ล้อหมุนทั่วไทย

ล้อหมุนทั่วไทย ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ล้อหมุนทั่วไทย, โฆษณา/การตลาด, 78/172, Khlong Sam Wa.

ล้อหมุน คือรายการข่าวและสารคดียานยนต์ ที่นำเสนอข่าวรถยนต์ การทดสอบรถ การเดินทางท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชน พร้อมสาระรอบด้านด้านเศรษฐกิจ ประกันภัย และตลาดรถยนต์–จักรยานยนต์ ครอบคลุมทั้งนโยบายภาครัฐและการใช้งานจริงของประชาชน

EP.25 “ระยอง – พัทยา”ออกเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติ วัฒนธรรมชุมชน และกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ผ่านมุมมอง Soft Adventu...
21/09/2026

EP.25 “ระยอง – พัทยา”

ออกเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติ วัฒนธรรมชุมชน และกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ผ่านมุมมอง Soft Adventure ที่ทั้งสนุก มีความหมาย และใส่ใจพื้นที่ที่เราไปเยือน

ในตอนนี้พบกับ

• สวนพฤกษศาสตร์ระยอง และกิจกรรมพายเรือคายัค ท่ามกลางธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
• เรียนรู้วิถีชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส
• ทำความรู้จักศาลเจ้าไหหลำปากน้ำประแส หรือศาลเจ้าพ่อต้นไทร ศูนย์รวมศรัทธาและเรื่องราวของชาวจีนไหหลำ
• ร่วมกิจกรรม CSR ปล่อยปูคืนสู่ป่าชายเลน เติมความหมายให้ทุกการเดินทาง
• ไปต่อกับกิจกรรมทางน้ำที่พัทยา พร้อมเรื่องราวการท่องเที่ยวที่ใส่ใจทะเลและชุมชน

เพราะการเดินทางที่ดี ไม่ใช่แค่การไปถึงจุดหมาย
แต่คือการได้เห็น ได้สัมผัส ได้เรียนรู้ และได้ส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับพื้นที่ที่เราไปเยือน

สนับสนุนโดย กรมการท่องเที่ยว
แล้วมาล้อหมุนไปเที่ยวไทยด้วยกันนะคะ

#ล้อหมุนทั่วไทย #ล้อหมุนพาเช็กอิน #กรมการท่องเที่ยว #เที่ยวไทย #ระยอง #พัทยา #ปากน้ำประแส #เที่ยวชุมชน #เที่ยวอย่างรับผิดชอบ #เที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

ล้อหมุนทั่วไทย | EP.25 “ระยอง – พัทยา”ออกเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติ ...

ดร.สมพร สืบถวิลกุล คว้า “DAILYNEWS TOP CEO 2026” ต่อเนื่องปีที่ 2ตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำ ขับเคลื่อนธุรกิจประกันภัยด้วยนวัต...
21/09/2026

ดร.สมพร สืบถวิลกุล คว้า “DAILYNEWS TOP CEO 2026” ต่อเนื่องปีที่ 2

ตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำ ขับเคลื่อนธุรกิจประกันภัยด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล “DAILYNEWS TOP CEO 2026”
สาขาธุรกิจประกันวินาศภัย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค ภายใต้การบริหารของ ดร.สมพร
ทิพยประกันภัยมุ่งสร้างความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถขององค์กรอย่างต่อเนื่อง
โดยผสานความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในธุรกิจประกันภัยเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรม
เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านความสำเร็จของทิพยประกันภัยในหลายมิติ ทั้งการได้รับการยอมรับ
ด้านความมั่นคงทางการเงินในระดับสากล การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีประกันภัยตลอดจนการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ขณะเดียวกัน ดร.สมพร
ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่
รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการให้บริการ เพื่อเสริมศักยภาพขององค์กรให้สามารถรับมือกับความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต การได้รับรางวัล “DAILYNEWS TOP CEO 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จึงสะท้อนทั้งวิสัยทัศน์ในการบริหารและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กร ควบคู่กับพลังความร่วมมือของบุคลากรทุกระดับที่ร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ทิพยประกันภัย พร้อมเดินหน้าสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า สังคม และประเทศ บนพื้นฐานของ
การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัล “DAILYNEWS TOP CEO 2026” จัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์
และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์
#บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
#ล้อหมุนทั่วไทย

ทางออก "เดอะแบก" ฮุนไดส่ง "The new STARIA Hybrid" รถ MPV ไฮบริด 11 ที่นั่ง ครั้งแรกและหนึ่งเดียวในไทย พร้อมรองรับทุกภารก...
21/09/2026

ทางออก "เดอะแบก" ฮุนไดส่ง "The new STARIA Hybrid" รถ MPV ไฮบริด 11 ที่นั่ง ครั้งแรกและหนึ่งเดียวในไทย พร้อมรองรับทุกภารกิจของเสาหลักครอบครัวในรถคันเดียว ตอกย้ำสโลแกน "11-seater Hybrid. Ready for Every Mission รถไฮบริด 11 ที่นั่ง พร้อมสำหรับทุกภารกิจ"

กรุงเทพฯ 21 กันยายน 2569 – บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดอีกบทใหม่ของตลาด MPV ไทย ด้วย The new STARIA Hybrid รถไฮบริด 11 ที่นั่ง ครั้งแรกและหนึ่งเดียวในไทย พร้อมหยิบอินไซต์ของครอบครัวยุคใหม่มาเป็นแนวคิดสำคัญในการพัฒนารถคันนี้ โดยเฉพาะการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย “Sandwich Generation” กลุ่มคนที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ที่ต้องแบกรับภาระการดูแลคนสองเจเนอเรชั่นพร้อมกัน ทั้งพ่อแม่สูงอายุ และลูกของตน ต้องรับผิดชอบเรื่องงาน ไปจนถึงจัดการสารพัดเรื่องของคนในบ้าน จนหลายครั้งกลายเป็น “เดอะแบก” ที่ทุกคนพึ่งพา และเป็นคนสำคัญที่คอยทำให้ทุกเรื่องของครอบครัวเดินต่อไปได้

ภายใต้สโลแกน “11-Seater Hybrid. Ready for Every Mission รถไฮบริด 11 ที่นั่ง พร้อมสำหรับทุกภารกิจ” ฮุนไดวาง The new STARIA Hybrid ให้เป็นมากกว่ารถ 11 ที่นั่ง แต่เป็นรถที่พร้อมไปกับชีวิตของคนที่ดูแลทุกคนในบ้าน ทั้งวันทำงาน วันของครอบครัว และการเดินทางไกล ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ เบาะ Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 การขึ้น-ลงที่สะดวก เทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน และขุมพลัง Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพ เพราะเมื่อชีวิตไม่ได้มีแค่บทบาทเดียว รถที่อยู่ด้วยกันทุกวัน ก็ควรไปได้กับทุกบทบาทเช่นกัน ถือว่าเป็นรถขนาด MPV หรือรถตู้ไฮบริดที่น่าสนใจ สำหรับครอบครัวที่ต้องการรถตู้ไฮบริดสำหรับทุกเจเนอเรชันในครอบครัว

“เดอะแบก” ยุคใหม่ ต้องพร้อมสำหรับทุกคน
ในภาวะ Sandwich Generation คนหนึ่งคน ต้องทำหลายหน้าที่ในแต่ละวัน ทั้งไปส่งลูก ดูแลพ่อแม่ ทำงาน ดูแลธุรกิจ วางแผนการเดินทาง และเป็นคนขับรถพาทุกคนไปถึงจุดหมาย รถหนึ่งคันจึงต้องทำได้มากกว่าแค่ “นั่งได้หลายคน” แต่ต้อง กว้างขวางพอที่จะรองรับผู้โดยสารและสัมภาระ มีกำลังเพียงพอสำหรับความจุเต็มคัน ประหยัดพอสำหรับการใช้งานทุกวัน และการเดินทางไกล เพราะสำหรับคนที่ต้องดูแลทุกคน รถที่ดีควรช่วยให้อะไรหลายอย่างง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มเรื่องให้ต้องจัดการมากกว่าเดิม

นี่คือโจทย์ที่ The new STARIA Hybrid เข้ามาตอบ จากประสบการณ์กว่า 30 ปีของฮุนไดในตลาด MPV ไทย ตั้งแต่ Hyundai H-1 ที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งครอบครัวและผู้ประกอบการ สู่ Hyundai STARIA Diesel ที่ยกระดับทั้งด้านการออกแบบ พื้นที่ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยี และในวันนี้ ฮุนไดได้ต่อยอด STARIA ไปอีกขั้นด้วยระบบขับเคลื่อน Hybrid ที่เพิ่มทั้งสมรรถนะ ความนุ่มนวล และประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง เพื่อให้ STARIA พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับครอบครัว การเดินทางไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจ

รถที่ออกแบบมาเพื่อตอบรับทุกความต้องการของคนในบ้าน The new STARIA Hybrid มาพร้อมห้องโดยสารรองรับผู้โดยสารได้ถึง 11 ที่นั่ง พร้อม Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 เพื่อเพิ่มความสบายในการเดินทาง มาพร้อม Smart Power Sliding Door ประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้ง 2 ด้าน ช่วยให้ผู้สูงอายุและเด็กเล็กขึ้นลงรถได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX 4 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศแยกส่วนหน้าและหลัง และช่องชาร์จ USB Type-C จำนวน 7 จุด ทั่วห้องโดยสาร

แนวคิดสำคัญของ STARIA Hybrid คือการออกแบบให้ผู้โดยสารทุกตำแหน่งได้รับความสะดวกสบายอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้โดยสารแถวหลัง

Hyundai Bluelink แอปพลิเคชั่นสั่งงานรถแค่ปลายนิ้ว The new STARIA Hybrid มาพร้อมกับ Hyundai Bluelink ระบบเชื่อมต่อรถผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือ ที่ช่วยควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ และตรวจสอบสถานะของรถยนต์จากระยะไกล เช่นการสตารท์รถยนต์และเปิดระบบปรับอากาศ ล๊อกหรือปลดล็อกประตูผ่านสมาร์ทโฟน ค้นหาตำแหน่งพิกัดที่จอดรถปัจจุบัน เป็นต้น และยังรวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร อย่างหน้าจอ Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบเครื่องเสียงพรีเมียม BOSE ลำโพง 12 ตำแหน่ง ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ Hyundai Bluelink ได้ที่นี่ https://www.hyundai.com/th/th/service/bluelink

เดอะแบกต้องพร้อมออกตัว แต่ก็ไม่ควรต้องแบกค่าน้ำมันเกินความจำเป็น
รถที่ต้องพร้อมรับหลายบทบาทในแต่ละวัน ย่อมต้องมีทั้งกำลังแรงที่ไว้ใจได้และประสิทธิภาพที่ช่วยให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า The new STARIA Hybrid มาพร้อมขุมพลัง Turbo Hybrid ให้กำลังรวมสูงสุด 242 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 367 นิวตัน-เมตร พร้อมตอบสนองตั้งแต่รอบต่ำ ขณะเดียวกัน ระบบไฮบริด (Hybrid) ยังให้อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองที่ 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) ตามมาตรฐาน NEDC ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ “เดอะแบก” ที่ต้องวิ่งรับส่งคนทั้งบ้าน ใช้งานเพื่อธุรกิจ หรือวันที่ทั้งครอบครัวพากันไปพักผ่อนพร้อม ๆ กันในรถคันเดียว

KV_Hyundai new STARIA Hybrid_1.jpg

เมื่อแบกคนที่เรารัก ความปลอดภัยไม่ใช่แค่ Feature
เมื่อมีทั้งเด็ก พ่อแม่ และผู้สูงอายุอยู่ในรถ ความมั่นใจของคนขับกับความสบายของคนข้างหลังก็ต้องไปด้วยกัน The new STARIA Hybrid จึงมาพร้อม e-Motion Drive ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวรถในจังหวะสำคัญ ผ่าน e-Ride, e-Handling, e-EHA และ e-Traction ช่วยลดการสั่นและการโยนตัว เพิ่มความแม่นยำขณะเข้าโค้งหรือหักหลบ และช่วยรักษาการยึดเกาะของรถให้มั่นคงขึ้น ผลลัพธ์คือ The new STARIA Hybrid เป็นรถ MPV ไฮบริด หรือรถตู้ไฮบริด 11 ที่นั่งหนึ่งเดียวในตลาดขณะนี้ที่คนขับควบคุมได้อย่างมั่นใจ ขณะที่คนข้างหลังก็นั่งได้สบายขึ้น

ความมั่นใจยังถูกเสริมด้วย Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบครอบคลุมตั้งแต่การขับในเมืองและทางไกล การรักษารถให้อยู่ในช่องทาง ไปจนถึงการเปลี่ยนเลนและถอยรถ ทั้ง Smart Cruise Control with Stop & Go, Forward Collision-Avoidance Assist, Lane Keeping Assist, Lane Following Assist, Blind-Spot Collision-Avoidance Assist, Blind-Spot View Monitor และ Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist พร้อม Surround View Monitor และเซนเซอร์รอบคันที่ช่วยให้การควบคุมรถขนาดใหญ่ในพื้นที่จำกัดง่ายขึ้น เพราะเมื่อ “เดอะแบก” ไม่ได้พาแค่ตัวเองไปถึงจุดหมาย แต่กำลังพาคนที่สำคัญที่สุดไปด้วย ความปลอดภัยจึงไม่ใช่แค่ Feature ที่มีไว้ให้ครบ แต่คือความมั่นใจที่ต้องมีอยู่ตลอดทุกกิโลเมตร

KV_Hyundai new STARIA Hybrid_2.jpg

พร้อมสำหรับทุก Mission
ไม่ว่าจะเป็นวันทำงาน การรับ-ส่งสมาชิกในครอบครัว การเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุด หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของคนในบ้าน The new STARIA Hybrid ถูกออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายของครอบครัวยุคใหม่ ทั้งการเดินทางพร้อมสัมภาระ อุปกรณ์กีฬา กระเป๋าเดินทาง หรือสัตว์เลี้ยง

แนวคิด “11-Seater Hybrid. Ready for Every Mission” จึงสะท้อนบทบาทของ STARIA Hybrid ในฐานะรถที่พร้อมปรับตัวไปกับทุกความต้องการของครอบครัวตลอดการใช้งาน

ข้อเสนอ The new STARIA Hybrid
The new STARIA Hybrid เป็น MPV ไฮบริด 11 ที่นั่ง รุ่นแรกและหนึ่งเดียวในตลาดไทย มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ Modern ราคา 2,099,000 บาท และ Premium ราคา 2,399,000 บาท พร้อมสีตัวถัง Creamy White และ Abyss Black Pearl รวมถึงสีใหม่ Galaxy Maroon Pearl สำหรับรุ่น Premium เท่านั้น

ลูกค้าสามารถสัมผัส The new STARIA Hybrid และทดลองขับได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ ลงทะเบียนทดลองขับได้โดย คลิกที่นี่ พร้อมรับแคมเปญเปิดตัว STARIA Hybrid Privilege Package(2) รับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.69% พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่งและ พ.ร.บ. นาน 1 ปี รวมถึง Hyundai Smart Care ครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการบำรุงรักษาตามระยะนาน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร(2) พร้อมการรับประกันคุณภาพรถ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร(3) และสิทธิ์ขยายการรับประกันภายใต้โปรแกรม myHyundaiCare PLUS สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร(3) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(3) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนาน 5 ปี นอกจากนี้ ลูกค้า Hyundai Family รับส่วนลดเพิ่มเติม 20,000 บาท เมื่อจองและรับรถ The new STARIA Hybrid ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด ดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th/build-a-car/special-offers/the-new-staria-hybrid

แหล่งที่มา: https://www.hyundai.com/th/th

หมายเหตุ:
1. อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองสูงสุด 17.2 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน NEDC ตามและเงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด
2. ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารและบริษัทฯ กำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th/build-a-car/special-offers/the-new-staria-hybrid
3. โปรดสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพรถยนต์และแบตเตอรี่ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินและบริการยกรถเป็นไปตามเงื่อนไขของรถยนต์แต่ละรุ่นฉบับสมบูรณ์ได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ

ผลวิจัยชี้ชัดความภักดีต่อแบรนด์รถยนต์ในไทยฟื้นตัว เจ้าของรถ 64% ตั้งใจซื้อรถใหม่แบรนด์เดิมแต่จุดเปลี่ยนไปอยู่ที่การเลือก...
21/09/2026

ผลวิจัยชี้ชัดความภักดีต่อแบรนด์รถยนต์ในไทยฟื้นตัว เจ้าของรถ 64% ตั้งใจซื้อรถใหม่แบรนด์เดิม
แต่จุดเปลี่ยนไปอยู่ที่การเลือก “ขุมพลัง” ของรถคันใหม่


กรุงเทพฯ: 21 กันยายน 2569 – บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา และวิจัยการตลาดชั้นนำ เปิดเผยรายงานผลการศึกษา “2026 Thailand Service Customer Experience Index (Service CXI) Study℠” และ “2026 Thailand Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠” ซึ่งอ้างอิงข้อมูลการศึกษาวิจัยจากเจ้าของรถยนต์จำนวน 2,651 ราย พร้อมเปรียบเทียบแนวโน้มการตัดสินใจในการซื้อรถคันต่อไปของคนไทยในช่วงปี 2567-2569

"ซื้อรถใหม่แบรนด์เดิม” หรือ “เปลี่ยนแบรนด์ใหม่" (Stay-Switch)

บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรม “ความภักดีต่อแบรนด์รถยนต์ในกลุ่มเจ้าของรถชาวไทย” อย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2567 – ปัจจุบัน) ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง และชัดเจน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้ซื้อรถใหม่ มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแบรนด์รถที่จะซื้อสูงสุด โดยความตั้งใจที่จะซื้อรถแบรนด์เดิมมีการเปลี่ยนแปลงจาก 46% ในปี 2567 ลดลงเหลือ 36% ในปี 2568 และกลับทะยานเพิ่มสูงขึ้นเป็น 64% ในปี 2569

ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อแบรนด์เดิม หรือแบรนด์ใหม่ได้ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 61% ในปี 2568 และลดลงมาอยู่ที่ 31% ในปี 2569 (ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าตัวเลข 48% ในปี 2567) แม้ว่าเจ้าของรถจะตัดสินใจเลือกแบรนด์ได้ชัดเจนขึ้น แต่การแข่งขันก็ไม่ได้ลดความรุนแรงลง โดยมีผู้ที่วางแผนจะเปลี่ยนแบรนด์ยังอยู่ที่ 5% ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลข 6% ในปี 2567 ซึ่งมองกลับได้ว่า แม้ความลังเลจะลดลง แต่โอกาสในการแย่งชิงลูกค้าระหว่างแบรนด์ยังเปิดกว้างอยู่ และเจ้าของรถเกือบ 4 ใน 10 รายยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกระบบขุมพลังแบบใดสำหรับรถคันต่อไป (เครื่องยนต์สันดาปภายใน มอเตอร์ไฟฟ้า ไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด) ภาพรวมสถานการณ์ จึงเปลี่ยนจากคำถามที่ว่า "จะซื้อแบรนด์ไหนดี" ไปสู่คำถามที่ว่า "เทคโนโลยีแบบใดที่จะตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตได้ดีที่สุด"

ความภักดีต่อแบรนด์ฟื้นตัวในทุกกลุ่ม แต่ยังเผชิญความท้าทายที่แตกต่างกัน

แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงรักษาฐานความภักดีของลูกค้าไว้ได้แข็งแกร่งที่สุด โดยมีเจ้าของรถถึง 69% ตั้งใจจะซื้อรถแบรนด์เดิมซ้ำ ตามมาด้วยแบรนด์อเมริกันที่ 60% และแบรนด์จีนที่ 46% แม้ว่าแบรนด์จีนจะมีตัวเลขการซื้อซ้ำสูงขึ้นจากปีก่อน แต่ยังมีกลุ่มที่ไม่แน่ใจสูงถึง 44% และมีผู้ตั้งใจเปลี่ยนแบรนด์อีก 11% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในบรรดากลุ่มแบรนด์ทั้ง 3 สัญชาติ ความท้าทายของแบรนด์จีนในขณะนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการรับรู้แบรนด์ หรือการทดลองใช้เท่านั้น แต่จะต้องเร่ง “สร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของใน

ช่วงแรก” ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ที่ยั่งยืน” ทั้งในด้านคุณภาพ การบริการหลังการขาย เสถียรภาพของราคา มูลค่าราคาขายต่อ และความพร้อมของเครือข่ายการบริการ ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่น และอเมริกันนั้น จำเป็นต้องเร่งต่อยอดจุดแข็งด้านชื่อเสียงเดิมเข้ากับนวัตกรรม และทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น

“ชื่อเสียงของแบรนด์” กลับมาเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้าอยู่ต่อ

ในกลุ่มเจ้าของรถที่ตั้งใจจะซื้อแบรนด์เดิมซ้ำ เหตุผลหลักคือ “ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของแบรนด์” (30%) รองลงมาคือประสบการณ์ที่ดีในอดีต (25%) และความพึงพอใจในตัวผลิตภัณฑ์ (22%) ขณะที่ปัจจัยด้านราคาขายต่อ เพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 6% ดังนั้น ความภักดีจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นตลอดวงจรการเป็นเจ้าของ ไม่ใช่แค่ตัวรถเพียงอย่างเดียว สำหรับกลุ่มเจ้าของรถที่ยังลังเล หรือไม่คิดจะซื้อแบรนด์เดิมซ้ำนั้น 71% ระบุว่าความต้องการ หรือความชอบของตนได้เปลี่ยนไปแล้ว สอดคล้องกับพฤติกรรมการเปลี่ยนรถที่ขยับจากเหตุจำเป็นไปสู่เหตุผลด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยการตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่เป็นเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์หรือรูปแบบการใช้งานรถยนต์เพิ่มขึ้นจาก 14% เป็น 20% ในขณะที่เหตุผลเรื่องรถยนต์ไม่สามารถใช้งานได้ปกติ หรือมีปัญหามีสัดส่วนลดลงจาก 50% เหลือ 36%

เจ้าของรถมีความชัดเจนเรื่องแบรนด์มากขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระบบขุมพลัง

ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับระบบขุมพลังของรถคันต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยับจาก 17% ในปี 2567 เป็น 29% ในปี 2568 และสูงถึง 39% ในปี 2569 สำหรับรถคันต่อไปนั้น เจ้าของรถ 34% ยังเลือกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อีก 32% เลือกรถไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด และ 13% เลือกรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามสามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่งระบบขุมพลัง ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนถึงทางเลือกที่กำลังพิจารณาอยู่ ไม่ใช่การตัดสินใจเลือกเพียงตัวเลือกเดียว ในกลุ่มผู้ใช้รถไฟฟ้า (BEV) ปัจจุบัน มีเพียง 30% เท่านั้นที่ระบุว่าจะพิจารณาซื้อรถไฟฟ้าอีกครั้ง ในขณะที่ 46% ยังมีความไม่แน่ใจเกี่ยวกับระบบขุมพลังที่จะเลือกใช้ในอนาคต สถานการณ์นี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับแบรนด์รถไฟฟ้า และเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตรถทุกรายควรเน้นสื่อสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ความเหมาะสมในการใช้งานจริง ต้นทุน ระบบการชาร์จไฟ การบำรุงรักษา และความคุ้มค่าในระยะยาว

นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ภาพรวมปี 2569 ไม่ได้บอกว่าความภักดีกลับมาแข็งแรงอย่างถาวร แต่บอกว่าผู้บริโภคเริ่มตัดสินใจเรื่องแบรนด์ได้ชัดเจนขึ้น หลังจากปี 2568 เป็นช่วงที่ความลังเลสูงที่สุดในรอบสามปี สิ่งที่แบรนด์ต้องจับตาคือ เมื่อคำถามเรื่องแบรนด์เริ่มมีคำตอบ คำถามเรื่องระบบขุมพลังของรถที่เหมาะกับวิถีชีวิตของลูกค้ากลับยากขึ้นกว่าเดิม”

“การแข่งขันรอบต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงลูกค้าออกจากแบรนด์เดิมเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าแบรนด์จะดูแลเขาได้ตลอดอายุการใช้งาน และช่วยให้เขาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับชีวิตจริงได้ แบรนด์ที่อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สร้างประสบการณ์บริการที่สม่ำเสมอ และรักษามูลค่าของรถได้ จะมีโอกาสเปลี่ยนความชัดเจนในวันนี้ให้เป็นความภักดีในระยะยาว” นายศิรส กล่าว
#บริษัทดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด
#ล้อหมุนทั่วไทย

Trailblaze Mission เปิดเกมรุกตลาดโลก ปักหมุดยกระดับเครือข่ายการสื่อสารระดับโลก ภายใต้ “Trailblaze Mission Worldwide”กรุง...
21/09/2026

Trailblaze Mission เปิดเกมรุกตลาดโลก ปักหมุดยกระดับเครือข่ายการสื่อสารระดับโลก ภายใต้ “Trailblaze Mission Worldwide”

กรุงเทพฯ 21 กันยายน 2569 – Trailblaze Mission เอเจนซี่ยุคใหม่ด้านการสื่อสารครบวงจร 360 องศา ประกาศยกระดับการให้บริการสู่ระดับสากลอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ Trailblaze Mission Worldwide พร้อมสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านการประชาสัมพันธ์ การตลาด และการสื่อสารองค์กรในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เพื่อรองรับธุรกิจไทยที่ต้องการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ และองค์กรระดับนานาชาติที่ต้องการสร้างการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย
#ล้อหมุนทั่วไทย

รู้ใจ เปิดอินไซต์เคลมรถยนต์ไฟฟ้าช่วงหน้าฝน พร้อมแนะแนวทางดูแลแบตเตอรี่ EV เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นกรุงเทพมหานคร,...
21/09/2026

รู้ใจ เปิดอินไซต์เคลมรถยนต์ไฟฟ้าช่วงหน้าฝน พร้อมแนะแนวทางดูแลแบตเตอรี่ EV เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – 21 กันยายน 2026 – ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมและสภาพถนนเปียกลื่น ขณะเดียวกันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รู้ใจ จึงขอแบ่งปันข้อมูลจากประสบการณ์การให้บริการสินไหม เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ EV เข้าใจความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าของรถได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแนะนำแนวทางในการป้องกันและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม และการรักษามูลค่าของรถในระยะยาว

แม้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยุคใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำสมัยพร้อมการปกป้องแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าจากน้ำและความชื้นตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการใช้งานในสภาพอากาศที่หลากหลาย แต่เหตุการณ์น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน หรืออุบัติเหตุจากการขับขี่บนถนนเปียกลื่น ยังคงอาจก่อให้เกิดความเสียหายภายในต่อแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูงได้ ความเสียหายเหล่านี้บางครั้งอาจไม่แสดงอาการผิดปกติในทันที แต่สามารถส่งผลต่อความปลอดภัย ประสิทธิภาพการใช้งาน และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยประสบการณ์การดูแลสินไหมรถยนต์ไฟฟ้าและองค์ความรู้จากเครือข่ายพันธมิตรศูนย์ซ่อมและอู่ซ่อมมาตรฐาน รู้ใจจึงขอนำเสนอข้อมูลและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยให้เจ้าของรถ EV เข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูงได้อย่างรอบด้าน สามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ พร้อมเตรียมความพร้อมในการปกป้องรถยนต์จากผลกระทบของสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่ไม่คาดคิด และรักษาความปลอดภัยรวมถึงมูลค่าของรถในระยะยาว

ความเสี่ยงจากน้ำท่วมและอุบัติเหตุในช่วงฤดูฝน ปัจจัยสำคัญที่ผู้ใช้ EV ไม่ควรมองข้าม

ในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย ผู้ใช้รถยนต์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง ทัศนวิสัยที่จำกัด และสภาพถนนที่ลื่นกว่าปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือความเสียหายต่อรถยนต์ได้ แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จะได้รับการพัฒนาด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่ทันสมัยและสามารถรองรับการใช้งานในสภาพอากาศเปียกชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เหตุการณ์น้ำท่วมในระดับรุนแรง หรืออุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกสูง ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าได้เช่นกัน

แม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าแรงดันสูงของรถยนต์ไฟฟ้าบางกรณีอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอกทันทีหลังเกิดเหตุน้ำท่วมหรืออุบัติเหตุรุนแรง แต่ผลกระทบที่ซ่อนอยู่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและสมรรถนะของรถในอนาคตได้ รู้ใจจึงแนะนำให้เจ้าของรถ EV เข้ารับการตรวจสอบโดยศูนย์บริการหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญทุกครั้ง เมื่อรถผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมในระดับรุนแรงหรือได้รับแรงกระแทกจากอุบัติเหตุ การตรวจสอบเชิงลึกจะช่วยค้นหาความเสียหายที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นในทันที และช่วยให้เจ้าของรถสามารถตัดสินใจซ่อมบำรุงหรือดำเนินการที่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและการรักษาประสิทธิภาพการใช้งานของรถในระยะยาว

สำหรับการประเมินความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า รู้ใจดำเนินการพิจารณาสินไหมภายใต้แนวทางและหลักเกณฑ์ของ คปภ. ควบคู่กับมาตรฐานการซ่อมและข้อแนะนำด้านความปลอดภัยที่กำหนดโดยผู้ผลิตรถยนต์แต่ละแบรนด์ โดยเฉพาะการตรวจสอบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า แนวทางดังกล่าวช่วยให้การประเมินความเสียหายและการซ่อมแซมเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนของการจัดการสินไหมทดแทน

การซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า: ความซับซ้อนที่มาพร้อมเทคโนโลยีและต้นทุนที่สูงขึ้น

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีข้อดีในด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการขับขี่ และการลดมลพิษ แต่เมื่อเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดคิด การซ่อมแซมรถ EV มักมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากต้องตรวจสอบทั้งโครงสร้างตัวรถ ระบบแบตเตอรี่ และระบบไฟฟ้าแรงดันสูงอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงใช้งานได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานของผู้ผลิต

จากข้อมูลสินไหมของรู้ใจ พบว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉลี่ยสูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีความเสียหายใกล้เคียงกันประมาณ 40% เนื่องจาก EV มีแบตเตอรี่มูลค่าสูง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน รวมถึงต้องอาศัยอุปกรณ์และช่างเทคนิคเฉพาะทางในการตรวจสอบและซ่อมแซม

คุณกุมภาพรรณ คำแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินไหมทดแทน กลุ่มบริษัทรู้ใจ กล่าวว่า “ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ขณะเดียวกันผู้ขับขี่ควรให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะจากน้ำท่วมและอุบัติเหตุบนถนนเปียกลื่น แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จะได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและสามารถใช้งานได้ในสภาพอากาศเปียกชื้น แต่ความเสียหายต่อแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าแรงดันสูงบางกรณีอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอกในทันทีหลังเกิดเหตุ

รู้ใจจึงแนะนำให้เจ้าของรถนำรถเข้ารับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งหลังประสบเหตุน้ำท่วมหรืออุบัติเหตุรุนแรง เพื่อประเมินความเสียหายที่อาจซ่อนอยู่และช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว นอกจากนี้ การดูแลรถตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยเฉพาะการชาร์จแบตเตอรี่อย่างเหมาะสม จะช่วยรักษาประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายแนะนำให้ชาร์จแบตเตอรี่สำหรับการใช้งานประจำวันในระดับประมาณ 80% เพื่อช่วยรักษาสภาพความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ หรือ State of Health (SOH) ให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในระยะยาว”

“หลายคนยังมีความเข้าใจว่าหากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความเสียหาย จะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งชุดเสมอ แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีสามารถซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่ได้รับผลกระทบได้ตามมาตรฐานและคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ เราจึงให้ความสำคัญกับการประเมินความเสียหายอย่างรอบด้าน เพื่อเลือกแนวทางที่ปลอดภัย เหมาะสม และคุ้มค่าสูงสุดสำหรับลูกค้าในแต่ละกรณี” คุณกุมภาพรรณ กล่าวเสริม

เคล็ดลับดูแลรถยนต์ไฟฟ้าให้พร้อมรับหน้าฝน

รู้ใจ แนะนำแนวทางดูแลรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงหน้าฝน ดังนี้

หลีกเลี่ยงการขับรถผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมสูงหรือน้ำไหลเชี่ยวให้มากที่สุด
นำรถเข้ารับการตรวจเช็กโดยผู้เชี่ยวชาญ หลังเผชิญเหตุน้ำท่วมในระดับรุนแรง
หมั่นตรวจสอบไฟเตือนและประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่หลังประสบเหตุน้ำท่วมหรืออุบัติเหตุ
ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตในการชาร์จและดูแลรักษาแบตเตอรี่
สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายแนะนำให้ชาร์จแบตเตอรี่ไว้ที่ประมาณ 80% เพื่อช่วยรักษาสภาพความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ (State of Health: SOH) และยืดอายุการใช้งานในระยะยาว
เลือกใช้ศูนย์บริการหรือช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้า
ตรวจสอบความคุ้มครองประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าครอบคลุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่และระบบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า

ความคุ้มครองครอบคลุม หัวใจสำคัญของประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย การมีความคุ้มครองที่เหมาะสมสำหรับแบตเตอรี่และระบบสำคัญของรถ จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้งานรถ EV ได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจยิ่งขึ้น

ด้วยมูลค่าของแบตเตอรี่ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า การเลือกความคุ้มครองประกันภัยที่เหมาะสมจึงช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากความเสียหายที่ไม่คาดคิด พร้อมเพิ่มความอุ่นใจในการใช้งาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ความเสี่ยงจากน้ำท่วมและอุบัติเหตุมีแนวโน้มสูงขึ้น
#ล้อหมุนทั่วไทย

"ซาร์โก" ซิวท็อปเท็น โมโตจีพี สนาม 15 ออสเตรีย "นักบิดฮอนด้า" พาเหรดคว้าแต้มศึก โมโตจีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนาม 1...
21/09/2026

"ซาร์โก" ซิวท็อปเท็น โมโตจีพี สนาม 15 ออสเตรีย "นักบิดฮอนด้า" พาเหรดคว้าแต้ม

ศึก โมโตจีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนาม 15 รายการ ออสเตรียน กรังด์ปรีซ์ ดวลความเร็วรอบเมนเรซ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ที่ สนาม เรดบูล ริง ประเทศออสเตรีย

สุดสัปดาห์นี้ทัพนักบิดฮอนด้าทุกคน สร้างความคืบหน้าในการทำงานได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการยกระดับความเร็วต่อรอบได้ดีอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่สะท้อนผ่านผลควอลิฟายก็ตาม โดย โยฮันน์ ซาร์โก นักบิดจอมเก๋าชาวฝรั่งเศสหมายเลข 5 จาก คาสตรอล ฮอนด้า แอลซีอาร์ ทะลุจาก Q1 ขึ้นมาออกตัวในกริดที่ 10

เกมในเรซนี้ดวลกันทั้งสิ้น 28 รอบสนาม โดย ซาร์โก ต้องเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากในช่วงต้นเรซ ส่งผลให้ร่วงลงไปถึงกลุ่มอันดับ 15 แต่ชาวฝรั่งเศสค่อยๆ หาจังหวะการขี่จนลงตัวไต่ขึ้นมาในกลุ่มกลางได้สำเร็จ และไต่ขึ้นมาต่อสู้ในอันดับท็อปเท็นหลังผ่านครึ่งทางของเรซ

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ซาร์โก ที่แม้จะรูดลงไปในช่วงต้นเรซ แต่ยังสามารถไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาเข้าป้ายในอันดับ 10 ด้วยเวลารวม 42 นาที 33.262 วินาที ตามหลังผู้นำ 16.266 วินาที คว้า 6 แต้มสำคัญจาก เรดบูล ริง

ส่วนทีมเมทชาวบราซิเลียนอย่าง ดิโอโก้ โมเรร่า หมายเลข 11 จาก โปร ฮอนด้า แอลซีอาร์ เข้าป้ายอันดับ 15 ตามหลัง 24.949 วินาที เก็บได้ 1 แต้ม

ขณะที่ ทาคาอากิ นาคากามิ นักบิดทดสอบชาวญี่ปุ่น เจ้าของหมายเลข 30 จาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล ที่ลงแข่งขันแทน โจอัน เมียร์ ในสุดสัปดาห์นี้ ทำผลงานได้ดี บิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 13 ตามหลังผู้ชนะ 21.032 วินาที ตามด้วย ลูก้า มารินี ทีมเมทชาวอิตาเลียนจบเรซในอันดับ 14 ตามหลัง 22.391 วินาที คว้าแต้มได้ทั้งคู่

ทั้งนี้ ศึก โมโตจีพี 2026 สนามถัดไปในศึก เจแปนีส กรังด์ปรีซ์ จะดวลความเร็วระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคมนี้ ที่ สนาม โมบิลิตี้ รีสอร์ท โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น

แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์: https://facebook.com/HondaRacingTeamTH


#ล้อหมุนทั่วไทย

สำนักงาน คปภ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภ...
20/09/2026

สำนักงาน คปภ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันที่ 18 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานสำนักงาน คปภ. เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ชั้น 2 สำนักงาน คปภ.

จากนั้น นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สำนักงาน คปภ. เข้าร่วมในพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธี ณ ห้องกำปั่นเงิน ชั้น 21 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง
#คปภ
#ล้อหมุนทั่วไทย

20/09/2026

🚗 ขับเป็น…ขับปลอดภัย กับ Skill Driving Experience

พบอีกหนึ่งมุมของผู้บริหารสาวผู้มีใจรักการขับขี่รถยนต์ คุณแพรว จุฑามาศ ขันมณี กับประสบการณ์การเรียนรู้ Skill Driving ในโครงการ “ขับเป็น…ขับปลอดภัย” ณ สนามแข่งรถปทุมธานี สปีดเวย์

ครั้งนี้มาทำความรู้จักกับ สื่อสากล โดย คุณปุ๊ก พร้อมแนะนำหลักสูตรเริ่มต้นเพื่อเสริมทักษะการขับขี่อย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยทีมครูผู้เชี่ยวชาญจาก Skill Driving Experience

เรียนรู้ทักษะการขับขี่ให้มากกว่าการขับรถเป็น เพราะ “ขับเป็น” คือพื้นฐานสำคัญของความปลอดภัยบนท้องถนน 🏁

📺 ติดตามเรื่องราวและประสบการณ์ครั้งนี้ได้ในรายการ
“ล้อหมุนทั่วไทย”

📅 วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569
⏰ เวลา 08.00–08.30 น.
📡 ทางช่อง TRUTH75

แล้วพบกันครับ ❤️

#รายการล้อหมุนทั่วไทย

#ขับเป็นขับปลอดภัย


#จุฑามาศขันมณี
#สนามแข่งรถปทุมธานีสปีดเวย์
#ทักษะการขับขี่
#ขับขี่ปลอดภัย

กทพ. แจ้งปิดเบี่ยงช่องจราจรชั่วคราว ด่านฯ บางโคล่ 2 เพื่อก่อสร้างอาคารด่านเก็บค่าผ่านทางการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ...
20/09/2026

กทพ. แจ้งปิดเบี่ยงช่องจราจรชั่วคราว ด่านฯ บางโคล่ 2 เพื่อก่อสร้างอาคารด่านเก็บค่าผ่านทาง

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม แจ้งปิดเบี่ยงช่องจราจรชั่วคราวบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษบางโคล่ 2 เพื่อดำเนินงานก่อสร้างอาคารด่านเก็บค่าผ่านทาง (Toll Canopy) ส่วนที่ 2 ภายใต้โครงการทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก สัญญาที่ 5 (งานระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง ระบบควบคุมจราจร และระบบสื่อสาร)

มีความจำเป็นต้องปิดเบี่ยงช่องจราจร 2 ช่องทางซ้ายสุด ตลอด 24 ชั่วโมง บริเวณด่านฯ บางโคล่ 2

ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2570

กทพ. ขอความร่วมมือผู้ใช้ทางที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว ชะลอความเร็วและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากช่องทางจราจรแคบลง โดยรถบรรทุกทุกชนิดให้ใช้ช่องทางซ้ายสุดในการสัญจร

กทพ. ขออภัยในความไม่สะดวก และขอให้ผู้ใช้ทางวางแผนและเผื่อเวลาในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยและความคล่องตัวในการสัญจร

#ทางพิเศษเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
#องค์กรนวัตกรรมเพื่อการเดินทางและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
#อัปเดตเรื่องราวกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

#ล้อหมุนทุ่วไทย

ที่อยู่

78/172
Khlong Sam Wa
10500

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ล้อหมุนทั่วไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์