Vipar Daomanee ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Vipar Daomanee, Bangkok.

จากพิธีกรรมยุคทหาร สู่การศึกษาที่ปลดปล่อยมนุษย์---โรงเรียนในโลกปัจจุบันกับคำถามเรื่องการเคารพธงชาติในโลกใบนี้ โรงเรียนส่...
08/01/2026

จากพิธีกรรมยุคทหาร สู่การศึกษาที่ปลดปล่อยมนุษย์

---
โรงเรียนในโลกปัจจุบันกับคำถามเรื่องการเคารพธงชาติ
ในโลกใบนี้ โรงเรียนส่วนใหญ่ ไม่บังคับให้นักเรียนเคารพธงชาติทุกวันอีกต่อไป พิธีกรรมเช่นนี้เป็นผลผลิตของยุคสร้างรัฐชาติ ยุคทหาร และยุคสงครามเย็น ซึ่งรัฐใช้โรงเรียนเป็นเครื่องมือหล่อหลอมกล่อมเกลา “พลเมืองผู้เชื่อฟัง” มากกว่าพลเมืองผู้ตั้งคำถาม
ประเทศที่มีระบบการศึกษาก้าวหน้า เช่น ฟินแลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ ไม่มีการเคารพธงชาติเป็นกิจวัตรในโรงเรียน ขณะที่ สหรัฐอเมริกา แม้มีการกล่าวคำปฏิญาณต่อธงชาติ แต่ศาลสูงได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่านักเรียนมีสิทธิไม่เข้าร่วม โดยไม่ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ทางวินัย หรือทางศีลธรรมใดๆ ทั้งหมดสะท้อนหลักการสำคัญว่า "รัฐไม่อาจบังคับความคิด ความเชื่อ และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านระบบการศึกษาได้"
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของ อ.อนุชาติ พวงสำลี นักวิชาการด้านการศึกษาและนักวิพากษ์ระบบโรงเรียนไทย ซึ่งชี้ให้เห็นมาโดยตลอดว่า โรงเรียนไทยจำนวนมากยังทำหน้าที่เป็น พื้นที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์รัฐและวัฒนธรรมอำนาจนิยม มากกว่าจะเป็นพื้นที่เรียนรู้ของมนุษย์ที่เท่าเทียม อ.อนุชาติเสนอว่า การศึกษาที่แท้จริงต้องเริ่มจากการยอมรับว่าเด็กคือ “มนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรี” ไม่ใช่พลเมืองฝึกหัดที่ต้องถูกจัดระเบียบ ครอบงำทางความคิด

ในกรอบคิดของอ.อนุชาติ พิธีกรรมอย่างการเคารพธงชาติแบบบังคับทุกเช้า ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือเป็นกลาง หากแต่เป็น “การฝึกให้เชื่อฟังเชิงสัญลักษณ์” ที่ทำให้เด็กคุ้นชินกับอำนาจซึ่งไม่ต้องมีคำอธิบาย ไม่ต้องถกเถียง และไม่เปิดพื้นที่ให้กับการไม่เห็นด้วย โรงเรียนจึงกลายเป็นพื้นที่ฝึกฝนการยอมรับคำสั่ง มากกว่าพื้นที่ฝึกฝนการใช้เหตุผล

องค์การด้านการศึกษาระดับโลกอย่าง UNESCO และ OECD ระบุสอดคล้องกันว่า การศึกษาพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ควรมุ่งพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ ความเข้าใจสิทธิมนุษยชน ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมอย่างสมัครใจ มากกว่าการปลูกฝังความภักดีผ่านพิธีกรรมเชิงบังคับ แนวคิดนี้สอดรับกับข้อเสนอของ อ.อนุชาติที่เห็นว่า โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ของเสรีภาพทางปัญญา ไม่ใช่พื้นที่ของความพร้อมเพรียงที่ไร้คำถาม

ดังนั้น คำถามเรื่องการเคารพธงชาติในโรงเรียนจึงไม่ใช่คำถามว่า “รักชาติหรือไม่รักชาติ” หากแต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า เราต้องการการศึกษาเพื่อผลิตพลเมืองที่เชื่อฟัง หรือการศึกษาเพื่อสร้างมนุษย์เสรี ผู้สามารถคิด ริเริ่ม วิพากษ์ สร้างสรรค์และร่วมสร้างประชาธิปไตยได้อย่างมีความหมาย

-----
วิภา​ ดาวมณี
ขอสนับสนุน​
อ.อนุชาติ​ พวงสำลี
แม้เหตุผลอาจจะแตกต่างกัน

#สิทธิมนุษยชน​ #เสรีภาพ
#ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

22/12/2025

“ทั้งนี้ทั้งนั้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ยี่ห้อเดือนตุลามีต้นทุนจริงในสังคม คำถามคือคนเดือนตุลาเอาต้นทุนนี้ไปใช้อย่างไร ใช้แสวงหาประโยชน์ให้ตัวเองหรือสร้างประโยชน์ให้ส่วนรวม ป้ายนี้ถูกนำไปใช้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองก็เยอะ คนเดือนตุลาจำนวนมากไปอยู่ในสถานะชนชั้นนำ เข้าไปอยู่ในโครงสร้างอำนาจที่ไม่ได้อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงมาก ต้องการรักษาระเบียบอำนาจแบบเดิมไว้ เพราะตัวเองมีผลประโยชน์ผูกพัน
การใช้ป้ายคนเดือนตุลาไปเข้าใจคนเดือนตุลาใน พ.ศ. นี้ มันไม่มีประโยชน์อะไร เพราะทุกคนเดินออกห่างจากตัวตนที่เคยเป็นในอดีตมานานมากแล้ว ผมไม่ได้คิดว่าในปัจจุบันคนเดือนตุลาจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมสักเท่าไหร่ ที่เราคาดหวังกับพวกเขาสมัยพวกเขาเป็นคนหนุ่มสาวนั้นถูกแล้ว แต่ 40 ปีผ่านไปเรายังมานั่งฝากความหวังกับคนเดือนตุลาอีก ผมว่าแปลกแล้วนะ อย่างที่บอก เราไม่ได้กำลังพูดถึงคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวนะ มันคาดหวังยากให้คนอายุ 60 มีความคิดก้าวหน้า หรือมีความคิดอยากเปลี่ยนแปลงสังคม มันเป็นธรรมดาของคนสูงอายุทั่วโลก”

-----
อ่านบทสัมภาษณ์ “ส่งคนตุลาเข้านอน” พร้อมจดหมายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจาก เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้ที่: https://doct6.com/archives/14246

หรืออ่านบทสัมภาษณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Way Magazine ได้ที่: https://waymagazine.org/ส่งคนตุลาเข้านอน/

22/12/2025

บันทึก 6 ตุลา เชิญชวนผู้สนใจศึกษาหนังสือพิมพ์ “อธิปัตย์” ปี 2517-2519
“อธิปัตย์” เป็นหนังสือพิมพ์ที่ผลิตโดยศูนย์การนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารความคิดและการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและแนวร่วมหลัง 14 ตุลาคม 2516 เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2517 และยุติการตีพิมพ์เมื่อเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ แต่ได้เปลี่ยนเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2519
ต้นฉบับของเอกสารชุดนี้เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี โดยเริ่มที่ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 วันที่ 9-15 มกราคม 2517 จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อันเป็นปีที่ 3 ฉบับที่ 234 สืบค้นได้ที่: https://doct6.com/documents

29/10/2025

มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา คุ้มครองเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
แม้ตัวบทกฎหมายไม่ได้เขียนคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่เคยดำรงตำแหน่งในอดีต หรือพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่ก็มีคำพิพากษาหลายคดีที่ศาลตีความขยายขอบเขตไปลงโทษการกล่าวถึงอดีตพระมหากษัตริย์ สำหรับอดีตพระราชินีก็เช่นกัน ตัวบทกฎหมายไม่ได้คุ้มครอง แม้จะยังไม่เห็นคดีความเป็นที่ตัวอย่าง แต่การตีความขยายโดยศาลก็ยังอาจเกิดขึ้นได้
https://www.ilaw.or.th/articles/53060

29/10/2025

คดีแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชาชนยื่นฟ้องกองทัพบก และผู้บัญชาการกองทัพบกต่อศาลปกครอง ขอให้หยุดการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารโจมตีประชาชนที่เห็นต่างทางการเมือง โดยมีผู้ฟ้องคดีคือ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw, วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ สื่อมวลชน ศาลปกครองกลางนัดฟังคำพิพากษา 30 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 https://www.ilaw.or.th/articles/55470

คดีนี้ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2564 โดยคำฟ้องในคดีนี้อาศัยหลักฐานปฏิบัติการจากการเผยแพร่รายงานของบริษัท ทวิตเตอร์ที่ตรวจพบว่า มีกลุ่มบัญชีปลอมที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกของไทย พบทวิตที่มุ่งโจมตีผู้ฟ้องคดีทั้งสามด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตัวอย่างเช่น วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 มีข้อความไปหา ว่า “กูโคตรจะเกลียดมึงเลย เป็นดาราเสือกมายุ่งเรื่องการเมือง ไอ้ขยะ”

นอกจากนี้หลักฐานสำคัญในคดีนี้ยังได้มาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหลายครั้งโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ได้แก่ วิโรจน์ ลักษขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล, ณัชชา บุญไชยอินสวัสดิ์ จากพรรคก้าวไกล และชยพล สท้อนดี จากพรรคประชาชน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้รับรายงานว่า มาจากบุคคลที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารภายในกองทัพนำมาให้ โดยมีรายงานผลการปฏิบัติงานหลายชุด รวมทั้งเอกสารราชการที่สั่งการให้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารชนิด เทา/ดำ ต่อประชาชนด้วย

คำขอท้ายคำฟ้องในคดีนี้มีประเด็นเดียว คือ ขอให้ศาลปกครองสั่งยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายในทันที

กองทัพบก และผู้บัญชาการกองทัพบก ให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่ากองทัพเพียงมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์กิจการของกองทัพ ไม่ได้โจมตีประชาชน และปฏิเสธว่าเอกสารหลักฐานในคดีนี้เป็นเอกสารปลอม โดยชี้แจงว่า ข้อความบางจุดในเอกสารดังกล่าวไม่มีอยู่จริงในระบบราชการ

คดีนี้ศาลปกครองจึงต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อถือพยานหลักฐานที่ฝ่ายผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีเอกสารราชการหลายฉบับ และรายงานจากบริษัทผู้ให้บริการโซเชี่ยลมีเดีย หรือจะเชื่อคำให้การของฝ่ายหน่วยงานทหารมากกว่า

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ตุลาการผู้แถลงคดีเคยให้ความเห็นว่า พยานหลักฐานที่เป็นเอกสารราชการเชื่อได้ว่ามีการสั่งปฏิบัติการไอโอจริง แต่ยังไม่เชื่อว่า โพสต์ที่กล่าวหาผู้ฟ้องคดีด้วยข้อความเท็จทำไปตามคำสั่งของกองทัพบก หรือเป็นความเห็นส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ในกองทัพบางคน จึงเห็นควรให้ยกฟ้องคดีนี้ ซึ่งเป็นเพียงความคิดเห็นประกอบก่อนการฟังคำพิพากษาฉบับจริง https://www.ilaw.or.th/articles/55512

29/10/2025

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้นเป็นวันที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ได้เกิดกรณีนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลและกลุ่มฝ่ายขวาหลายกลุ่มร่วมมือกันก่อการสังหารหมู่นักศึกษาประชาชน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใจกลางพระนคร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตฝ่ายประชาชนอย่างน้อย 41 คน และบาดเจ็บ 145 คน การก่อการสังหารครั้งนี้ได้กลายเป็นข่าวแพร่ไปทั่วโลก แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ การก่อกรณีนองเลือดครั้งนี้ ไม่มีการจับกุมฆาตกรผู้ก่อการสังหารเลยแม้แต่คนเดียว ในทางตรงข้ามนักศึกษาประชาชนที่เหลือรอดจากการถูกสังหารจำนวน 3,094 คน กลับถูกจับกุมทั้งหมดภายในวันนั้นเอง และถึงแม้ว่าในระยะต่อมา ผู้ถูกจับกุมจะได้รับการประกันตัวออกมาเป็นส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังมีเหลืออีก 27 คน ถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดี เป็นชาย 23 คน และหญิง 4 คน จนท้ายที่สุด จะเหลือ 19 คน ซึ่งตกเป็นจำเลย ถูกคุมขังและดำเนินคดีอยู่เกือบ 2 ปีจึงจะได้รับการปล่อยตัว ส่วนผู้ก่อการสังหารซึ่งควรจะเป็นจำเลยตัวจริงนั้นไม่มีรัฐบาลหรือผู้กุมอำนาจครั้งไหนกล่าวถึงอีกเลย แม้กระทั่ง พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีสมัยที่ปล่อยผู้ต้องหา 6 ตุลาฯ ทั้ง 19 คนนี้ก็ได้กล่าวว่า แล้วก็ให้แล้วกันไป ลืมมันเสียเถิดนะ เหมือนกับว่าจะให้ลืมกรณีฆาตกรรมดังกล่าวเสีย มิให้กล่าวถึงคนร้ายในกรณีนี้อีก
จริงอยู่ประเทศด้อยพัฒนาเช่นประเทศไทย มีคดีอิทธิพลจำนวนมากที่ทางการไม่กล้าแตะต้อง และจับคนร้ายไม่ได้ แต่คดีอิทธิพลเหล่านั้นแตกต่างจากคดี 6 ตุลาฯ เพราะการก่ออาชญากรรมในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์กลางเมืองที่เปิดเผยจนได้รับรู้กันทั่วโลก รวมทั้งผู้ต้องหาที่เปิดเผยโจ่งแจ้งก็มีอยู่มาก แต่คนเหล่านี้นอกจากจะไม่ถูกจับกุมตามกฎหมายแล้ว ยังได้ความดีความชอบในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อีกด้วย ปัญหาในกรณีนี้ก็คือ อิทธิพลอะไรที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มฆาตกรซึ่งผลักดันให้ผู้ก่ออาชญากรรมลอยนวลอยู่ได้เช่นนี้? และนักศึกษาผู้ตกเป็นเหยื่อของการฆาตกรรมได้ก่อความผิดร้ายแรงเพียงใดหรือ จึงต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงเช่นนี้?
เงื่อนงำของการสังหารโหดนี้ได้รับการคลี่คลายในตัวเองขั้นหนึ่งในเย็นวันนั้นเอง เมื่อคณะทหารกลุ่มหนึ่งในนามของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้กระทำการรัฐประหารยึดอำนาจล้มเลิกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ล้มรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางรัฐสภาและฟื้นระบอบเผด็จการขวาจัดขึ้นมาปกครองประเทศแทน ถ้าหากว่าการสังหารหมู่เมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คือการก่ออาชญากรรมต่อนักศึกษาผู้รักความเป็นธรรมแล้ว การรัฐประหารเมื่อเย็นวันที่ 6 ตุลาคม คือ การก่ออาชญากรรมต่อประเทศชาติ เพราะเป็นการทำลายสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนทั้งชาติ ที่ได้มาจากการเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของวีรชน 14 ตุลาคม 2516 เมื่อโยงการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ครั้งนี้เข้ากับการสังหารโหดที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน จะทำให้มองเห็นภาพการเคลื่อนไหวของพลังปฏิกิริยาที่ร่วมมือกันก่ออาชญากรรมได้ชัดเจนขึ้น
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือ “อาจารย์ยิ้ม” รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้มีประสบการณ์ร่วมในเหตุการณ์และนักประวัติศาสตร์ ได้เขียนอธิบายไว้ในบทนำของเว็บไซต์ www.doct6.com ก่อนเสียชีวิตในวันที่ 27 ก.ย. 60

29/10/2025
งานรำลึก​ 20​-25​ ปี​ 6​ ตุลา​2519
08/10/2025

งานรำลึก​ 20​-25​ ปี​ 6​ ตุลา​2519

คำกล่าวไว้อาลัย วีรชนประชาชน 6 ตุลาคม 2519เรียนมิตรสหาย​ ผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน​ ข้าพเจ้าขอคารวะดวงวิญญาณวีรชน 6 ตุลาค...
08/10/2025

คำกล่าวไว้อาลัย วีรชนประชาชน 6 ตุลาคม 2519
เรียนมิตรสหาย​ ผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน​

ข้าพเจ้าขอคารวะดวงวิญญาณวีรชน 6 ตุลาคม 2519
... นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้กล้าหาญ ที่ยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคมไทย แม้ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและชีวิต

อนาคตของพวกเขาถูกช่วงชิงไปอย่างโหดร้าย แต่การเสียสละนั้นได้กลายเป็นแสงไฟส่องนำทางแก่เราผู้ยังมีลมหายใจ​ เพื่อคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์แห่ง ความเสมอภาค เสรีภาพ ความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีของชนชั้นผู้ถูกกดขี่ทั้งมวล

---

1. อาชญากรรมรัฐ 6 ตุลา

เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อำนาจรัฐได้ใช้อาวุธเข่นฆ่าประชาชน​ ณ​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แห่งนี้ และต้นมะขาม​ สนามหลวง​ ด้านหน้าเต็มไปด้วยควันไฟ เสียงปืน และภาพการทารุณกรรม เผาร่าง แขวนคอ​ ทุบตีอย่างไร้มนุษยธรรม

อาชญากรรมรัฐครั้งนั้นไม่ใช่แค่ความตายของปัจเจกบุคคล แต่คือ การประกาศสงครามของรัฐต่อประชาชน เป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย แม้วันเวลาจะล่วงเลยมาเกือบครึ่งศตวรรษ รัฐไทยก็ยังไม่เคยแสดงความรับผิดชอบ ไม่เคยเอาผิดผู้สั่งการ ทั้งยังพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง

---

2. อุดมการณ์ ความเสมอภาค และการต่อสู้ทางชนชั้น

ประวัติศาสตร์หน้านี้เป็นหนึ่งของสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน​ หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 14 ตุลาคม 2516 ประชาธิปไตยเบ่งบาน งานวัฒนธรรมเพื่อชีวิต เพลง กวี และละครเวที ได้สะท้อนความใฝ่ฝันของผู้ใช้แรงงานและชาวนา จุดประกายให้คนรุ่นใหม่เชื่อมั่นว่า “ความเสมอภาค” ไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่คือความจริงที่ต้องต่อสู้ให้ได้มา​

แนวสังคมนิยมถูกอุปโลกน์ให้เป็นศัตรูของชาติ​ คอมมิวนิสต์กลายเป็นปีศาจร้าย​ ฝ่ายอำนาจเก่าหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง พวกเขาตอบโต้ด้วยความรุนแรง อย่างต่อเนื่อง​ โดยการเข่นฆ่าผู้นำชาวนา​ ลอบทำร้ายผู้นำนักศึกษา และลอบยิงนักการเมืองอย่าง ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย เตรียมการสู่การสังหารหมู่ 6 ตุลา ปูทางสู่การรัฐประหาร​ เผด็จอำนาจ​.... ทำลายพลังประชาชน​

รัฐสภาซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งประชาธิปไตย กลับกลายเป็นเพียงพิธีกรรมในเล้าหมู​ หนทางสร้างประชาธิปไตยภายในระบบถูกปิดตาย ประชาชนกว่า 3,000 คนจึงต้องตัดสินใจเข้าป่า จับอาวุธต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

นี่คือเจตนารมณ์สำคัญของวีรชนเดือนตุลา — ที่ไม่ยอมจำนนต่อการกดขี่ ไม่ยอมให้กลุ่มอนุรักษ์นิยม​ คนส่วนน้อยครอบงำคนส่วนใหญ่ แต่ต้องการสร้างสังคมที่ทุกคนเท่าเทียมและเป็นเจ้าของร่วมกัน

---

3. การชำระประวัติศาสตร์และภารกิจต่อเนื่อง

การรำลึกถึงวีรชนจะไม่สมบูรณ์ หากเราไม่กล้าประกาศอย่างชัดเจนว่า 6 ตุลา คือ อาชญากรรมรัฐ ที่ต้องถูกบันทึกไว้ในตำราเรียน เป็นบทเรียนทางการเมืองของชาติ
.. เราจำเป็นต้องเปิดเผยความจริงนี้ โดยไม่บิดเบือน​ ถึงเวลาที่ต้องร่วมกันชำระประวัติศาสตร์!!

เราต้องกำหนดให้ 6 ตุลา เป็น วันหยุดสถาบันการศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่การรำลึกและการเรียนรู้ร่วมกันทุกปี

ปฏิเสธการลบล้างความทรงจำของรัฐ และยืนยันว่าการหลั่งเลือดของประชาสามัญชนในวันนั้นจักไม่สูญเปล่า

---

4. เชื่อมโยงกับการต่อสู้ของโลก
... เหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ได้แยกขาดจากโลก หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสการต่อสู้ทางชนชั้นที่ที่เป็นสากล​ ที่กำลังพลุ่งพล่านทั่วทุกมุมโลก

คนหนุ่มสาวลุกขึ้นสู้เพื่อการเมืองของประชาชน

ขบวนการนักศึกษาปกป้องแรงงาน​ คนยากคนจน​ คนในสลัมและรักษาสิทธิมนุษยชน... เยาวชนออกมาบนถนนขับไล่ฐานทัพ​ เปิดโปงคอร์รัปชั่น ต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบและการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า พลังของเยาวชนและชนชั้นผู้ถูกกดขี่คือสากลนิยมใน สายธารเดียวกัน

---

5. จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ดวงวิญญาณวีรชน โปรดรับรู้เถิดว่า พวกเราจะไม่ลืมท่าน จะไม่ยอมให้ความจริงถูกปกปิด และจะสืบทอดเจตนารมณ์แห่งความเสมอภาคและความเป็นธรรมทางชนชั้นจนกว่าสังคมไทยจะก้าวสู่ประชาธิปไตยแท้จริง

และเมื่อมองปัจจุบัน ความเจ็บปวดมิได้จบลงในอดีต— วันนี้ยังมีเยาวชนจำนวนมากถูกคุมขัง เพียงเพราะพวกเขาใช้สิทธิในการพูด การชุมนุม และการเรียกร้องอนาคตที่ยุติธรรม​ เช่นเดียวกับ​18ผู้ต้องหา​ 6​ ตุลา​ และนักโทษทางการเมืองทั่วโลก

ในนามแห่งความทรงจำต่อวีรชน 6 ตุลา ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นว่า จงปล่อยนักโทษการเมืองทันที การจองจำเยาวชน คือการเหยียบย่ำเจตนารมณ์ของวีรชนเดือนตุลา และคือการทรยศต่อความหวังที่พวกเขามอบให้แก่แผ่นดินนี้...

คารวะปฏิวัติ
วิภา​ ดาวมณี

ร่วมรำลึก​ 49​ ปี​ 6​ ตุลา​ ที่ธรรมศาสตร์
07/10/2025

ร่วมรำลึก​ 49​ ปี​ 6​ ตุลา​ ที่ธรรมศาสตร์

คำไว้อาลัยแด่รศ. สุชีลา ตันชัยนันท์อดีตประธานกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ หนึ่งใน 18 ผู้ต้องหาเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519นักวิชาการผ...
07/07/2025

คำไว้อาลัยแด่
รศ. สุชีลา ตันชัยนันท์

อดีตประธานกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ หนึ่งใน 18 ผู้ต้องหาเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
นักวิชาการผู้บุกเบิกสตรีศึกษาไทย

ด้วยความอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง พวกเราขอร่วมไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณของ
รองศาสตราจารย์ สุชีลา ตันชัยนันท์ ผู้ล่วงลับไปด้วยวัย 71 ปี สู่สุคติ

อาจารย์ จี๊ด-สุชีลาเป็นสตรีผู้มีบทบาทโดดเด่นในประวัติศาสตร์การเมืองและขบวนการประชาธิปไตยของไทย เธอเป็นที่รู้จักในฐานะ ประธานกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ ในช่วงที่ยังเป็นนักศึกษา ท่ามกลางบรรยากาศการเคลื่อนไหวของนักศึกษายุคประชาธิปไตยเบ่งบาน 2516–2519 เธอคือหนึ่งในผู้นำหญิงผู้กล้าหาญ ผู้ไม่เพียงยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ยังให้เสียงและพื้นที่แก่ผู้หญิงในขบวนการนักศึกษา​และหญิงผู้ถูกกดขี่ทั้งที่เป็นกรรมกรคนงาน​ และโสเภณี ซึ่งในขณะนั้นยังถือเป็นเรื่องใหม่มาก

บทบาทของเธอในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเครื่องหมายแห่งความกล้าหาญและความเสียสละ เธอถูกจับกุมและตกเป็น หนึ่งใน 18 ผู้ต้องหา จากเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกจองจำในฐานะนักโทษการเมืองหญิงถึง​ 2​ปี และกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะโหดร้ายเพียงใด เธอก็ยังรักษาศักดิ์ศรีของตนและยืนยันในอุดมการณ์แห่งความเป็นธรรมอย่างไม่หวั่นไหว

เมื่อเวลาผ่านไป เธอได้กลับมาใช้ชีวิตในฐานะนักวิชาการและนักเขียนอย่างสงบ แต่เปี่ยมด้วยความหมาย โดยเฉพาะในบทบาท อาจารย์และนักวิจัยด้านสตรีศึกษา เธอคือนักบุกเบิกคนสำคัญในสายวิชานี้ของประเทศไทย ผลงานของเธอหลายเล่มกลายเป็นตำราหลักที่ใช้ในแวดวงวิชาการและขบวนการสตรีนิยม ตัวอักษรของเธอเต็มไปด้วยความคิดอันลุ่มลึก และเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้หญิงรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นจะเปลี่ยนแปลงสังคม

ในฐานะนักวิชาการ อาจารย์สุชีลามีผลงานเขียนที่ยึดโยงทั้งประสบการณ์ส่วนตัว ประวัติศาสตร์การเมือง และมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อโครงสร้างอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ขบวนการนักศึกษาหญิงในยุค 14 ตุลา​2516​ – 6 ตุลา2519 หนังสือเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว บทบาทของผู้หญิงในสังคมไทย หรือการเสนอทางเลือกทางสังคมจากสายตาของผู้หญิงผู้มีประสบการณ์ตรงจากทั้งภาคสนามและเรือนจำ ผลงานของเธอไม่เพียงบันทึกอดีต แต่ยังวาดภาพอนาคตที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น

เธอไม่ได้เป็นเพียง "อดีตผู้ต้องหา" หรือ "นักต่อสู้" หากแต่เป็นมนุษย์ผู้มีความคิด มีหัวใจ และมีความรักอันลึกซึ้งต่อเพื่อนมนุษย์ เธอเลือกใช้ชีวิตหลังการเมืองด้วยความเรียบง่าย อ่อนโยน แต่หนักแน่น เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีและคุณค่าในตัวเอง เธอเป็นที่รักของลูกศิษย์ เพื่อนร่วมงาน มิตรสหาย​ และผู้คนมากมายที่ได้พบพานและร่วมทางกันมา

การจากไปของเธอในครั้งนี้ มิใช่เพียงการสิ้นสุดของลมหายใจหนึ่ง หากแต่เป็นการส่งผ่านพลังแห่งศรัทธา ความรัก และความเสียสละ ให้ยังคงส่องแสงอยู่ในใจของพวกเราทุกคน เธออาจจากโลกนี้ไป แต่ชื่อของ สุชีลา ตันชัยนันท์ ผู้เป็นหญิงแกร่ง​และกล้าหาญตลอดช่วงชีวิตจะยังคงอยู่ในประวัติศาสตร์ ในบทเรียน และในความทรงจำของผู้ที่หวงแหนเสรีภาพประชาธิปไตย

ขอให้ดวงวิญญาณของอาจารย์จี๊ด-สุชีลาได้ไปสู่ภพภูมิอันงดงาม ขอให้เธอได้พักจากการต่อสู้ ได้พบความสงบและขอให้พลังและความหวังดีต่อสังคมของเธอยังคงสะท้อนอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคน

(บทกลอนอาลัยสุชีลา)​

แม้ชีพดับ ลับล่วงจากแหล่งหล้า
แต่ศรัทธายังเรืองรองไม่หมองหาย
เสียงเธอเคยก้องฟ้ามหาลัย
ยังอุ่นอาบหัวใจประชาชน

ถูกจำจอง แต่ใจไม่เคยปิด
คือมรดกแห่งสิทธิ์ทุกแห่งหน
ลมหายใจไกลลับดับสกนธ์
ความทรงจำย้ำกมลบนความจริง

ในห้องขัง เธอยังกล้าร้องหาสิทธิ์
ในห้องเรียน เธอลิขิตชีวิตหญิง
ในทุกบท เธอไม่เคยจะประวิง
คือเสียงจริงของผู้กล้า...6​ตุลา

ด้วยความเคารพและอาลัยอย่างยิ่ง

คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

วัดปริวาส​ พระราม​
11.00​ น.วันที่​ ​8​ก.ค.2568

02/07/2025

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Vipar Daomaneeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Vipar Daomanee:

แชร์