ขมวดยับ - Kamuad Yup

ขมวดยับ - Kamuad Yup ขมวดทุกเรื่อง ให้เหลือไอเดีย
Bitcoin | AI | งานและเงิน | ชีวิตยุคใหม่

ในมุมของนักธุรกิจหมื่นล้านที่ผ่านบาดแผลมาแล้วหลายรอบ ย้ำว่าสิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดระยะยาว อาจไม่ใช่ความเร็ว แต่คือการส...
03/10/2026

ในมุมของนักธุรกิจหมื่นล้านที่ผ่านบาดแผลมาแล้วหลายรอบ ย้ำว่าสิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดระยะยาว อาจไม่ใช่ความเร็ว แต่คือการสร้างของที่มี "มูลค่าจริง" และ "ทำซ้ำ" ได้นานพอ

คลิปนี้ทรงคุณค่าอีกเช่นเคย "คุณต้น" นักธุรกิจหมื่นล้านเล่าถึงเส้นทางการสร้างตัวว่าในความเป็นจริงนั้น “ไม่มีทางลัด”

คำว่า “รวยเร็ว” ไม่มีในพจนานุกรมของคุณต้น เพราะความรวยต้องอาศัยการสร้างความมั่งคั่ง วินัย อดทน และคีย์เวิร์ดสำคัญคือ “การทำซ้ำในระยะยาว” ได้

ใครอยากสร้างตัวเป็นวัยรุ่นพันล้าน ต้องดู!

ขั้นตอนการสร้างตัวควรเริ่มต้นจากงานประจำก่อน เข้าไปฝึกความอดทน ขยัน มีวินัย ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักสะสมเงินออม ประสบการณ์วิชาชีพและ คอนเนคชั่น

ระหว่างทางต้องลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ เช่น หุ้น, ทองคำ ฯลฯ เพื่อรักษาเงินต้นและสร้างผลตอบแทน

เมื่อมีประสบการณ์แล้ว ก็ลองขยับมาทำธุรกิจที่สร้าง "มูลค่าที่แท้จริง" ที่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้คนได้จริง เน้นเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการสร้างรายได้จากกำไรและปันผล (Cash Flow) ที่มาจากผลกำไรจริง

อจ เอ็ม จึงยิงคำถามต่อเนื่องที่น่าสนใจ ในวงการสตาร์ตอัป

ยุคนี้เวลาคุยกัน มักเน้นธุรกิจแนวสตาร์ตอัปที่เน้นขยายขนาด อัดเงินทุน (Burn)โดยไม่รู้ว่ามีรายได้จริงหรือไม่แต่ทำให้ Valuation สูงระดับพันล้านหมื่นล้านแล้วก็นำไปขายต่อ (Exit) แบบนี้ใช่ทางออกสำหรับคนที่อยากมีพันล้านหรือไม่?

คุณต้นยิงคำถามกลับสะกิดใจ…​ต้องเลือกก่อนว่า

"อยากทำธุรกิจ หรืออยากเล่นการพนัน"
”อยากโตอย่างยั่งยืน หรือแค่โตเอาชื่อเสียง”

การทำสตาร์ตอัปยุคใหม่ที่อัดเงินทุน ปั่นยอดและมูลค่าให้สูงๆ ทั้งที่ยังไม่มีรายได้หรือผลกำไรจริง มีเป้าหมายให้เป็นเรื่องเล่าสร้างภาพ (Strawberry Story) เพื่อปั่นราคา แล้วขายบริษัททิ้งเอาเงินก้อนเร็วๆ แบบนี้คุณต้นมองว่าเหมือน "การเล่นการพนัน"

พร้อมฝากประโยคน่าคิด... "ถ้าธุรกิจมันดีจริงและสร้าง Cash Flow ได้จริง จะขายทำไม?" และ "ไม่เคยมีใครที่ขายของที่ดีแล้วจะรวยกว่าคนที่ถือของที่ดีเอาไว้"

การตั้งเป้าทำธุรกิจเพื่อจะ "ขายทิ้ง" ตั้งแต่แรกจึงเป็นเรื่องของความเปราะบางและความเสี่ยง ไม่ใช่การสร้างความมั่งคั่งที่มั่นคง

เปรียบเหมือนคนที่ขับรถ 60 กม./ชม.สม่ำเสมอไปอีก 40 ปี ยังไงก็ไปได้ไกลและถึงเป้าหมายได้ดีกว่าคนที่เหยียบ 300 กม./ชม. ภายใน 1 ปีแล้วขายรถทิ้ง รถก็จอดอยู่ตรงนั้นแล้วไปต่อไม่ได้ เพราะ "ความเร็วคือความเปราะบางและความเสี่ยง"

มาดูโอกาสบ้าง นี่คือกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคตสำหรับคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ

1.Human Social Infrastructure

ธุรกิจอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน พัฒนาชีวิต และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนทุกช่วงวัย เช่น ธุรกิจด้านการศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ พัฒนาการเด็กเล็ก สุขภาพ และบริการดูแลจิตใจ

ทำไมน่าสนใจ เพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ต้นทุนต่ำสามารถทำผลตอบแทนได้สูง และขยายผลได้ดี

อจ เอ็ม​ ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษาและการพัฒนาชีวิตคน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงภาพจำและมุมมองในแง่ลบของสังคมเกี่ยวกับการ "ขายคอร์สเรียน" หรือ "ไลฟ์โค้ช" ​ว่ามันเป็นยังไงกันแน? มันควรจะทำหรือไม่ควรจะทำ?

คุณต้นมองว่า​ ตัวธุรกิจการสอนไม่ได้ผิดอะไรเลย แต่คนเรียนต่างหากต้องแยกให้ออกว่าคนที่ไปเรียนด้วยนั้น "เขาสำเร็จจริง หรือเขาแค่พรีเซนต์ หรือพูดได้ดี" เพราะในบรรดาคนสอน 100 คน อาจมีคนที่ประสบความสำเร็จจริงน้อยกว่า 1 คน

2.Ecosystem Creator

การทำธุรกิจแบบเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศ ไม่จำเป็นต้องสร้างเองทั้งหมด แต่สามารถนำธุรกิจของตนเองไปเชื่อมต่อกับ Ecosystem ของผู้อื่นได้ คุณต้นยังย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ถึงจะทำได้ เช่น ร้านไก่ย่างก็สามารถไปเชื่อมต่อเข้ากับ Ecosystem ของผู้อื่นเพื่อเติบโตไปด้วยกันได้

3.ศาสตร์การลงทุน (Enter & Exit)

ในหมวกที่เราเป็นนักลงทุน ต้องเข้าใจมูลค่าที่แท้จริงเพื่อ "เข้าซื้อ" เมื่ออ่านออกว่าสินทรัพย์นั้นๆ เช่น หุ้น, อสังหาฯ มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และ "ขายออก" เมื่อราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงเพื่อล็อกผลกำไรส่วนต่าง

4.การนำเทคโนโลยี/AI มาประยุกต์ใช้ (Commercial Use)

ไม่ใช่การที่เราจะต้องสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการนำ AI หรือ Software ที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้แก้ปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจ

ก่อนทิ้งท้ายคมกริบ!

คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงจะใช้เวลา 90% ในชีวิตหรือกว่า 40 ปีไปกับการเรียนรู้ และใช้เวลาอีก 10% เพื่อเก็บเกี่ยวผลตอบแทน

#แอดมินช่า

ที่มา : คนรุ่นใหม่ในวันนี้ จะมีพันล้านได้อย่างไร? | The Unspoken EP6
https://www.youtube.com/watch?v=0F2EB7ojH1k

#สตาร์ตอัป #เศรษฐีหมื่นล้าน #วัยรุ่นพันล้าน

เอไอ โบร๋
28/09/2026

เอไอ โบร๋

จากความตื่นเต้นที่ AI จะเข้ามา “เปลี่ยนโลก” นับตั้งแต่บริษัทเทคปล่อย LLM ให้ใช้งาน ผ่านมาไม่กี่ปี ในวันนี้มนุษยชาติกำลังเริ่มถกกันประเด็น AI จะมา “ล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์”
เพราะเทคโนโลยีคือเหรียญสองด้าน
ด้านแรกอรรถประโยชน์ที่ AI ให้กับโลกคงไม่มีใครปฏิเสธ เพราะมันเหมือนกับอินเทอร์เน็ตที่ทำให้โลกเราพัฒนา
ซึ่งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โลกให้น้ำหนักกับเรื่องนี้กันมาก AI ทุกค่ายแข่งขันกันไม่ลืมหูลืมตา มนุษย์ผู้ใช้งานก็ตามล่าค่ายไหนปล่อยของเจ๋งสุด พร้อมกับกระแสแชร์เทคนิคประหยัดใช้โทเค็น ขณะที่องค์กรเริ่มนำ AI เข้ามาเป็น KPI ประเมินผลพนักงาน
ผลผลิตของ AI ระบาดออกสู่ตลาดเร็วยิ่งกว่าไวรัส ทุกคนตื่นเต้นที่ได้เป็นมนุษย์อัจฉริยะข้ามคืน สั่ง AI ให้เสกของได้ “แค่ปลายนิ้ว Prompt“
AI ช่วยทวีคูณจากไอเดียผสานทักษะเดิมต่อยอดผลลัพธ์ให้มนุษย์สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ สร้างอาชีพใหม่ สร้างทางเลือกใหม่ สร้างแอปพลิเคชั่นใหม่ ขึ้นมามากมาย อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ในอีกแง่มุมหนึ่งที่ใกล้ตัว เมื่อเราหันมามองโลกฝั่งคอนเทนต์กลับพบว่าเต็มไปด้วยขยะดิจิทัลหรือ “AI Slop” ที่พ่นงานออกสู่ตลาดปริมาณมากในต้นทุนต่ำ ทุกคนสามารถเป็นคนเก่งได้ด้วยการผลิตชิ้นงานต่อชั่วโมงที่สั้นลง ไม่ต่างกับอุตสาหกรรมอื่น
ในขณะที่เหรียญอีกด้าน มนุษย์หลายคนกำลังเริ่มตั้งคำถามเบาๆ แบบที่จริงๆ แล้ว “ดังตะโกน” อยู่ในใจว่า เทคโนโลยีที่ชื่อว่า AI กำลังทำให้เราฉลาดขึ้นหรือโง่ลงกันแน่? บริษัทกำลังพาเราไปในทิศทางไหนและเรากำลังใช้ AI อย่างไร
เรากำลังให้ความสำคัญกับ Productivity มากไปเสียจนเผลอ Bypass กระบวนการเรียนรู้ของตัวเองไปหรือไม่?
หรือว่าเราใช้และเล่นมันเพลินจนชักจะไม่แน่ใจสรุปแล้วใคร? คือโรบ็อตกันแน่ ระหว่างจอสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับคนที่กำลังกดแป้นพิมพ์
ท่ามกลางคำถามเงียบๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะดังก้องอยู่ในใจ หรือลั่นความรู้สึกออกไปในโซเชียลมีเดีย มันคือสัญญาณที่บอกว่าผู้คน “เริ่มตระหนัก” ในมิติของมนุษย์มากขึ้นโดยเฉพาะ “กระบวนการเรียนรู้” ที่ต้องผ่านการลองผิดลองถูกและต้องสะสมรอยแผลเป็นผ่านกาลเวลา “หาใช่ทางลัดไม่”
ในขณะที่ AI กลับเสกสิ่งนั้นได้ใน “เสี้ยววินาที”
ความรวดเร็วกลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มนุษย์ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนเร่งรีบเอาตัวรอดต่อสู้กับเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน มนุษย์ออฟฟิศ หรือกลุ่มผู้ประกอบการ
สิ่งที่น่ากลัวในวันนี้อาจไม่ใช่ AI จะล้างโลกในปีพ.ศ.ไหน แต่คือวันนี้เราได้ “ส่งออก” ความเป็นมนุษย์ออกไปให้สมองที่สองจนหลงลืมที่จะหันกลับมามองคุณค่าและความงามของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนหรือไม่?
ทั้งกระบวนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ใช้วิจารณญาณ การสะสมประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้เราเผลอโยนออกไปให้สมองที่สองรับผิดชอบแทนอยู่มั๊ย?
บทสัมภาษณ์ในรายการ NeoWealth Club ตอนที่ 14 นี้เราอยากเชิญชวนทุกคนที่ โหยหากลิ่นอายของความเป็นมนุษย์ ซึ่งแน่นอนมันจะไม่สมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่บทสนทนาที่ดีที่สุด ของคนที่เพอร์เฟกต์ที่สุด
แต่มันเป็นบทสนทนาของมนุษย์ธรรมดาๆ ที่จะชวนขบคิดถึง “ปรัชญาในการทำงาน” การสร้างคุณค่าที่แท้จริงในยุค LLM ผ่านเลนส์ของสองบรรณาธิการ
คนแรกบก.จิงโจ้ ปิยะพงษ์ บรรณาธิการบริหาร บริษัท ไรท์ ชิฟท์ จำกัด สื่อให้ความรู้ด้านบิตคอยน์และเศรษฐศาสตร์ ที่ดูแลรับผิดชอบเนื้อหาทุกตัวอักษร ของหนังสือแปลเกี่ยวกับบิตคอยน์และเศรษฐศาสตร์
หลายคนเคยอ่าน ไม่ว่าจะเป็น The Bitcoin Standard, The Fiat Standard, เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ, เงินปล้นโลก, เงินเฟ้อคือคดีอาญาและเล่มล่าสุด Bitcoin Age
ส่วนคนที่สองเป็นเจ้าบ้าน บก.ชาช่า ชัชชญา บรรณาธิการข่าวสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย คลุกคลีในแวดวงสื่อสารมวลชนมามากกว่า 15 ปี ผ่านมาทุกการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคอนาล็อกมาถึงยุคอินเทอร์เน็ตจน
เข้าสู่ยุค AI ในปัจจุบัน
“คุณค่าของเวลาและจริยธรรมในการทำงาน... ท่ามกลางการแผ่ขยายของอาณานิคม LLM และการสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมแต่ใช้เวลา น่าสนใจว่าโลกจะยังให้ราคาอยู่หรือไม่?”
หรือทุกวันนี้มนุษย์เราเพียงแค่เร่งผลิตชิ้นงานให้มากขึ้นๆ โลกได้ของ แต่สมองกลับโง่ลง?... จริงๆ แล้วคำถามนี้อาจเป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่าขบคิด มากกว่าความกลัวที่ว่า AI จะล้างโลกเมื่อไหร่เสียด้วยซ้ำ…
ลิงก์รับชม 1 ชม. กับ 16 นาที วางในคอมเมนต์

#บกจิงโจ้

23/09/2026
ชื่อตอนของคลิปนี้อาจจะดูธรรมดา แต่พอได้ฟังเนื้อหาข้างในแล้ว แอดว่า “ว้าวเกินคาด” นะ บางทีเราเห็นวัยผู้ใหญ่มานั่งพูดคุยเร...
18/09/2026

ชื่อตอนของคลิปนี้อาจจะดูธรรมดา แต่พอได้ฟังเนื้อหาข้างในแล้ว แอดว่า “ว้าวเกินคาด” นะ

บางทีเราเห็นวัยผู้ใหญ่มานั่งพูดคุยเรื่อง ai ก็อาจจะมองว่าเอ๊ะจะรู้เรื่อง ai กับคนรุ่นใหม่หรอ

ซึ่งมันเป็นยังงั้นจริงๆ นั่นแหละ เพราะพี่โจ้ก็ไม่ได้บอกว่าเชี่ยวชาญในเรื่อง ai แถมยังชื่นชมคนรุ่นใหม่ที่เรียนรู้เรื่องนี้ได้เร็วแล้วก็ เกิดมาในยุคของ ai

แต่คนที่เก่ง ai จริงๆ จังๆ เค้าก็จะสามารถไปได้ดีในด้านนั้นไปเลยเค้าจะเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี

คือถ้าเค้ามีทักษะทั้งหมดที่ควรจะมี บวกกับเก่ง ai เข้าไปอีกเค้าจะยิ่งเก่งได้เป็น 100 เท่า 1000 เท่า

แต่สิ่งที่มันว้าวในคลิปนี้ กลับเป็นเรื่องของการมองกลับเข้ามาที่ตัวตัวเองในมุมของคนที่ ไม่ได้เก่งไปสุดทางจากการใช้ ai

แล้วมันน่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ของโลกด้วยซ้ำ ที่ไม่ได้เก่งไปสุดทาง หรือสร้างสิ่งใหม่จาก ai จนสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

บางทีเราอาจจะนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าอะไรบ้างที่เหลืออยู่หากว่า ai มันสามารถทำงานหลายๆ อย่าง แทนเราได้แล้ว

ที่น่าขนลุกก็คือมันกลับกลายเป็นว่ามันคือสิ่งที่คนที่อายุมากๆ นั่นแหละสั่งสมสิ่งเหล่านั้นมา และโดยเฉพาะคนที่สามารถมี know who ไม่ใช่ know how

คือมันเป็นเหมือนการมี sense บางอย่างที่ทำให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ แต่ไม่สามารถเขียนออกมาเป็นคู่มือได้และ ai ไม่สามารถที่จะดูดสิ่งเหล่านั้นออกไปจากมนุษย์ได้เพราะมันคือคุณค่าของคนที่เชี่ยวชาญในบางเรื่องเท่านั้นถึงจะมีสิ่งนี้ได้

และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือประสบการณ์ที่ต้องผ่านกาลเวลาผ่านการสะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น

ในขณะที่ความรู้เราก็สามารถกดถาม ai ได้แป๊บเดียวรอได้คำตอบแล้ว ทุกคนก็สามารถที่จะรู้ได้เท่ากัน

และนอกเหนือจากความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวแล้ว พี่โจ้มองว่าสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ยังมี ai ก็คือความสามารถในการรอคอยหรือความอดทนรอคอยได้

การอดทนต่อความไม่รู้ (Tolerance in ignorance)คือการที่เราอนุญาตให้ตัวเองได้มีคำว่า เอ๊ะ!? เกิดขึ้นในหัวสมอง แทนที่เราจะพึ่งพา ai ในการแชตหาคำตอบทันที (แอดชอบคำนี้มากเลย แอดสัมภาษณ์แขกรับเชิญที่เป็นบก.หนังสือแปล เกี่ยวกับบิตคอยน์และเศรษฐศาสตร์ ถึงกับใช้คำว่า “ต่อมเอ๊ะเสื่อมโทรม” 😆)

อันนี้ทำให้แอดนึกถึงคำจากหนังสือเล่มหนึ่งแต่จำไม่ได้แล้วใจความสำคัญประมาณว่าเราควรจะต้องตั้งคำถามที่ฉลาดหากเราไม่รู้เรื่องใด ก่อนที่เราจะถามผู้อื่น หรือก่อนที่เราจะถามคนที่เก่งกว่า ให้เราได้ถามตัวเองให้สุดทางก่อน

เพราะหากเราไม่ถามตัวเองจนสุดทางแล้ว เราก็จะติดนิสัยเอะอะก็ถามคนอื่นถามคนอื่น (ในขณะที่ยุคนี้เป็นการพร้อมต์ถาม ai) โดยไม่ฝึกการค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

การที่ ai ตอบคำถามเราได้เร็ว มันก็ตอบสนองในสิ่งที่เราอยากรู้ในทันทีแต่จะไม่ได้ผ่านกระบวนการ เอ๊ะ?! ซึ่งในอดีตกว่าจะได้ความรู้แต่ละเรื่องต้องใช้ความอดทนในการค้นคว้า กว่าจะได้คำตอบ ซึ่งส่วนใหญ่มันจะมาจากการอ่านหนังสือ

และพี่โจ้ถึงกับมองว่าหนังสือนี่แหละคือเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มนุษย์มี เพราะมันทำให้มนุษย์ค่อยๆ อ่านค่อยๆ ใช้วิจารณญาณ สั่งสมองค์ความรู้ค่อยๆ ละเมียดละไมซึมซับไป จากการอ่านและการค้นคว้า

เหมือนนักปราชญ์สมัยก่อนที่กว่าจะตกผลึกอะไรบางอย่างหรือนักวิทยาศาสตร์ก็ใช้เวลาและความพยายามและการอดทนรอคอยที่จะได้ซึ่งองค์ความรู้ต่างๆ

แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่ามนุษย์แทบจะไม่มีคำว่าการรอหรือการรอคอยได้เลยแต่เสพติดความเร็วเสียมากกว่า และ ai ยิ่งเข้ามาเบิ้ลในสิ่งนั้นมากเข้าไปอีก

และที่พี่โจ้ย้ำเลยก็คือ “การเขียน” ไม่ควรยกหน้าที่นี้ให้ AI ทำแทนโดยเด็ดขาด เพราะการเขียนเป็นกระบวนการคิดและเรียบเรียงขั้นสูงของมนุษย์

และอีกเรื่องหนึ่งที่พี่โจ้ได้ทิ้งท้ายไว้เป็นประโยคที่กินใจมากๆ

เราเกิดมาทั้งทีสิ่งหนึ่งที่เราควรจะทิ้งไว้ให้คนจดจำก็คือว่า เราควรจะเป็นโชคดีของคนอื่น

ปกติแล้วเรามักจะคาดหวังว่าเราอยากได้ความโชคดีจากคนอื่นเรารู้สึกโชคดีจังเลยที่เราได้รู้จักคนนั้นคนนี้

ในทางกลับกันเป็นไปได้มั้ยที่เราจะ “ตัวเองให้เป็นโชคดีของคนอื่น” บ้าง

นี่คือเคล็ดลับขั้นสุดของการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นคุณค่าที่แท้จริงของคนธรรมดา ในยุค AI

แล้วถ้าเราจะเป็นโชคดีของคนอื่นได้ ต้องทำยังไง นั่งคิดเล่นเล่นโดยไม่ต้องถาม ai ดู…

คลิปรับชมด้านล่าง

เช้าวันหนึ่งคำว่า “บิตคอยน์” ผุดขึ้นมาเป็นประเด็นในกองบรรณาธิการ และในช่วงนั้นทุกสำนักข่าวมุ่งสู่แบงก์ชาติผ่านแอปพลิเคชั...
12/09/2026

เช้าวันหนึ่งคำว่า “บิตคอยน์” ผุดขึ้นมาเป็นประเด็นในกองบรรณาธิการ และในช่วงนั้นทุกสำนักข่าวมุ่งสู่แบงก์ชาติผ่านแอปพลิเคชั่น LINE ในกลุ่มสื่อเพื่อสอบถามว่า “บิตคอยน์เป็นเงินหรือไม่” “แบงก์ชาติคิดเห็นอย่างไรกับสิ่งนี้”

นั่นคือภาพความทรงจำที่แอดมีต่อ “บิตคอยน์” เป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงานวงการข่าวสายเศรษฐกิจเมื่อ 12 ปีก่อน

ท่ามกลางความสับสนของประชาชน รวมทั้งบรรดาสื่อมวลชนกับสิ่งที่เรียกว่า “บิตคอยน์” และยังไม่นับรวมกับโครงการหลอกลวงต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกันกับ “บิตคอยน์” และคำว่า “เงินดิจิทัล”

ในที่สุดวันที่ 18 มีนาคม 2557 แบงก์ชาติก็ได้ออกประกาศ เพื่อสยบความสงสัยและข้อคำถามต่างๆ ที่ถาโถมจากประชาชนและสื่อมวลชน สาระสำคัญว่า

Bitcoin และหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่ลักษณะใกล้เคียง ไม่ถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

ฟังดูแล้วอาจจะน่าตกใจ สำหรับใครที่มีบิตคอยน์อยู่ในมือยุคนั้น ที่จะต้องหลบๆ ซ่อนๆ แต่จริงๆ แล้ว…

ไม่ว่าประเทศไหน ก็ยังไม่ได้ยอมรับบิตคอยน์ว่าเป็นเงินตรา (มีแค่ประเทศเดียวคือเอลซัลวาดอร์ ในปี 2564)

แต่สิ่งหนึ่งที่แอดอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจเพิ่มเติมก็คือในไทยบิตคอยน์ถือเป็น ”สินทรัพย์ดิจิทัล“

เพราะใน 4 ปีต่อมา (2561) หลังแบงก์ชาติออกประกาศ ก.ล.ต. ก็ได้ออก พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และกฎหมายนี้ทำให้เหรียญต่างๆ เช่น Bitcoin, Ethereum, XRP, BNB ฯลฯ มีสถานะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

จากนั้นก.ล.ต.ไทย ยังเปิดให้มีตลาดซื้อขายเหรียญเหมือนกับตลาดหุ้น แถมซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน หลายคนน่าจะเคยใช้บริการอยู่แล้ว เช่น Bitkub, Binance TH, Maxbit ฯลฯ

ดังนั้น คนไทยก็สามารถซื้อหรือขายบิตคอยน์และเหรียญอื่นๆ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2561 แล้ว

หากย้อนไปเมื่อปี 2557 วันที่แบงก์ชาติออกเอกสารบอกว่า Bitcoin ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ราคามันอยู่ประมาณ 615 ดอลลาร์ต่อเหรียญ

วันนี้ปี 2569 บิตคอยน์อยู่ที่กว่า 77,000 ดอลลาร์ ผ่านมา 12 ปี มูลค่าเพิ่มขึ้นราว +12,478%

คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า “วันนั้นรัฐมอง บิตคอยน์ว่าอะไร” แต่คือทำไมสินทรัพย์ที่คนไม่เคยสิ้นความสงสัยว่ามันจะรอดไหม ถึงอยู่มาได้กว่า 17 ปี และตลาดยังให้มูลค่ามันในระดับนี้

ถ้าใครอยากทำความเข้าใจไปมากกว่าแค่เรื่องของราคา โดยเฉพาะในแง่มุมประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ มีหนังสือหลายเล่มให้ศึกษา

ส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ

หากใครไม่สะดวกอ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ แอดอยากบอกว่า พวกเราโชคดีมากที่ยังมีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีเจตนารมณ์ในการแปลหนังสือที่เกี่ยวกับ “บิตคอยน์โดยเฉพาะ” เพื่อให้คนไทยได้เบิกเนตร

Right Shift เป็นกลุ่มคนไทย ที่รวมตัวกันมาสร้างพลังแห่งการเรียนรู้สู่สังคมในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับบิตคอยน์และเศรษฐศาสตร์

แอดมีโอกาสได้สัมภาษณ์เกือบทุกคนมาแล้ว และรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของพวกเขาที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนไทย ได้เห็นมากกว่าแค่ราคาขึ้นลงอย่างไรซึ่งนั่นยังเป็นมิติที่ตื้นเขินมาก

หนังสือแทบทุกเล่มที่พวกเขาตัดเลือกมาแปล ทำให้เราได้เข้าใจฉากหลังของบิตคอยน์ บางเล่มก็มองไปยังอนาคต ทึ่แน่ๆ มันจะเป็นมุมมองที่อยู่นอกกระแสหลักที่พวกเราคุ้นเคย 

Bitcoin Age : ไขประวัติศาสตร์ เงินแห่งอนาคต ก็เช่นกัน

หนังสือเล่มนี้ บก.จิงโจ้ และอาจารย์ขิง จะถ่ายทอดงานแปลของนิก บาเทีย นำพามือใหม่ใสกิ๊กย้อนไปยังต้นกำเนิดของระบบธนาคารไล่เรียงมาจนถึงการพิมพ์เงินจากหนี้ควบคู่กับเทคโนโลยีการเข้ารหัสกับระบบอินเทอร์เน็ต…

จนในที่สุดก็มีอัจฉริยะอย่าง “ซาโตชิ นากาโมโตะ” ที่สามารถผสมผสานสุดยอดเทคโนโลยีต่างๆ ที่อัจฉริยะคนก่อนๆ สร้างไว้แล้วกำเนิดเป็นบิตคอยน์ หรือเงินสดในโลกดิจิทัล

“ใครที่เพิ่งศึกษาบิตคอยน์ ถ้าอ่านเล่มนี้แล้วอาจจะทำให้คุณอยากที่จะลงศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น

ส่วนมือเก่าอ่านแล้วก็อาจจะยิ่งหลงรัก แล้วก็เอาใจเชียร์ให้หนุ่มน้อยบิตคอยน์ได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่อย่างแข็งแกร่งและมอบความหวังให้กับมนุษยชาติ” บก.จิงโจ้ กล่าว

#ขมวดยับ

บางทีจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์การเงินครั้งยิ่งใหญ่! คุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่ได้เห็นและตระหนักแต่เนิ่นๆ และเตรียมตัวเป็นคนกลุ่มแรกๆ ก็ได้นะ

กราบเรียนเชิญทุกทั่น หาคำตอบด้วยตัวเอง

📌อ่านฟรี 40 หน้า อ่านเต็มกดพรีออเดอร์👇

📌แอดกดแล้ว กดอยู่ กดทุกเล่ม โดยเฉพาะเล่มพรีออเดอร์มักจะเป็นปกแข็ง หมดแล้วหมดเลยที่เหลือปกอ่อนแอดเรียกมันว่า “แรร์ไอเท่ม ของมนุษย์เงินเดือน” 😀

จากปีละ 2,000 ล้าน เหลือ 1,000 ล้าน อะไรทำให้เศรษฐีอสังหาฯ 30 ปี “ลดเดิมพัน”?ถ้าคนที่อยู่ในวงการอสังหาฯ มานานกว่า 30 ปี ...
06/09/2026

จากปีละ 2,000 ล้าน เหลือ 1,000 ล้าน อะไรทำให้เศรษฐีอสังหาฯ 30 ปี “ลดเดิมพัน”?

ถ้าคนที่อยู่ในวงการอสังหาฯ มานานกว่า 30 ปี และเคยลงทุนปีละ 2,000 ล้านบาท ตัดสินใจลดเงินลงทุนลงเหลือเพียง “ครึ่งเดียว”

เขากำลังเห็นอะไรในอสังหาฯ ไทย ที่ทำให้ไม่อยากวางเดิมพันเท่าเดิม?

แอดจะพาไปฟังมุมมอง “คุณต้น” จักรรัตน์ เรืองรัตนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท รัตนากรแอสเซท จำกัด เศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในวงการนี้มา 30 ปี

อสังหาฯ ในวันนี้ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว อะไรคือเหตุผล?

1. #การเปลี่ยนผ่านเฟสของเศรษฐกิจ

ในอดีต ช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้น้อยสู่ประเทศรายได้ปานกลาง ส่งผลต่อดีมานด์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง

ช่วงปี 2534-2536 ซึ่งเป็นยุคที่อุตสาหกรรม การก่อสร้าง และอสังหาฯ บูมมากจากโครงการ Eastern Seaboard ทำให้คนย้ายเข้าชลบุรีและพัทยาจำนวนมาก

ยุคนั้นธนาคารปล่อยกู้ง่ายมาก เป็นยุคที่นักลงทุนกู้ได้ 100% หรือแม้กระทั่ง 200% เลยด้วยซ้ำ ทำให้ยุคนั้นเกิดเศรษฐีอสังหาฯ ผุดเป็นดอกเห็ด

นับมาถึงวันนี้กว่า 20 ปีแล้วแต่ประเทศไทยยังคงเส้นคงวา ”ติดกับดักรายได้ปานกลาง” ขณะที่เศรษฐกิจก็ถึงจุดอิ่มตัว ดีมานด์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เคยเห็นแบบก้าวกระโดดก็ลดลง การกู้ยืมไม่ง่าย ธนาคารปล่อยกู้ยากขึ้น หนี้ครัวเรือนพุ่ง!

2. #โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป

ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศที่แก่ก่อนรวย วัยแรงงานมีน้อยลงกลายเป็นมุ่งหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัย คนเริ่มใช้เงินไปกับเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ

คนวัยหนุ่มสาวก็มีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เน้นการซื้อประสบการณ์มากกว่าการถือครองสินทรัพย์ถาวรแบบคนรุ่นก่อน

ยิ่งหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจเริ่มอิ่มตัว ธนาคารปล่อยกู้ยากมากขึ้น ต่อให้มีอสังหาริมทรัพย์มาค้ำ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่กู้จะมีความสามารถในการผ่อนจ่ายระยะยาว ธนาคารจะสนใจว่ามีกระแสเงินสดผ่อนได้จริงหรือเปล่า

ประกอบกับมีการลงทุนทางเลือกที่หลากหลาย เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล, หุ้น, หรือกองทุนรวม คนหนุ่มสาวไม่ได้ยึดติดกับการลงทุนในอสังหาฯ

3. #บ้าน/คอนโดเงินทอน คือระเบิดเวลา

อันนี้เป็นประเด็นที่น่าจับตา การซื้อคอนโดหรือบ้านเพื่อเอาเงินทอน (กู้เกินมูลค่าจริง เพื่อเอาเงินสดมาหมุน) ถือเป็นกระบวนการปั่นฟองสบู่และปล้นเงินฝากของประชาชน โดยมีความร่วมมือกันทั้งผู้ซื้อ โครงการ และธนาคาร

คุณต้น เล่าว่า คอนโดเงินทอนไม่ได้เกิดแค่ในไทย แต่เกิดทั่วโลกและมักจะเป็นฟองสบู่ตัวแรกๆ ที่ลากไปสู่การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้ง แม้ปัจจุบันมีการควบคุมการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 แต่พฤติกรรมเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ และสร้างปัญหาแอบแฝงให้กับวงการ

4. #ผลกระทบของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

แม้แนวคิดเบื้องต้นของภาษีนี้คือการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และหวังจะดึงเงินจากคนรวยมาช่วยคนจน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลลัพธ์ในมุมของการถือครอง “กรรมสิทธิ์” จะกลับตาลปัตร ที่ดินในประเทศจะค่อยๆ ตกไปอยู่ในเมืองของคนที่มีกระแสเงินสดพอสำหรับจ่ายภาษี

คุณต้น มองว่ากฎหมายนี้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ในเพราะระยะยาวคนจนที่ไม่มีกำลังจ่ายภาษีจะถูกบังคับให้ต้องขายที่ดินทิ้ง ในขณะที่คนรวยซึ่งมีสายป่านยาวกว่าจะเป็นผู้กวาดซื้อที่ดินเหล่านั้นไป

ยิ่งถ้ารัฐปรับเพิ่มราคาประเมินที่ดิน ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซาดูเหมือนจะดีเพราะสามารถนำไปเป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินจากแบงก์ได้มากขึ้น แต่ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้หาคนซื้อ/คนเช่าได้ยาก จะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระภาษีให้กับเจ้าของที่ดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

5. #ราคาอสังหาฯ ที่ดี ไม่ใช่ราคาขาย

หลายคนมองว่าราคาอสังหาฯ ที่ดีแปลว่ามันต้องราคาสูง แต่จริงๆ ต้องดูกันที่บรรทัดสุดท้ายว่าสามารถทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน เช่น ขายห้องราคา 300,000 แล้วกำไร 150,000 ก็ย่อมดีกว่าขายห้องราคา 1.8 ล้านแต่กำไรแค่ 200,000

ในยุคนี้ห้ามซื้ออสังหาฯ เพื่อคาดหวังถือไว้ยาวๆ รอเก็งกำไรส่วนต่างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมั่นใจว่าสินทรัพย์นั้นสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ด้วย เพราะอย่าลืมว่าต้องมีค่าดูแลรักษา ภาษีที่ดิน และจิปาถะ

อีกมุมที่น่าสนใจก็คือ เทรนด์จากนี้ไปของการซื้ออสังหาฯ คนรุ่นใหม่จะซื้อเพื่อโชว์ไลฟ์สไตล์ มากกว่าแค่เพื่ออยู่อาศัยหรือปล่อยเช่า นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวให้ทันเทรนด์

6. #อนาคตอสังหาริมทรัพย์ในอีก 10 ปี

อดีต อสังหาริมทรัพย์เคยเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 35% ต่อปี แต่ในปัจจุบันและในอีก 10 ปีข้างหน้า แนวโน้มผลตอบแทนจะลดลงเหลือไม่ถึง 10% ต่อปี

สิ่งนี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมของนักลงทุน โดยผู้ที่มีกระแสเงินสดจะต้องกลับมาตั้งคำถามและเปรียบเทียบว่า การนำเงินมาจมไว้ในอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า 10% ต่อปีนั้นคุ้มค่าหรือไม่ หรือควรนำเงินไปหาโอกาสในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

อสังหาฯ ไทยจะไม่มีทางกลับไปรุ่งเรืองเหมือนยุคเปลี่ยนผ่านประเทศ ไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา เว้นแต่ประเทศไทยจะสามารถขยับไปเฟสใหม่ไปสู่ “ประเทศรายได้สูง” แบบสิงคโปร์ได้ นั่นจึงจะเป็นจุดเปลี่ยนอีกรอบของอสังหาฯ

#ขมวดยับ

แม้โดยรวมดูยากขึ้น แต่คุณต้นมองว่ามันก็ยังพอลงทุนได้ แต่จะต้องคัดกรองอย่างหนัก เลย ถึงขั้นมองว่าโอกาสที่จะเจออสังหาฯ ที่ยอดเยี่ยมและลงทุนได้จริงในยุคนี้มีเพียง “1 ใน 100” เท่านั้น ต้องหาของถูกให้ได้จริงๆ

นอกจากนี้ เมื่อมีของแล้วจะต้องดูว่า “ส่วนต่างของราคาขาย” กับ “ต้นทุน” มันเหลือเยอะมั๊ย เราต้องทำให้มีกำไร ไม่ใช่แค่ตั้งขายราคาสูง

หักค่าใช้จ่ายแล้วควรจะได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปีหรือคืนทุนให้ได้ภายใน 10 ปีจึงจะถือว่าเป็นโอกาสที่น่าลงทุน

เรื่องเทรนด์จากนี้ไป คนรุ่นใหม่จะไม่ได้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยแต่เพื่อสนองไลฟ์สไตล์ เป็นผลงานศิลปะ หรือเอาไว้โชว์ความสำเร็จผ่านโซเชียลมีเดีย


ขอบคุณข้อมูลจากคลิปสัมภาษณ์ “ยุคมืดของอสังหาริมทรัพย์ไทย | The Unspoken EP5” ช่อง The Alternative Plus (ลิงก์รับชมคลิปในคอมเมนต์)

ทำไมเราต้องรีบรวย ในจังหวะชีวิตของคนอื่น?แต่ละคนไม่ได้เริ่มจากจุดเดียวกัน ทั้งต้นทุน ภาระ และความหมายของคำว่า “พอ” ก็ไม่...
01/09/2026

ทำไมเราต้องรีบรวย ในจังหวะชีวิตของคนอื่น?

แต่ละคนไม่ได้เริ่มจากจุดเดียวกัน ทั้งต้นทุน ภาระ และความหมายของคำว่า “พอ” ก็ไม่เหมือนกัน

การเงินที่ดีจึงอาจไม่ใช่การรีบไปให้ถึงจุดที่คนอื่นอยู่ แต่คือการเข้าใจจังหวะของตัวเอง “โค้ชหนุ่ม” เล่าเรื่องนี้กับช่องยูทูบ Klaoshow

1. #ไม่ควรเปรียบเทียบ ‘ชีวิตตนเอง’ กับ ‘นาฬิกาชีวิตของผู้อื่น’

ในยุคที่เราเห็นความสำเร็จของผู้อื่นได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย เราไม่ควรนำมากดดันตัวเอง เพราะ ความสำเร็จของแต่ละคนมี “จังหวะชีวิต” ที่ไม่เหมือนกัน

บางคนเรียนจบมามีเงินเดือนก็สามารถเก็บออมเริ่มต้นลงทุนได้เลย เพราะที่บ้านฐานะดีอยู่แล้ว ในขณะที่บางคนบางคนจบมา อาจต้องเริ่มต้นจากการจุนเจือทางบ้าน ดูแลส่งเสียพี่น้องเรียนหนังสือ และนี่คือจังหวะชีวิตของแต่ละคน เราแค่ต้องเข้าใจและไม่ดูถูกจังหวะชีวิตของตนเอง

2. #จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ไม่ใช่ความรู้ แต่คือการยอมรับว่า “เราไม่รู้”

ความรู้เรื่องหนี้ ภาษี และการลงทุนหาได้ไม่ยาก สิ่งที่ยากกว่าคือการลดอีโก้ ยอมรับปัญหาและกล้าขอความช่วยเหลือ

โค้ชหนุ่มเล่าจากประสบการณ์ครอบครัวที่มีหนี้ประมาณ 18–20 ล้านบาท ในช่วงแรกพยายามแก้เองเพราะคิดว่าตัวเองมีความรู้ แต่กลับทำให้หนี้เพิ่มขึ้น จนกระทั่งยอมถามและศึกษาจริง ๆ จึงเริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างหนี้ธุรกิจกับหนี้ส่วนบุคคล

ข้อคิดสำคัญคือ ถ้าอีโก้อยู่กับเรานานเกินไป มันอาจทำให้เรากลายเป็น “อีโง่”

3. #ความรู้ที่กระจ่างช่วยลดความกลัว

หลายครั้งคนทุกข์เรื่องเงิน เพราะยังมองตัวเลขไม่ชัด เช่น กังวลว่าเงินเกษียณจะไม่พอ แต่ไม่เคยคำนวณจริง ๆ ว่าต้องใช้เดือนละเท่าไรและมีเงินอยู่เท่าไร

ยกตัวอย่าง ผู้สูงวัยคนหนึ่งกังวลจะมีเงินไม่พอใช้ตอนเกษียณจึงมองหาการลงทุนความเสี่ยงสูง แต่เมื่อตั้งใจคำนวณจำนวนเงินที่คาดว่าจะต้องใช้ต่อเดือนรวมแล้ว 20 ปีจะอยู่ที่ราว 4.8 ล้านบาท แต่ตนเองสะสมไว้แล้ว 7 ล้านบาท แปลว่าไม่ต้องดิ้นรนหรือร้อนใจไปลงทุนอะไรที่เสี่ยงๆ จนอาจจะกลายเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

4. #ปัญหาเรื่องการเงิน แทบจะทุกกรณีสามารถแก้ได้

โค้ชหนุ่ม มั่นใจว่า ปัญหาเรื่องการเงินแทบจะทุกกรณีสามารถแก้ไขได้ คนกลุ่มเดียวที่ช่วยได้ยาก คือคนที่ ‘ไม่ยอมรับความจริง’ และ ‘ไม่ต้องการสู้แล้ว’

สิ่งสำคัญที่สุดในขั้นแรกต้องยอมรับว่า ‘เกิดปัญหา’ ขั้นต่อมาต้องยอมรับว่าเราเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตตัวเองกับปัญหานี้ หากโทษรัฐบาล ครอบครัว ลูกหรือคนอื่นทั้งหมด เราจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่ตัวเองแก้ได้เลย แต่เมื่อยอมรับว่าเรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเรา เราจึงจะเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงได้

5. #อย่ารีบด่วนตัดสินคนเป็นหนี้ว่า ‘ฟุ่มเฟือย’

จุดเปลี่ยนมุมมองโค้ชหนุ่มจากอดีตที่ “คิดไปก่อน ปรามาสไปก่อน” เช่น คนที่การเงินมีปัญหาเพราะใช้เงินสิ้นเปลืองไม่มีวินัย แต่เมื่อได้คุยกับหลายคนที่เข้ามาขอคำปรึกษาจึงตกผลึกทางความคิดว่า ‘อย่าคิดไปก่อน’ เพราะจริงๆ บางคนเป็นคนดีมาก แต่ภาระหนี้เกิดจากความกตัญญูพ่อแม่ และพี่น้องตนเองมีรายได้น้อยเลยต้องกู้ยืมมาดูแล ขณะที่บางคนเป็นหนี้จากการลงทุน หรือบางคนโดนเพื่อนโกงธุรกิจ

6. #การเงินส่วนบุคคล = ไม่เบียดเบียนคนอื่น

การเงินส่วนบุคคล คือเรื่องส่วนบุคคล เช่น การเงินของเรา การเงินของเพื่อน คือแต่ละคนมีความเป็นส่วนตัวในด้านการเงินของตนเอง จึงต้องรับผิดชอบตนเองให้ดีเพื่อจะได้ไม่ไปเบียดเบียนการเงินผู้อื่น

เราช่วยคนอื่นได้นะ แต่ต้องไม่เบียดเบียนตนเอง

7. #ความจนที่แท้จริงคือมีเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ

ความรู้สึกขาดแคลนในใจ คือความจนที่แท้จริงเพราะ “จะหาไม่รู้จบ” ต่างจากความจน ที่เป็นปัญหาชั่วคราว “ความพอ” คือเส้นวัดความขาดแคลนแต่ความพอของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีก เราต้องรู้ว่าความพอของตัวเองอยู่ตรงไหน

8. #ความโลภจะกลายเป็นหายนะ เมื่อรวมกับความไม่รู้+ความมักง่าย

อยากได้ผลตอบแทนเยอะๆ ลงทุนสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ หรือไม่ก็เชื่อว่าวางเงินไว้เฉยๆ แล้วเดี๋ยวเงินจะโตไปได้เร็วๆ ก็โดนหลอก เพราะอยากรวยเร็วแต่ก็ดันไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่ตนเองลงทุนคืออะไร อย่ามักง่าย เพราะไม่มีอะไรที่จะทำให้รวยได้ง่ายๆ

9. #มีแต่ละคนคิดถึงอนาคตเท่านั้น ที่จะมีอนาคต

เรามีหน้าที่ให้ชีวิตของเรามีความสุข ไม่ว่าจะเราในวันนี้หรือเราในอนาคตก็คือเรา พึงพอใจกับวันนี้ แต่ก็หมั่นคิดถึงความไม่แน่นอนในอนาคตและก็เตรียมการไว้บ้าง เพราะวันนี้พรุ่งนี้หรืออีกหนึ่งปี สองปีเราอาจจะตกงาน ก็จะสามารถรับมือได้

แต่อยากมีความหวัง แล้วนอนเฉยๆ อันนั้นเพ้อเจ้อ อย่าหมดความหวังและควรจะคงไว้ซึ่ง “ระดับความเชื่อมั่น” มาได้จากไหนก็จากกำลังใจของตัวเอง ไม่ต้องขอใคร ถ้าหมดกำลังใจให้นึกวนกบับไปที่ “ความหวัง”

10. #ความรู้พื้นฐานการเงิน

ต้องมีความรู้ 4 ด้าน

1.หารายได้ (active , passive)

2.บริหารค่าใช้จ่าย (ใช้จ่าย สินเชื่อ ภาษี)

3.การออม (การจัดการเงินออม ฉุกเฉิน เกษียณ เที่ยว)

4.การลงทุน เพื่อให้เงินเติบโต (ต่อยอดให้เป็น ไม่มีง่าย ยาก ระวังถูกหลอก)

11. #ครอบครัว คือจุดเริ่มต้นสอนด้านการเงินให้กับเด็ก

มัธยมต้น: อาจเริ่มให้เงินเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้ได้ฝึกบริหารจัดการเงินก้อนเล็กๆ ด้วยตนเอง พร้อมทั้งสอนให้เริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่าย และอาจจะเริ่มสอนสอนเรื่องการลงทุนเบื้องต้น เช่น การซื้อสลากออมทรัพย์

วัยมัธยมปลาย: สามารถต่อยอดการเรียนรู้เรื่องการลงทุนให้มากขึ้น โดยอาจเริ่มสอนให้เด็กรู้จักการลงทุนในกองทุนรวม

12. #หัวใจ ของการเงินไม่ใช่หาเงินเก่งแต่คือ “การจัดการค่าใช้จ่าย”

ผลเสียจากการใช้จ่ายเกินตัวอาจยังไม่ปรากฏทันที แต่มักสะสมและแสดงผลในอีก 10–15 ปีข้างหน้า เมื่อภาระหนี้สูงขึ้นและชีวิตเริ่มขยับไม่ได้ เช่น อายุ 30 การเงินยังไม่ไปไหน เพราะไม่ฝึกให้เป็นนิสัย ประหยัด รู้คุณค่าของเงินตั้งแต่เด็กๆ

13. #สินเชื่อ เหมือนมีด

โค้ชหนุ่ม มองว่าเราใช้แต่พอดีได้ สินเชื่อไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแต่ขอสินเชื่อแล้วก็ต้องใช้คืน บางคนอาจจะผ่อนบ้านผ่อนรถผ่อนโน้ตบุ๊ก ก็ไม่ได้มีความรู้สึกลำบากหรือเป็นภาระจากการผ่อนรายงวดผ่อนตรงก็ทำให้มีเครดิตที่ดี และช่วยให้ชีวิตดีขึ้นไปข้างหน้า แต่หากใช้ในทางที่ไม่ดี ใช้เกินตัว สินเชื่อก็เหมือนมีด จะใช้ให้มันดีหรือแย่?

14. #คนที่ควบคุมเงิน vs คนที่ถูกเงินควบคุม

“คนที่ควบคุมเงิน” จะมีการวางแผนล่วงหน้าว่าเงินจะถูกนำไปใช้อะไรบ้าง ในขณะที่ “คนที่ถูกเงินควบคุม” จะใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัววันสิ้นเดือน เพราะมีภาระหนี้สินมารอรุมเงินเดือนไปหมด

#ขมวดยับ

ขอบคุณคลิปดีๆ จากช่อง Klaoshow ตอน : ทุกข์เรื่องเงินแก้ได้ด้วยการเข้าใจการเงินให้กระจ่าง

อยากมี 1 Bitcoin ต้องเลิกไล่ตาม 1 Bitcoin?หลายคนอาจจะตั้งเป้าเก็บบิตคอยน์ให้ได้ 1 เหรียญแต่พอเห็นราคาขยับขึ้นเรื่อย ๆ บา...
31/08/2026

อยากมี 1 Bitcoin ต้องเลิกไล่ตาม 1 Bitcoin?

หลายคนอาจจะตั้งเป้าเก็บบิตคอยน์ให้ได้ 1 เหรียญแต่พอเห็นราคาขยับขึ้นเรื่อย ๆ บางคนอาจจะถอดใจไปซะก่อน ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม

แต่ถ้าสิ่งสำคัญไม่ใช่การไปให้ถึง 1 Bitcoin ล่ะ? หากสิ่งมีค่าที่รออยู่ปลายทางอาจจะมีมูลค่ามากกว่าบิตคอยน์ก็เป็นได้

เพราะวินัยเล็ก ๆ ที่เราสะสมในแต่ละวันนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่าย ๆ

นี่คือ 3 วิธีคิดจากหนังสือ Atomic Habits ที่อาจเปลี่ยนวิธีสะสม Bitcoin ของเราไปให้ไกลกว่า “จำนวน”

1.โฟกัส “กระบวนการ” แทน “ปลายทาง”

เจมส์ เคลียร์ อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า “เป้าหมายนั้นดีสำหรับการกำหนดทิศทาง แต่กระบวนการต่างหากที่ดีที่สุดสำหรับความก้าวหน้า”

ทีนี้เราอาจจะลองเปรียบเทียบกับการตั้งเป้าหมาย เช่น ตั้งใจเก็บ 1 BTC ถ้าสมมุติว่า Bitcoin ราคาอยู่คงที่ 2.6 ล้านบาท/BTC ตลอด และออมเดือนละ 500 บาท

จะต้องใช้เวลาประมาณ 433 ปี ถึงจะสะสมครบ 1 BTC 😅 ฟังดูแล้วยิ่งโคตรถอดใจเข้าไปอีก

แต่อย่าลืมว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่ “เป้าหมาย” แต่คือ “กระบวนการ” การที่คุณออมวันละเล็กน้อย เช่น 108 บาทไปเรื่อย ๆ อย่างเป็นระบบ โดยใช้วินัยของตนเองเป็นจุดเริ่มต้น

แม้สุดท้ายคุณอาจไปไม่ถึง 1 BTC แต่ระบบนี้จะทำให้คุณมีเงินออมมากกว่าคนที่ไม่ทำอะไรเลย

ก้มหน้าก้มตาออมอย่างสม่ำเสมอ เราจะมองเห็นความก้าวหน้ารายวัน สิ่งนี้คือ “Small Win” ที่เก็บเกี่ยวได้ตลอดเส้นทาง

2.เปลี่ยนที่ตัวตน ไม่ใช่แค่การกระทำ

การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุดไม่ได้มาจาก “สิ่งที่คุณต้องการจะได้” แต่มาจาก “สิ่งที่คุณเชื่อว่าคุณเป็น” คือลึกลงไปถึงชั้น Identity

บอกตัวเองไปเลยว่า “ฉันนี่แหละบิตคอยน์เนอร์” เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า ฉันจะต้องถือยาวนะ ตลาดแย่ฉันก็ยังจะสะสมต่อ พูดง่าย ๆ ว่าเชื่อไปก่อนว่าฉันเป็นสิ่งนั้น

สมมุติคุณกด DCA ทุกวัน แม้ในวันที่ตลาดแดงเดือด สิ่งที่ทำก็ถือซะว่าเป็น 1 คะแนนเสียงให้กับความเป็น “นักลงทุนผู้มีวินัย” ของคุณในทุก ๆ วัน ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นกี่ BTC ก็ตาม

หรืออย่างคนที่กำลังเลิกบุหรี่ ถ้ามีใครมาชวนอีกก็ต้องใจแข็ง บอกไปเลยว่า “ปกติผมไม่สูบบุหรี่” แทนที่จะพูดว่า “ผมกำลังพยายามเลิกบุหรี่อยู่” ซึ่งเป็นการตัดกระบวนการต่อรองในใจออกไปทันที

3.เข้าใจภาวะ ‘ศักยภาพซ่อนเร้น’

หลักการของ “ภาวะแห่งศักยภาพที่ซ่อนเร้น” จากหนังสือ Atomic Habits อธิบายไว้ว่า ทำไมความพยายามอย่างต่อเนื่องจึงดูเหมือนไม่มีผลลัพธ์ในช่วงแรก แต่จะส่งผลมหาศาลในภายหลัง

เราอาจเปรียบการสะสม Bitcoin ในช่วงที่ราคานิ่งสนิท เหมือนการเพิ่มอุณหภูมิในห้องจาก 18 องศา แล้วค่อย ๆ ปรับขึ้นเรื่อย ๆ จนไปถึง 32 องศา นั่นแหละ ก้อนน้ำแข็งที่วางอยู่ในห้องจึงจะ “เริ่มละลาย”

การออมทีละน้อยในวันนี้แทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แถมโดนล้ออีกต่างหากว่าเมื่อไหร่จะรวย แต่ความพยายามที่สะสมไว้จะระเบิดตัวอย่างรุนแรงเมื่อถึงจุดเปลี่ยน เช่น Halving หรือ Bull Run

#ขมวดยับ

เก็บออมคอยน์จำนวนน้อย ๆ ในตอนนี้ ก็ยังไม่ได้ทำให้เราเป็นมหาเศรษฐีอยู่ดี ฝึกภาษาอังกฤษ 1 ชั่วโมง ก็ไม่ใช่ว่าเราจะพูดภาษาอังกฤษได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เห็นผลในทันตา คนเราจึงชอบวนกลับไปมีพฤติกรรมแบบเดิม เพราะ “อดทนรอคอยไม่ได้”

ความสำเร็จคือผลลัพธ์ของนิสัยที่ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เกิดจากการเปลี่ยนอะไรเพียงครั้งเดียวในชีวิตแล้วสำเร็จเลย

แอดมินช่า
31.08.2026

ยิ่งเก็บเงิน ยิ่งจน? เมื่อ “เงิน” ที่เราออม กำลังด้อยค่าลงทุกวัน“ถ้าเราเข้าใจประเด็นนี้นะ เราจะไม่ติดกับดัก แต่ถ้าเราไม่...
29/08/2026

ยิ่งเก็บเงิน ยิ่งจน? เมื่อ “เงิน” ที่เราออม กำลังด้อยค่าลงทุกวัน

“ถ้าเราเข้าใจประเด็นนี้นะ เราจะไม่ติดกับดัก แต่ถ้าเราไม่เข้าใจเนี่ย เก็บไปให้ตายฮะ…ไม่รอด” อ.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมหลายคนที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบมาเป็นปีๆ กลับพบว่าเงินก้อนนั้นแทบจะไม่พอทำอะไรเลย?

ในยุคที่รัฐบาลประเทศมหาอำนาจ สามารถกู้หนี้มาโปะหนี้ และสั่งพิมพ์ตัวเลขเงินใหม่เข้าสู่ระบบได้อย่างไม่จำกัด

การตั้งหน้าตั้งตาเก็บความมั่งคั่งไว้ในรูปแบบของ “เงินในบัญชีธนาคาร” จึงไม่ต่างอะไรกับการ “วิ่งสวนทางลง” บนบันไดเลื่อน ที่ยิ่งวิ่งก็ยิ่งเหนื่อยแต่กลับอยู่ที่เดิม🥲

คุณแท็ป-รวิศ หาญอุตสาหะ นักเล่าเรื่องชื่อดังและนักธุรกิจ สัมภาษณ์อาจารย์ตั้ม บิตคอยน์เนอร์ชื่อดังในเมืองไทย เรียกได้ว่าเป็นแมตช์ในฝันของแฟนคลับทั้งสอง เมื่อพวกเขาได้เห็น “สองหนุ่มเสียงนุ่ม” มานั่งร่วมเฟรมกันเป็นครั้งแรก

คลิปนี้ อ.ตั๊ม พิริยะ ได้เจาะลึกระบบการเงินของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเสื่อมค่าของเงิน รวมทั้งบทบาทของสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและ Bitcoin

1.วิกฤตของระบบเงินตราและการสร้างเงินจาก “หนี้”

รู้หรือไม่ว่าระบบเงินที่เราใช้ทุกวันนี้ ไม่ได้อ้างอิงกับทองคำแล้วตั้งแต่ปี 1971 ที่สหรัฐฯ ยกเลิกผูกดอลลาร์กับทองคำ จากเดิมที่ผลิตเงินต้องมีทองคำค้ำ กลายเป็นการผลิตเงินจาก “การสร้างหนี้” โดยรัฐออกพันธบัตรให้ธนาคารกลางซื้อ แล้วพิมพ์ตัวเลขเงินขึ้นมาให้รัฐบาลดื้อๆ

ปัจจุบัน สหรัฐมีหนี้มหาศาลทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์! ถามว่ามากแค่ไหน เอาแค่ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ก็มากกว่าจีดีพีทั้งประเทศแล้ว OMG!

เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ต้องคืนเงิน สิ่งที่รัฐบาลทำคือการ "กู้หนี้ก้อนใหม่ เพื่อมาโปะหนี้ก้อนเก่า" วนลูปไปเรื่อยๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมปริมาณเงินในระบบถึงเพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด และทำให้มูลค่าของเงินในกระเป๋าเราเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว

ปัญหาที่ทุกคน ซึ่งอยู่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกันเจออยู่ทุกวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ว่าข้าวของมันแพงขึ้น แต่มันเป็นเพราะ “เงินมันเสื่อมค่า”

อ.ตั๊ม เล่าว่า ตามหลักการแล้วเมื่อเทคโนโลยีมันดีขึ้น สินค้าควรจะผลิตได้ถูกลง แต่สินค้าส่วนใหญ่กลับแพงขึ้นเพราะความเร็วในการเสื่อมค่าของเงินนั้นรวดเร็วกว่าการพัฒนาของเทคโนโลยี

2.Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดที่ “กลับตาลปัตร” จากระบบเดิม

จากสถานการณ์ที่เล่ามาในข้างต้นก็ทำให้ ผู้คนอยากหลุดพ้นจากระบบเงินที่รัฐสร้างขึ้น เพราะเก็บให้ตายมันก็ไม่รวย เหตุเพราะความมั่งคั่งถูกสูบออกไปตลอดเวลา จากการพิมพ์เงินเพิ่มของรัฐบาล นี่ยังไม่นับรวมเรื่องการสอดแนม

กลุ่ม Cypherpunk จึงต้องการสร้าง “เงินสดดิจิทัล” ที่สามารถโอนให้กันได้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ต่างจากการยื่นธนบัตรให้กันโดยตรง โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางจะได้หลุดพ้นจากการสอดแนมและการควบคุมเงินโดยอำนาจรัฐ

Bitcoin เกิดขึ้นจากแนวคิดของกลุ่มนี้ โดยผู้ที่นำเสนอไอเดีย เงินสดดิจิทัลคือ “ซาโตชิ กาโมะโตะ” (นามแฝง) ตอนแรกไม่มีใครเชื่อไอเดียเขา แต่ผ่านไปสักพักก็เริ่มมีคนเอาด้วย 
(นับมาถึงปัจจุบันนี้ก็เกือบ 18 ปี)

การทำลายหรือสั่งปิด Bitcoin ก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เพราะมันเป็นซอฟต์แวร์แบบเปิด ที่กระจายศูนย์เต็มรูปแบบ รันโดยคอมพิวเตอร์เป็นแสนๆ เครื่องทั่วโลกที่อยู่ในมือประชาชนธรรมดา

ยิ่งรัฐบาลพยายามแบนเท่าไหร่มันก็ยิ่งเติบโตเรียกได้ว่า “ยิ่งทุบยิ่งแข็งแกร่ง” อย่างเช่น ในจีนหรือในอินเดีย ประชาชนก็ไปใช้มันในตลาดใต้ดินมันก็เติบโตได้อยู่ดี

แม้ Bitcoin จะถูกจำกัดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญนำมาสู่คำถามที่ว่ามันจะเพียงพอใช้งานบนโลกนี้ได้จริงหรือ..จริงๆ แล้วหน่วยของมันสามารถแบ่งย่อยเล็กลงไปได้ถึงระดับ “ซาโตชิ”

1 Bitcoin = 100 ล้านซาโตชิ

ทำให้มีเพียงพอต่อการใช้งานทั่วโลก หรือถ้ากลัวจะไม่พออีกก็ ยังมีเทคโนโลยี Layer 2 เช่น Lightning Network ที่ช่วยให้ทำธุรกรรมขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว

3.สถานะของ “ทองคำ” และปัญหา “ทองกระดาษ”

อ.ตั๊ม เชื่อมั่นว่า ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์รักษามูลค่าที่ดีในระยะยาว เพราะเป็นสิ่งที่ทนทาน และการผลิตเพิ่มในแต่ละปีต่ำมาก เมื่อเทียบกับของเดิมที่มีอยู่ในตลาด (Stock to Flow สูง)

แต่จุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำไม่เติบโตเท่าที่ควรคือการมี “ทองกระดาษ” (Paper Gold หรือตลาดอนุพันธ์) ที่เปิดให้คนขายทองคำได้โดยไม่ต้องมีทองคำอยู่จริง ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่สามารถควบคุมและกดราคาทองคำในตลาดโลกได้

4.ทางออกเพื่ออิสรภาพและความมั่นคงทางการเงิน

ทางออกของเรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อน อาจารย์ตั๊มได้ให้คำแนะนำที่เรียบง่ายว่า ‘เราก็แค่เก็บเงินที่อื่น เก็บเงินที่อะไรก็ได้ที่รัฐพิมพ์ ไม่ได้’

การออมเงินในบัญชีธนาคาร (เงินเฟียต) คือกับดัก เพราะเงินเหล่านี้เสื่อมค่าลงทุกวินาที ยิ่งเราพยายามเก็บออมเป็นตัวเงิน เราก็จะยิ่งเหมือน ”วิ่งสวนทางลงบนบันไดเลื่อน“

ก้าวแรกของการสร้างความมั่นคง คือการเปลี่ยนที่เก็บออม ไปเก็บใน “สินทรัพย์ที่รัฐพิมพ์เพิ่มไม่ได้” เช่น ที่ดิน, หุ้นพื้นฐาน, ทองคำ หรือ Bitcoin

“ถ้าเราเก็บถูก เราใช้เวลาไป 2 ปี 3 ปี 4 ปี เราค่อยๆ ออมไป…หลายคนที่ออมไปแล้ว 5 ปี 10 ปี มองย้อนกลับมา คุณจะเห็นว่าคุณมีทุน”

”เมื่อเรามี income จากเงินที่เป็นเงินทุนแล้วเราก็จะเริ่มลดความพึ่งพา income จากงานที่เป็นงานประจำบ้าง…เพื่อที่จะทำให้ยกระดับคุณภาพชีวิตเราไปในระดับที่เราเริ่มบริหารทุนและเวลาของเราได้ ก็จะเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพ คือเราเลือกใช้เวลาของเราได้”

#ขมวดยับ

โดยสรุป การออมไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่กลับเป็นสิ่งที่ควรทำเสียด้วยซ้ำ ทุกวันนี้เรามักเคยชินกับการกู้ยืม ทั้งที่การออมคือรากฐาน

แต่ปัญหาของการออมจริงๆ มันอยู่ที่แหล่งวางเงินมากกว่า
“การเก็บเงิน” มันไม่ได้แย่ถ้าเงินนั้นมันไม่เสื่อมค่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันตรงกันข้าม

ฉะนั้น หลักการง่ายๆ ก็คือการ ”ออมเงินให้ถูกที่”

แอดมินช่า
29.08.2026

———-
ขอบคุณบทสัมภาษณ์ดีๆ จากช่อง Mission To The Moon
คลิปเต็มแบบนุ่มหู วางในคอมเมนต์

คำเตือน! ห้ามฟังตอนกลางคืน แอดลองมาแล้ว…เกือบหลับแต่กลับมาได้.

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ขมวดยับ - Kamuad Yup โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์