26/02/2026
กฟผ. - กรมชล ประสานความร่วมมือบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน พร้อมศึกษาวิจัยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุด
วานนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2569) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ กรมชลประทาน ลงนาม 3 บันทึกข้อตกลง ได้แก่ 1) โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนลำปาว (จ.กาฬสินธุ์) เขื่อนลำตะคอง (จ.นครราชสีมา) เขื่อนกระเสียว (จ.สุพรรณบุรี) และเขื่อนห้วยแม่ท้อ (จ.ตาก) 2) โครงการวิจัยและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ และ 3) โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนแก่งกระจาน (จ.เพชรบุรี) และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล (จ.เชียงใหม่) โดยมี นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. และนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นตัวแทนลงนาม พร้อมด้วย นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษากรมชลประทาน นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า และ นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนลำปาว เขื่อนลำตะคอง เขื่อนกระเสียว และเขื่อนห้วยแม่ท้อ ได้รับอนุมัติในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ให้ กฟผ. ดำเนินการร่วมกับ กรมชลประทาน โดยสามารถผลิตไฟฟ้ารวมกันได้ปีละ 39 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 15,000 ตันคาร์บอนต่อปี นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานที่มีอยู่เดิม ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 70 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 50,000 ตันคาร์บอนต่อปี และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 28.75 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 13,000 ตันคาร์บอนต่อปี รวมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานทั้งหมด 16 เขื่อน สามารถผลิตไฟฟ้ากว่า 660 ล้านหน่วยต่อปี ลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้กว่า 360,000 ตันคาร์บอนต่อปี