Khaoyai Connect นิตยสาร-เว็บไซต์ ว่าด้วยผู้คน วัฒนธรรม ธรรมชาติ การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตคุณภาพ

ติดต่อโฆษณา โทร 081 192 9146

25 พ.ค. 69 - ภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่ โดย คุณพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และประธ...
25/05/2026

25 พ.ค. 69 - ภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่ โดย คุณพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารปากช่อง และตัวแทนชาวบ้านท่าช้าง มอบหนังสือคัดค้านการก่อสร้างปรับปรุง น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง เขาใหญ่ ให้กับ คุณบัลลังก์ ไวทย์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา
ภาคีเครือข่ายชี้แจงว่าทางกลุ่มไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่อยากให้ปรับเปลี่ยนแบบไม่ให้มีผลกระทบกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
จังหวัดรับเรื่องตรวจสอบ พร้อมจัดเร่งให้จัดศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และจะจัดวันชี้แจงให้ประชาชนทราบต่อไป
้ำผุดธรรมชาติ #คัดค้านเพื่อเปลี่ยนแบบไม่ให้กระทบระบบนิเวศ

วันที่ 24 พฤษภาคม ที่น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง กลุ่มภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ได้แก่ สมาคมการท่องเที่...
24/05/2026

วันที่ 24 พฤษภาคม ที่น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง กลุ่มภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ได้แก่ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมเขาใหญ่ วิสาหกิจชุมชนท่าช้าง OTOP เขาใหญ่ วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรหนองน้ำแดง ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารอำเภอปากช่อง ชมรมฮักเขาใหญ่ ชุมชนบ้านท่าช้างเหนือ และผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้รวมตัวกันยื่นจดหมาย คัดค้านโครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้างเหนือ ให้กับนายหนึ่ง ขัติยะนนท์ สส.เขต 14 อำเภอปากช่อง เพื่อเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในการผลักดันให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมาได้ทบทวนโครงการก่อสร้างพัฒนาพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติ

โดยเนื้อหาในจดหมายระบุถึงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเป็นพื้นที่ระบบนิเวศอ่อนไหว การจะดำเนินการก่อสร้างต้องมีการชี้แจงโครงการให้ประชาชนรับทราบก่อนดำเนินโครงการ และจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานที่มีส่วนร่วมของทางภาคประชาสังคม โดยร่วมกันสำรวจตาน้ำ น้ำซับริมตลิ่ง ต้นไม้ ตะกอง และระบบนิเวศ เพื่อออกแบบการพัฒนาพื้นที่โดยมีระบบนิเวศเป็นตัวตั้ง ลดผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

นายวิทยา สกลเจริญเวช เลขานุการสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ตัวแทนในการมอบจดหมาย กล่าวว่า สิ่งที่เราสื่อสารวันนี้ไม่ใช่การคัดค้านการพัฒนาพื้นที่ แต่เป็นความห่วงใยถึงกระบวนการในการทำงานที่ถูกต้อง สิ่งที่ทำต้องผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเป็นการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบกับธรรมชาติ

“การห่วงใยไม่ใช่การคัดค้าน เราไม่ได้ขวางโลก หรือขวางพัฒนา แต่ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เอาง่ายๆ แค่เจาะเสาเข็มทำตลิ่ง สิ่งที่กระทบคือใต้ดิน เขาเคยศึกษาหรือไม่ว่าภูเขาลูกนี้คือภูเขาหินปูนที่ข้างใต้มีการเก็บกักน้ำไว้ ที่ผ่านมาในปี 51 และ 59 ตาน้ำเคยหยุดไหลมาแล้ว และยังมีเรื่องตัวตะกองที่เป็นสัตว์ประจำถิ่นที่อาจได้รับผลกระทบ สิ่งที่เราเรียกร้องไม่ได้คัดค้านไม่ให้ก่อสร้าง แต่ทุกกระบวนการต้องผ่านความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อตกผลึกร่วมกัน เพราะถ้ายึดตามแปลนที่เห็น มันไม่เป็นธรรมชาติเลย”

นายวิทยา กล่าวว่า ลำดับความสำคัญในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวน้ำผุด มองว่าควรเป็นเรื่องระบบสาธารณูปโภคที่ยังขาดการพัฒนา เช่น ห้องน้ำ พื้นที่จอดรถ ขณะที่ด้านในน้ำผุดเราสามารถพัฒนาเพียงบางส่วนก็เพียงพอแล้ว เช่น ทางเดิน รั้วเกาะสำหรับคนเดิน เพื่อให้ธรรมชาติยังเป็นธรรมชาติที่สวยงาม

“เราคงไปหยุดยั้งเขาไม่ได้ แต่เราขอเรียกร้องไปยังท่านผู้ว่าฯโคราช ช่วยกลับมาดูว่าจะทำยังไงได้บ้าง เพราะมองว่าผลกระทบมีแน่นอน ถามว่าหากมีการก่อสร้างแล้วเกิดการกระทบกับฐานรากใต้ดิน น้ำผุดไม่ไหล ใครรับผิดชอบ สิ่งที่เราพูดจึงไม่ใช่สิ่งที่จะคัดค้านความเจริญ แต่เราห่วงใย เพราะเราไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น อีกทั้งระยะการก่อสร้างก็ยาวนาน ย่อมกระทบกับชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และอาจจะกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเขาใหญ่ เพราะน้ำผุดเป็นอีกแห่งที่ทุกคนปักหมุดจะมาเที่ยว” นายวิทยา กล่าว

นายหนึ่ง ขัติยะนนท์ สส.เขต14 อ.ปากช่อง กล่าวว่า ในฐานะ สส.ในพื้นที่ มองว่าตอนนี้ประชาชนมีข้อกังวลว่าสิ่งที่ภาครัฐอยากจะพัฒนาพื้นที่ แต่กระบวนการต่างๆ ได้ผ่านมาถึงจุดที่จะก่อสร้างแล้ว ตนเองยอมรับว่าการพัฒนาเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ากระทบกับสิ่งแวดล้อม สัตว์ในพื้นที่ หรือชีวิตผู้คนในพื้นที่ ก็ต้องกลับมาถามว่าโครงการนี้ได้สำรวจแล้วหรือยัง ถึงผลดีผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

“ในเมื่อเดินมาถึงจุดนี้แล้ว เราต้องมาคุยกัน ไขข้อข้องใจกับทุกภาคส่วน มาคุยกันว่าจุดร่วมตรงกลางอยู่ตรงไหน เพราะเราก็เคยเห็นกันแล้วในหลายที่ว่าการทำสิ่งเหล่านี้บางทีก็เกิดความเสียหาย แต่บางพื้นที่ก็ยั่งยืนและดีขึ้น เกิดจุดท่องเที่ยวใหม่ ทั้งนี้ต้องเกิดจากข้อตกลงให้ดี จากนี้ก็จะไปประสานทุกทาง เพื่อหาทางออกร่วมกันให้ดีที่สุด

ในฐานะคนปากช่อง ภาพจำน้ำผุดของผมน่าจะสมัยเด็กๆ มันจะเป็นภาพของสายน้ำ ผมกับเพื่อนชอบมาเที่ยวกันในวันหยุด หรือหลังสอบเสร็จ มาเที่ยว มาเล่นน้ำ กินขนม คุยกัน แค่มาอยู่ในพื้นที่ที่มีแค่ต้นไม้และสายน้ำ ปูเสื่อนั่งกินขนม บางคนก็นั่งบนรากไม้ เป็นความทรงจำวัยเด็กที่ประทับใจมาก”

ด้านนายธันวา เชี่ยวพานิช ชาวบ้านบ้านท่าช้าง กล่าวเสริมว่า หากว่ากันตามระเบียบราชการแล้ว มองว่าขั้นตอนการทำประชาคมไม่มีความชัดเจน เพราะอาศัยมาบอกกล่าวในการประชุมของหมู่บ้านเพียงหมู่เดียว การที่บอกว่าชาวบ้านเออออห่อหมกนั้นไม่ถูกต้อง

“ประเด็นสำคัญ คือ ผู้ออกแบบอาจจะไม่รู้รายละเอียดว่าริมตลิ่งเวลาเราเล่นน้ำจะมีน้ำซับออกมา ฉะนั้นถ้าสร้างโครงสร้างแข็งตามแบบ ซึ่งมีแต่คอนกรีตขนาดใหญ่ทั้งหมดมันจะไปทับตาน้ำริมตลิ่ง รวมถึงการตัดต้นไม้ที่หลายต้นมีความสำคัญอายุเป็นร้อยปี มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก อีกทั้งระบบนิเวศ และตัวตะกองขนาดใหญ่ที่นอนอยู่ในบ่อนี้เป็นสัตว์สงวน เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ลำตะคอง โดยนักวิจัยบอกว่าบริเวณนี้ตะกองเยอะสุด ที่สำคัญการท่องเที่ยวทุกวันนี้ทุกคนพูดเรื่องงความยั่งยืน ดังนั้นการจะปรับปรุงออกแบบอะไรควรยึดธรรมชาติเป็นหลัก แต่นี่เรากำลังจะทำลายความยั่งยืน จึงอยากฝากท่าน สส. ว่าจดหมายนี้ เราไม่ได้ทำในนามคนท่าช้าง เพราะที่นี่เป็นถึงแหล่งระดับอันซีนจังหวัด ทุกภาคีล้วนเห็นความสำคัญ หากเป็นไปได้ ที่ตรงนี้ควรมีการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม มีนักวิจัย มีนักธรณีวิทยา ภาครัฐควรเริ่มต้นด้วยการขอบทวน แล้วเอานักวิจัย นักออกแบบมาร่วมกันคิด เพื่อเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการท่องเที่ยว และยังเป็นโมเดลที่ดี ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐและภาคประชาสังคมอีกด้วย”

ด้านนายสันติสุข อุดจันทึก อายุ 60 ปี ชาวบ้านท่าช้างเหนือ หมู่ 16 กล่าวว่า ได้ทราบข่าวว่าจะมีการพัฒนาปรับปรุงน้ำผุดช่วงปลายปี ในการประชุมหมู่บ้านที่จะมีทุกเดือน โดยวันนั้นมีผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยเป็นผู้นำการประชุม และชาวบ้านประมาณ 30 คนร่วมประชุม จากนั้นมีนิติกรจากเทศบาลตำบลหมูสีมาร่วมชุมเพื่อแจ้งว่าจะมีการพัฒนา แต่ไม่รู้รายละเอียดอื่นๆ ไม่มีเอกสารใดๆ และเป็นการพูดคุยเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

“พอเรามาเห็นแบบก่อสร้างก็ตกใจ ว่าไม่น่าจะเป็นถึงขนาดนี้ มันไม่เหมือนเดิม ไม่เป็นธรรมชาติ รู้สึกเศร้ามากหากมีการก่อสร้างจริง ชีวิตตั้งแต่เด็กผมผูกพันกับน้ำผุด ใช้น้ำที่ไหลออกมาตั้งแต่เกิด และเจ้าพ่อน้ำผุดก็เป็นที่ยึดเหนี่ยวของชาวบ้าน กลัวว่าการก่อสร้างจะกระทบกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงน้ำประปาที่ส่วนหนึ่งมาจากน้ำผุดด้วย ก็อยากให้ สส.ได้นำจดหมายไปยื่นผู้มีอำนาจเพื่อให้เกิดการชะลอ เพราะหากมีการก่อสร้างจริงก็เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก เพราะมันจะไม่เป็นธรรมชาติอีกแล้ว”

ด้านนางจงจิต ธรรมนิยาย อายุ 54 ปี ชาวบ้านบ้านท่าช้าง กล่าวว่า ย้อนไปสมัยที่ตนเป็นเด็ก ชาวบ้านจะมีน้ำจาก 2 แหล่ง คือ น้ำจากคลองที่ลงมาจากเขาใหญ่กับน้ำผุด แต่ที่บ้านใกล้น้ำผุด ก็จะเข็นรถเข็นมาขนน้ำทุกวัน วันละ 8 ถัง เพื่อไปใช้อาบและใช้งานทั่วไป นอกจากนี้หลังเลิกเรียน น้ำผุดคือแหล่งพักผ่อนที่เที่ยวของเด็กๆ มาเล่นกันสนุกสนาน

“พอรู้ว่าจะมีการก่อสร้างขนาดใหญ่ เรารู้สึกว่าธรรมชาติไม่ได้หาที่ไหนก็ได้ คนมาเที่ยวก็เพราะว่าความเป็นธรรมชาติ ที่จริงเราไม่ต้องปรับปรุงอะไรมาก ทำให้เกิดความสะดวกสบายขึ้นก็พอ แล้วตรงนี้คนมาไม่ได้เสียเงิน ไม่ว่าจะรวยจะจนก็มาเที่ยวได้หมด รองรับคนในชุมชน และนักท่องเที่ยว ต่างชาติมาเห็นก็รู้สึกอเมซซิ่ง ถ้ามีการก่อสร้างจริงก็เสียดาย เพราะธรรมชาติไม่รู้จะหาที่ไหนมาทดแทนแล้ว หากเป็นไปได้อยากให้ปรับปรุงรอบๆ เรื่องความสะอาด ที่จอดรถ ห้องน้ำ ที่ไม่เกี่ยวกับตาน้ำ ไม่อยากให้แตะตรงนั้น เพราะเคยมีช่วงที่น้ำหยุดไหลด้วย แล้วเราก็นึกถึงยายเราที่เคยเป็นคนทรงเจ้าพ่อน้ำผุด ชื่อยายเหมี่ยง เจ้าพ่อเคยมาเข้าทรง แล้วบอกว่าอย่าให้เขามาปิดตาน้ำนะ เราก็ย้อนนึกถึงคำนั้น หากไม่มีน้ำใช้ก็จะเดือดร้อนกันไปหมด”

นอกจากจดหมายจากกลุ่มภาคีเครือข่ายฯ แล้ว ยังมีรายชื่อผู้ร่วมคัดค้านแนบมาด้วย โดยเป็นการลงชื่อภายในวันเดียวกว่า 100 คน และออนไลน์อีกกว่า 200 คน ซึ่งเป็นการแสดงออกว่าชาวบ้าน และคนในพื้นที่มีความกังวลต่อโครงการนี้อย่างมาก

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (25 พฤษภาคม) กลุ่มภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่ จะเดินทางไปยื่นจดหมายต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอให้ทบทวนโครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้

จากประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำผุดของเทศบาลตำบลหมูสี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้าน และผู้...
24/05/2026

จากประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำผุดของเทศบาลตำบลหมูสี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้าน และผู้ที่ทราบข่าวอย่างมาก ยิ่งเมื่อเห็นแปลนในการก่อสร้าง ก็ยิ่งสร้างความกังวลใจให้กับชาวบ้านชุมชนท่าช้าง เพราะแบบการก่อสร้างเต็มไปด้วยโครงสร้างคอนกรีตที่จะส่งผลกระทบกับธรรมชาติไม่อาจเรียกคืนได้ ไม่ว่าจะเป็นตาน้ำผุด น้ำซับริมตลิ่ง ตัวตะกอง และต้นไม้โดยรอบ

เป็นที่มาของการรวมตัวของภาคประชาสังคม ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องและห่วงใยในนาม “ภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่” ได้ทำจดหมายคัดค้านโครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้างเหนือ เพื่อส่งให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงนายอำเภอปากช่อง นายกเทศมนตรีตำบลหมูสี สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดนครราชสีมา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต 14 อำเภอปากช่อง เพื่อขอให้ทบทวนโครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

สำหรับเนื้อหาจดหมายมีดังต่อไปนี้

เรื่อง ขอคัดค้านโครงการก่อสร้างและปรับน้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้างเหนือ โดยไม่คำนึกถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องได้แก่ 1.ผลงานการวิจัยเรื่องตัวตะกอง 1 ฉบับ 2.ภาพถ่ายและหลักฐานยืนยันการเกิดน้ำผุด 1 ฉบับ และ 3.รายชื่อผู้ไม่เห็นด้วยต่อการก่อสร้าง 1 ฉบับ

ตามที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้มีการสำรวจและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ตำบลหมูสี โดยจะมีการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมาได้ว่าจ้างบริษัท 500 ไมล์ จำกัด เป็นผู้ทำการก่อสร้าง งบประมาณทั้งสิ้น 44,540,000 บาท เป็นเวลา 660 วัน ตามประกาศเทศบาลตำบลหมูสี เรื่องปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ โดยประกาศไว้ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นั้น

สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและชุมชนบ้านท่าช้างเหนือต่างห่วงใยถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงการฯ ดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากรูปแบบในการก่อสร้างไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง โดยเฉพาะประเด็นตาน้ำผุดใต้ดินและน้ำซับจากริมตลิ่งซึ่งจะมีปริมาณลดลง พืชพรรณท้องถิ่นจะถูกทำลายและตัดโค่นเนื่องจากการก่อสร้าง ซึ่งการสูญพันธุ์ของตัวตะกองจะส่งผลต่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในข้อที่ 10 เรื่องเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยทางธรรมชาติที่มีความสำคัญสูงสุดและเป็นตัวแทนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อยู่ (in-situ) รวมถึงเป็นแหล่งรวมชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลกในแง่ของวิทยาศาสตร์หรือการอนุรักษ์

นอกจากนี้น้ำผุดธรรมชาติ คือ ต้นน้ำที่ไหลลงสู่ลำตะคองตลอดทั้งปี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา อีกทั้งยังเป็นบ่อน้ำผุดธรรมชาติที่โดดเด่น 1 ใน 5 แห่งของประเทศ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญและเปราะบางจากการก่อสร้างปรับปรุงเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเดิม

ในปัจจุบันการพัฒนาเมืองบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีสถานะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในพื้นที่ อำเภอปากช่อง มีการขยายตัวของเมือง ประชากร การลงทุนภาคธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศตลอดลำน้ำลำตะคอง มีผลให้จำนวนตะกองลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยทางชุมชนขอตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่บ่อน้ำผุดธรรมชาติเนื้อที่ประมาณ 1-2 ไร่ (ไม่รวมที่จอดรถ) ใช้งบประมาณก่อสร้างมูลค่าสูงกว่า 44 ล้านบาทนั้น อาจเป็นแบบก่อสร้างขนาดใหญ่ใช้คอนกรีตจำนวนมาก ทำให้ไม่สอดคล้องกับบ่อน้ำผุดธรรมชาติและระบบนิเวศเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและการสูญพันธุ์ของสัตว์ท้องถิ่น

ดังนั้น ทางกลุ่มภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ได้แก่ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมเขาใหญ่ วิสาหกิจชุมชนท่าช้าง OTOP เขาใหญ่ วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรหนองน้ำแดง ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารอำเภอปากช่อง ชมรมฮักเขาใหญ่ ชุมชนบ้านท่าช้างเหนือ และผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ขอเสนอให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ทบทวนการดำเนินโครงการก่อสร้งาพัฒนาพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ระบบนิเวศอ่อนไหวรวมทั้งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ESIA) ชี้แจงโครงการให้ประชาชนรับทราบก่อนดำเนินโครงการ และ จัดทำขั้นตอนการดำเนินงานที่มีส่วนร่วมของทางภาคประชาสังคม โดยร่วมกันสำรวจตาน้ำ น้ำซับริมตลิ่ง ต้นไม้ ตะกอง และระบบนิเวศ เพื่อออกแบบการพัฒนาพื้นที่โดยมีระบบนิเวศเป็นตัวตั้ง ลดผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับรายชื่อผู้คัดค้านได้เปิดให้มาร่วมลงชื่อตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา 09.00-15.00 น.นั้น มีชาวบ้านในพื้นที่ร่วมลงชื่อกว่า 100 คน และในออนไลน์อีกกว่า 200 คน โดยได้แนบกับจดหมายในครั้งนี้ด้วย

🐢🌿 23 พฤษภาคม | วันเต่าโลก (World Turtle Day)เต่าอาจเป็นสัตว์ที่เดินอย่างเชื่องช้า แต่เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ที่ดำ...
23/05/2026

🐢🌿 23 พฤษภาคม | วันเต่าโลก (World Turtle Day)

เต่าอาจเป็นสัตว์ที่เดินอย่างเชื่องช้า แต่เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ที่ดำรงอยู่บนโลกมานานกว่า 200 ล้านปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติครั้งแล้วครั้งเล่า

วันเต่าโลก เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 2000 โดย American Tortoise Rescue เพื่อสร้างความตระหนักถึงการคุ้มครองเต่า ทั้งเต่าบก เต่าน้ำจืด และเต่าทะเล รวมถึงถิ่นอาศัยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์

ในผืนป่าและลำธารของเขาใหญ่ เต่าเป็นสมาชิกตัวเล็กที่มีความหมายต่อระบบนิเวศ พื้นที่เขาใหญ่มีบันทึกการกระจายพันธุ์ของ เต่าห้วยคอลาย หรือ Indochinese Leaf Turtle เต่าน้ำจืดที่อาศัยอยู่กับสภาพแวดล้อมของป่าและแหล่งน้ำธรรมชาติ

การมีอยู่ของเต่าเชื่อมโยงกับความสมบูรณ์ของถิ่นอาศัย ตั้งแต่ลำธารที่สะอาด พื้นป่าที่ไม่ถูกรบกวน ไปจนถึงห่วงโซ่อาหารที่ยังทำงานอย่างสมดุล เต่าบางชนิดกินพืช ผลไม้ ซากสิ่งมีชีวิต หรือสัตว์น้ำขนาดเล็ก จึงมีส่วนในกระบวนการหมุนเวียนของธรรมชาติอย่างเงียบ ๆ

แต่ความเชื่องช้าซึ่งเป็นเสน่ห์ของเต่า ก็ทำให้พวกมันเปราะบางต่อรถบนถนน การสูญเสียถิ่นอาศัย การเก็บจากธรรมชาติไปเลี้ยง และการค้าสัตว์ป่า

การอนุรักษ์เต่าไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่
เพียงขับรถอย่างระมัดระวังเมื่อเดินทางในพื้นที่ธรรมชาติ
ไม่จับสัตว์ป่ากลับบ้าน
ไม่สนับสนุนการซื้อขายสัตว์จากธรรมชาติ
และร่วมกันรักษาป่า ลำธาร และพื้นที่ชุ่มน้ำให้ยังเป็นบ้านของพวกมันต่อไป

ในวันเต่าโลก ขอชวนมองเห็นคุณค่าของเพื่อนร่วมผืนป่าที่อาจไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยครั้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพที่ทำให้เขาใหญ่ยังคงมีชีวิต

🐢 เต่าเดินช้า แต่การสูญพันธุ์อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด

กดไลค์ กดติดตาม กดแชร์ ร่วมสนทนา เพจเขาใหญ่คอนเน็คท์
ร่วมกันส่งต่อเรื่องราวของธรรมชาติ วัฒนธรรม และชุมชนรอบเขาใหญ่

#วันเต่าโลก #เต่า #เต่าห้วยคอลาย #เขาใหญ่ #เขาใหญ่คอนเน็คท์ #สัตว์ป่า #ความหลากหลายทางชีวภาพ #อนุรักษ์ธรรมชาติ #รักษ์เขาใหญ่

จากเสียงฮือฮาของผู้ที่ทราบข่าวว่าจะมีโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์จากกรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยจะมีการปิดแ...
23/05/2026

จากเสียงฮือฮาของผู้ที่ทราบข่าวว่าจะมีโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์จากกรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยจะมีการปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำผุดธรรมชาติเป็นเวลา 660 วัน โดยว่าจ้างบริษัท 500 ไมล์ จำกัดเป็นผู้ทำการก่อสร้าง และ พัฒนาพื้นที่ด้วยงบประมาณ 44,550,000 บาทนั้น

ล่าสุดมีการเปิดภาพแบบการปรับปรุงพื้นที่ เห็นแล้วก็ต้องบอกว่าจำของเดิมไม่ได้เลย ใครคิดเห็นอย่างไรมาร่วมแลกเปลี่ยนกันได้เลยค่ะ

#น้ำผุดธรรมชาติ #นครราชสีมา #โคราช #เขาใหญ่คอนเน็คท์ #ปรับปรุงภูมิทัศน์ #พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว #แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ #อนุรักษ์ธรรมชาติ #การพัฒนาอย่างยั่งยืน #พื้นที่สาธารณะ #เสียงจากชุมชน #ร่วมแสดงความคิดเห็น #ท่องเที่ยวโคราช #เที่ยวเขาใหญ่

📢📣ประกาศปิดน้ำผุดเขาใหญ่ 2 ปี จ่อปรับปรุงภูมิทัศน์ งบประมาณ 44 ล้านบาท จากประกาศของเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดน...
23/05/2026

📢📣ประกาศปิดน้ำผุดเขาใหญ่ 2 ปี จ่อปรับปรุงภูมิทัศน์ งบประมาณ 44 ล้านบาท

จากประกาศของเทศบาลตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เรื่องปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำผุดเป็นเวลา 660 วัน ได้สร้างความฮือฮาต่อผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างมาก เพราะน้ำผุดคือแหล่งท่องเที่ยวอันซีนที่ได้รับความนิยมมากจากนักท่องเที่ยวในระยะเวลา 5-6 ปีมานี้ หลายเสียงมีความเป็นห่วงกังวลถึงผลกระทบทางธรรมชาติ บางเสียงมองว่าใช้เวลานานเกินไปหรือไม่

สำหรับประกาศของเทศบาลตำบลหมูสี มีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

-ปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำผุดธรรชาติบ้านท่าช้างเหนือ หมู่ที่ 16 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์กำหนดเวลาแล้วเสร็จ 660 วัน

-ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้ว่าจ้างบริษัท 500 ไมล์ จำกัด เป็นผู้ทำการก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่ งบประมาณทั้งสิ้น 44,550,000 บาท

-เทศบาลตำบลหมูสี ประกาศปิดสถานที่ท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้การดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเป็นไปอย่างเรียบร้อย จนกว่าจะแล้วเสร็จ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.จริยา รัตนะรัต บรอคเคลแมน คือหนึ่งในนักเขียนที่พาผู้อ่านเดินเข้าสู่โลกธรรมชาติด้วยหัวใจของนักวิ...
22/05/2026

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.จริยา รัตนะรัต บรอคเคลแมน คือหนึ่งในนักเขียนที่พาผู้อ่านเดินเข้าสู่โลกธรรมชาติด้วยหัวใจของนักวิทยาศาสตร์ และสายตาของนักเล่าเรื่องอย่างแท้จริง ชีวิตของเธอเคลื่อนไปพร้อมผืนป่า เสียงร้องของชะนี และการเฝ้ามองความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความเป็นนักวิจัยทำให้เธอเชื่อมั่นในข้อเท็จจริง ขณะที่ความเป็นนักอ่านและนักเขียนทำให้เธอรู้ว่า “ความรู้” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกเล่าด้วยความงดงามและเข้าถึงหัวใจผู้คน

ดร.จริยาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย Eberhard Karls University ประเทศเยอรมนี และเคยทำงานวิจัยด้านโรคติดเชื้อ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนจะอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการเขียนหนังสือและการถ่ายทอดเรื่องราวธรรมชาติสู่เยาวชน

หากมองให้ลึกลงไปในงานเขียนของเธอ จะพบว่าแทบทุกเล่มล้วนมี “การเดินทาง” เป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางทางภูมิศาสตร์ การเดินทางของความรู้ หรือการเดินทางภายในจิตใจของมนุษย์ที่ค่อยๆ เรียนรู้จะอยู่ร่วมกับโลกธรรมชาติอย่างอ่อนโยน

ผลงานของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.จริยา รัตนะรัต บรอคเคลแมน ประกอบด้วย

“เที่ยวเกาะช้าง” (จัดพิมพ์เป็นภาษาเยอรมัน พ.ศ.2533)
“กว่าจะเป็นวิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยมหิดล” (พ.ศ.2558)
“เรื่องเล่าชาวชะนี” (จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยและอังกฤษ พ.ศ.2566) ผลงานสำคัญที่ทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนสายธรรมชาติศึกษา
“เดินป่าพาสนุก” (จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยและอังกฤษ พ.ศ.2569)
“เที่ยวเขาใหญ่” (อยู่ระหว่างจัดทำรูปเล่ม)

ในบรรดางานทั้งหมด “เรื่องเล่าชาวชะนี” นับเป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนของผู้เขียนได้ชัดเจนที่สุด หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชนสองภาษา (ไทย–อังกฤษ) เขียนร่วมกับ ดร.จันทร์เพ็ญ ศรลัมพ์ และจัดพิมพ์โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. โดยได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2567 ประเภทบันเทิงคดี สำหรับเด็กอายุ 6–11 ปี จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้โดดเด่น ไม่ใช่เพียงเพราะเล่าเรื่อง “ชะนี” ได้อย่างมีชีวิตชีวา แต่เพราะทุกถ้อยคำตั้งอยู่บนฐานข้อมูลวิจัยจริงจากโครงการศึกษาพฤติกรรมชะนีระยะยาวในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งดำเนินมายาวนานกว่า 48 ปี ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน ผู้เป็นทั้งนักวิจัยและคู่ชีวิตของเธอ

งานเขียนของ ดร.จริยาจึงไม่ใช่เพียง “วรรณกรรม” หากยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกวิทยาศาสตร์กับโลกของเยาวชน เธอเชื่อว่าเด็กๆ ควรได้เรียนรู้ธรรมชาติผ่านความรัก ความสนุก และความเข้าใจ มากกว่าความหวาดกลัวต่อผืนป่าและสัตว์ป่า ดังเช่นที่เธอและครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในเขาใหญ่มาอย่างยาวนาน จนธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน ดร.จันทร์เพ็ญ ศรลัมพ์ ผู้ร่วมเขียน “เรื่องเล่าชาวชะนี” ก็เป็นนักชีววิทยาผู้ศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่าและนิเวศวิทยาป่าไม้เขตร้อน โดยเฉพาะชะนีมือขาว ทั้งด้านพฤติกรรมทางสังคม การเลี้ยงดูลูก และเสียงร้อง ปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี และมุ่งหวังให้คนไทยหันมาสนใจการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้น

เมื่ออ่านงานของทั้งสองคน เราจะพบว่าเบื้องหลังตัวอักษรนั้นเต็มไปด้วยชีวิตจริงของนักวิจัยภาคสนาม ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินป่า การเฝ้าดูสัตว์ป่าเป็นเวลานานนับสิบปี และความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า “ความเข้าใจธรรมชาติ” คือรากฐานสำคัญของการอนุรักษ์โลกในอนาคต

ในยุคที่ธรรมชาติถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงฉากหลังของการท่องเที่ยว งานเขียนของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.จริยา รัตนะรัต บรอคเคลแมน จึงทำหน้าที่คล้ายเสียงกระซิบจากผืนป่า เตือนให้มนุษย์กลับมารับฟังสิ่งมีชีวิตอื่นอีกครั้งอย่างอ่อนโยน ลึกซึ้ง และเปี่ยมความเมตตา

และในงาน Khao Yai Book Fest 2026 : อ่านเขา อ่านเรา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.จริยา รัตนะรัต บรอคเคลแมน จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตของนักเขียนผู้ใช้เขาใหญ่เป็นทั้งบ้าน พื้นที่เรียนรู้ และต้นทางของแรงบันดาลใจในการเขียน ผ่านวงเสวนา “ เขาใหญ่บ้านของนักเขียน”

บทสนทนาครั้งนี้จะพาผู้อ่านเข้าไปสัมผัสอีกมุมหนึ่งของเขาใหญ่ ผ่านสายตาของผู้ที่อยู่กับผืนป่า เสียงชะนี งานวิจัย และการเล่าเรื่องธรรมชาติมาอย่างยาวนาน พร้อมร่วมพูดคุยถึงความหมายของคำว่า “บ้าน” ที่มิได้หมายถึงเพียงสถานที่อยู่อาศัย หากยังเป็นพื้นที่ซึ่งหล่อหลอมความคิด ความผูกพัน และงานเขียนตลอดช่วงชีวิตของนักเขียนคนหนึ่ง

☕ เขาใหญ่บ้านของนักเขียน
ส่วนหนึ่งของงาน Khao Yai Book Fest 2026 : อ่านเขา อ่านเรา
📅 วันที่ 20 มิถุนายน 2569
⏰ เวลา 15.00–20.00 น.
🎤 เสวนาโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.จริยา รัตนะรัต บรอคเคลแมน
ดำเนินรายการโดย คำหอม ศรีนอก

ชวนมาพบนักเขียน คนทำหนังสือ และเพื่อนนักอ่าน ท่ามกลางบรรยากาศเขาใหญ่ พื้นที่ซึ่งธรรมชาติ วรรณกรรม และแรงบันดาลใจจะได้มาพบกันในบทสนทนาเดียว

ติดตามรายละเอียดกิจกรรม ร้านหนังสือ สำนักพิมพ์ และเรื่องราวของงาน Khao Yai Book Fest 2026 : อ่านเขา อ่านเรา ได้ทางเพจ Khaoyai Connect

กดไลค์ กดติดตาม กดแชร์ ร่วมสนทนา เพจเขาใหญ่คอนเน็คท์ แล้วมาพบกันในเทศกาลหนังสือของคนรักการอ่านและรักเขาใหญ่

#อ่านเขาอ่านเรา #เขาใหญ่บ้านของนักเขียน #จริยารัตนะรัตบรอคเคลแมน #เรื่องเล่าชาวชะนี #นักเขียนเขาใหญ่ #เทศกาลหนังสือเขาใหญ่ #วรรณกรรมกับธรรมชาติ #อ่านหนังสือท่ามกลางธรรมชาติ #เขาใหญ่ #ปากช่อง

Kupper Art Fes 2026 ประกาศพลัง “แฮงฮุ่ง เดชคะนอง” ขับเคลื่อนอีสานร่วมสมัยผ่านศิลปะและวัฒนธรรมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโล...
21/05/2026

Kupper Art Fes 2026 ประกาศพลัง “แฮงฮุ่ง เดชคะนอง” ขับเคลื่อนอีสานร่วมสมัยผ่านศิลปะและวัฒนธรรม

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่วัฒนธรรมท้องถิ่นกำลังถูกท้าทายจากกระแสโลกาภิวัตน์ เทศกาลศิลปะอย่าง Kupper Art Fes กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่ทำหน้าที่ “นิยามอีสานใหม่” ผ่านภาษาแห่งศิลปะร่วมสมัย

ปี 2569 นี้ Kupper Art Fes เดินหน้าสู่ปีที่ 3 พร้อมประกาศธีมประจำปี “UpForce : แฮงฮุ่ง เดชคะนอง” คำที่สะท้อนทั้งพลัง ความภูมิใจ และการยืนหยัดของวัฒนธรรมอีสานในโลกร่วมสมัย

Kupper Art Fes ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลจัดแสดงงานศิลปะ แต่คือแพลตฟอร์มที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินทุกเจเนอเรชันได้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนภูมิทัศน์ใหม่ของศิลปะไทย ผ่านมุมมอง ความคิด และรากทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะ “อีสาน” ซึ่งกำลังกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

คำว่า “แฮงฮุ่ง” ในภาษาอีสาน หมายถึงแรงพุ่งทะยานที่เกิดจากรากฐานของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ขณะที่ “เดชคะนอง” คือพลังแห่งการยืนหยัดอย่างภาคภูมิในตัวตนของตนเอง เมื่อนำมารวมกัน จึงกลายเป็นคำประกาศถึงพลังใหม่ของอีสาน ที่ไม่ได้ต้องการเพียงการ “ถูกมองเห็น” แต่กำลังสร้างตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองบนแผนที่ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัย

สิ่งที่น่าสนใจคือ เทศกาลครั้งนี้มองศิลปะในฐานะ “แรงเร่งปฏิกิริยา” ที่จะทำให้การเคลื่อนตัวของอัตลักษณ์อีสานชัดเจนขึ้น ทั้งในมิติของการรับรู้ การตีความ และการเปิดพื้นที่ให้ความเป็นอีสานมีความหลากหลายมากกว่าภาพจำเดิมๆ

ภายใต้ยุคที่วัฒนธรรมกระแสหลักเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว Kupper Art Fes จึงเปรียบเสมือนพื้นที่รวมพลังของศิลปิน นักสร้างสรรค์ และผู้คนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสร้าง “บทสนทนาใหม่” ระหว่างท้องถิ่นกับโลกสมัยใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากเหง้าของตนเอง

อีกหนึ่งความสำคัญของเทศกาลนี้ คือการทำหน้าที่เชื่อม “พลังอีสานที่กระจัดกระจาย” ให้กลับมามองเห็นกันและกัน ผ่านเครือข่ายของศิลปิน นักออกแบบ นักดนตรี นักคิด และชุมชนสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต

Kupper Art Fes 2026 เกิดจากความร่วมมือระหว่าง KULTX COLLABORATIVE, Isan Creative Festival 2026 โดย Creative Economy Agency และ Central Khonkaen Campus

เทศกาลจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส ชั้น 2

ในวันที่หลายเมืองกำลังแข่งขันกันสร้าง “Soft Power” Kupper Art Fes อาจเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า พลังทางวัฒนธรรมที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการสร้างภาพลักษณ์ขึ้นใหม่ แต่เกิดจากการกล้ากลับไปมองรากของตนเอง แล้วผลักมันขึ้นมาสู่อนาคตอย่างภาคภูมิ

ติดตามพลังสร้างสรรค์ของอีสานร่วมสมัย และเรื่องราวศิลปะ วัฒนธรรม การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงผู้คนกับพื้นที่ไปกับ Khaoyai Connect

กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม และร่วมสนทนากับเพจเขาใหญ่คอนเน็คท์ เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ จากศิลปะ วัฒนธรรม ธรรมชาติ และชุมชนสร้างสรรค์

#เขาใหญ่คอนเน็คท์ #แฮงฮุ่งเดชคะนอง #อีสานร่วมสมัย #ศิลปะร่วมสมัย #ศิลปะอีสาน #ศิลปะและวัฒนธรรม #ขอนแก่น

เพิ่งออกจากป่ามาสู่ชุมชนคนเขาใหญ่ได้ไม่ถึงปี เลยทำให้ช้างรุ่นพี่ที่ออกมาก่อนต้องคอยประคบประหงมพลายฉำฉาเป็นพิเศษ  อายุอาน...
20/05/2026

เพิ่งออกจากป่ามาสู่ชุมชนคนเขาใหญ่ได้ไม่ถึงปี เลยทำให้ช้างรุ่นพี่ที่ออกมาก่อนต้องคอยประคบประหงมพลายฉำฉาเป็นพิเศษ

อายุอานามคาดว่าน่าจะไม่เกิน 10 ขวบ ความสูงอยู่ที่ 2 เมตรกว่าๆ

หลังจากที่ฉำฉาโดนขับออกจากโขลง เจ้าช้างเด็กก็เดินตุหรัดตุเหร่จนมาชนกับเขตแดนระหว่างชายป่ากับขอบเมือง แต่ถึงอย่างนั้นการออกมาดูโลกใหม่ของฉำฉาก็ไม่ถึงกับโดดเดี่ยวนัก เพราะช่วงแรกๆ ฉำฉาได้ป๋าด้วน ผู้อาวุโสแห่งหมูสีดูแลตามติดอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ก่อนจะปล่อยให้เจ้าช้างไม่ประสีประสาได้ออกท่องโลกด้วยตัวเอง

ชื่อฉำฉาน่าจะได้มาจากช่วงที่ลงมา ฉำฉาชอบปักหลักหากินฝักจามรุรีอยู่ตามแนวเขตอุทยาน ตามชุมชนกุดกคล้า เหวปลากั้ง ก่อนที่ระยะหลังจะเริ่มขยับขยายอาณาเขตตามพี่ๆ ในแก๊งหมูสี

ด้วยความเป็นน้องเล็ก ทำให้ฉำฉาสามารถไปกับช้างรุ่นพี่ได้ทุกตัว ที่สำคัญรุ่นพี่ก็เป็นห่วงน้องมาก ดังนั้นเวลาต้องผลักดันกลับเข้าป่าเจ้าหน้าที่จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

จุดสังเกตของฉำฉาในปัจจุบันจะมีรูปทรงเป็นช้างเด็ก เพราะยังไม่โตเต็มวัยนัก มีงาที่สั้นและตรง

เรื่องความเกรี้ยวกราด แบ่งเป็นดาว 1-5 จากน้อยไปมาก (หากมีภัยคุกคาม) พี่ๆ อาสาและเจ้าหน้าที่บอกว่ายังให้ดาวไม่ได้ เพราะเป็นช้างเด็กที่มีแต่ความตื่นกลัว

ส่วนเรื่องการผลักดันกลับเข้าป่า ดาว 1-5 จากง่ายไปยาก (แล้วแต่พื้นที่) เรื่องนี้ทุกคนให้ 1 ดาว เพราะฉำฉายังไม่ชินกับคน มีความหวาดระแวงสูง เมื่อสาดไฟใส่ก็หนีแล้ว แต่สิ่งที่ยาก คือ เวลาหนีจะไปในทิศทางที่ไม่แน่นอน เหมือนคนตกใจที่ไม่รู้จะไปทางไหน

ในวันที่ช้างยังเด็กประสบการณ์ยังน้อย หากเจ้าหน้าที่ทำตามแผนได้ไม่ผิดพลาด อย่างน้อยๆ ปัญหาที่อาจจะใหญ่ก็กลายเป็นเล็กลงได้ Khaoyai Connect จึงขอเป็นกำลังใจให้ทีมอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่มีพลังใจในการทำงานเพื่อชุมชนคนเขาใหญ่ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

จนกว่าจะมีทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคนและช้างอย่างที่หวังไว้ในอนาคตข้างหน้า

TH https://www.khaoyaiconnect.com/th/content/118
EN https://www.khaoyaiconnect.com/en/content/118

กดไลค์ กดติดตาม กดแชร์ ร่วมสนทนา เพจเขาใหญ่คอนเน็คท์
เพื่อร่วมติดตามเรื่องราวของคน เขาใหญ่ ธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนกับช้างป่าอย่างเข้าใจ

เปิดทำเนียบ “ช้างป่าชุมชน” เขาใหญ่ ตอนที่ 1 “ทำความรู้จัก พลายชมวิว หรือ เบี่ยงใหญ่”
https://khaoyaiconnect.com/th/content/74

เปิดทำเนียบ “ช้างป่าชุมชน” เขาใหญ่ ตอนที่ 2 “ทำความรู้จักพี่ด้วน(หมูสี) หรือ ด้วนวนาลี”
https://khaoyaiconnect.com/th/content/76

เปิดทำเนียบ “ช้างป่าชุมชน” เขาใหญ่ ตอนที่ 3 ทำความรู้จักพลายเบี่ยงเล็ก หรือ งวงทอง
https://khaoyaiconnect.com/th/content/95

เปิดทำเนียบ “ช้างป่าชุมชน” เขาใหญ่ ตอน 4 รู้จัก “แคระ” เหลี่ยมจัดไม่มีใครเกิน
https://khaoyaiconnect.com/th/content/106

เปิดทำเนียบ “ช้างป่าชุมชน” เขาใหญ่ ตอน 5 รู้จัก “ยอดชาย” ช้างหนุ่มรูปหล่อแห่งหมูสี
https://khaoyaiconnect.com/th/content/113

เปิดทำเนียบ “ช้างป่าชุมชน” เขาใหญ่ ตอน 6 รู้จัก “น้องใหม่” ช้างหนุ่มงาหักผู้รักความสงบ
https://khaoyaiconnect.com/th/content/114

#เขาใหญ่คอนเน็คท์ #เขาใหญ่ #ช้างป่าเขาใหญ่ #ช้างป่าชุมชน #พลายฉำฉา #แก๊งหมูสี #หมูสี #กุดคล้า #เหวปลากั้ง #คนกับช้าง #อนุรักษ์ช้างป่า #อยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ในวันที่โลกธุรกิจต่างเร่งพูดถึง ESG และ Net Zero บริษัทขนส่งสาธารณะอย่าง Thai Smile Bus หรือ TSB กลับเลือกเริ่มต้นจากสิ่...
20/05/2026

ในวันที่โลกธุรกิจต่างเร่งพูดถึง ESG และ Net Zero บริษัทขนส่งสาธารณะอย่าง Thai Smile Bus หรือ TSB กลับเลือกเริ่มต้นจากสิ่งที่ดูเรียบง่ายที่สุด นั่นคือ “การพัฒนาคน”

ล่าสุด TSB จัดงาน “IDG Thailand Sustainability Network Forum” ภายใต้แนวคิด “Ignite Inner Smile to Outer ESG Impact” เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายพันธมิตรกว่า 25 องค์กรจากภาครัฐ เอกชน การศึกษา และภาคสังคม มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านความยั่งยืน ผ่านกรอบแนวคิด IDG หรือ Inner Development Goals ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในระดับนานาชาติในฐานะ “ทักษะภายใน” ที่จำเป็นต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่

กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TSB กล่าวว่า แม้บริษัทจะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้บริการรถเมล์ไฟฟ้ารายใหญ่ของไทย แต่หัวใจสำคัญขององค์กรไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ “วัฒนธรรมองค์กร” และการพัฒนาศักยภาพของผู้คน

ที่ผ่านมา TSB ได้ริเริ่มโครงการ “IDG Ignite DNA for Human Operating System Flourishing” เพื่อยกระดับทักษะด้านการบริการ การทำงานร่วมกัน และการเติบโตภายในของพนักงาน โดยมีผู้เข้าร่วมแล้วกว่า 1,000 คน

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนภาพขององค์กรยุคใหม่ที่มอง “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอนหรือเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่รวมถึงการสร้าง “มนุษย์คุณภาพ” ที่พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้าน อาจารย์กฤษณ์ รุยาพร จาก IDG Asia Pacific Innovation Hub มองว่า ความท้าทายของโลกปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้ด้วยนวัตกรรมหรือระบบเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาศักยภาพภายในของมนุษย์ควบคู่กันไป เพื่อสร้างผู้นำและองค์กรที่แข็งแรงจากภายใน

สิ่งที่น่าสนใจคือ เวทีครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังดึงเครือข่ายจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ องค์การสหประชาชาติ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ไปจนถึงสถาบันการศึกษา หน่วยงานท้องถิ่น และองค์กรเพื่อสังคม

สำหรับ TSB เวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงงานสัมมนาองค์กร แต่คือการส่งสัญญาณว่า “ความยั่งยืนที่แท้จริง” อาจเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวที่สุด นั่นคือการกลับมาพัฒนาคน ความสัมพันธ์ และวิธีคิดภายในองค์กร ก่อนจะขยายผลออกไปสู่สังคมในวงกว้าง

ท่ามกลางยุคที่หลายองค์กรแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีและตัวเลข ESG การเลือกกลับมาให้ความสำคัญกับ “หัวใจของมนุษย์” อาจกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

กดไลค์ กดติดตาม กดแชร์ ร่วมสนทนา เพจเขาใหญ่คอนเน็คท์
เพื่อร่วมติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน การพัฒนาสังคม และเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจาก “คน” ก่อนขยายผลสู่ชุมชนและสังคมในวงกว้าง

#เขาใหญ่คอนเน็คท์ #ความยั่งยืน #ผู้นำหัวใจสีเขียว #องค์กรยั่งยืน #พัฒนาคน #ขนส่งสาธารณะสีเขียว #รถเมล์ไฟฟ้า #สิ่งแวดล้อม #สังคมยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 คณะผู้แทนจาก Department of Forests and Park Services กระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ประเท...
18/05/2026

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 คณะผู้แทนจาก Department of Forests and Park Services กระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศภูฏาน เดินทางมายังเขาใหญ่เพื่อศึกษาดูงานด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการอบรม “ภายใต้โครงการฝึกอบรมด้านการประเมินความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัว ของศูนย์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ฝ่ายฝึกอบรมองค์กร แห่งมหาวิทยาลัยนานาชาติยุโรป กรุงปารีส (EIU-Paris)”

จุดหมายแรกของคณะศึกษาดูงานคือ “Dairy Home” หนึ่งในผู้บุกเบิกธุรกิจนมออร์แกนิกของประเทศไทย ซึ่งได้รับการต้อนรับโดย คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น กรรมการผู้จัดการของบริษัท ที่ได้บรรยายถึงประวัติความเป็นมา วิสัยทัศน์ และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง

ในการบรรยาย คุณพฤติได้เล่าถึงเส้นทางของ Dairy Home ตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1999 เพื่อส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การได้รับการรับรองฟาร์มโคนมออร์แกนิกแห่งแรกของประเทศไทย ตลอดจนการพัฒนาองค์กรสู่แนวทาง BCG Economy และเป้าหมาย Race to Zero โดยตั้งเป้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 100% ภายในปี 2030 มุ่งสู่ Carbon Neutral ในปี 2040 และ Net Zero ในปี 2050

หลังการบรรยาย คณะจากภูฏานได้เดินเยี่ยมชมระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของ Dairy Home ซึ่งสะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงแมลงวันลายเพื่อช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ การใช้ไรทะเลในการบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนกระบวนการลดของเสียและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ก่อนปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Dairy Home

จากนั้นคณะได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน “เป็นลาว เขาใหญ่” โดยมีคุณพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องที่ยวเขาใหญ่ และผู้ก่อตั้งร้านอาหารเป็นลาวให้การต้อนรับ ก่อนขึ้นไปศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์และการจัดการผืนป่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย

การศึกษาดูงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเขาใหญ่ในฐานะแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคธุรกิจ เกษตรกรรม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างสมดุล

กดไลค์ กดติดตาม กดแชร์ ร่วมสนทนา เพจเขาใหญ่คอนเน็คท์ เพื่อร่วมติดตามเรื่องราวดีๆ ของเขาใหญ่ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และผู้คนที่ช่วยขับเคลื่อนพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ

#เขาใหญ่คอนเน็คท์ #เขาใหญ่ #เป็นลาวเขาใหญ่ #อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ #ภูฏาน #การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ #สิ่งแวดล้อม #ความยั่งยืน #เศรษฐกิจหมุนเวียน #มรดกโลกทางธรรมชาติ

ที่อยู่

Amphoe Muang Nakhon Nayok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Khaoyai Connectผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์