22/01/2023
“ยือรีงา” หรือ “ยี่งอ” ในปัจจุบัน คือ 1 ใน 13 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส ในอดีต มีหลักฐานที่ปรากฏในบันทึกจากการเดินทางมายังเมืองสายของ นายเฮนรี่ หลุยส์ (Henry Louise) ในปี พ.ศ.2437 ได้บันทึกไว้ว่า ยี่งอ ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของเมืองสาย (สายบุรี/ตะลุบัน) ยังคงมีร่องรอยของวังเก่าที่สร้างด้วยอิฐ ครั้งหนึ่งทางเข้าค่อนข้างงดงามมาก กล่าวกันว่ามีการย้ายโดยเจ้าเมืองคนปัจจุบันเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และในปัจจุบันเป็นเมืองที่เสื่อมลง อีกหลักฐานหนึ่ง แสดงถึงการย้ายศูนย์การปกครองจากยี่งอไปยังเมืองใหม่ที่ตะลุบัน หรือ สายบุรี ในปัจจุบัน เป็นบันทึกจดหมายเหตุของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ครั้งเสด็จประพาสปักษ์ใต้ มีความว่า “ลำนำสายนี้ มีทางแยกไปได้ 3 ทาง คือ ทางยี่งอเมืองเก่า ซึ่งอยู่สูงขึ้นไประยะทางวันหนึ่ง พระยาสายเห็นว่าเมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำแห้ง เรือเดินไม่ตลอด จึงได้เลื่อนลงมาตั้งเสียที่เมืองใหม่ได้ 18 ปีมาแล้ว” สำหรับ “เมืองสาย (Negeri Sai) ซึ่งต่อมาคือเมือง “สายบุรี (Saiburi) นั้น เป็นเมืองเก่าแก่ ว่ากันว่าตามหลักฐาน “อาจเก่าแก่กว่าเมืองปัตตานี” เมืองยี่งอ มีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสาย (อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ในปัจจุบัน) ก่อร่างสร้างเป็นชุมชนขึ้นโดย “นิดะห์” หรือ “นิอาดัส” ผู้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ “ปาฆาร์รูยง มินังกาเบา (Pagar Ruyong Minung Kabao) ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย (จากการบันทึกของ อดุลย์ ณ สายบุรี ทายาทรุ่นที่ 5 ของ นิอาดัส) หลังจากนั้น นิอาดัส ได้รวบรวมชนชาวพื้นเมืองเดิมสร้างเมืองยี่งอขึ้น พร้อมทั้งสถาปนาตนเองเป็นเจ้าเมืองตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ก่อนที่ต่อมาจะได้รับการสถาปนาเป็น “เจ้าเมืองสาย” ปกครองเมืองสายบุรี แต่ได้ตั้งบ้านเรือนของตนอยู่ในเมืองยี่งอเช่นเดิม หนังสือ “ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองยี่งอ ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช” โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีสำคัญในเมืองยี่งอว่ามีอยู่หลายแห่ง เช่น แนวกำแพงหิน เป็นแนวล้อมรอบวังเจ้าเมืองชั้นใน ระดับกำแพงกล่าวกันว่าสูง คนไม่สามารถเอื้อมมือถึงได้ สำหรับหินที่นำมาสร้างกำแพง เป็นหินที่ประชาชนเก็บรวบรวมจากภูเขาบ้านลูโบ๊ะบายะและพื้นที่ใกล้เคียง มาถวายเจ้าเมือง เพื่อใช้สร้างกำแพงล้อมรอบวัง เดิมทางเข้ามีความสวยงามมาก ปัจจุบันยังมีแนวหินหลงเหลืออยู่ในที่ดินวังเก่า แนวกำแพงดิน เป็นแนวกำแพงล้อมรอบวังเจ้าเมืองชั้นนอก กินพื้นที่กว้าง ติดชายแดนเมืองระแงะ นอกจากนี้ มี “ดาบเจ้าเมืองสาย” ดาบประจำกายเจ้าเมืองสาย อายุ 200 กว่าปี “ยูแล” หรือ “เครื่องหาบ” สมัยที่เจ้าเมืองสายเดินทางขึ้นจากท่าเรือปากแม่น้ำบางนราเข้ามายังเมือง จะใช้เครื่องหาบเดินทาง นอกจากการเดินทางด้วยช้างหรือล่องเรือเข้าสู่วัง รวมถึง “ดาบองครักษ์เจ้าเมืองยี่งอ” ผู้ได้รับพระราชทานกระบี่หรือดาบให้ดำรงตำแหน่งเป็นองครักษ์ประจำพระองค์ คือ โต๊ะดรานิง หรือ โต๊ะฆานิง ปัจจุบันมีผู้สืบเชื้อสาย โดยใช้นามสกุล “นิฆานิ” และเป็นผู้เก็บรักษาดาบองครักษ์ โต๊ะฆานิง สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสานต่อร่องรอยทางประวัติศาสตร์เมืองยี่งอ ก่อนจะก่อกำเนิดเป็น “โครงการย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองยี่งอ” มาจากโครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองยี่งอ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความเป็นมาของเมืองยี่งอ เกิดขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากประชาชนชาวยี่งอ ที่อยากให้มีสถานที่ท่องเที่ยว เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสืบทอดเป็นมรดกแก่ชาวยี่งอ เป็นที่รู้จักของคนจากภายนอก เพราะยี่งอถือเป็นทางผ่านไปยังอำเภอต่างๆ จากการประชุมประชาคม นายกเทศมนตรี คณะผู้บริหารสมาชิกสภาเทศบาล ลงความเห็นให้มีการจัดสร้างขึ้น ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ทั้งนี้ โครงการย้อนรอยฯ เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2549 โดย วิลาวัณย์ ต่วนเพ็ง นายกเทศมนตรีตำบลยี่งอและคณะ ในขณะนั้น ภายใต้แนวคิด “เราน่าจะสร้างยี่งอให้มีแหล่งท่องเที่ยว เป็นที่รู้จักของคนจากภายนอก” และ ประพฤกษ์ นิลโมทย์ ปลัดเทศบาล ได้เสนอตั้งชื่อขึ้นว่า “โครงการย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองยี่งอ” ต่อมา มีการก่อสร้างอาคารย้อนรอยฯ จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย สิ่งของโบราณ จำลองห้องรับแขก ห้องนอน ห้องครัว ศาลาว่าการเมื่อเจ้าเมืองเรียกชั้นหัวเมือง องครักษ์ มาประชุม มีพิธีเปิดอาคารเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 และ 2 ปีต่อมา ในปี พ.ศ.2555 พิพิธภัณฑ์ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองยี่งอ สังกัดเทศบาลตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ได้รับการคัดเลือกจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็น “ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อเฉลิมพระเกียรติการครบรอบ 84 พรรษาของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เป็นแหล่งเรียนรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชน ความน่าสนใจประการหนึ่งของ “โครงการย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองยี่งอ” คือ การมีการดำเนินงานต่อเนื่องมาทุกปี รวมถึงการจัดกิจกรรมสำคัญอื่นๆ เพื่อสร้างความคึกคักและเน้นเรื่องราวสำคัญในชุมชน เช่นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 เทศบาลตำบลยี่งอ ได้จัดโครงการแสดงนิทรรศการน้อมนำพระราชปณิธานพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ สำนักงานเทศบาลตำบลยี่งอ ตามรอยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จทรงงานในพื้นที่อำเภอยี่งอ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย และถวายความจงรักภักดีแด่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนเพื่ออนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ให้มีความงดงามและยั่งยืน การจัดนิทรรศการครั้งนี้ ประกอบด้วย นิทรรศการพระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส นิทรรศการการสาธิตสิ่งที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เช่น การสาธิตสิ่งจักสานจากย่านลิเภา การสาธิตอุปกรณ์ขันหมากที่ใช้ในประเพณีการแต่งงานของชาวมุสลิมสมัยโบราณ การแสดงอาหารโบราณและขนมพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของอำเภอยี่งอ เป็นต้น โดย รังสฤษฎ์ ราชมุกดา นายกเทศมนตรีตำบลยี่งอ กล่าวรายงานต่อ สุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดว่า การจัดงานในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส ศูนย์ศึกาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส วิทยาลัยสารพัดช่างนราธิวาส โรงเรียนร่มเกล้า โรงเรียนซานียะห์ ศูนย์การศึกษาอิสลาม (ตาดีกา) ในอำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส และศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชอื่นๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่ผู้เขียนมีโอกาสสัมผัสเรียนรู้ จึงเป็นภาพผู้คนที่เดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ด้วยพลังความรัก ความสามัคคี ความเกื้อหนุนอาทรกัน โดยเฉพาะการแสดงในช่วงพิธีเปิด ทั้งการแสดงซีละ การขับร้องอนาซีด หรือ การรำมโนราห์ ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นพิเศษ รวมถึงลักษณะการจัดพื้นที่ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการ “ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองยี่งอ” จึงสะท้อนภาพดีๆ อะไรหลายอย่างหลายประการ สามารถผูกมัดร้อยรัดผู้คนเข้าด้วยกัน ผ่านสายใยประวัติศาสตร์ ผ่านวิถีชีวิต ผ่านศิลปวัฒนธรรม อย่างสร้างสรรค์ แทนภาพการทำให้เกิด “ความต่าง” หรือ “แบ่งแยก” ระหว่างกัน
ที่มา
ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “ยือรีงา” หรือ “ยี่งอ” ในปัจจุบัน คือ 1 ใน 13 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส ในอดีต มีหลักฐานท...