Vipar Daomanee a Social Innovator, Truth Finding Commission of the 6th October Bloody Day 1976, freelance creative writer.

28/04/2026

“เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ร่างเสร็จเรียบร้อยและผ่านการพิจารณาวาระที่สองจากสภาผู้แทนราษฎร ขบวนการนักศึกษาได้เปิดการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2517 เพื่อแสดงความเห็นว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเรียกร้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ใน 4 ประเด็นคือ

1. ให้ประชาชนอายุ 18 ปีมีสิทธิในการเลือกตั้ง
2. ให้ประชาชนตั้งแต่อายุ 23 ปีขึ้นไปสมัครรับเลือกตั้งได้
3. คัดค้านการมี 2 สภา โดยยังคงวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และ
4. การยอมให้ทหารต่างชาติเข้ามาตั้งในประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร”

อ่าน: การเคลื่อนไหวอื่นๆ ของขบวนการนักศึกษา ใน​ “เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เกิดขึ้นได้อย่างไร” ที่: https://doct6.com/learn-about/how/chapter-2/2-3/2-3-2-2

28/04/2026

การเคลื่อนไหวสำคัญในระยะปิดภาคฤดูร้อนเดือนมีนาคม-เมษายน 2517 คือ การเข้าร่วมโครงการเผยแพร่ประชาธิปไตย โดยโครงการนี้ได้งบประมาณมาจากรัฐบาล และศูนย์นิสิตเป็นผู้ผลักดัน ได้มีการรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษานับพันคน ออกไปเผยแพร่ประชาธิปไตยในชนบทเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ปรากฏว่านักศึกษาที่ได้ออกไปสู่ชนบทในครั้งนี้ได้ไปเรียนรู้ถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชนระดับล่าง จึงก่อให้เกิดความสำนึกที่จะต้องรับผิดชอบ และช่วยแก้ปัญหาของประชาชนมากยิ่งขึ้น โครงการเผยแพร่ประชาธิปไตยครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญยิ่งในการนำนักศึกษาไปประสานกับชาวนา และจะมีส่วนอย่างยิ่งในการหนุนช่วยการต่อสู้ของชาวนาในระยะต่อมา นอกจากนี้แล้วก็คือ กลุ่มนักศึกษาส่วนมากที่ออกชนบทได้ข้อสรุปว่า การเกิดของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในชนบท เป็นปัญหาภายใน ไม่ใช่ปัญหาการแทรกแซงจากภายนอก เพราะโดยมากเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจข่มเหงราษฎร
———
อ่าน “การเคลื่อนไหวอื่นๆ ของขบวนการนักศึกษา” หนึ่งในปัจจัยที่นำมาสู่กรณี 6 ตุลาฯ ได้ที่: https://doct6.com/learn-about/how/chapter-2/2-3/2-3-2-2

ผู้หญิงถูกผลักให้อยู่ในงานค่าจ้างต่ำ งานดูแลผู้อื่น (care work) และแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างมากเกินสัดส่วน เมื่อเทียบกับ...
16/04/2026

ผู้หญิงถูกผลักให้อยู่ในงานค่าจ้างต่ำ งานดูแลผู้อื่น (care work) และแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างมากเกินสัดส่วน เมื่อเทียบกับผู้ชาย เวลา ร่างกาย และพลังทางอารมณ์ของพวกเธอจึงกลายเป็นทรัพยากรที่ระบบทุนนิยมใช้ประโยชน์
อย่างเอารัดเอาเปรียบ ขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากไม่เผชิญหน้าและท้าทายระบบเศรษฐกิจที่เป็นตัวสร้างและค้ำจุนความไม่เท่าเทียมเหล่านี้

Women are overrepresented in low-paid work, care work, and unpaid labor. Their time, their bodies, and their emotional energy are resources for capital.

Feminism cannot succeed without confronting the economic system that structures these inequalities: jacobin.com/2026/04/women-feminism-capitalism-social-reproduction

การทำความเข้าใจเรื่องการกดขี่ทางเพศ และแนวทางปลดแอกผู้หญิงส่วนใหญ่ของสังคม------การถกเถียงเรื่องการกดขี่ทางเพศในปัจจุบัน...
09/03/2026

การทำความเข้าใจเรื่องการกดขี่ทางเพศ และแนวทางปลดแอกผู้หญิงส่วนใหญ่ของสังคม
------
การถกเถียงเรื่องการกดขี่ทางเพศในปัจจุบันมิได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเชิงทฤษฎี หากแต่เป็นความพยายามค้นหาคำตอบอย่างจริงจังว่า จะทำอย่างไรให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสังคมมีชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมอย่างแท้จริง

แนวคิดสตรีนิยมมีความหลากหลาย และทุกสายต่างมีเจตนารมณ์ร่วมกันคือ การยุติความไม่เท่าเทียมทางเพศ บางสายเน้นการเปิดพื้นที่อำนาจให้ผู้หญิง บางสายเน้นการเปลี่ยนวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ขณะที่แนวคิดสังคมนิยม โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลความคิดสังคมนิยมมาร์กซิสต์ เสนอว่า การวิเคราะห์ต้องลงลึกถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและชนชั้นควบคู่กันไป
จุดยืนดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายลดทอนคุณค่าของผู้หญิงที่คิดต่าง หากแต่ตั้งคำถามว่า การปลดแอกที่แท้จริงควรวัดผลจากชีวิตของผู้หญิงส่วนใหญ่ในสังคมหรือไม่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นแรงงาน ผู้หญิงที่มีรายได้จำกัด แม่เลี้ยงเดี่ยว คนทำงานบริการ คนงานโรงงาน และผู้หญิงที่แบกรับภาระดูแลครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม
----
แนวคิดสังคมนิยมมาร์กซิสต์เห็นว่า การมีผู้นำหญิงหรือผู้หญิงในตำแหน่งสูงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์และสร้างแรงบันดาลใจได้จริง ภาพของผู้หญิงในอำนาจสามารถเปลี่ยนทัศนคติสังคมและเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้คนรุ่นต่อไป อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อโครงสร้างชีวิตของผู้หญิงส่วนใหญ่เพียงใด หากค่าแรงยังต่ำ งานดูแลยังไร้คุณค่า และสวัสดิการยังไม่เพียงพอ ความไม่เท่าเทียมก็อาจยังคงดำรงอยู่ แม้บุคคลในตำแหน่งสูงจะเป็นผู้หญิงก็ตาม
ในมุมมองนี้ การกดขี่ทางเพศจึงไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาทัศนคติหรือพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานราคาถูกและงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม ผู้หญิงจำนวนมากทำงานสองชั้น คือทำงานรับค่าจ้างและทำงานดูแลครอบครัว ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจแต่ไม่ถูกประเมินคุณค่าอย่างเป็นธรรม
แนวทางแก้ไขตามกรอบคิดนี้จึงมุ่งเน้นการยกระดับชีวิตผู้หญิงส่วนใหญ่ ผ่านการคุ้มครองสิทธิแรงงาน การสร้างรัฐสวัสดิการที่แบ่งเบาภาระดูแล การรับรองค่าแรงที่เป็นธรรม และการจัดสรรทรัพยากรทางสังคมอย่างเท่าเทียม การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มิใช่การต่อต้านผู้หญิงชนชั้นนำ หรือการลดทอนความสำเร็จของผู้หญิงชยชั้นกลางในตำแหน่งอำนาจ แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ความก้าวหน้าไม่จำกัดอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
การปลดแอกผู้หญิงในความหมายนี้จึงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างหญิงกับชาย หากแต่เป็นความร่วมมือของผู้หญิงและผู้ชายที่ตระหนักว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศและความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นเชื่อมโยงกัน ผู้ชายเองก็ถูกกำหนดบทบาทและแรงกดดันจากระบบทุนนิยมเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยพลังร่วมของทุกเพศในการสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของแรงงานเคารพศักดิ์ศรีแรงงาน และลดการเอารัดเอาเปรียบเชิงโครงสร้าง
-----
ท้ายที่สุด การถกเถียงระหว่างแนวคิดต่าง ๆ มิได้เป็นการแข่งขันว่าใครถูกหรือผิด หากเป็นกระบวนการแสวงหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดต่อชีวิตของผู้หญิงส่วนใหญ่ เป้าหมายร่วมกันคือสังคมที่ผู้หญิงไม่ต้องเลือกระหว่างศักดิ์ศรีกับความอยู่รอด ไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง และไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบที่โครงสร้างสังคมกำหนดไว้ล่วงหน้า
การสนทนาด้วยความเคารพในความเห็นที่หลากหลาย คือก้าวแรกของการสร้างพลังร่วม เพื่อให้การปลดแอกผู้หญิงเป็นความจริงที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในทางทฤษฎี.

8 มีนาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันสตรีสากล" (International Women's Day) พิพิธภัณฑ์สามัญชนขอร่วมยืนเคียงข้าง และรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิ และความเท่าเทียมทางเพศของสตรีทั่วโลก โดยขอชวนทุกท่านอ่านบทสัมภาษณ์คัดสรรเกี่ยวกับ "สหายหญิง" จากบทสัมภาษณ์ชุด "ไดอารีดาวแดง" สัมภาษณ์และรวบรวมโดย พิพิธภัณฑ์สามัญชน Museum of Popular History โดยบทสัมภาษณ์สหายหญิงที่รวบรวมมานี้ จะเป็นบทบันทึกที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของผู้หญิงที่มีส่วนขับเคลื่อนและต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในบทบาทที่หลากหลาย รวมถึงภูมิหลังของสหายหญิงที่มีที่มาที่ไปแตกต่างกัน

บทสัมภาษณ์ที่คัดสรรมานี้ประกอบด้วย

ไดอารีดาวแดง EP.3: สหายขวัญกับความหลังครั้งเดินทางไกลจากพัทลุงไปเรียนการแพทย์ที่ประเทศจีน https://commonmuze.com/node/1124

ไดอารีดาวแดง EP.6: สหายอำไพ กับเส้นทางวิบาก จากป่าเขาสู่การต่อสู้ในกลไกรัฐ https://commonmuze.com/node/1213

ไดอารีดาวแดง EP.9: สหายเทิด พุ่มพวงแห่งภูพาน เด็กสาวบ้านป่าสู่ดาราแดงผู้ไม่ยอมจำนน https://commonmuze.com/node/1223

ไดอารีดาวแดง EP. 10 “สหายซัง” 70ปี ที่ไม่เลิกฝัน https://commonmuze.com/node/1277

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่สนใจบทสัมภาษณ์ชุด ไดอารีดาวแดง ยังสามารถอ่านบทสัมภาษณ์ทุกชิ้นได้ที่นี่ https://commonmuze.com/content/red-star-diaries


#ไดอารีดาวแดง
#สหายหญิง

จากพิธีกรรมยุคทหาร สู่การศึกษาที่ปลดปล่อยมนุษย์---โรงเรียนในโลกปัจจุบันกับคำถามเรื่องการเคารพธงชาติในโลกใบนี้ โรงเรียนส่...
08/01/2026

จากพิธีกรรมยุคทหาร สู่การศึกษาที่ปลดปล่อยมนุษย์

---
โรงเรียนในโลกปัจจุบันกับคำถามเรื่องการเคารพธงชาติ
ในโลกใบนี้ โรงเรียนส่วนใหญ่ ไม่บังคับให้นักเรียนเคารพธงชาติทุกวันอีกต่อไป พิธีกรรมเช่นนี้เป็นผลผลิตของยุคสร้างรัฐชาติ ยุคทหาร และยุคสงครามเย็น ซึ่งรัฐใช้โรงเรียนเป็นเครื่องมือหล่อหลอมกล่อมเกลา “พลเมืองผู้เชื่อฟัง” มากกว่าพลเมืองผู้ตั้งคำถาม
ประเทศที่มีระบบการศึกษาก้าวหน้า เช่น ฟินแลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ ไม่มีการเคารพธงชาติเป็นกิจวัตรในโรงเรียน ขณะที่ สหรัฐอเมริกา แม้มีการกล่าวคำปฏิญาณต่อธงชาติ แต่ศาลสูงได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่านักเรียนมีสิทธิไม่เข้าร่วม โดยไม่ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ทางวินัย หรือทางศีลธรรมใดๆ ทั้งหมดสะท้อนหลักการสำคัญว่า "รัฐไม่อาจบังคับความคิด ความเชื่อ และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านระบบการศึกษาได้"
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของ อ.อนุชาติ พวงสำลี นักวิชาการด้านการศึกษาและนักวิพากษ์ระบบโรงเรียนไทย ซึ่งชี้ให้เห็นมาโดยตลอดว่า โรงเรียนไทยจำนวนมากยังทำหน้าที่เป็น พื้นที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์รัฐและวัฒนธรรมอำนาจนิยม มากกว่าจะเป็นพื้นที่เรียนรู้ของมนุษย์ที่เท่าเทียม อ.อนุชาติเสนอว่า การศึกษาที่แท้จริงต้องเริ่มจากการยอมรับว่าเด็กคือ “มนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรี” ไม่ใช่พลเมืองฝึกหัดที่ต้องถูกจัดระเบียบ ครอบงำทางความคิด

ในกรอบคิดของอ.อนุชาติ พิธีกรรมอย่างการเคารพธงชาติแบบบังคับทุกเช้า ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือเป็นกลาง หากแต่เป็น “การฝึกให้เชื่อฟังเชิงสัญลักษณ์” ที่ทำให้เด็กคุ้นชินกับอำนาจซึ่งไม่ต้องมีคำอธิบาย ไม่ต้องถกเถียง และไม่เปิดพื้นที่ให้กับการไม่เห็นด้วย โรงเรียนจึงกลายเป็นพื้นที่ฝึกฝนการยอมรับคำสั่ง มากกว่าพื้นที่ฝึกฝนการใช้เหตุผล

องค์การด้านการศึกษาระดับโลกอย่าง UNESCO และ OECD ระบุสอดคล้องกันว่า การศึกษาพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ควรมุ่งพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ ความเข้าใจสิทธิมนุษยชน ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมอย่างสมัครใจ มากกว่าการปลูกฝังความภักดีผ่านพิธีกรรมเชิงบังคับ แนวคิดนี้สอดรับกับข้อเสนอของ อ.อนุชาติที่เห็นว่า โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ของเสรีภาพทางปัญญา ไม่ใช่พื้นที่ของความพร้อมเพรียงที่ไร้คำถาม

ดังนั้น คำถามเรื่องการเคารพธงชาติในโรงเรียนจึงไม่ใช่คำถามว่า “รักชาติหรือไม่รักชาติ” หากแต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า เราต้องการการศึกษาเพื่อผลิตพลเมืองที่เชื่อฟัง หรือการศึกษาเพื่อสร้างมนุษย์เสรี ผู้สามารถคิด ริเริ่ม วิพากษ์ สร้างสรรค์และร่วมสร้างประชาธิปไตยได้อย่างมีความหมาย

-----
วิภา​ ดาวมณี
ขอสนับสนุน​
อ.อนุชาติ​ พวงสำลี
แม้เหตุผลอาจจะแตกต่างกัน

#สิทธิมนุษยชน​ #เสรีภาพ
#ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

22/12/2025

“ทั้งนี้ทั้งนั้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ยี่ห้อเดือนตุลามีต้นทุนจริงในสังคม คำถามคือคนเดือนตุลาเอาต้นทุนนี้ไปใช้อย่างไร ใช้แสวงหาประโยชน์ให้ตัวเองหรือสร้างประโยชน์ให้ส่วนรวม ป้ายนี้ถูกนำไปใช้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองก็เยอะ คนเดือนตุลาจำนวนมากไปอยู่ในสถานะชนชั้นนำ เข้าไปอยู่ในโครงสร้างอำนาจที่ไม่ได้อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงมาก ต้องการรักษาระเบียบอำนาจแบบเดิมไว้ เพราะตัวเองมีผลประโยชน์ผูกพัน
การใช้ป้ายคนเดือนตุลาไปเข้าใจคนเดือนตุลาใน พ.ศ. นี้ มันไม่มีประโยชน์อะไร เพราะทุกคนเดินออกห่างจากตัวตนที่เคยเป็นในอดีตมานานมากแล้ว ผมไม่ได้คิดว่าในปัจจุบันคนเดือนตุลาจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมสักเท่าไหร่ ที่เราคาดหวังกับพวกเขาสมัยพวกเขาเป็นคนหนุ่มสาวนั้นถูกแล้ว แต่ 40 ปีผ่านไปเรายังมานั่งฝากความหวังกับคนเดือนตุลาอีก ผมว่าแปลกแล้วนะ อย่างที่บอก เราไม่ได้กำลังพูดถึงคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวนะ มันคาดหวังยากให้คนอายุ 60 มีความคิดก้าวหน้า หรือมีความคิดอยากเปลี่ยนแปลงสังคม มันเป็นธรรมดาของคนสูงอายุทั่วโลก”

-----
อ่านบทสัมภาษณ์ “ส่งคนตุลาเข้านอน” พร้อมจดหมายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจาก เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้ที่: https://doct6.com/archives/14246

หรืออ่านบทสัมภาษณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Way Magazine ได้ที่: https://waymagazine.org/ส่งคนตุลาเข้านอน/

22/12/2025

บันทึก 6 ตุลา เชิญชวนผู้สนใจศึกษาหนังสือพิมพ์ “อธิปัตย์” ปี 2517-2519
“อธิปัตย์” เป็นหนังสือพิมพ์ที่ผลิตโดยศูนย์การนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารความคิดและการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและแนวร่วมหลัง 14 ตุลาคม 2516 เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2517 และยุติการตีพิมพ์เมื่อเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ แต่ได้เปลี่ยนเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2519
ต้นฉบับของเอกสารชุดนี้เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี โดยเริ่มที่ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 วันที่ 9-15 มกราคม 2517 จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อันเป็นปีที่ 3 ฉบับที่ 234 สืบค้นได้ที่: https://doct6.com/documents

29/10/2025

มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา คุ้มครองเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
แม้ตัวบทกฎหมายไม่ได้เขียนคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่เคยดำรงตำแหน่งในอดีต หรือพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่ก็มีคำพิพากษาหลายคดีที่ศาลตีความขยายขอบเขตไปลงโทษการกล่าวถึงอดีตพระมหากษัตริย์ สำหรับอดีตพระราชินีก็เช่นกัน ตัวบทกฎหมายไม่ได้คุ้มครอง แม้จะยังไม่เห็นคดีความเป็นที่ตัวอย่าง แต่การตีความขยายโดยศาลก็ยังอาจเกิดขึ้นได้
https://www.ilaw.or.th/articles/53060

29/10/2025

คดีแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชาชนยื่นฟ้องกองทัพบก และผู้บัญชาการกองทัพบกต่อศาลปกครอง ขอให้หยุดการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารโจมตีประชาชนที่เห็นต่างทางการเมือง โดยมีผู้ฟ้องคดีคือ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw, วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ สื่อมวลชน ศาลปกครองกลางนัดฟังคำพิพากษา 30 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 https://www.ilaw.or.th/articles/55470

คดีนี้ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2564 โดยคำฟ้องในคดีนี้อาศัยหลักฐานปฏิบัติการจากการเผยแพร่รายงานของบริษัท ทวิตเตอร์ที่ตรวจพบว่า มีกลุ่มบัญชีปลอมที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกของไทย พบทวิตที่มุ่งโจมตีผู้ฟ้องคดีทั้งสามด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตัวอย่างเช่น วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 มีข้อความไปหา ว่า “กูโคตรจะเกลียดมึงเลย เป็นดาราเสือกมายุ่งเรื่องการเมือง ไอ้ขยะ”

นอกจากนี้หลักฐานสำคัญในคดีนี้ยังได้มาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหลายครั้งโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ได้แก่ วิโรจน์ ลักษขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล, ณัชชา บุญไชยอินสวัสดิ์ จากพรรคก้าวไกล และชยพล สท้อนดี จากพรรคประชาชน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้รับรายงานว่า มาจากบุคคลที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารภายในกองทัพนำมาให้ โดยมีรายงานผลการปฏิบัติงานหลายชุด รวมทั้งเอกสารราชการที่สั่งการให้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารชนิด เทา/ดำ ต่อประชาชนด้วย

คำขอท้ายคำฟ้องในคดีนี้มีประเด็นเดียว คือ ขอให้ศาลปกครองสั่งยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายในทันที

กองทัพบก และผู้บัญชาการกองทัพบก ให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่ากองทัพเพียงมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์กิจการของกองทัพ ไม่ได้โจมตีประชาชน และปฏิเสธว่าเอกสารหลักฐานในคดีนี้เป็นเอกสารปลอม โดยชี้แจงว่า ข้อความบางจุดในเอกสารดังกล่าวไม่มีอยู่จริงในระบบราชการ

คดีนี้ศาลปกครองจึงต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อถือพยานหลักฐานที่ฝ่ายผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีเอกสารราชการหลายฉบับ และรายงานจากบริษัทผู้ให้บริการโซเชี่ยลมีเดีย หรือจะเชื่อคำให้การของฝ่ายหน่วยงานทหารมากกว่า

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ตุลาการผู้แถลงคดีเคยให้ความเห็นว่า พยานหลักฐานที่เป็นเอกสารราชการเชื่อได้ว่ามีการสั่งปฏิบัติการไอโอจริง แต่ยังไม่เชื่อว่า โพสต์ที่กล่าวหาผู้ฟ้องคดีด้วยข้อความเท็จทำไปตามคำสั่งของกองทัพบก หรือเป็นความเห็นส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ในกองทัพบางคน จึงเห็นควรให้ยกฟ้องคดีนี้ ซึ่งเป็นเพียงความคิดเห็นประกอบก่อนการฟังคำพิพากษาฉบับจริง https://www.ilaw.or.th/articles/55512

29/10/2025

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้นเป็นวันที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ได้เกิดกรณีนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลและกลุ่มฝ่ายขวาหลายกลุ่มร่วมมือกันก่อการสังหารหมู่นักศึกษาประชาชน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใจกลางพระนคร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตฝ่ายประชาชนอย่างน้อย 41 คน และบาดเจ็บ 145 คน การก่อการสังหารครั้งนี้ได้กลายเป็นข่าวแพร่ไปทั่วโลก แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ การก่อกรณีนองเลือดครั้งนี้ ไม่มีการจับกุมฆาตกรผู้ก่อการสังหารเลยแม้แต่คนเดียว ในทางตรงข้ามนักศึกษาประชาชนที่เหลือรอดจากการถูกสังหารจำนวน 3,094 คน กลับถูกจับกุมทั้งหมดภายในวันนั้นเอง และถึงแม้ว่าในระยะต่อมา ผู้ถูกจับกุมจะได้รับการประกันตัวออกมาเป็นส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังมีเหลืออีก 27 คน ถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดี เป็นชาย 23 คน และหญิง 4 คน จนท้ายที่สุด จะเหลือ 19 คน ซึ่งตกเป็นจำเลย ถูกคุมขังและดำเนินคดีอยู่เกือบ 2 ปีจึงจะได้รับการปล่อยตัว ส่วนผู้ก่อการสังหารซึ่งควรจะเป็นจำเลยตัวจริงนั้นไม่มีรัฐบาลหรือผู้กุมอำนาจครั้งไหนกล่าวถึงอีกเลย แม้กระทั่ง พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีสมัยที่ปล่อยผู้ต้องหา 6 ตุลาฯ ทั้ง 19 คนนี้ก็ได้กล่าวว่า แล้วก็ให้แล้วกันไป ลืมมันเสียเถิดนะ เหมือนกับว่าจะให้ลืมกรณีฆาตกรรมดังกล่าวเสีย มิให้กล่าวถึงคนร้ายในกรณีนี้อีก
จริงอยู่ประเทศด้อยพัฒนาเช่นประเทศไทย มีคดีอิทธิพลจำนวนมากที่ทางการไม่กล้าแตะต้อง และจับคนร้ายไม่ได้ แต่คดีอิทธิพลเหล่านั้นแตกต่างจากคดี 6 ตุลาฯ เพราะการก่ออาชญากรรมในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์กลางเมืองที่เปิดเผยจนได้รับรู้กันทั่วโลก รวมทั้งผู้ต้องหาที่เปิดเผยโจ่งแจ้งก็มีอยู่มาก แต่คนเหล่านี้นอกจากจะไม่ถูกจับกุมตามกฎหมายแล้ว ยังได้ความดีความชอบในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อีกด้วย ปัญหาในกรณีนี้ก็คือ อิทธิพลอะไรที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มฆาตกรซึ่งผลักดันให้ผู้ก่ออาชญากรรมลอยนวลอยู่ได้เช่นนี้? และนักศึกษาผู้ตกเป็นเหยื่อของการฆาตกรรมได้ก่อความผิดร้ายแรงเพียงใดหรือ จึงต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงเช่นนี้?
เงื่อนงำของการสังหารโหดนี้ได้รับการคลี่คลายในตัวเองขั้นหนึ่งในเย็นวันนั้นเอง เมื่อคณะทหารกลุ่มหนึ่งในนามของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้กระทำการรัฐประหารยึดอำนาจล้มเลิกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ล้มรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางรัฐสภาและฟื้นระบอบเผด็จการขวาจัดขึ้นมาปกครองประเทศแทน ถ้าหากว่าการสังหารหมู่เมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คือการก่ออาชญากรรมต่อนักศึกษาผู้รักความเป็นธรรมแล้ว การรัฐประหารเมื่อเย็นวันที่ 6 ตุลาคม คือ การก่ออาชญากรรมต่อประเทศชาติ เพราะเป็นการทำลายสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนทั้งชาติ ที่ได้มาจากการเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของวีรชน 14 ตุลาคม 2516 เมื่อโยงการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ครั้งนี้เข้ากับการสังหารโหดที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน จะทำให้มองเห็นภาพการเคลื่อนไหวของพลังปฏิกิริยาที่ร่วมมือกันก่ออาชญากรรมได้ชัดเจนขึ้น
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือ “อาจารย์ยิ้ม” รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้มีประสบการณ์ร่วมในเหตุการณ์และนักประวัติศาสตร์ ได้เขียนอธิบายไว้ในบทนำของเว็บไซต์ www.doct6.com ก่อนเสียชีวิตในวันที่ 27 ก.ย. 60

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Vipar Daomaneeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Vipar Daomanee:

แชร์