หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้

หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้ TOPIC THAILAND หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้ หัวข้อประเทศไทย

29/09/2026

🔥 ชุดนี้พร้อมกว่าเดิม! "ช้างศึก" ซ้อมเข้มมื้อสุดท้ายก่อนศึกแห่งศักดิ์ศรีดวล "ดาวทอง" เวียดนาม เย็น 29 ก.ย.นี้ ! 🇹🇭⚽🇻🇳
"ชัยพล อดทน" มิดฟิลด์ตัวกลางการท่าเรือ ยืนยันขุมกำลังชุดนี้สมบูรณ์แบบและพร้อมกว่าตอนนัดชิงอาเซียนคัพแน่นอน มั่นใจพี่ๆ ในทีมมีดีพอเก็บ 3 แต้มสำคัญ!

คุณคิดว่าเกมนี้ "ทีมชาติไทย" จะชนะเวียดนาม ได้หรือไม่? ร่วมส่งกำลังใจด้านล่างได้เลย! 👇
#ฟุตบอลทีมชาติไทย #ช้างศึก #ทีมชาติไทย #ฟุตบอลไทย #ดวลเวียดนาม

[ หาม อสม. 104 คนส่ง รพ. หลังทดลองกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แน่นหน้าอก-หมดสติ พบแน่นหน้าอกผื่นขึ้น หมดสติ ]นาน้อย, จังหวัดน...
28/09/2026

[ หาม อสม. 104 คนส่ง รพ. หลังทดลองกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แน่นหน้าอก-หมดสติ พบแน่นหน้าอกผื่นขึ้น หมดสติ ]
นาน้อย, จังหวัดน่าน - เกิดเหตุการณ์วิกฤตด้านสาธารณสุขและสร้างความตระหนกตกใจให้กับชาวจังหวัดน่านอย่างมาก เมื่ออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวนมากกว่า 100 ราย เกิดอาการป่วยเฉียบพลันหลังทดลองรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดหนึ่ง ในระหว่างการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ส่งผลให้ต้องลำเลียงผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้ป่วยบางรายถึงขั้นหมดสติและต้องเข้ารักษาตัวในห้องเฝ้าระวังพิเศษ
[ เปิดลำดับเหตุการณ์: 15 นาทีวิกฤตกลางห้องอบรม ]
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 กันยายน 2569 ในช่วงการจัดอบรมหลักสูตรมาตรฐานอาสาสมัครสาธารณสุข ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลศรีษะเกษ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ซึ่งมี อสม. ในพื้นที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 163 ราย

ตามรายงานข้อเท็จจริง ในระหว่างการบรรยาย ได้มีกลุ่มผู้ติดตามของวิทยากรนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ระบุยี่ห้อและสรรพคุณแน่ชัดมาแนะนำ พร้อมทั้งแจกจ่ายให้ อสม. ผู้เข้าร่วมอบรมได้ทดลองรับประทาน โดยมีผู้ทดลองรับประทานทั้งหมด 129 ราย

หลังจากรับประทานไปได้เพียงประมาณ 15 นาที กลุ่ม อสม. เริ่มแสดงอาการผิดปกติทางร่างกายอย่างรุนแรงและฉับพลัน โดยมีอาการแน่นหน้าอก หายใจติดขัด ใบหน้าและผิวหนังตามร่างกายแดงฉาน เกิดผื่นคันขึ้นทั่วตัว ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว และมีผู้ป่วยบางรายเกิดอาการวูบหมดสติในเวลาต่อมา ทำให้เจ้าหน้าที่ประจำโครงการต้องประสานรถพยาบาลและยานพาหนะในพื้นที่ เร่งลำเลียงผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลนาน้อยเป็นการด่วน
[ สรุปยอดผู้ได้รับผลกระทบและการดูแลทางการแพทย์ ]
ข้อมูลสรุปตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ มีรายละเอียดดังนี้:
__ผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด: 163 ราย
__ผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์: 129 ราย
__ผู้ที่เกิดอาการผิดปกติเฉียบพลัน: 104 ราย (คิดเป็นมากกว่า 80% ของผู้รับประทาน)
__ผู้ที่ไม่ปรากฏอาการ: 25 ราย
__ผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนาน้อย: 21 ราย
__ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและต้องนอนพักรักษาตัว (Admit): 7 ราย

นพ.วิษณุ มงคลคำ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนาน้อย พร้อมด้วย นายฌัชภัทร พานิช ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน ได้ลงพื้นที่ควบคุมสถานการณ์และอำนวยการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่า ล่าสุดผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการปฐมพยาบาลและควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยแล้ว แต่ยังมีกลุ่มที่ต้องนอนพักรักษาตัวเพื่อเฝ้าระวังระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างใกล้ชิด
[ ฝ่ายปกครอง-การเมืองลงพื้นที่ ยันต้องสอบหาข้อเท็จจริงถึงที่สุด ]
ความคืบหน้าล่าสุด ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ พรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย นายประสิทธิ์ โนทะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดน่าน เขต 2 พรรคกล้าธรรม ได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลนาน้อยเพื่อติดตามสถานการณ์ รับฟังการบรรยายสรุป และเยี่ยมไข้ผู้ป่วย

ดร.ธนกฤต เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงเนื่องจากเกิดกับ อสม. ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขฐานราก และเกิดในสถานที่ราชการระหว่างการอบรมอย่างเป็นทางการ ทางศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง อย. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไล่เลียงว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้ามาแจกจ่ายในสถานที่อบรมของหน่วยงานรัฐได้อย่างไร และมีข้อกฎหมายใดที่ถูกละเมิดบ้าง
[ เร่งส่งตรวจแล็บศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ หาสารตกค้าง-สารต้องห้าม ]
นายฌัชภัทร พานิช ผู้ช่วย นพ.สสจ.น่าน กล่าวว่า ขณะนี้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน ร่วมกับโรงพยาบาลนาน้อย ได้อายัดและเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อวิเคราะห์แยกองค์ประกอบทางเคมี ค้นหาการปนเปื้อนของสารพิษ สารสเตียรอยด์ หรือสารออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาประเภทลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบัน (เช่น ยาขยายหลอดเลือด หรือยารักษาโรคสมรรถภาพทางเพศ) ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการความดันพุ่งและหลอดเลือดขยายตัวอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกัน ทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) อำเภอนาน้อย ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลระบาดวิทยาอย่างละเอียด ส่วนด้านคดีความ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาน้อย ได้เชิญตัวแทนจำหน่ายและผู้นำผลิตภัณฑ์มาสอบปากคำเพื่อรับทราบข้อมูลและพิจารณาข้อกล่าวหาในเบื้องต้นแล้ว
[ หักล้างคำอ้างตัวแทนจำหน่าย: "อาการหลอดเลือดขยาย ไม่ใช่อาการปกติ" ]
ต่อกรณีที่ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกมาอ้างว่า อาการหน้าแดง ตัวแดง หรือหลอดเลือดขยายตัวหลังรับประทาน ถือเป็น "อาการปกติของผลิตภัณฑ์ที่กำลังปรับสมดุลร่างกาย" ทางบุคลากรทางการแพทย์ได้ออกมาระบุชัดเจนว่า คำกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ การที่ร่างกายเกิดอาการแน่นหน้าอก ความดันสูง และหมดสติ ไม่ใช่อาการปฏิกิริยาปกติ แต่เป็นภาวะเป็นพิษเฉียบพลัน (Acute Toxicity) หรือการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งต้องรอผลยืนยันทางห้องปฏิบัติการอย่างเป็นทางการเท่านั้น และขอเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อคำกล่าวอ้างลักษณะนี้จากผู้ขายโดยเด็ดขาด.
#อสมนาน้อย #อาหารเสริมอันตราย #เตือนภัยสาธารณสุข #ข่าวน่าน

ตัวอยู่ไกล แต่ใจยังห่วง! “มะปราง ทรรศิญา” ส่งตรงกำลังใจจากฟิลิปปินส์ เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ 💙🌧️แม้ตัวจะต้อง...
28/09/2026

ตัวอยู่ไกล แต่ใจยังห่วง! “มะปราง ทรรศิญา” ส่งตรงกำลังใจจากฟิลิปปินส์ เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ 💙🌧️
แม้ตัวจะต้องเดินทางไปทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทย แต่หัวใจยังคงผูกพันและเป็นห่วงพี่น้องชาวไทยอย่างที่สุด! 🇹🇭✨
ล่าสุด “มะปราง-ทรรศิญา” Mrs. Tourism Thailand 2026 ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางถึงประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมชิงชัยบนเวทีระดับโลก Mrs. Tourism Universe 2026 ได้เปิดเผยความรู้สึกด้วยความห่วงใย หลังทราบข่าวเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครทันทีที่ลงจากเครื่องบิน
“ปรางขอส่งกำลังใจกลับถึงพี่น้องทุกคนให้ปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในครั้งนี้ค่ะ บ้านของปรางเองก็ประสบภัยเช่นเดียวกัน จึงเข้าใจหัวอกและความรู้สึกของผู้ประสบภัยทุกคนเป็นอย่างดี ตั้งแต่ลงเครื่องมา ปรางติดตามข่าวสารที่เมืองไทยตลอดเวลา และเป็นห่วงทุกคนจากใจจริงค่ะ พร้อมกันนี้ ขอร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และทุกภาคส่วน ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังด้วยนะคะ”
ร่วมเป็นกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบภัยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย และส่งพลังใจให้ “มะปราง ทรรศิญา” ในการปฏิบัติหน้าที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีโลกต่อไป ❤️
ันเทิง #มะปรางทรรศิญา #ส่งกำลังใจน้ำท่วม #น้ำท่วมกรุงเทพ #เคียงข้างผู้ประสบภัย

[ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ 'บาร์โค้ด' บัตรเลือกตั้ง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ: ทำความเข้าใจหลักการ 'เลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข' และมาตร...
28/09/2026

[ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ 'บาร์โค้ด' บัตรเลือกตั้ง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ: ทำความเข้าใจหลักการ 'เลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข' และมาตรการความปลอดภัย ]
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 14.02 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งเพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้งของประเทศ โดยเป็นคดีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีการกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code)

การร้องเรียนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนรวม 21 คำร้อง ซึ่งระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า การพิมพ์รหัส Barcode และ QR Code ลงบนบัตรเลือกตั้งนั้น อาจเปิดช่องให้สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนของบุคคลนั้นๆ ได้ ส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ และอาจเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา เช่น มาตรา 4, มาตรา 25, มาตรา 34, มาตรา 50 (7), มาตรา 83 วรรคสอง, มาตรา 85, มาตรา 95 และมาตรา 224
[ วิเคราะห์ความแตกต่าง: บัตรแบ่งเขต vs บัตรบัญชีรายชื่อ ]
ในการพิจารณาดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำการแยกแยะและไต่สวนถึงพฤติกรรมทางเทคนิคของบัตรเลือกตั้งทั้งสองประเภทอย่างละเอียด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการเข้าถึงข้อมูลอย่างชัดเจน:
1. บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ไม่สามารถสืบย้อนได้)
ศาลพิจารณาว่า บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีการกำหนดชุดข้อมูลใน QR Code เป็นเพียง "หมายเลขเล่ม" และมีการเข้ารหัสผ่านไว้ เมื่อทำการถอดรหัสแล้วจะปรากฏเพียงหมายเลขเล่มตรงกับต้นขั้ว หากนำไปจับคู่กับลำดับผู้มาใช้สิทธิในบัญชีรายชื่อ จะพบรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเป็นกลุ่มจำนวนประมาณ 20 ราย

การที่จะระบุตัวตนเฉพาะรายได้นั้น จะต้องเกิดกรณีพิเศษมากๆ คือ ผู้มาใช้สิทธิทั้ง 20 รายในเล่มเดียวกัน ลงคะแนนให้กับผู้สมัครคนเดียวกันทั้งหมด ซึ่งโอกาสความเป็นไปได้ทางสถิตินั้นต่ำมาก ในภาวะปกติจึงถือเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตร ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อเพื่อระบุตัวตนและผลลงคะแนนได้ สรุปคือ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตไม่สามารถสืบค้นกลับถึงตัวผู้ลงคะแนนได้

2. บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (สืบย้อนทางเทคนิคได้ แต่มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ)
สำหรับบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏทั้ง QR Code และ Barcode โดยตัว Barcode ที่อยู่ด้านล่างของบัตรนั้น เมื่อทำการสแกนจะแสดงผลเป็นหมายเลขบัตรที่ตรงกับต้นขั้วโดยตรงโดยไม่มีการเข้ารหัส ซึ่งบนต้นขั้วจะมีลายมือชื่อและลำดับที่ของผู้ใช้สิทธิ เมื่อนำไปเทียบกับบัญชีรายชื่อที่มีเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ จึงฟังได้ว่าในทางเทคนิค "บัตรบัญชีรายชื่อสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปสู่การระบุตัวตนผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนนได้"
[ มาตรการจัดเก็บ 3 เอกสาร: ปราการป้องกันการสืบย้อนตัวตน ]
แม้ในทางเทคนิค Barcode บนบัตรบัญชีรายชื่อจะเชื่อมโยงได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงในการไต่สวนกระบวนการทำงานจริง ซึ่งพบว่าการจะระบุตัวตนได้นั้น จำเป็นต้องนำเอกสาร 3 ส่วนมารวมกัน ได้แก่:
1.บัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว
2.ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง
3.บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ศาลได้วิเคราะห์ช่วงเวลาและมาตรการจัดเก็บเอกสารทั้ง 3 ส่วนออกเป็น 3 ระยะ:

__ระยะที่ 1: ช่วงเวลาที่อยู่กับ กปน. (ประจำหน่วยเลือกตั้ง)
ในระหว่างการลงคะแนนจนถึง 17:00 น. เอกสารทั้ง 3 อย่างยังไม่ได้ถูกรัดกุมที่สุด (ต้นขั้วเก็บในถุงใสรัดยาง) แต่เนื่องจากในหน่วยเลือกตั้งมีบุคคลหลากหลาย ทั้ง กรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่มาจากต่างที่มา, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย, ประชาชน, และผู้สังเกตการณ์จากพรรคการเมือง การที่ กปน. หรือบุคคลใดจะแอบทำการสแกนบัตรและจับคู่กับต้นขั้วจึงเกิดขึ้นได้ยากมาก อีกทั้ง กปน. มีเวลาครอบครองเอกสารเพียงชั่วคราวก่อนต้องส่งมอบต่อทันที

__ระยะที่ 2: ช่วงเวลาที่อยู่กับ กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง
เมื่อเอกสารย้ายมาอยู่ในการดูแลของ กกต. เขต เอกสารทั้งหมดจะถูกจัดเก็บอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น บัตรและต้นขั้วถูกรัดด้วยสายเคเบิลไทร์ (Cable Tie) การจะปลดสายรัดเพื่อสแกนเป็นไปได้ยาก อีกทั้งเอกสารมาจากหลากหลายหน่วยเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อต้องถูกส่งมอบให้นายทะเบียนท้องที่ภายใน 3 วัน โอกาสที่จะนำเอกสารทั้ง 3 ส่วนมาจับคู่กันจึงแทบเป็นไปไม่ได้

__ระยะที่ 3: บุคคลภายนอกในระหว่างการนับคะแนน
แม้บุคคลภายนอกจะสามารถใช้โทรศัพท์สแกน Barcode ในขณะที่ กปน. ชูบัตรนับคะแนนได้ แต่บุคคลภายนอกจะรู้แค่ "หมายเลขบัตร" ไม่สามารถรู้ได้ว่าหมายเลขนั้นเป็นของใคร เว้นแต่จะร่วมมือกระทำการทุจริตกับเจ้าหน้าที่ กปน. หรือ กกต. ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายร้ายแรง

ศาลจึงฟังได้ว่า ระบบจัดเก็บมีความปลอดภัยและรัดกุมเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลภายนอกเข้าถึงเอกสารทั้ง 3 ส่วนเพื่อสืบย้อนระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้
[ ทำความเข้าใจ 'หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข' ]
ประเด็นสำคัญทางข้อกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจ คือหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งโดยลับ ซึ่งตามทฤษฎีกฎหมายมหาชนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ:

1.หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบบริบูรณ์ (Absolute Secret): ต้องเป็นความลับตลอดไป ไม่ว่ากรณีใดๆ บัตรทุกใบจะไม่มีรหัสหรือสัญลักษณ์ใดๆ เลย ข้อเสียคือ จัดทำบัตรปลอมได้ง่าย และตรวจสอบการทุจริตได้ยากยิ่ง

2.หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข (Qualified Secret): บัตรเลือกตั้งรักษาความลับในการลงคะแนนตามปกติ แต่มีการใส่รหัส หมายเลข หรือ Barcode เพื่อใช้ตรวจสอบความถูกต้อง ป้องกันการปลอมแปลง ความลับอาจถูกเปิดเผยได้เฉพาะภายใต้ "เงื่อนไขพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด" เช่น การสืบสวนคดีทุจริตเลือกตั้งตามคำสั่งศาล

ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง หมายถึง "การเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข" การพิมพ์ Barcode มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการจัดพิมพ์ การขนส่ง ป้องกันบัตรปลอม และป้องกันการนำบัตรไปใช้ข้ามเขต ซึ่งเป็นการบริหารจัดการให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มิใช่การมุ่งหมายเปิดเผยการลงคะแนนของประชาชน
[ มติศาลรัฐธรรมนูญ และข้อแนะนำถึง กกต. ]
จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลหรือหน่วยงานใดนำ Barcode ไปใช้สืบค้นผลการลงคะแนนเพื่อละเมิดสิทธิของประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่ง Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้ทิ้งท้ายข้อเสนอแนะสำคัญถึง กกต. ว่า แม้การพิมพ์ Barcode จะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่กระแสความห่วงใยของสังคมแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อ "ความไว้วางใจ" ของประชาชน ดังนั้น ในการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป กกต. ควรกำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งโดยใช้เทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลงอื่น (เช่น การใช้นลายน้ำ หรือเทคนิคพิมพ์พิเศษ) ที่ไม่ปรากฏสัญลักษณ์ที่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ประชาชน
(อนึ่ง ก่อนการอ่านคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งยกคำร้องคัดค้าน นายสราวุธ ทรงศิวิไล และ พล.ต.ท. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช สองตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผู้ร้องไม่ใช่คู่กรณีตามกฎหมาย).
#หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้ #ศาลรัฐธรรมนูญ #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #กกต #ข่าวการเมือง

28/09/2026

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว! คดี "บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" สรุปว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ⚖️🗳️
ศาลฯ อธิบายละเอียดว่า ในทางเทคนิค Barcode บนบัตรบัญชีรายชื่อสแกนแล้วเจอเลขต้นขั้วจริง แต่ในทางปฏิบัติ "เป็นไปได้ยากมาก" ที่ใครจะนำบัตร ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อมารวมกันเพื่อระบุตัวตนผู้ลงคะแนน เพราะระบบจัดเก็บมีความปลอดภัยสูง และต้องกระทำผิดกฎหมายร่วมกันหลายฝ่าย

พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยใช้หลัก "การเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข" คือรักษาความลับผู้ลงคะแนน แต่ต้องมีรหัสไว้ป้องกันการปลอมแปลงและตรวจสอบทุจริต อย่างไรก็ดี ศาลแนะนำ กกต. ในอนาคตควรใช้เทคนิคอื่นที่ไม่สร้างความระแวงแก่ประชาชน
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับคำวินิจฉัยนี้? คิดว่า กกต. ควรปรับปรุงรูปแบบบัตรเลือกตั้งในครั้งหน้าอย่างไร? คอมเมนต์คุยกันได้ค่ะ 👇

#หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้ #ศาลรัฐธรรมนูญ #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #กกต #ข่าวการเมือง

28/09/2026

🥊 ปิดเกมไว! "เพชรโกศล" อัดน็อคยก 2 รักษาเข็มขัดแชมป์โลก IBF ให้ประเทศไทย! 🇹🇭💥
ชัยชนะสุดยิ่งใหญ่จากเมืองชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น! เพชรโกศล กรีนซึดะ แสดงฟอร์มโหด ปล่อยหมัดขวาแหวกการ์ดส่ง "มาร์ค วิเซลเลซ" ผู้ท้าชิงตากาล็อก ร่วงลงฟังนับ 8 ถึงสองครั้ง ก่อนรัวชุดใหญ่จนกรรมการโบกมือยุติการชกในยกที่ 2!

"เข็มขัดเส้นนี้มีความหมายกับผมมาก และชัยชนะครั้งนี้ผมขอมอบให้กับประเทศไทยครับ" — เพชรโกศล เปิดใจหลังชก
พี่น้องชาวไทยคิดอย่างไรกับฟอร์มการชกในไฟต์นี้? คิดว่าเป้าหมายต่อไปของเพชรโกศลควรรวบแชมป์สถาบันไหนต่อดี? ร่วมคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้แชมป์โลกขวัญใจชาวไทยกันครับ!👇
#เพชรโกศล #มวยสากล #แชมป์โลกIBF #มาร์ควิเซลเลซ

[ เจาะยุทธศาสตร์ MG “IN THAILAND, FOR THAILAND” ทุ่ม 3 หมื่นล้าน ผ่าตัดทักษะคนไทย ผนึก ม.อัสสัมชัญ ปั้นวิศวกร EV รับยุคเ...
27/09/2026

[ เจาะยุทธศาสตร์ MG “IN THAILAND, FOR THAILAND” ทุ่ม 3 หมื่นล้าน ผ่าตัดทักษะคนไทย ผนึก ม.อัสสัมชัญ ปั้นวิศวกร EV รับยุคเปลี่ยนผ่าน ]
ประเทศไทยดำรงฐานะ "ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอาเซียน" หรือ Detroit of Asia มายาวนานหลายทศวรรษ ด้วยห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การรวบรัดเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ทั่วโลกเข้าสู่ยุค ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV - New Energy Vehicle) และ ยานยนต์อัจฉริยะ (Intelligent Vehicle) กำลังสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไทย

โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่เพียง "เราจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้กี่คัน" แต่อยู่ที่ "คนไทยมีทักษะพร้อมแค่ไหนในการควบคุมและพัฒนาเทคโนโลยีนี้"

ล่าสุด บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ MG ในประเทศไทย ได้ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนรากฐานความยั่งยืนผ่านกรอบแนวคิด “IN THAILAND, FOR THAILAND” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนรายนี้ไม่ได้มองไทยเป็นเพียง "ตลาดถอนทุน" แต่กำลังวางรากฐานเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางบุคลากรในระดับภูมิภาค ผ่าน 2 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ DEEP LOCALIZATION และ DEEP TALENT DEVELOPMENT
[ ทศวรรษแห่งการลงทุน 30,000 ล้านบาท: ตัวเลขที่สะท้อนการลงหลักปักฐาน ]
หากพิจารณาในเชิงสถิติการลงทุน ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เอ็มจีอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนสะสมไปแล้วมากกว่า 30,000 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่กว่า 700,000 ตารางเมตร ณ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์น ซีบอร์ด 2 (WHA ESIE 2) จังหวัดชลบุรี ให้กลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับมาตรฐานโลก ด้วยกำลังการผลิตสูงสุดถึง 100,000 คันต่อปี

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงโครงสร้างแรงงาน คือ เอ็มจีมีสัดส่วน พนักงานชาวไทยสูงถึงกว่า 98% ของแรงงานทั้งหมด พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทานมากกว่า 10,000 ตำแหน่ง

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ากลยุทธ์ DEEP LOCALIZATION หรือการดึงเอาชิ้นส่วน ยอดการผลิต และแรงงานเข้ามาอยู่ในประเทศ ไม่ใช่เพียงคำขวัญทางการตลาด แต่เป็นการย้ายมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้ามาตั้งรกรากในผืนแผ่นดินไทยอย่างเป็นรูปธรรม
[ ทำไมต้อง DEEP TALENT DEVELOPMENT? ช่องว่างทางทักษะ (Skill Gap) ที่ทฤษฎีตามไม่ทัน ]
ปัญหาคลาสสิกของภาคอุตสาหกรรมไฮเทคในไทย คือ "การศึกษาตกขอบจากความเป็นจริงในโรงงาน" ในยุคของรถยนต์ไฟฟ้า สถาปัตยกรรมของยานยนต์เปลี่ยนจากกลไกทางกลศาสตร์ (Mechanical) ไปสู่ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง (High-Voltage Systems), ซอฟต์แวร์ควบคุมอัจฉริยะ, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และระบบเชื่อมต่อเครือข่าย (IoT)

หากคนไทยยังเรียนรู้ยานยนต์ EV แค่ในตำรา หรือจบหลักสูตรเพียงเพื่อรับปริญญา ประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาวะ "เป็นได้แค่แรงงานไร้ทักษะในสายการประกอบ" (Assembler) แต่ไม่สามารถก้าวขึ้นเป็น "ผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรผู้ควบคุมเทคโนโลยี" (Specialist) ได้เลย

เอ็มจีจึงวางยุทธศาสตร์ DEEP TALENT DEVELOPMENT โดยยึดหลักการที่ว่า "การพัฒนาบุคลากรต้องเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นทักษะที่ปฏิบัติงานได้จริงทันที"
[ โมเดลความร่วมมือ "ภาคการศึกษา x ภาคอุตสาหกรรม": กรณีศึกษา MG-AU ACADEMY ]
การแปรเปลี่ยนทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริงของเอ็มจี แสดงออกผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะการจัดตั้ง MG-ASSUMPTION UNIVERSITY ACADEMY OF NEW ENERGY AND INTELLIGENT VEHICLE TECHNOLOGY ณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (AU)

ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อการแสดงผลงาน แต่เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี เครื่องมือฝึกอบรม และนวัตกรรมจริงจากสายการผลิตเข้าสู่ห้องเรียน โดยล่าสุดเอ็มจีได้ดำเนินกิจกรรมหลัก 2 ประการเพื่อเชื่อมโยงอีโคซิสเต็ม:

1.MEDIA INSIDE: MG IN THAILAND: การเปิดศูนย์การเรียนรู้ ณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ให้สื่อมวลชนทั้งไทยและจีนเข้าเยี่ยมชม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาคนระหว่างผู้บริหาร คณาจารย์ และสื่อมวลชน สะท้อนให้เห็นความแม่นยำในการสร้างหลักสูตรที่สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานจริง

2.การนำนักศึกษาลุยพื้นที่จริง (Factory Visit): นำคณะนักศึกษาเข้าเยี่ยมชมโรงงานประกอบรถยนต์ ณ นิคมฯ WHA ESIE 2 จ.ชลบุรี เพื่อศึกษากระบวนการประกอบ การควบคุมคุณภาพ และระบบขับเคลื่อนจริง ทั้งแบบไฟฟ้า 100% (BEV) และระบบไฮบริดขั้นสูง เช่น เทคโนโลยี HYBRID+ ในรุ่น ALL NEW MG3 HYBRID+ ซึ่งช่วยให้นักศึกษาเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปกับมอเตอร์ไฟฟ้าในบริบทเชิงวิศวกรรมจริง

ที่ผ่านมา เอ็มจี มีการลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทยแล้ว 3 แห่ง มีนักศึกษาผ่านโครงการฝึกงานเกือบ 600 คน และมีการส่งบุคลากรเทคนิคชาวไทยไปศึกษาดูงานและพัฒนาทักษะเชิงลึกในต่างประเทศแล้ว 44 คน นอกจากนี้ยังมีการจัดแข่งทักษะภายในอย่าง MG SKILLS CONTEST เพื่อเน้นย้ำมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานกับระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดของช่างเทคนิค EV
[ วิเคราะห์วิสัยทัศน์ผู้บริหาร และการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสู่ระดับสากล ]
นาย ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด ได้ระบุถึงหัวใจของยุทธศาสตร์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า:
“การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรมเทคโนโลยีหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้และสามารถนำทักษะไปปฏิบัติได้จริง ภายใต้แนวคิด ‘IN THAILAND, FOR THAILAND’ เอ็มจีจึงมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติงานให้เติบโตไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

คำกล่าวนี้สะท้อนว่า เอ็มจีกำลังมองข้ามช็อตจากการเป็นเพียง "ผู้ขายรถยนต์" ไปสู่การเป็น "ผู้กำหนดมาตรฐานบุคลากร" ในระยะถัดไป เอ็มจีอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือระหว่าง สมาคมวิศวกรรมยานยนต์แห่งประเทศจีน (CHINA SAE) และ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เพื่อร่วมกันจัดทำหลักสูตรและการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Certification) ครอบคลุมทั้ง:

__ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าแรงดันสูง (High-Voltage Safety)
__การวิเคราะห์และการบำรุงรักษาระดับลึก (Deep Diagnostics & Maintenance)
__เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะและระบบเชื่อมต่อ (Connected & Intelligent Driving)
การเคลื่อนไหวของเอ็มจีภายใต้แนวคิด “IN THAILAND, FOR THAILAND” ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทย หากประเทศไทยต้องการรักษาตำแหน่งการเป็น Hub ยานยนต์ของภูมิภาคในยุค EV การพึ่งพาเพียงมาตรการลดภาษีหรือเงินอุดหนุนจากภาครัฐ (EV 3.0 / EV 3.5) เพื่อดึงดูดการลงทุนคงไม่เพียงพออีกต่อไป

ความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อภาคอุตสาหกรรมระดับโลกถ่ายทอดองค์ความรู้ และร่วมมือกับภาคการศึกษาไทยอย่างแท้จริง การเปลี่ยน "นักศึกษา" ให้กลายเป็น "ช่างเทคนิคและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ" คือการสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ "ที่ตั้งโรงงาน" แต่เป็น "ศูนย์กลางกำลังคนและเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตของอาเซียน" อย่างแท้จริง.
#หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้ #รถยนต์ไฟฟ้า #ยานยนต์EV #พัฒนาบุคลากร #เศรษฐกิจไทย

🚨 น้ำท่วมพ่นพิษ! ทัพนักกีฬาไทยติดค้างสนามบิน ไฟลต์ดีเลย์นานกว่า 8 ชั่วโมง ก่อนบินลัดฟ้าสู่นาโกย่า ✈️🇹🇭สถานการณ์น้ำท่วมส่...
27/09/2026

🚨 น้ำท่วมพ่นพิษ! ทัพนักกีฬาไทยติดค้างสนามบิน ไฟลต์ดีเลย์นานกว่า 8 ชั่วโมง ก่อนบินลัดฟ้าสู่นาโกย่า ✈️🇹🇭
สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการเดินทางของทัพนักกีฬาทีมชาติไทย ชุดลุยศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น หลังนักกีฬาจาก 3 ชนิดกีฬา ทั้ง มวยปล้ำ กอล์ฟ และรักบี้ ต้องติดค้างอยู่ภายในสนามบินเป็นเวลานาน เนื่องจากขาดแคลนเจ้าหน้าที่ขนสัมภาระและอุปกรณ์กีฬาขึ้นเครื่อง

เหตุเกิดขึ้นช่วงกลางดึกคืนวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมชาติไทยมีกำหนดการเดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG644 ในเวลา 00.05 น. ของวันที่ 27 ก.ย. แต่กลับต้องเจอปัญหาใหญ่เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่มาขนสัมภาระและอุปกรณ์ฝึกซ้อมขึ้นเครื่องจากวิกฤตน้ำท่วม หากเครื่องออกเดินทางโดยไม่มีกระเป๋า สัมภาระทั้งหมดจะไม่สามารถไปพร้อมกับนักกีฬาได้
นาวาเอก ฐัญวิทย์ เครือสินธุ์ ผู้ฝึกสอนรักบี้ทีมชาติไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ช่วงที่ต้องรอคอยอย่างไม่มีกำหนดว่า แม้จะส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทางและต้องรออยู่บริเวณเกตสนามบินนานหลายชั่วโมง แต่ทุกคนก็เข้าใจถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น พร้อมอวยพรให้วิกฤตครั้งนี้คลี่คลายโดยเร็ว

“เข้าใจได้ครับสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ได้แต่ภาวนาให้น้ำลดลงเร็ว ๆ เพื่อจะได้มีเจ้าหน้าที่มาทำงานเพื่อขนกระเป๋าให้พวกเราทุกคน” — นาวาเอก ฐัญวิทย์ กล่าว
ล่าสุด เมื่อเวลา 08.00 น. ของวันที่ 27 ก.ย. เที่ยวบิน TG644 ได้ขนสัมภาระขึ้นเครื่องเรียบร้อย และออกเดินทางนำทัพนักกีฬาไทยมุ่งหน้าสู่ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังต้องรอคอยนานกว่า 8 ชั่วโมง

มาร่วมส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาทีมชาติไทย สู้ศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ในครั้งนี้ไปด้วยกันครับ! 🇹🇭👏
#ทีมชาติไทย #เอเชียนเกมส์2026 #ข่าวข่าวกีฬา #สายการบินไทย #น้ำท่วม

[ ทนายเดชา จะเตือนอะไร? วิเคราะห์ในมุมกฎหมาย เมื่อการเตือนภัยน้ำท่วม กทม. อาจเสี่ยงคุก ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ]เมื่อวันที่ 2...
27/09/2026

[ ทนายเดชา จะเตือนอะไร? วิเคราะห์ในมุมกฎหมาย เมื่อการเตือนภัยน้ำท่วม กทม. อาจเสี่ยงคุก ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ]
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่สร้างความเดือดร้อนในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร แต่ได้หันมองไปส่อง เพจเฟซบุ๊ก "ทนายคลายทุกข์" ของทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้โพสต์ภาพรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมสูงจนเกือบมิดหลังคา แต่กลับระบุข้อความในเชิงประชดประชันว่า “แถวบ้านผมฝนตกเล็กน้อยครับ... อย่าบอกใครนะครับว่าฝนตกหนักเดี๋ยวติดคุกเพราะอาจจะมีคนไปแจ้งความว่าทำให้คนตื่นตระหนกตกใจ”

โพสต์ดังกล่าว ได้ทำให้เราได้ตั้งคำถามตัวโตๆ ถึงบรรทัดฐานทางสังคมและข้อกฎหมายในประเทศไทยว่า "ในภาวะวิกฤต ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะพูดความจริงได้มากแค่ไหน?" หรือความจริงกำลังถูกทำให้กลายเป็นอาชญากรรมเพียงเพราะมันไปขัดต่อภาพลักษณ์ของการบริหารจัดการของภาครัฐ? TopicThailand เจาะลึกข้อกฎหมายและสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อหาคำตอบว่า ทนายเดชากำลังเตือนอะไรพวกเราอยู่
[ วิเคราะห์ข้อกฎหมาย: การโพสต์เตือนภัย vs การสร้างความตื่นตระหนก ]
สิ่งที่ทนายเดชาพาดพิงถึงในแฮชแท็ก คือความพยายามหรือแนวโน้มที่มีการใช้กฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์สถานการณ์ความเดือดร้อน โดยมักจะมีการอ้างอิงกฎหมาย 2 ฉบับหลัก ได้แก่:
1.ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384: ผู้ใดแกล้งบอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 14 (2): การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
[ เส้นแบ่งระหว่าง "ข้อเท็จจริง" กับ "ข้อมูลเท็จ" ]
ในมุมมองทางนิติศาสตร์ องค์ประกอบความผิดที่สำคัญที่สุดของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้คือคำว่า "เท็จ" การที่ประชาชนถ่ายภาพน้ำท่วมสูงหน้าบ้าน ภาพรถยนต์จมน้ำ หรือสถานการณ์ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง แล้วนำมาโพสต์เพื่อเตือนภัยให้ผู้อื่นหลีกเลี่ยงเส้นทาง ถือเป็นการนำเสนอ "ข้อเท็จจริง" (Fact) แม้ภาพนั้นจะดูน่ากลัวหรือทำให้คนตื่นตัว (Alert) แต่ไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก (Panic) จากข้อมูลเท็จ

ดังนั้น การโพสต์ความจริง ไม่สามารถเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หรือประมวลกฎหมายอาญาได้ การใช้กฎหมายเหล่านี้มาขู่ประชาชน จึงเข้าข่ายการใช้กฎหมายปิดปากสาธารณชน หรือที่ในวงการวิชาการเรียกว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการทางศาลเพื่อสร้างความหวาดกลัวและทำให้ประชาชนหยุดวิพากษ์วิจารณ์
[ สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร: กุญแจสำคัญในการรอดพ้นวิกฤต ]
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 ระบุชัดเจนว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น นอกจากนี้ ในหลักการจัดการภัยพิบัติสากล (Disaster Management) ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและแม่นยำแบบ Real-time จากภาคประชาชน (Crowdsourcing Information) คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยลดความสูญเสีย ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

การพยายามปราบปรามข้อมูลเหล่านี้ด้วยความกลัวว่า "จะทำให้เสียภาพลักษณ์" หรือ "กลัวคนตื่นตระหนก" นอกจากจะผิดหลักกฎหมายแล้ว ยังเป็นการผลักประชาชนไปสู่ความเสี่ยงสูงสุด เพราะเมื่อประชาชนขาดข้อมูลเตือนภัยที่แท้จริง ย่อมนำมาซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาด เช่น การขับรถเข้าไปในเส้นทางที่น้ำท่วมสูงจนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินดังภาพที่ปรากฏ
[ ข้อแนะนำสำหรับประชาชน ]
โพสต์ของทนายคลายทุกข์ คือการส่องกระจกสะท้อนความบิดเบี้ยวของการบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทย เป็นตลกร้ายที่ซ่อนคำเตือนว่า ในยุคที่ข่าวสารคือความอยู่รอด ประชาชนต้องรู้จักวิธีป้องกันตนเองทางกฎหมาย

ข้อแนะนำในการโพสต์เตือนภัยอย่างปลอดภัย 100%:.

1.ยึดหลักความจริง (Fact-based): โพสต์เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มีภาพประกอบ ระบุ วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน
2.งดการเติมแต่งหรือคาดเดาเกินจริง (No Exaggeration): หลีกเลี่ยงการใช้คำขยายที่อาจบิดเบือน เช่น "น้ำจะท่วมมิดหลังคาบ้านแล้วตายแน่ๆ" หากยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ให้ใช้คำอธิบายเชิงกายภาพ เช่น "ขณะนี้น้ำสูงระดับเอวแล้ว"
3.ระบุวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์: เช่น เขียนต่อท้ายว่า "โพสต์เพื่อเป็นข้อมูลเตือนภัยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงเส้นทาง" จะช่วยแสดงเจตนา (Intent) ที่บริสุทธิ์ได้อย่างชัดเจนในทางกฎหมาย

สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นเรื่องของธรรมชาติและการบริหารจัดการ แต่เรื่องเสรีภาพในการพูดความจริง เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจถูกน้ำพัดพาหรือจมหายไปได้ กฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือในการปิดตาและปิดปากผู้ประสบภัย.
#น้ำท่วมกทม #ทนายคลายทุกข์ #ทนายเดชา #รู้กฎหมายไว้ไม่เสียเปรียบ #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้

รัฐบาลยืนยัน รฟม. ไม่มีพฤติกรรมรีดไถค่าบริการจอดรถในทุกพื้นที่แต่อย่างใด แจงปมดราม่าค่าจอดรถสถานีคลองบ้านม้า สายสีส้ม เป...
27/09/2026

รัฐบาลยืนยัน รฟม. ไม่มีพฤติกรรมรีดไถค่าบริการจอดรถในทุกพื้นที่แต่อย่างใด แจงปมดราม่าค่าจอดรถสถานีคลองบ้านม้า สายสีส้ม เป็นค่าบริการรายเดือนปกติ พร้อมคืนเงิน 1,000 บาท หากนำรถออกตามกำหนด
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ร องโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมนำรถไปจอดที่อาคารจอดแล้วจร สถานีคลองบ้านม้า รถไฟฟ้าสายสีส้ม แล้วถูกเรียกเก็บค่าจอดรถเป็นจำนวนเงินคันละ 1000 บาทจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพฤติกรรมรีดไถซ้ำเติมประชาชน นั้น
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เงินจำนวน 1000 บาท ที่เรียกเก็บไปนั้น เป็นอัตราค่าบริการจอดรถรายเดือนตามปกติ สำหรับผู้ใช้บริการอาคารจอดแล้วจร สถานีคลองบ้านม้า เนื่องจากกลุ่มผู้เดือดร้อนได้นำรถเข้ามาจอดตั้งแต่คืนวันที่ 25 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ รฟม. จะมีการออกประกาศอย่างเป็นทางการให้นำรถเข้าจอดฟรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยผู้ใช้บริการในขณะนั้น ตัดสินใจสมัครรับบริการรายเดือน เนื่องจากมีอัตราที่ถูกกว่ารายวัน
ทั้งนี้ หลังจากที่ รฟม. มีประกาศ มาตรการช่วยเหลือให้จอดรถฟรีออกมาในภายหลัง เจ้าหน้าที่ประจำอาคารจอดรถได้เร่งติดต่อประสานงานไปยังผู้ใช้บริการทุกรายที่ได้ชำระเงินไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยแจ้งเงื่อนไขว่า หากผู้ใช้บริการนำรถออกจากอาคารจอดรถก่อนวันที่ 2 ต.ค. 2569 รฟม. จะดำเนินการคืนเงินจำนวน 1,000 บาท ให้เต็มจำนวน แต่หากจอดรถเกินกว่าวันที่ 2 ตุลาคม 2569 จะคิดค่าบริการ เป็นจำนวน 1,000 บาท ตามอัตราค่าใช้บริการจอดรถรายเดือนปกติ
”ขอยืนยันว่า รฟม. ไม่มีการเรียกเก็บเงิน หรือมีพฤติกรรมรีดไถค่าบริการจอดรถในทุกพื้นที่แต่อย่างใด ซึ่งในช่วงสถานการณ์ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในขณะนี้ ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ช่วยแบ่งเบาความเดือดร้อน ตามนโยบายของรัฐบาล และตามข้อสั่งการของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว.
#รฟม #เก็บเงินค่าจอดรถ #ปัดรีดไถประชาชน #โฆษกรัฐบาล #น้ำท่วม #กทม.

ที่อยู่

111
Bangkok
10210

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้:

ทางลัด

แชร์