความอยากมีส่วนร่วมของคนรักสุขภาพ
2. Online: เชื่อมต่อผู้คนและปลุกกระแส
จากป้าย OOH นำทางผู้บริโภคเข้าสู่โลก Online ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการเชื่อมต่อผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ภาพชุดกีฬาเทนนิสสุดเก๋ของวัยรุ่น Gen Z หรือการพูดคุยแลกเปลี่ยนผลสถิติการวิ่งใน Community ของกลุ่ม Gen Y แบรนด์ต้องแทรกตัวเข้าไปอยู่ในบทสนทนาเหล่านี้ให้เป็นธรรมชาติที่สุด
3. Onsite / On-ground: ปิดการขายที่หน้าร้าน
เมื่อดึงดูดความสนใจและสร้างคอมมูนิตี้ได้แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการดึงทราฟฟิกสู่ Onsite หรือหน้าร้านจริง เพื่อ "ปิดการขาย" เพราะสินค้าหมวด Active Lifestyle อย่างรองเท้าวิ่งราคาสูงของ Gen X หรือรองเท้าฟื้นฟูของวัย Boomers ล้วนต้องการการทดลองสวมใส่และสัมผัสประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจควักเงินจ่าย
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

โตขึ้นอยากเป็นอะไร? ถอดรหัส ‘อาชีพในฝัน’ Gen Alpha เมื่อ ‘วิทยาศาสตร์’ ชนะ ‘ยูทูบเบอร์’ (ในกลุ่มเด็กชาย)ถ้าถามพวกเราตอนเ...
06/08/2026

โตขึ้นอยากเป็นอะไร? ถอดรหัส ‘อาชีพในฝัน’ Gen Alpha เมื่อ ‘วิทยาศาสตร์’ ชนะ ‘ยูทูบเบอร์’ (ในกลุ่มเด็กชาย)
ถ้าถามพวกเราตอนเด็กๆ คำตอบคงหนีไม่พ้น หมอ, ครู, ตำรวจแต่กับเด็ก Gen Alpha (เกิดปี 2553 เป็นต้นมา) คำตอบมันเปลี่ยนไปแล้ว! และน่าสนใจกว่าเดิมมากกกก
ทำไมถึงน่าสนใจ? เพราะนี่คือ "รุ่นบุกเบิก" ที่เกิดมาก็เจอสมาร์ตโฟน, AI, และอัลกอริทึมรายล้อมตั้งแต่จำความได้ อาชีพบนแพลตฟอร์มดิจิทัลจึงเป็นเรื่องปกติในชีวิตเขา
GWI บริษัทวิจัยระดับโลก ไปจับเข่าคุยกับเด็กอายุ 12-15 ปี กว่า 11,452 คน จาก 18 ประเทศทั่วโลก เพื่อหาคำตอบว่า "เส้นทางความฝัน" ของเด็กเจนนี้เป็นยังไง ผลที่ได้บอกเลยว่า มีทั้งเรื่องที่คาดไม่ถึง และเรื่องที่ตอกย้ำเทรนด์เหล่านี้
ภาพรวมคือ เด็กชายและเด็กหญิงยังคงมี "ทิศทางความฝัน" ที่ต่างกันชัดเจน
🤷‍♂️ทีมเด็กชาย (Boys): มุ่งสาย STEM และ Tech มาแรงแซงโค้ง
อันดับ 1 (30%): นักวิทยาศาสตร์, วิศวกร หรือนักประดิษฐ์ (เฮ้ย! สัดส่วนสูงที่สุดในทุกอาชีพเลยนะ แปลว่าเด็กชายยังมองการสร้างนวัตกรรมเป็นเรื่องเท่)
อันดับ 2 (25%): นักออกแบบเกม และนักพัฒนาเทคโนโลยี (อันนี้ตามคาด โตมากับเกมก็อยากสร้างเกม)
🙆ทีมเด็กหญิง (Girls): หัวใจศิลปะ และสายใยแห่งการรักษา
อันดับ 1 (21%): ศิลปิน (นักดนตรี, นักเต้น, นักแสดง, นักวาดภาพ) แสงสีเสียงยังคงดึงดูดใจ
อันดับ 2 (19%): แพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ สายวิชาชีพมั่นคงและได้ช่วยเหลือคนยังคงยั่งยืน
แต่มีอยู่หนึ่งอาชีพที่ GWI พบว่า สัดส่วนความสนใจของเด็กชายและเด็กหญิงใกล้เคียงกันมากที่สุด
แท่น แทน แท๊น... นั่นคือ ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ และ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ นั่นเอง
สิ่งนี้สะท้อนอะไร? มันบอกเราว่าเส้นทางอาชีพบนโลกโซเชียล media กลายเป็น "ความฝันร่วม" ที่ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเพศอีกต่อไป เด็กทุกคนมองเห็นโอกาสในการสร้างตัวตน สร้างรายได้ และมีอิทธิพลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่อยู่ในมือ
Gen Alpha ไม่ได้มองแค่ความสนุกบนหน้าจอ แต่เขามองเห็น "อาชีพ" และ "อนาคต" อยู่ในนั้น การที่เด็กชายอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เยอะ เป็นเรื่องดีครับ แต่การที่ทั้งชายหญิงอยากเป็น "ครีเอเตอร์" พอๆ กัน คือโจทย์ใหญ่ที่แบรนด์และนักการตลาดต้องคิดต่อ...
ว่าเราจะสื่อสารและเข้าหาอนาคตของชาติกลุ่มนี้ ที่กำลังจะกลายเป็น Micro-Influencer กันหมดเมืองได้อย่างไร?
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย #อาชีพในฝัน

ยอดไลก์เงียบกริบ แต่ตอนหยิบจ่ายจริง! ถอดรหัส ‘Invisible Influence’ พลังมืดที่นักการตลาดห้ามมองข้ามMI LEARN LAB ได้เปิดเผ...
05/08/2026

ยอดไลก์เงียบกริบ แต่ตอนหยิบจ่ายจริง! ถอดรหัส ‘Invisible Influence’ พลังมืดที่นักการตลาดห้ามมองข้าม
MI LEARN LAB ได้เปิดเผยอินไซต์สนุกๆ จากงานศึกษาที่ชื่อว่า The Invisible Influence: How Brands Win Beyond Visible Metrics ที่มาชวนนักการตลาดถอดแว่นตาที่มองแค่ Dashboard แล้วมาทำความเข้าใจพฤติกรรม "ซุ่มเงียบ" ของผู้บริโภคยุคนี้กัน
เกือบ 4 ใน 10 ของคนไทยคือ "สายซุ่ม"
จากข้อมูลพบว่า ผู้บริโภคดิจิทัลไทยแบ่งออกเป็น 3 แก๊งหลักๆ
1. Visible Consumers (56.5%): สายชอบแสดงออก ไลก์มาแชร์กลับ
2. Invisible Consumers (39.0%): สายซุ่มเงียบ เล่นเน็ตทุกวัน (99.2%) แต่ไม่ทิ้งร่องรอยเอนเกจเมนต์
3. Low-Presence Digital Consumers (4.5%): กลุ่มที่แทบไม่มีตัวตนบนโลกดิจิทัล
ประเด็นคือไอ้เจ้า 39% นี่แหละที่น่าสนใจ เพราะแม้พวกเขาจะไม่กดไลก์ แต่ 82% เริ่มสนใจสินค้าเพราะเคยเห็นผ่านตา, 78% จำชื่อแบรนด์ได้, และ 60% เลือกที่จะ "ป้ายยา" เพื่อนผ่านช่องทางแชทส่วนตัวแทนการแชร์ลงหน้าฟีด
ซุ่มเหมือนกัน แต่ "คิด" ไม่เหมือนกัน
สายซุ่มแบ่งออกเป็น 2 สไตล์หลักๆ ที่นักการตลาดต้องรับมือให้อยู่
1. The Quiet Absorber (ซึมซับแบบเงียบๆ)
พฤติกรรม: ไม่ได้ตั้งใจจะดูโฆษณา ไม่ได้กดไลก์ แต่สมองจำไปแล้ว ข้อมูลของแบรนด์จะค่อยๆ ซึมซับและสะสมเป็น "ความคุ้นเคย"
จุดเปลี่ยน: เมื่อไหร่ที่เกิดความต้องการซื้อ แบรนด์ที่สะสมความคุ้นเคยไว้ในหัว จะโผล่ขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรกๆ ทันที (ชนะด้วย Memory & Familiarity)
2. The Intentional Selector (นักคัดกรองตัวยง)
พฤติกรรม: หวงแหน "ความสนใจ" (Attention) ของตัวเองสุดๆ จะเปิดรับเฉพาะสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเกี่ยวข้องกันจริงๆ เท่านั้น
จุดเปลี่ยน: คนกลุ่มนี้ชอบสวมวิญญาณนักสืบ ค้นหา เปรียบเทียบ อ่านรีวิวละเอียดยิบ แบรนด์โผล่มาบ่อยๆ ไม่ช่วยอะไร ต้อง "น่าเชื่อถือ" ถึงจะยอมจ่าย (ชนะด้วย Search & Trust)
3 คาถาปราบใจสายซุ่ม
เมื่อ "Attention ไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์สามารถยึดครองได้ แต่ต้องได้รับจากผู้บริโภค" แบรนด์ต้องเคารพขอบเขต (Respect Their Boundaries) และเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ด้วย 3 แนวทางนี้
🔍 Be Found (Win Search) - ต้องหาเจอในจังหวะที่ใช่ ไม่ใช่แค่ไปขวางหูขวางตาเขา
🧠 Be Remembered (Design for Discovery) - สร้างความคุ้นเคยแบบไม่ยัดเยียดแทรกซึมไปในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ
🗣️ Be Recommended (Enable Word of Mouth) - ทำให้คนอยากไปพูดต่อ แบรนด์ต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีจนคนอยากไปบอกต่อ
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

ที่อยู่

Wonglaokarntaladteam
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66867770684

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วงเล่าการตลาดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์