ขมวดยับ - Kamuad Yup

ขมวดยับ - Kamuad Yup "ขมวดทุกเรื่อง ให้เหลือไอเดีย"

”ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน*“คนตามคุณเป็น 1,000,000 เลยเพราะเค้าเห็นในผลงานที่คุณทำ ฉันเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่ปฏิเสธในเรื่องข...
24/05/2026

”ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน*“
คนตามคุณเป็น 1,000,000 เลย

เพราะเค้าเห็นในผลงานที่คุณทำ

ฉันเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่ปฏิเสธในเรื่องของ beauty privilege
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า

คนที่ไม่มีสิ่งนี้ จะใช้มันเป็นข้ออ้างในการกดทับตัวเอง

สิ่งที่คุณทำมันก็พิสูจน์แล้วว่า beauty privilege ไม่สามารถฉุดรั้งคุณค่าของคุณไว้ได้เลยสักนิด

หากสิ่งที่คุณทำมันมีคนซื้อ ซึ่งมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนรักไม่มีคนชอบคงไม่มียอดผู้ติดตามคุณมากขนาดนั้น

ส่วนตัวคุณเป็นยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าโพสต์เนี่ยมันทัชใจและอยากเขียนถึง

เพราะฉันเองก็เป็นคนนึงที่อยู่หน้าจอ และก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมี beauty privilege (แม้ว่าคนรอบข้างจะให้กำลังใจก็ตาม)

แต่ชีวิตมันก็ต้องเดินต่อ แล้วก็ใช้ความพยายามในการ stack skill เพราะสิ่งหนึ่งที่ฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งก็คือ

คนทุกคนมี unfair advantage

เราคนเดียวเท่านั้นที่รู้ (แต่…เรามักจะมองข้ามเพราะคิดว่าแหมก็ง่ายๆ เองใครก็ทำได้ เพราะมันง่ายสำหรับเราไง
แต่คุณลืมไปหรือเปล่าว่ามันยากสำหรับคนอื่น)

และเมื่อรู้แล้วเราจะใช้มันยังไง?!

ลุบงับ! คุณศรีสกล 💪

* ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

คำนี้ฉันอินมากขึ้นตอนที่สัมภาษณ์ ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า บิตคอยน์เนอร์ชื่อดังชาวไทย 🇹🇭 ซึ่งอธิบายว่า ผลของงาน หมายความว่างานนั้นมันมีคนซื้อมีคนชอบแล้วมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลานั่นแหละคือผลของงาน (และ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตารวมถึงอายุ อันนี้ฉันพูดเอง 555) 

นึกว่ารู้จักตนเองดี ที่ไหนได้หลงทาง จนได้ฟังเรื่องนี้เจตจำนง Vs พฤติกรรมเจตจำนง >> สิ่งที่เราอยากเป็นพฤติกรรม >> สิ่งที่...
13/05/2026

นึกว่ารู้จักตนเองดี ที่ไหนได้หลงทาง จนได้ฟังเรื่องนี้

เจตจำนง Vs พฤติกรรม

เจตจำนง >> สิ่งที่เราอยากเป็น
พฤติกรรม >> สิ่งที่เราแสดงออก (ซึ่งมักเป็นตัวตนที่แท้จริงมากกว่า)

ยืมเงินเพื่อนมา 50,000 บาท มีเจตจำนงลึกๆ “ฉันคืนแน่” เพราะเป็นคนมีสัจจะและรักษาคำพูด (เป็นความคิดลึกๆ ในใจ)

แต่วันนัดชำระคืน ดันฉุกเฉินต้องใช้เงินก้อนนี้ ทำให้ผิดนัดเพื่อน (เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกจริง)

เพื่อนก็จะรับรู้จาก ”พฤติกรรมจริง“ >> เราไม่คืนเขา
เรารับรู้จาก ”ความคิดตนเอง“ >> ฉันมีสัจจะ คืนแน่แค่ฉุกเฉิน

นีคือ ตัวอย่างของการที่เราไม่ได้รู้จักตนเองตามความเป็นจริง เพราะไม่แยกแยะระหว่าง “เจตจำนง” ที่เราอยากเป็น กับ “พฤติกรรมจริง” ที่เราแสดงออก

และเราก็จะรู้สึกอยู่ตลอดว่าฉันเป็นคนมีสัจจะ ฉันเป็นคนดี ฉันเป็นคนรักษาคำพูด ฉันเป็นคนที่เกรงกลัวต่อบาป ฉันเป็นคนที่รับผิดชอบ

ลึกลึกแล้วฉันเป็นคนดี…

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกตาสว่างขึ้นอีกเลเยอร์เพราะโดยพื้นฐานมนุษย์ทุกคนย่อมเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีมีศีลธรรม

ไม่มีใครเกิดมาแล้วชั่วเลยไม่มีใครเกิดมาอยากจะเป็นโจรไม่มีใครเกิดมาแล้วอยากเป็นอาชญากร

ลึกลึกแล้วเค้าเหล่านั้นก็คงจะมีเจตจำนง “อยากเป็นคนดี”

แต่แค่เจตจำนงอย่างเดียวมันไม่พอ
พฤติกรรมหรือการกระทำจริงๆของเราต้องทำให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนดีด้วย

พูดสั้นสั้นเจตจำนงกับพฤติกรรมต้องสอดคล้องกัน

และนี่คือเรื่องยากที่พศินอธิบายว่าเราต้องฝึก มันคือการฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเปลี่ยนนิสัยนั่นเอง

ตัวอย่างตอนต้นเราพูดถึงการยืมเงินเพื่อนอันนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวและเห็นภาพ

แต่ถ้าขยับเข้ามาใกล้กว่านั้นแพรเริ่มจากการลองเช็คตัวเองตรวจสอบตัวเอง ว่าจริงๆแล้ว “ เราอยู่ตรงไหนกันแน่“

กิเลสใดบ้างที่ทำให้มันยังฉุดชีวิตของเราไม่ไปไหนมาไหนเราจะจัดการกิเลสตัวนั้นได้อย่างไร

เราจะไม่มีทางจัดการกิเลสตัวนั้นได้ถ้าเราไม่ยอมรับว่ามันคือกิเลสของตัวเอง

ไม่ต่างกับการ ”ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ตรงไหน“ ซึ่งมันสำคัญกว่า “จะไปไหน“ ถ้าไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เราจะไปถึงได้ยังไง

แล้วหนักกว่านั้นคือ เข้าใจผิดว่าตนเองอยู่ตรงไหน ยิ่งแล้วใหญ่ ”เราจะหลงทาง“

เหมือนกับการที่เราบอกว่าฉันเป็นคนดีแต่คนรอบตัวไม่เห็นมีใครมองว่าเราเป็นคนดีสักคนวันเนี่ยคืออาการหนัก

ฉันเป็นคนที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเพราะฉันเป็นคนเก่ง แต่ทำไมประเมิน 360 องศาออกมาไม่เห็นมีใครมองเราเหมือนที่เรามองตัวเองเลย (ข้ามมาเรื่องนี้ได้ไงเนี่ย)

ก็เพราะเราหลอกตัวเองว่าเราดีว่าเราเก่ง ครั้งที่จริงมันคือเจตจำนงเรายังไปไม่ถึงตรงนั้น และคนรอบตัวเราเขาก็เห็นอยู่ จากพฤติกรรมที่เราแสดงออก

พี่พศินแนะนำให้จี้ไปตรงตรง ที่กิเลสตัวนั้น โดยให้เรียกชื่อจริงของมันเราต้องเลือกสู้กับกิเลสตัวที่ร้ายกาจที่สุดของตนเองก่อน

ไม่ใช่เลือกทำแต่ความดีในมุมที่ตนเองถนัดอยู่แล้วเพื่อหลอกให้ตัวเองรู้สึกดี

นอกจากนี้ เราต้องมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตัปปะ) และจะต้องเริ่มฝึก

“เรียกนิสัยเสียด้วยชื่อจริง” แทนที่จะเรียกด้วยชื่อเล่น เพื่อหลอกตัวเองให้ดูแล้วมันน่ารัก แต่มันไม่ได้ทิ่มไปที่รากของกิเลสตัวนั้นจริงๆ

ความขี้ลืม >> ความไม่รับผิดชอบ
ความใจร้อน >> ความเห็นแก่ตัว

เพื่อให้เรามองเห็นปัญหาที่แท้จริงและลงมือแก้ไขได้อย่างตรงจุด

#ขมวดยับ

เพราะการเปลี่ยนแปลงตนเองที่เห็นผลที่สุดคือการ “กล้ายอมรับกิเลส” หรือ “ข้อเสีย” ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อจัดการที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง.

ช่า
13.05.2026

ทำไมบางคนดูเหมือน “โชคดี” ตลอดเวลาได้งานดี เจอคนดี มีโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เรื่อย ๆ 🍀ขณะที่บางคนพยายามแทบตาย แต่ชีว...
11/05/2026

ทำไมบางคนดูเหมือน “โชคดี” ตลอดเวลา
ได้งานดี เจอคนดี มีโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เรื่อย ๆ 🍀

ขณะที่บางคนพยายามแทบตาย แต่ชีวิตกลับเหมือนติดหล่ม

หรือจริง ๆ แล้ว… “โชค” อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่มันคือผลลัพธ์ของบางอย่างที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น

คุณพศิน อินทรวงค์ เปรียบเทียบเรื่องนี้ไว้น่าสนใจมาก 🦋🌼

ถ้าอยากให้ผีเสื้อมาหาเรา สิ่งสำคัญไม่ใช่วิ่งไล่จับผีเสื้อ แต่คือ “ปลูกดอกไม้” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จนผีเสื้ออยากบินเข้ามาเอง

โชคดีก็เหมือนกัน…

มันไม่ใช่สิ่งที่นั่งรอแล้วจะเกิดขึ้นเอง แต่คือสิ่งที่เราค่อย ๆ สร้าง ผ่านวิธีคิด การใช้ชีวิต และคนรอบตัว

และนี่คือ “12 วิธีสร้างความโชคดี” ที่อ่านจบแล้ว อาจทำให้คุณมองคำว่า “โชค” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ✨

1. #ต้องเก่งในสิ่งที่ทำ

โชคดีเริ่มจาก “ความสามารถ” ไม่ใช่การขอพร คนที่พัฒนาตัวเองจริงจังในงานของตัวเอง จะมีโอกาสมากกว่าคนทำงานไปวัน ๆ

พูดง่ายๆ ว่าเราต้องเก่งในทางลึก (ให้นึกถึงรูปตัว T) หรือมีความเชี่ยวชาญติดตัวไว้สักหนึ่งวิชาแบบจริงๆ จังๆ

2. #ต้องมีความรู้หลากหลาย

นอกจากรู้ลึกในสายตัวเองแล้ว ต้องรู้กว้างในศาสตร์อื่นด้วย เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ธุรกิจ ปรัชญา ฯลฯ เพราะการผสมความรู้ต่างสาย จะทำให้เกิดมุมมองและนวัตกรรมใหม่ ๆ
ข้อนี้ทำให้เรามีความแตกต่าง

3. #ฝึกจิตให้สงบและเป็นกลาง 🧘‍♀️

จิตที่สงบทำให้เกิดสติ มองปัญหาได้ชัด และตัดสินใจได้ดี ไม่ถูกอารมณ์ลากไปจนมองอะไรไม่ออก

การนั่งสมาธิ ทำให้ปิ๊งไอเดียต่างๆ ได้ หรือจัดการปัญหาได้ เพราะเรามีสตินั่นเอง

4. #มองเห็นความเป็นไปได้

หลายคนปิดโอกาสตัวเองตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะคิดว่า “คงไม่ได้หรอก”

เขายกตัวอย่างคนที่ได้ตึกแถวดี ๆ เพราะ “ลองโทรถาม” ทั้งที่พ่อคิดว่าเกินงบไปแล้ว

5. #ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ 🚀

การคิดใหญ่ทำให้สมองทำงานต่างออกไป และดึงศักยภาพออกมาได้มากกว่า แม้สุดท้ายจะยังไปไม่ถึงเป้าสูงสุด แต่ชีวิตจะไปได้ไกลกว่าคนที่คิดเล็กเสมอ

อันนี้คือการคิดการใหญ่ เพราะไหนๆ ก็คิดเหมือนกัน คิดเล็กคิดใหญ่ใช้เวลาเท่ากัน ถ้างั้นก็คิดใหญ่ไปเลย แรงส่งในการที่จะเดินต่อก็จะมีมากกว่า

6. #มีศรัทธาในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ✨

ไม่ว่าจะเป็นศาสนา มนุษยชาติ หรือจักรวาล การเชื่อมตัวเองกับสิ่งที่ใหญ่กว่า จะทำให้มนุษย์ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และมีพลังในการใช้ชีวิตมากขึ้น

บางคนนึกถึงพระพุทธเจ้า บางคนพระเยซู คือให้นึกถึงและเชื่อมโยงไปยังสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา แล้วเราจะมีพลัง

✍️แต่ช้าก่อนทุกคน ทั้งหมด 6 ข้อนี้ ต่อให้เราทำครบ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะโชคดี
ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปเราจะต้อง “เปิดประตูให้โชคเข้ามา”

7. #คบกัลยาณมิตร 🤝

สำคัญมาก! คนรอบตัวส่งผลต่อชีวิตโดยตรง ทั้งนิสัย วิธีคิด และคุณภาพชีวิต ถ้าอยู่กับคนคิดลบ ชีวิตก็จะดูดซับสิ่งนั้นเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

เราอยู่กับคนนินทา ไม่มากก็น้อยเราจะกลายเป็นคนขี้นินทาตามเพื่อนไปด้วย เราอยู่กับคนสวย ไม่มากก็น้อยเราก็จะอยากสวยตามไปด้วย

สั้นๆ คือ คนรอบตัวที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด มีอิทธิพลต่อชีวิตเราจริงๆ

8. #พาตัวเองไปเจอสิ่งใหม่ ๆ 🌏

ถ้าใช้ชีวิตแบบเดิมทุกวัน โอกาสใหม่ก็ไม่เกิด ต้องกล้าเจอคนใหม่ สถานที่ใหม่ วงสนทนาใหม่ เพราะจุดเปลี่ยนชีวิตมักมาจาก “เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ไม่คาดคิด”

9. #ทำให้ชีวิตคนอื่นสะดวก

คนที่เอื้อเฟื้อ อลุ่มอล่วย และช่วยให้คนอื่นใช้ชีวิตง่ายขึ้น จะมีเสน่ห์และได้รับแรงสนับสนุนจากคนรอบตัวมากกว่า

อันนี้ให้ลองนึกถึงเวลาเราต้องประสานงานอะไรกับใคร และเราชอบที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อื่น ชีวิตเราจะได้สิ่งนั้นกลับคืนมาด้วยเช่นกัน

10. #ต้องเป็นผู้ให้ ❤️

การแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา ความรู้ หรือแรงกาย คือการเปิดทางให้โชคไหลกลับเข้ามา เพราะคนที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น มักได้รับการสนับสนุนมากกว่า

อันนี้คือต้องสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นด้วย ถ้าไม่มีเงินก็เอาแรงไปช่วยผู้อื่น มันไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินเสมอไปถึงจะช่วยผู้อื่นได้

11. #ทำสิ่งที่เสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูง 🎯

เช่น กล้าทักหาคนเก่ง ขอสัมภาษณ์คนดัง ส่งผลงานประกวด หรือเข้าหาโอกาสใหญ่ แม้โอกาสสำเร็จไม่แน่นอน แต่ต้นทุนความเสียหายแทบไม่มี ถ้าสำเร็จชีวิตอาจเปลี่ยนทันที

ยกตัวอย่างเช่นเราเปิดช่อง YouTube ยังไม่มีคนตามเลย แล้วเราอยากจะสัมภาษณ์คนดัง ซึ่งเราก็ไม่กล้าหรอก แต่ก็จะต้องลอง เพราะมันมีความเสี่ยงต่ำมากกกก

ถ้าเค้าไม่มา เต็มที่ก็หน้าแตก เขินไปสักแป๊บเดี๋ยวเราก็ลืม แต่ถ้าบังเอิญเขารับนัดมาออกช่องเราล่ะ?!

เราชอบผู้ชายหล่อรวย และเราคิดว่าเค้าคงไม่มาชอบผู้หญิงอย่างเราหรอก ก็ลองดูสิ ถ้าเราจีบเค้าหรือทำทุกอย่างแล้วเค้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ก็แค่เปลี่ยนเป้าหมาย แต่ต้องลอง เพราะความเสี่ยงต่ำมากกกก 😆

ถ้าเกิดเค้าดันตกหลุมรักเราขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?!

หูยยย… ไม่อยากจะคิด 😂 ตื่นๆๆๆๆๆ

12. #คำพูดคือ “ตัวขยายโชคชะตา”

สิ่งที่เราพูดกับตัวเองและคนอื่น จะย้อนกลับมาหาเรา คนที่บ่น ด่าตัวเอง หรือดูถูกคนอื่นตลอด จะดึงดูดพลังลบเข้าสู่ชีวิต

ในทางกลับกัน คนที่ชื่นชม ให้กำลังใจ และพูดสร้างสรรค์ จะดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามา 🌱

#ขมวดยับ

ชอบข้อ 11 มากๆ เลย
“เสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง”

อาจจะต้องหาประสบการณ์จากข้อนี้สักหน่อย ที่ผ่านมาอะไรที่ทำแล้วเผื่อลุ้น เผื่อว่า เผื่อจะแอด แทบจะตัดออกจากสมการชีวิต เพราะคิดว่า “ไม่น่าได้มั้ง”

ในมุมของอาชีพสื่อ ส่วนใหญ่จะเป็นการประสานงานกับแหล่งข่าว พาร์ทเนอร์ คือหลายปาร์ตี้มากทั้งในและนอกองค์กร

ต่อไปนี้แอดจะใช้สูตร “เสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง” เกียมตัวกันให้ดีนะ หยอกๆ 🤣

ข้อนี้เบยทำให้อดนึกถึงตอนเป็นเซลล์
สกิลนี้ฝังหนึบมากทุกอย่าง “เป็นไปได้”
"ไม่ได้ไม่ได้ ไม่ได้ต้องได้"

ยอมรับว่าหลังกลับมาทำงานประจำเต็มเวลากว่าทศวรรษ
คำว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้” น้ำหมึกมันเจือจางลง

คลิปนี้จึงกระตุ้นความรู้สึกเหล่านั้นกลับมา
และรู้สึกว่าเชื่อมต่อความรู้สึกนั้นได้ไว

ตอนนั้นโทรหาลูกค้าแหลกลาญ 📞 แจกใบปลิวว่อน
ทุกท่าเรือ และสะพานลอยใกล้เคียง ไม่เว้นแม้หน้าห้าง
ที่ไหนมีคน ที่นั่นมีเรา

ความเสี่ยงมันต่ำมาก เต็มที่เค้าก็แค่ปฏิเสธ
แรกๆ หน้าชา หลังๆ หน้าด้าน 😆

แต่ถ้ามีสักหนึ่งรายที่ไม่ปฏิเสธเราล่ะ

อีกข้อที่ฟังไปขำไปก็คือ พี่พศินเปรียบเทียบเรื่องผู้ชายจีบผู้หญิง แล้วก็ผู้หญิงจีบผู้ชาย 😂
จะว่าไปแล้ว แนวคิดนี้ก็น่าสนใจไม่เบานะ

ทั้งหมดนี้คือเรื่องของโชค
ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย
แต่เป็นดอกผลของบางอย่างที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น

ถ้าคุณอดทนอ่านมาถึงตรงนี้ได้
แอดก็ขอให้คุณมีแต่โชคดีเข้ามาในชีวิตนะ ❤️

ชอบข้อไหน ทำข้อไหนกันอยู่บ้างน้าาา

แอดมินช่า
12.07.2026

04/05/2026

บางทีก็สงสัยอ่านหนังสือมาเยอะแยะแต่ทำไมชีวิตจริงฉันยังไม่เปลี่ยน แอดว่าคลิปนี้น่าสนใจรอชมกันได้เลยวันพรุ่งนี้ตอนทุ่มตรง 

26/04/2026

“การละทิ้งความจริง และวิถีธรรมชาติ”
ประโยคนี้คือหนึ่งในปัจจัยที่สังคมไทยต้องพินิจให้มากๆ
นี่เป็นประโยคที่ฉันตัดมาจากสกู๊ปหน้าหนึ่งของเดลินิวส์ในหัวข้อที่ชื่อว่า “ยิ่งร้าย! ในสังคมไทย ฆ่าในครอบครัวไม่ลด ยิ่งน่ากลัวขึ้น!” โดย รศ.นพ.สุริยเดว
อ่านแล้วก็รู้สึกขนลุกมากด้วยความที่ ”ชีวิตส่วนใหญ่ของเราอยู่แต่กับโลกออนไลน์“ หลังเลิกงานก็อยู่แต่กับโลกออนไลน์
หลายคนอาจจะไม่ได้เป็นถึงขนาดนี้ หากบาลานซ์ได้ แต่ส่วนตัวด้วนอาชีพที่ทำอยู่ ที่ถึงขั้น ”เสพติด“ จนลามมาถึงสภาพอาการเกี่ยวกับกระดูกที่ลำคอ ในขณะที่เพื่อนรักอย่างออฟฟิศซินโดรมก็แวะเวียนมาหาเป็นระยะ
แต่เอาล่ะ! นี่แค่เรื่องจิ๊บจ๊อย ปลายซอยเท่านั้น
เมื่อเทียบกับปัญหาใหญ่ในสังคมสังคมไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการ “ฆ่าในครอบครัว”
บทความนี้อ่านแล้วก็ทำให้ฉันได้ใช้ชีวิตอย่างตระหนักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับประโยคที่บอกว่า
“การดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคนี้ เป็นไปด้วยความเร่งรีบ ซึ่งวิถีชีวิตที่เร่งรีบนั้นทำให้ขาดสมาธิไม่มีเวลาตั้งสติจนน็อตหลุดได้ง่าย”
“และที่ต้องพินิจกันให้มากๆ ยิ่งขึ้นอีกก็คือปัจจุบันกลายเป็นสังคมทุนนิยมและบริโภคนิยม ที่ผู้คนต่างดำรงชีวิตกันแบบ ปากกัด ตีนถีบในการหาเม็ดเงินเข้ามาซัพพอร์ต“
“นี่ก็ทำให้เป็นไปได้ง่ายๆ ที่จะส่งผลให้เกิดปัญหาครอบครัวป่วย”
”เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกหรือลูกต้องเรียนเรียนรู้ผ่านการแข่งขันการชิงดีชิงเด่นกัน สิ่งเหล่านี้ก็สามารถที่จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุน ให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวได้“….
หลังจากอ่านบทความ นพ.ท่านนี้จบ ฉันก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงมันไปถึงเรื่องของ “ระบบการเงิน”
The Fiat Standard หนังสือที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบิตคอยน์ เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน ซึ่งแน่นอนว่า มุมมองที่มีต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินนั้นจะแตกต่างออกไประบบเศรษฐศาสตร์ที่ฉันเคยเรียนมา
ไม่ได้บอกว่าสิ่งไหนมันผิด สิ่งไหนถูก เพราะโลกนี้มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ถูกต้องในวันนี้อาจจะผิดในวันข้างหน้าก็ได้ แต่อย่างน้อยหนังสือเล่มนั้นเปิดกะโหลกให้ฉันเห็นอีกมิติ
การปากกัดตีนถีบทั้งหมด ก็เพราะอยากได้เงินมาใช้ในการดำรงชีพ แต่เงินที่หามาได้มันเสื่อมมูลค่าแถมยังหายากอีก ทำให้ผู้คนแทบไม่มีเวลามาครุ่นคิดถึงอนาคต
กลับกันเอาตัวรอดให้ได้ในวันนี้ก่อนมั๊ย พูดง่ายๆ ว่ามีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ นี้ก็คือบุญแล้ว
ส่วนคนรวยอยู่แล้วก็รวยยิ่งขึ้น ส่งต่อมรดกความร่ำรวยกันไป คนจนอยู่แล้วก็ยากเหลือเกินที่จะเลื่อนฐานะ
หนังสือเล่มนั้นอธิบายเชื่อมโยงไปถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมทั่วโลก ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับโลก บนระบบของเงิน Fiat ที่เอื้อให้คนที่อยู่ใกล้แหล่งทุนมีโอกาสเข้าถึงมันได้มากกว่าคนที่อยู่ไกลแหล่งทุน
ในนั้นจะมีการเล่าถึงเรื่องระดับสังคม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการสร้างครอบครัวด้วย
คนในยุคนี้รู้สึกว่าการมีครอบครัว มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เหลือเกิน การมีลูกมันเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกิน เราต้องบริหารจัดการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่ดีมีคุณภาพและมันก็ย่อมตามมาด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆ
ผู้คนจึงนิยมครองโสด และฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่แม้จะ 40+ แต่ยังไม่มีครอบครัว
ลำพังฉันเลี้ยงตัวเองก็รู้สึกว่ามันยากแล้ว ที่จะทำให้ตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในสังคมเมืองที่มีแต่ค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว ยังไม่นับรวมกับส่วนแบ่งความกตัญญูในบทบาทของ ”ลูก“
ที่ต้องทำแบบอัตโนมัติ
จะเห็นได้ว่าไม่ว่าเราจะพูดกันไปเรื่องอะไร มันมักจะวนมาที่เรื่องของการที่ เราจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มาปรุงแต่งให้ชีวิตด้านกายภาพของเราดีขึ้น และเราจะต้องใช้ ”เงิน“ แลกมันมา
แล้วเราจะแก้ที่รากเหง้าของปัญหาปากกัดตีนถีบเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอด้วยวิธีใด และรากเหง้าของปัญหาของมันคืออะไรกันแน่
หนังสือ the fiat standard มีอธิบายไว้ และมีการนำเสนอทางออกด้วยบิตคอยน์ ใครสนใจลองหาอ่านกันได้.

…..
ปล. บทความนี้เขียนไว้หลายเดือนแล้ว แต่เพิ่งนำมาเผยแพร่ เขียน ณ ร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านสะพานใหม่.
26 เม.ย.2026

19/04/2026

ความจริงที่น่าเบื่อ!
ในโลก Bitcoin
วินัยสำคัญกว่ากราฟเสมอ
ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่า
การออมช่วงนี้มันช้าจนน่าท้อ...
สรุป 3 จิตวิทยา 'วินัยล่องหน'
จากหนังสือ Atomic Habits มาฝากค่ะ​👇

18/04/2026

หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน "ยาเม็ดสีส้ม"
ที่เมื่อได้กลืนลงไปแล้ว อาจทำให้คุณรับรู้โลกแห่งความจริงอันโหดร้าย
โลกที่มนุษย์ส่วนใหญ่ถูกเอารัดเอาเปรียบมานานหลายชั่วอายุคน
แต่สำหรับผมการได้ตื่นมาในโลกแห่งความเป็นจริง
แม้จะโหดร้ายเพียงใด
ก็ดีกว่าการหลับใหลอยู่ในความฝัน
ที่กำลังรอวันตาย

พิริยะ สัมพันธารักษ์
#เงินปล้นโลก

อัปเดตบทที่ 4 และ 5 😁
12/04/2026

อัปเดตบทที่ 4 และ 5 😁

***ขมวดหนังสือ #เงินปล้นโลก (อัปเดตบทที่ 6)

บทที่หนึ่ง : ระบบบัญชีในฐานะรากฐานของเงิน

รากฐานของเงินจริงๆ คือระบบบัญชี (Ledger) ก่อนที่จะวิวัฒนาการต่อมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้อย่างเช่นเปลือกหอยและมีวิวัฒนาการต่อไปเรื่อยเรื่อย


ระบบบัญชีก็คือการที่แต่ละคนไว้ในใจว่าเราทำอะไรให้ใครไปบ้าง และเราก็คาดหวังว่าเค้าจะทำสิ่งนั้นกลับคืนมาให้เราในอนาคต เพื่อแลกกันเหมือนกับเราสะสมคุณค่าหรือบุญคุณบางอย่างแก่คนอื่น แล้วคนอื่นก็จะจดจำว่าเป็นหนี้บุญคุณเรานะ


เมื่อถึงเวลาก็จะชดใช้คืนให้เราแต่อันเนี่ยมันใช้ในสังคมขนาดเล็กที่รู้จักกันเชื่อใจกัน ไม่ต้องหาอะไรมาเป็นหลักฐานแต่ใช้กันเชื่อใจ


ประเด็นมันคือเมื่อสังคมใหญ่ขึ้น เราไม่ได้รู้จักกันและ เราก็ไม่ได้ไว้ใจกัน เราก็เลยไม่ได้มาจดจำหรือทดอะไรต่างๆ ไว้ในใจ ประกอบกับสิ่งที่เราช่วยเหลือคนอื่นไว้คนอื่นอยากจะตอบแทนเราด้วยของบางอย่าง แต่ตอนนั้นเฃความต้องการมันยังไม่ตรงกันกับเรา


มันก็เลยกลายเป็นว่าจะต้องมี “บางสิ่งบางอย่าง”ที่สะสมบุญคุณนั้นไว้เพื่อให้เราเอา พลังงานที่เราสะสมไว้ในสิ่งสิ่งนั้นไปแปลงเป็นของที่เราอยากได้


อย่างแรกมันก็กำเนิดคือ เปลือกหอย เพราะมันหายากมีจำกัดและแถมยังใช้เป็นเครื่องประดับได้ด้วย


หอยคือเงินที่เป็นสินค้า และมันมีความกระจายศูนย์หมายความว่า “สิ่งที่ควบคุมกลไกการผลิตเงินคือธรรมชาติ ไม่มีใครสามารถควบคุมมันได้”


แต่ความหายนะมันเกิดขึ้นก็เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาแล้วทำให้คนบางกลุ่มใช้เทคโนโลยีในการผลิตหอยหรือผลิตลูกปัดได้เร็วขึ้น มีปริมาณมากขึ้นทำให้ได้เปรียบคนอีกกลุ่มที่อาจจะใช้มือในการผลิตหอยเป็นเครื่องประดับ


มันจึงทำให้คนที่ใช้เทคโนโลยีนั้นได้เปรียบและมนุษย์ก็จะต้องปรับตัวหรือพ่ายแพ้ไปเลย เพราะมันมีลูกปัดเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ทุกคนเสมอภาคกันผลิตลูกปัดด้วยความยากลำบากเท่ากันเอาเทคโนโลยีมาผลิตแถมอยู่ส่วนไหนของโลกก็ไม่รู้


เรารู้ตัวอีกทีลูกปัดที่เราผลิตไว้มูลค่ามันก็ลดลงไปเสียแล้วจากปริมาณที่มันเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีที่ผู้อื่นมี

# # # # # # # # # # #

บทที่สอง : วิวัฒนาการของสินค้าโภคภัณฑ์สู่การเป็นเงิน
บทที่สาม : ทองคำชนะสงครามสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างไร


สองบทนี้เป็นเรื่องราวต่อเนื่องกันบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่อดีตที่มนุษย์ใช้ “สินค้าโภคภัณฑ์” เป็น “เงินโภคภัณฑ์”ระหว่างทางก็แข่งขันกัน จนเหลือผู้ชนะรายสุดท้ายก็คือทองคำ


สำหรับเงินโภคภัณฑ์ นอกจากมันจะมีประโยชน์ใช้สอยแล้ว (เช่น น้ำมันดิบ เกลือ ขนนก หอย ปศุสัตว์) มันยังมีบทบาทในการเป็นเงิน และมีค่าพรีเมี่ยมหรือมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการที่คนใช้มันเป็นแหล่งเก็บออมเนื่องจากเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในยุคนั้นๆ


หัวใจสำคัญวัดผู้ชนะคือ stock to flow ratio (S2F) หรือการเอาสต๊อกของสินค้าหารด้วยปริมาณการผลิตต่อปี ซึ่งของทองคำนั้นชนะเลิศอยู่ที่กว่า 50 เท่า


สิ่งที่มาทำลาย stock to flow คือพัฒนาการของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเพิ่มอุปทานของเงิน มากกว่าสต๊อกที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในขณะนั้น แล้วก็จะไปลดอัตราส่วน S2F ลง เมื่อเงินมันหาได้ง่ายมากขึ้นก็ไม่มีใครอยากเก็บออม


ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อคนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้คนอยากเก็บออม ก็จะหาทางผลิตสิ่งนั้นขึ้นมา และเมื่อเทคโนโลยีผลิตเงิน (ในยุคนั้นๆ) ได้ จะทำให้เงินนั้นหาง่าย กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าเงินไร้ค่าเราก็ต้องสูญเสียแรงงานหรือไม่ก็เสียเปรียบอย่างใดอย่างหนึ่งไปเรียบร้อยแล้วให้กับคนที่กุมอำนาจในการผลิตเงิน


ทองคำคือผู้ชนะปัจจุบันนีั แม้จะถูกปลดประจำการจากการเป็น “เงิน” แต่คนทั่วโลกการยอมรับที่จะเก็บออมมันรวมถึงธนาคารกลางทั่วโลก


คุณสมบัติเด่นที่สุดของมันก็คือความหายากยิ่งนานไป จะต้องใช้พลังงานในการขุดเจาะระดับที่ลึกขึ้น นั่นแปลว่าต้นทุนในการได้ทองคำจะยิ่งสูงขึ้นตามกาลเวลา


(อัปเดต 12 เมษายน 2569)

บทที่ 4: ทฤษฎีรากฐานของเงิน

บทที่ 5 ระบบธนาคารดึกดำบรรพ์และระบบฮาวาลา

สองบทนี้มีความต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจากบทที่ 4 พาเราถอยกลับไปในอดีตกาลด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อยืนยันว่า รากฐานของเงินนั้นมีแนวคิดแบบใดบ้าง?
โดยสองทฤษฎีหลักๆ ที่อธิบายรากฐานของเงินคือ 1.ทฤษฎีเงินโภคภัณฑ์และ 2.ทฤษฎีเงินเครดิต ซึ่งในแต่ละทฤษฎีก็จะมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน สรุปสั้นๆ

1.ทฤษฎีเงินโภคภัณฑ์ >> ควบคุมดูแลระบบบัญชีโดย ”กฎธรรมชาติ“

📌ขมวดยับ : มนุษย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันทางกายภาพ โดยใช้สินค้าโภคภัณฑ์ในการแลกเปลี่ยน ระบบบัญชีจะถูกรักษาไว้ผ่าน ”การถือครองสินค้าโภคภัณฑ์“ นั้นๆ ที่ดีมานด์ซัพพลายเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ
2.ทฤษฎีเงินเครดิต >> ควบคุมดูแลระบบบัญชีโดย “มนุษย์” อาศัยความเชื่อใจ

📌ขมวดยับ : มนุษย์รักษาระบบบัญชีวิธีอาศัยความเชื่อใจเป็นหลักหากเป็นชุมชนขนาดเล็ก แบบญาติสนิท มิตรสหาย มันง่ายที่จะจดจำกันเองว่าใครให้อะไรใคร และใครต้องชดใช้อะไร แต่ถ้าเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ระดับรัฐ เริ่มไว้ใจกันยากคนอื่นไม่ใช่ญาติ ระบบบัญชีจึงถูกดูแลโดย “รัฐ“
จากสองทฤษฎีนี้เมื่อทำความเข้าใจแล้วจะพบว่า มีจุดร่วมเดียวกันคือ “การเสนอแนวทางดูแลรักษาระบบบัญชี” แต่ที่ต่างคือ “ผู้ดูแลรักษาระบบบัญชี
💡ดังนั้น การรวมสองทฤษฎีนี้จะเรียกใหม่ในชื่อว่า “ทฤษฎีเงินคือระบบบัญชี” (Ledger Theory of Money)

คำถามคือ แล้วบทบาทของ “ผู้ดูแลระบบบัญชี” หรือผู้ที่มีอำนาจได้รับความเชื่อใจให้ดูแลระบบบัญชีนั้นควรเป็นใครล่ะ?
ทฤษฎีเงินคือระบบบัญชีตั้งข้อสังเกตว่า…ถ้างั้นก็ควรจะมี ”หน่วยวัดมูลค่าทางบัญชี“ สิ! และหน่วยวัดนี้ (หน่วยเงิน) จะต้องบอกสถานะของระบบบัญชีได้ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบกายภาพหรือในเชิงนามธรรมก็ตาม
ดังนั้น มันจะต้องพึ่งพาคนดูแลระบบที่เป็น “มนุษย์”หรือไม่ก็ “กฎทางธรรมชาติ”
📌เอาล่ะ! จบบทที่ 4 แล้ว…ทีนี้ก็จะเชื่อมมาสู่บทที่ 5 ที่จะบอกเล่าถึงต้นกำเนิดของธนาคาร
คำตอบของคนที่จะมาดูแลระบบบัญชีก็คือ “ธนาคาร” นั่นเอง มาถึงตรงนี้ทุกคนก็น่าจะเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว เพราะเราเกิดมา นอกจากเราจะรู้จักเงินเราก็รู้จักกับธนาคารพร้อมๆ กัน เพราะเราต้องไปฝากไปถอนกับธนาคาร (แอดเกิดมาก็รู้จักกับธนาคารออมสินแล้ว😆)
ซึ่งในบทที่ 5 จะเป็นการอธิบายรูปแบบของ “การธนาคารในยุคดึกดำบรรพ์” ก่อนที่บทที่หก (รออัปเดต) และถัดๆ ไปจะเชื่อมไป สู่ระบบธนาคารในยุคปัจจุบัน
ย้อนกลับมาบทที่ 5 เล่าถึงประวัติศาสตร์ของการธนาคารแบบดึกดำบรรพ์ มีชื่อที่เราอาจจะไม่คุ้นเคยเลยคือคำว่า “ระบบฮาวาลา” ทำหน้าที่เป็น “ผู้ควบคุมระบบบัญชี” (ระบบนี้ต่อยอดมาจาก “สัญญาหนี้” >> “ตั๋วแลกเงิน” ซึ่งเป็นพัฒนาการของระบบเครดิต)
📌ฮาวาลา คืออะไร?
คือเครือข่ายกระจายศูนย์ ของกลุ่มนายหน้าซื้อขายเงิน หรือเรียกผู้ที่ทำหน้าที่นี้ว่า “ฮาวาลาดาร์” (Hawaladar) มีต้นกำเนิดมาจากพ่อค้าชาวอินเดียและอาหรับในยุคแรกๆ
“ฮาวาลาดาร์” จะทำหน้าที่หักกลบลบหนี้ธุรกรรมต่างๆ ของพวกพ่อค้าตลอดทั้งปีในทางบัญชี แต่เงินไม่ได้เคลื่อนที่จริง แล้วก็ค่อยมาเคลียร์บัญชีทีเดียวตอนสิ้นปี เพื่อส่งมอบเงินกันจริงๆ
โดยนาย ก และนาย ข ไม่จำเป็นต้องเชื่อใจกันแต่ว่าทั้งคู่จะต้องเชื่อใจ “ฮาวาลาดอร์” (คนกลาง) และฮาวาลาดาร์ทุกราย ก็ต้องเชื่อใจซึ่งกันและกันด้วย ( #ขมวดยับ : อาจนึกภาพระบบ SWIFT เวอร์ชันโบราณ หรือไม่ก็ Deceltralized Finance รุ่นอนาล็อก)
ส่วน “หน่วยเงิน” ที่ใช้ในการชำระบัญชีในช่วงนั้น เป็นพวกโลหะมีค่า เช่น ดีน่า (Dinar) ซึ่งจะใช้กันเยอะในหมู่ชาวมุสลิมยุคกลาง และเหรียญทอง
ปัจจุบัน “ระบบฮาวาลา” ยังคงใช้งานอยู่ในบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงระบบธนาคารได้ยาก เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย
แต่หลายประเทศไม่สนับสนุนระบบนี้หรือถึงขั้นผิดกฎหมายเพราะการโอนเงินให้กันข้ามแดนเวอร์ชันฮาวาลานี้ใช้เพียงรหัสลับและความไว้วางใจของ “ฮาวาลาดาร์” ไม่ต้องใช้เอกสารยืนยันตัวตนเวลาโอนเงิน ไม่ผ่านระบบธนาคารสมัยใหม่ รัฐตรวจสอบเส้นทางการเงินยาก
---

(อัปเดต 13 เมษายน 2569)

บทที่ 6 : นวัตกรรมของระบบัญชีคู่
การธนาคารสมัยใหม่ มีรากฐานที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องแต่ที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในอิตาลี ณ เมืองศูนย์กลางการค้าอย่าง ฟลอเรนซ์, เวนิส
อย่างคำว่า ธนาคาร ( bank) ที่เราคุ้นเคยกัน มีรากศัพท์มาจากภาษาอิตาลีว่า banco ซึ่งแปลว่า "ม้านั่ง" เพราะในสมัยนั้นเหล่านักบัญชีจะนั่งทำธุรกรรมกันบนม้านั่งในตลาด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเหล่าพ่อค้า
ธนาคารจะใช้ระบบบัญชีคู่ (Double-entry bookkeeping) ในการปรับยอดเครดิตให้กับพ่อค้าให้สามารถทำมาค้าขายกันสะดวก โดยไม่จำเป็นต้องพกเหรียญให้วุ่นวาย แต่จะมาชำระบัญชีหรือจ่ายเงินกันจริงๆในขั้นสุดท้าย ซึ่งนานๆ จะมีครั้ง
ตราสารทางการเงินจากที่เป็นกระดาษแบบระบุชื่อผู้ถือและไม่สามารถเปลี่ยนมือได้ ก็พัฒนามาเป็นกระดาษที่ใครๆ ก็ใช้ได้ อยู่ในมือใครคนนั้นเป็นเจ้าของสิทธิ์และใช้แลกเปลี่ยนได้อิสระ ตราสารนั้นก็คือ “ธนบัตร” นั่นเอง
การธนาคารยุคแรกเริ่มผู้คนนำทองคำจริงๆ มาฝากไว้ที่ธนาคาร แล้วธนาคารก็ออกเป็นธนบัตรให้ นั่นแปลว่ากระดาษทุกใบจะมีทองคำหนุนหลังอยู่เต็มจำนวน 100%
แต่ทำไปสักพักธนาคารเริ่มเห็นแล้วว่าคนเอาทองคำมาฝากไว้ นานๆ ทีจะมาไถ่ถอนทองคำกลับไป แล้วที่สำคัญคนก็ไม่ได้มาถอนทองคำพร้อมกันด้วย
ธนาคารจึงปิ๊งไอเดียว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมต้องเก็บทองสำรองไว้ 100% ล่ะและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ fractional reserve banking หรือการสำรองเงินสดบางส่วน (ในที่นี้ก็คือ การสำรองทองคำไว้บางส่วนอีกส่วนเอาไปปล่อยกู้ต่อ)
แรกๆ ก็สำรองไว้ 80% (หลังจากสถิติพบว่าลูกค้าแห่ถอนพร้อมกันครั้งใหญ่สุดก็ราว 40% ของทองคำทั้งหมด) อีก 20% เอาไปปล่อยกู้หากำไรจากดอกเบี้ย ทำไปทำมาก็เริ่มถลำมากขึ้นลดการสำรองเหลือ 60% แต่ก็หลอกล่อด้วยการบอกว่าคนที่เอามาฝากไว้ได้ดอกเบี้ยด้วยนะ
แต่ประชาชนอาจจะลืมไปว่าได้ดอกเบี้ยแต่ก็แลกกับความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการที่ bank เอาทองคำไปปล่อยกู้เพราะหากเจ๊งขึ้นมาทุกคนแห่ถอนทองคำพร้อมกัน ธนาคารไม่มีทองคำคืนแน่นอน ใครถอนก่อนได้ก่อนเหมือนเก้าอี้ดนตรี
ซึ่ง ระบบธนาคารสำรองเงินสดบางส่วนนี่เอง คือตัวการที่ทำให้เกิดวิกฤตทางการเงินครั้งแล้วครั้งเล่าในทุกรัฐบาลทั่วโลก
บทสรุปชี้ให้เห็นว่า สุดท้ายแล้วผู้ที่มีอำนาจในการ “ควบคุมระบบบัญชี” ก็คือธนาคารนั่นเอง แต่ๆ มันดันไม่ได้มีเพียงแค่ธนาคารนะสิ แต่ยังรวมถึงรัฐบาลด้วย! เพราะรัฐบาลสามารถสั่งธนาคาร ให้ทำในสิ่งที่รัฐบาลต้องการได้ เช่น ในอดีตเคยมีที่รัฐบาลสั่งให้ธนาคาร ส่งมอบทองคำให้กับหน่วยงานกลาง
ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนเอาทองคำไปฝากไว้ที่ธนาคารเมื่อนั้นอำนาจในการควบคุมเงินก็เป็นของธนาคารยกเว้นแต่ว่าประชาชนเก็บทองคำไว้เองก็เท่ากับว่าตัวเองควบคุมระบบบัญชีได้เอง (ผ่านกลไกทางธรรมชาติของทองคำ)
ครั้งหน้ามาต่อกันที่

บทที่ 7 : ระบบธนาคารเสร เทียบกับระบบธนาคารกลาง

บทที่ 8 : ความเร็วของธุรกรรมเทียบกับความเร็วของการชำระบัญชีขั้นสิ้นสุด

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ขมวดยับ - Kamuad Yupผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์