ตาตาร์สถาน ไครเมีย ตามรอยตาตาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย

ตาตาร์สถาน ไครเมีย ตามรอยตาตาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ตาตาร์สถาน ไครเมีย ตามรอยตาตาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย, โฆษณา/การตลาด, Bangkok.

14/05/2020

Planet Blue รับจัดนำเที่ยวแบบ Private Tour ท่องเที่ยวเส้นทางแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครทั่วโลก เพจนี้เป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท่านั้น ถ้าต้องการแสดงความคิดเห็นและติดตามโปรแกรมเที่ยวอื่นๆ ของบริษัท ขอเชิญที่หน้าหลัก Facebook ของบริษัทครับ

สนใจติดต่อ บริษัท พลาเน็ทบลู จำกัด
8/299 อาคารเดอะไลท์เฮ้าส์ ชั้น 2 ห้อง 203
ถ.เจริญนคร เขตคลองสาน กทม. 10600
Tel: 028612098-9, 098-885-8842, 098-865-2094
Line ID :
Instagram : planetblue_travel

ร่วมค้นหาธรรมชาติ วัฒนธรรม ในเส้นทาง

สาธารณรัฐตาตาร์สถาน Republic of Tatarstan ประว้ติของตาตาร์สถาน มาจากการตั้งรกรากของชาวมองโกล พวกมองโกลมีชื่อเรียกในหมู่ช...
12/05/2020

สาธารณรัฐตาตาร์สถาน Republic of Tatarstan ประว้ติของตาตาร์สถาน มาจากการตั้งรกรากของชาวมองโกล พวกมองโกลมีชื่อเรียกในหมู่ชาวรัสเซียว่า "ตาร์ตาร์" (Tartar) ใน ค.ศ. 1223 เจงกิสข่าน (1167-1227) แม่ทัพและผู้นำได้นำทัพพวกตาร์ตาร์เข้ารุกรานรัสเซีย และมีชัยชนะเหนือเจ้าเมืองต่าง ๆ ตามชายฝั่งแม่น้ำกัลกา (Kalka) ใกล้ทะเลอาซอฟ (Azov) แต่ไม่ได้ยึดครองและเดินทางกลับ ต่อมาใน ค.ศ. 1238 กองทัพมองโกลได้ยาตราทัพเข้าบุกทำลายรัสเซียอีกครั้ง และสามารถยึดทำลายกรุงเคียฟได้ หลังจากนั้นกองทัพมองโกลก็เดินทัพต่อไปยังทะเลอะเดรียติก แต่เมื่อผู้นำทัพในขณะนั้นเสียชีวิตลง พวกมองโกลก็ยุติการบดขยี้รัสเซียและคิดตั้งถิ่นฐานในดินแดนรัสเซียทางแถบแม่น้ำวอลก้า โดยมอบความไว้วางใจในการปกครองให้แก่เจ้าผู้ครองนครมอสโกให้มีหน้าที่รวบรวมเครื่องราชบรรณาการจากเจ้าผู้ครองนครอื่น ๆ ในรัสเซียเพื่อมอบให้แก่ประมุขชาวมองโกลในรัสเซีย หรื่อที่เรียกว่าข่าน ซึ่งต่อมาประทับที่นครคาซาน

พอถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 12 ถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 15 กีร์เมนหรือเครมลินของชาวคาซาน ก็กลายเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรกาซาน ที่รวมตัวเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแห่งหนึ่งที่ลูกหลานของเจงกิสข่านปกครองอยู่ แต่หลังจากอาณาจักรดังกล่าวแตกกระจัดกระจายกันออกไปในปี 1438 ราชอาณาจักรกาซาน ก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า ราชอาณาจักรข่าน กาซาน และกีร์เมน ก็เป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักร แต่ในปี 1552 ราชอาณาจักรแห่งนี้ ก็สูญสิ้นอิสรภาพ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย เมื่อพ่ายแพ้ต่อการทำศึกกับรัสเซียที่นำโดยพระเจ้าซาร์อีวาน ที่ 4 หรืออีวาน ผู้โหดร้าย ปัจจุบันเมืองคาซานแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ รวมไปถึงเป็นหนึ่งในศูนย์อุตสาหกรรมและการเงินที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียอีกด้วย

เมืองคาซาน Kazan ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐตาตาร์สถาน Republic of Tatarstan สาธารณรัฐปกครองตนเองในเขตสหพันธ์วอลกา (V...
12/05/2020

เมืองคาซาน Kazan ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐตาตาร์สถาน Republic of Tatarstan สาธารณรัฐปกครองตนเองในเขตสหพันธ์วอลกา (Volga Federal District) 1 ใน 7 เขตสหพันธ์ (Federal Districts) ของประเทศรัสเซีย ปัจจุบันคาซานเป็นเมืองใหญ่อันดับสามในรัสเซีย รองจาก มอสโคว และเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ตัวเมืองคาซานนั้นตั้งอยู่บนจุดบรรจบของแม่น้ำโวลก้า (Volga) และแม่น้ำคาซานก้า (Kazanka River) เมืองคาซาน เป็นเมืองหลวงของชาวตาร์ต้าซึ่งนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลักสถาปัตยกรรมของคาซานโดยมากจึงเป็นแบบมุสลิม แปลกตา แตกต่างจากรัสเซียที่เราคุ้นเคยกันที่สังเกตุได้ชัดคือ ที่คาซานนั้นแทนที่จะมีโบถส์อย่างเดียว ก็จะมีมัสยิดสลับกับโบถส์คริสต์ออโธดอกซ์เป็นระยะๆ

สัมผัสกับหัวใจของเมืองคาซาน "เครมลิน แห่งคาซาน หรือ ป้อมปราการสีขาวแห่งคาซาน Kazan Kremlin ซึ่งถือว่าเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของเมืองคาซาน ก่อตั้งขึ้นบนที่ตั้งโบราณ มีอายุตั้งแต่สมัยมุสลิมแห่งอาณาจักรโกลเดน ฮอร์ด Golden Horde (เขตปกครองของมองโกลทางทิศตะวันตกของอาณาจักรมองโกลช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13-16) และคาซาน คาเนต Kazan Khanate แคว้นคาซาน ในการปกครองของข่าน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-16) ดินแดนแห่งนี้พ่ายแพ้ต่อพระเจ้าอิวานจอมโหด และได้กลายเป็นศูนย์กลางคริสตศาสนาแห่งดินแดนโวลกา (Christian See of the Volga Land) ซึ่งถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี 2000 ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นป้อมปราการของตาตาร์ (Tatar) เพียงแห่งเดียวที่เหลืออยู่ในรัสเซียและสถานที่แสวงบุญสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มอาคารประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นจากศตวรรษที่ 16-19 สถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของอาคารเก่าแก่และสวยงามจำนวนมาก โดยอาคารส่วนใหญ่ของที่นี่จะถูกสร้างขึ้นจากหินสีขาวเกือบทั้งหมด โดยอาคารที่เก่าแก่ที่สุด คือ มหาวิหารแอนนันชิเอชั่น Annunciation Cathedral หรือ มหาวิหารแม่พระรับสาร ซึ่งถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1554 - 1562 เป็นศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาและการศึกษาที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของเมืองคาซาน

ชม หอเอียงแห่งคาซาน หอซูยุมบิก Soyembika Tower ที่เอียงจากแกนกลางถึง 2 เมตร อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คที่มีชื่อเสียงของเครมลินแห่งคาซาน อีกทั้งยังถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมืองคาซาน ปัจจุบันทาวเวอร์แห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองคาซานอีกด้วย มีตำนานเล่าว่าหอคอยแห่งนี้ได้ชื่อตามราชินีองค์สุดท้ายของคาซาน ที่ได้ฆ่าตัวตายด้วยการโดดลงมาจากหอคอยชั้นหก

ถัดจากนั้นเยือน มัสยิดคุล ชาริฟ Qolsharif Mosque มัสยิดที่มีชื่อเสียงและมีขนาดใหญ่ที่สุดในรัสเซียและในทวีปยุโรป โดยมัสยิดถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 16 - 17 และได้รับการบูรณะในภายหลังอีกครั้งหนึ่งโดยการสมทบทุนจากนานาๆประเทศ เช่น ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของเหล่านักแสวงบัญเป็นจำนวนมาก

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสาธารณรัฐตาตาร์สถาน National Museum of the Republic of Tatarstan ซึ่งเปิดให้เข้าชมครั้งแรกในวันที่ 5 เมษายน ปี ค.ศ. 1895 เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ที่ถือว่า เป็นอนุสาวรีย์ทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของรัสเซีย และสาธารณรัฐตาตาร์สถาน เป็นศูนย์รวมรวมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุ เหรียญทองโบราณ รวมไปถึงคอลเลกชันส่วนตัวของนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์อื่นๆอีกจำนวนมาก

ย่านเมืองเก่าของคาซาน Old Town of Kazan เมืองที่มีความเก่าแก่นับพันปี และในความหลากหลายทางเชื้อชาติของประชากรนั้น คนส่วนใหญ่ คือ ชาวตาตาร์ซึ่งอยู่อาศัยที่นี่มาตั้งแต่ดั้งเดิม และชาวรัสเซีย โดยมีศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลัก อีกทั้งยังอีกหนึ่งเมืองหลักของรัสเซีย ที่ได้รับการเลือกให้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ด้วย

ผ่านชมโบสถ์ออโธดอกซ์ยอดโดมทองคำสไตล์รัสเซียที่คั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าคาซาน โรงละคร Puppet Theatre, มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และเซนต์ปอล St.Peter and St.Paul Cathedral, หอสมุดแห่งชาติ National Library, อนุสรณ์สถานของ Feodor Ivanovich Chaliapin นักโอเปร่าที่มีชื่อเสียงของคาซาน และ มหาวิหารและหอระฆังใหญ่เอพิพานี่ Epiphany Cathedral & Bell Tower สัญญักษณ์ของเมืองคาซาน

เดินช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าบน ถนนบาอูมานน์ Baumann Street ซึ่งเป็นถนนช้อปปิ้งสายสำคัญภายในเมืองคาซาน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าถนนอารบัดแห่งคาซาน เดิมในศตวรรษที่ 15 มีการเริ่มสร้างถนนแห่งนี้ โดยใช้ชื่อว่า Nogayskaya Road และได้มีการเปลี่ยนชื่อมาอีกหลายครั้ง จนสุดท้ายในปี 1930 จึงได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อเรียกถนนสายนี้ ว่า Baumann ตามชื่อของนักปฏิวัติ Nikolay Baumann ชาวคาซาน ถนนสายหลักของเมืองคาซานแห่งนี้ เป็น walking street ที่รวมเอาทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งร้านอาหาร แหล่งช๊อปปิ้ง และที่พัก มีน้ำพุเป็นแหล่งนัดพบ เป็นสถานที่ที่ชาวเมืองนิยมมาทำกิจกรรม จัดงานเฉลิมฉลอง และการแสดงต่างๆ ร่วมกัน

จากนั้นท่านจะได้พบกับความงดงามของรูปปั้นทองแดงรูปสัตว์ต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่บนถนนสายนี้ สองข้างทางประกอบด้วยโบสถ์และตึกรามบ้านช่องสุดถนนเป็นพระราชวังเครมลิน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ สามารถเดินเล่นจนสุดสายถนนไปยังจตุรัสตูคาย่า เป็นที่ตั้งรูปปั้น ฟีโอดอร์ ชาเลียปิน Fyodor Shalyapin นักร้องโอเปร่าชื่อดัง เลยไปอีกนิดเป็นโบถส์สีฟ้า ยอดสีทองและหอระฆังสูงตระหง่านริมถนนบาอูมาน ซึ่งน่าจะเป็นเสน่ห์ของถนนเส้นนี้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เมืองโบลก้าร์ Bolgar เป็นเมืองแห่งสถาปัตยกรรมโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตามบริเวณริมฝั่งแม่น้าโวลก้าที่กลายเป็น แหล่งที่อยู่อาศ...
12/05/2020

เมืองโบลก้าร์ Bolgar เป็นเมืองแห่งสถาปัตยกรรมโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตามบริเวณริมฝั่งแม่น้าโวลก้าที่กลายเป็น แหล่งที่อยู่อาศัยตั้งถิ่นฐานในราวศตวรรษที่ 9-10 และนักธรณีวิทยาได้ขุดค้นพิศูจน์ให้เห็นว่า เคยเป็นที่อยู่อาศัยในยุคของนีโอลิติค ยุคบรอนซ์ และตอนต้นของยุดเหล็กด้วย ต่อมาได้เป็นแหล่งศูนย์กลางที่มีความสาคัญทางด้านการค้าขายระหว่างรัสเซียและตะวันออก ในปี ค.ศ.1236 เมืองโบลก้าร์ได้ถูกยึดครองโดยกองทัพมองโกล และยังเคยเป็นเมืองหลวงของ อาณาจักรกระโจมทองคำ Golden Horde และต่อมาในปี ค.ศ.1395 โดยกองทัพของตีมูร์ ภายหลังที่ถูกทำลาย ซึ่งในแต่ครั้งก็ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่ แต่ในปี ค.ศ.1431 ภายหลังที่ถูกปกครองโดยแกรนด์ ดุ๊ก บาซิล ที่ 2 เมืองนี้ก็ได้ถูกทำลายโดยไม่มีโอกาสที่จะสร้างขึ้นใหม่ได้ในศตวรรษที่ 15

โบลก้าร์เป็นเมืองแห่งสถาปัตยกรรมโบราณผสมผสานกันระหว่างทั้งของชาวมุสลิม และชาวมองโกล เป็นเมืองที่มีความสำคัญต่อบรรพบุรุษของชนเผ่าตาตาร์ด้วยเช่นกัน ชาวโบลการ์โบราณถือว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวบัลแกเรียอีกด้วย ด้วยรากฐานทางอารยะธรรมที่เก่าแก่จนได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจ ได้รับการบูรณะให้เป็นตัวแทนของด้านประวัติศาสตร์ในด้านการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2014

เมืองเก่าโบลก้าร์ Old Town of Bolgar ณ ที่นี้ ท่านจะได้พบกับ ทัศนียภาพและความงามเริ่มต้นตั้งแต่เหยียบย่างก้าวเข้าสู่ท่าเทียบเรือของเมือง จะพบคูเมืองเล็ก ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนผนังของเมือง ชมความงามและตื่นตากับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นด้วยหินสีขาว ทั้งสุเหร่าขนาดเล็ก-ใหญ่ มัสยิดของชาวมุสลิม และพระราชวังที่ข่านเคยอยู่อาศัย รวมไปถึงสุสานที่ฝั่งศพอีกด้วย

สัมผัสกับความงามของท้องถิ่น ความเป็นอยู่ในอดีตของชาวบรรพบุรุษของชาวตาตาร์ที่เคยดำรงอยู่ เสมือนได้ย้อนเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ของเมืองนี้อย่างแท้จริง

ชม หมู่บ้านของชนเผ่าตาต้าร์ ที่สร้างด้วยไม้และประดับตกแต่งด้วยต้นไม้ ดอกไม้ อย่างสวยงาม ชมศิลปะต่างๆ ในการสร้างบ้านในแบบของชนเผาตาต้า บ้านทั้งหลังถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามและมั่นคง โดยที่แทบจะไม่ได้ใช้ตะปูยึดเลย โบลก้าร์ผสมผสานของชนเผ่ามองโกลและชาวมุสลิม และยังเป็นที่อาศัยของชนเผ่าเร่ร่อนในลุ่มแม่น้าโวลก้า-โบลก้าร์ และยังมีความสาคัญต่อบรรพบุรุษของชาเผ่าตาตาร์ด้วยซึ่งมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ตั้งแต่ในระหว่างศตวรรษที่ 7 ซึ่งเป็น หลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ที่อยู่ต่อกันมาและรวมทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและยังสัญลักษณ์ของพวกอิสลามที่ได้เข้ามาในราวปี ค.ศ.922 และยังคงเป็นสถานที่สาคัญในการจาริกแสวงบุญของชาวตาตาร์ที่เป็นมุสลิม

มัสยิดสีขาว White Mosque ถูกสร้างขึ้นให้เป็นมัสยิดขนาดใหญ่แห่งใหม่ของเมืองและใหญ่ ที่สุดในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นตาตาร์สถานมัสยิดแห่งนี้ ตั้งอยู่ใกล้ทางเข้าด้านประตูทิศใต้ของโบลการ์ มัสยิดมีสีขาวโพลนเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่องและจิตวิญญาณ อาคารมัสยิดมีโดมสามหลัง หอคอยอาซานสองหอสูง 46.5 เมตร โดมใหญ่ตรงกลางมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 เมตร สูงจากพื้นมัสยิด 17 เมตร เสามินาเร่หรือหอคอยของมัสยิดเลียนแบบมาจากมัสยิดนบีมุฮัมมัด ที่เมืองมาดีนา ตามคาแนะนาของ มินติเมอร์ ชัยมิเยฟ ประธานาธิบดีคนแรกของตาตาร์สถาน ความกว้างของห้องโถงละหมาด มีพื้นที่ขนาด 1,500 ตรม. มีเสา 88 ต้น ทางเข้ามัสยิดมีน้าพุซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการชาระล้างร่างกายก่อนละหมาด

เกาะมรดกโลก เกาะเสวียชก์  Sviyazhsk Island โดยเรือเร็ว Speed Boat ตามแม่น้ำโวลก้า Volga River ใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโม...
12/05/2020

เกาะมรดกโลก เกาะเสวียชก์ Sviyazhsk Island โดยเรือเร็ว Speed Boat ตามแม่น้ำโวลก้า Volga River ใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมง ท่านจะได้พบกับเกาะกลางน้ำ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี ตั้งแต่สมัยรัสเซีย โดยพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 บุกเข้ามายังดินแดนตาตาร์แห่งนี้ และใช้ภูมิทัศน์ของเมืองเสวียชก์

เกาะเสวียชก์มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1551 เมื่อ พระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 หรือ อีวานจอมโหด Tsar Evan 4th the Terrible ได้ยกทัพแบบเต็มกำลังบุกเมืองคาซาน โดยตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลอีวาน Ivan ตามชื่อของผู้ก่อตั้ง แต่ต่อมา ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “เสวียช์ก” ตามชื่อ แม่น้ำสวิยากา Sviyaga ในช่วงนั้นซาร์อีวานที่ 4 ได้ทำการเคลื่อนพลทหารกว่า 150,000 นาย ล่องมาตามแม่น้ำโวลก้า และได้ตัดสินใจสร้างเมืองแห่งนีขึ้นด้วยไม้เพื่อทำเป็นป้อมปราการ ในวันที่ 24 พค. ปี ค.ศ. 1551 ซึ่งใช้เวลาเพียง 4 สัปดาห์เท่านั้น โดยการสร้างป้อมปราการ และค่ายทหารเป็นชิ้นๆที่เมืองใกล้เคียง และส่งมาประกอบที่นี่ อีวานได้ทำการปิดล้อมรอบเมืองคาซาน โดยตัดการเข้าถึงแหล่งน้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เมื่อขาดน้ำเหล่าทหารคาซานก็อ่อนแรง หมดแรงต้าน เมืองคาซานจึงต้องยอมสิโรราบให้กับกองทัพของซาร์อีวานที่ 4 (ในสมัยนั้น เสียซ์ก ยังไม่ได้เป็นเกาะ แต่เป็นเนินเขาเตี้ยๆที่เหมาะแก่การสร้างป้อมปราการ เสวียช์ก กลายเป็นเกาะ เมื่อมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำในปี ค.ศ. 1957 จนระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นจนท่วมพื้นดินรอบๆเนินเขา จนเสวียซ์กกลายเป็นเกาะ)

ชมความสวยงามของป้อมปราการที่อยู่ทางตอนเหนือของเกาะ ซึ่งภายในป้อมปราการเป็นที่ตั้งของ วิหารอัสสัมชัญแห่งพระแม่นฤมลทินประทานพร Assumption Monastery of the Blessed Virgin (Holy Dormition Monastery) โบสถ์คริสต์จักรนิกายออร์โธดอร์กเก่าแก่ขนาดใหญ่มีหลังคาโดมสีทอง ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ UNESCO ในปี ค.ศ. 2017

ภายในวิหารยังมีภาพจิตกรรมฝาผนังเฟรสโก้สไตล์ออร์โธด็อกซ์ตะวันออก ถือว่าเป็นหนึ่งในภาพทีหาชมได้ยากทีสุดอีกด้วย ภายในยังมี หอระฆัง และบ้านเรือนบนเกาะที่ตกแต่งอย่างสวยงาม

ชมวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้คนบนเกาะ ชมการโชว์ของช่างตีเหล็กแบบโบราณ และคอกม้าของ อารามอุซเปนสกี้ Horseyard of Uspensky Monastery และ ช้อปปิ้งสินค้าที่ระลึกพื้นเมืองมากมาย ผลิตภัณฑ์ที่ส่วนใหญ่ผลิตจากไม้เป็นหลัก

จากนั้นไปชมอีกกลุ่มของ 3 วิหารทางด้านใต้ของเกาะ ได้แก่ โบสถ์พระตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์ Holy Trinity Church ที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง และมีอายุมากที่สุดในเกาะในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียนออร์โธดอกซ์ดั้งเดิม ตัดกับ อาศนวิหารพระแม่ผู้โศกเศร้าและสุขสันต์ Cathedral of Our Lady of All Sorrows of Joy ขนาดใหญ่ในสถาปัตยกรรมแบบกรีกไบแซนไทน์ และ โบสถ์เซนต์เซอร์จิอุสแห่งราโดเนซห์ Church of St. Sergius of Radonezh ที่สร้างด้วยอิฐพร้อมหอระฆังสีขาวแบบรัสเซียนออร์โธดอกซ์ ที่อยู่ติดกัน

นอกจากนี้ท่านจะได้ชื่นชมและสัมผัสความงดงามของทัศนยภาพรอบเมืองลอยน้ำ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์จากต้นไม้เขียวขจี ชมความอลังการของป้อมปราการ รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างต่างๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของชาวเมืองตาตาร์ ซึ่งเกาะนี้ยังได้รับการยอมรับจากยูเนสโกว่าเป็นมรดกโลกอีกด้วย

อารามไรฟา โบโกโรดินสกี้ Raifa Bogorodinsky Monastery เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยงามที่สุดในตาตาร์สถาน ตั้งอยุ่บนฝั่งทะเลสาบ...
12/05/2020

อารามไรฟา โบโกโรดินสกี้ Raifa Bogorodinsky Monastery เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยงามที่สุดในตาตาร์สถาน ตั้งอยุ่บนฝั่งทะเลสาบไรฟา Raifa Lake ที่งดงาม ล้อมรอบด้วยป่าบริสุทธิ์ เงียบสงบแต่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ อารามไรฟาก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 16 - 17 เพื่อเป็นที่เคารพสักการะต่อสิ่งที่ดลบันดาลใจและความประทับใจต่อ พระนางแห่ง จอร์เจีย Lady of Georgia วิหารแห่งนี้ประกอบไปด้วยโบสถ์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นเกียรติแด่พระแม่แห่งพระผู้เป็นเจ้าโบสถ์ เพื่อเป็นเกียรติ์แด่พระบิดาในซีนายและนอกจากนั้นยังมีหอระฆังไรฟาที่ประตูทางเข้าเพื่อเป็นเกียรติ์แด่อาร์ชานเจล ไมเคิล และยังมีแหล่งน้าอันศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

อารามแห่งนี้มีตำนานปาฏิหารย์ที่เป็นที่ร่ำลือกันมานาน เกี่ยวกับเสียงร้องกบจำนวนมากที่ก่อกวนความสงบของพระในวัด จนพระต้องขออฐิธานต่อพระเจ้าให้ปกป้องพวกนักบวชทุกคนจากเสียงร้องรังควานของเหล่าฝูงกบ ปาฏิหารณ์เกิดขึ้นในที่สุด เหล่าฝูงกบก็หยุดร้อง ความสงบจึงกลับคืนมาสู่โบสถ์อีกครั้ง

ชมความงดงามของสถาปัตยกรรมทั้งมวลผนังหินกลมสีขาว, ประตูหอระฆัง เมื่อมองขึ้นไปบนยอดหลังคา จะเห็นไม้กางเขนสีทองตัดกับสีเขียวของป่า และสีฟ้าของโดมพระวิหาร ดูศักดิ์สิทธิ์และงดงาม

วิหารแห่งจักรวาล Temple of the Universe หรือ โบสถ์แห่งทุกศาสนา Temple of All Religions ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นด้วยการรวม...
12/05/2020

วิหารแห่งจักรวาล Temple of the Universe หรือ โบสถ์แห่งทุกศาสนา Temple of All Religions ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นด้วยการรวมงานสถาปัตของหลายศาสนามารวมกันไว้ที่วิหารแห่นี้ เช่น ยอดโดมออโธดอกซ์ หอมินาเร่ห์ ยอดวิหารโบสถ์ยิว Synagogue และอีกหลายๆรูปแบบมาไว้ด้วยกัน วิหารแห่งทุกศาสนานี้มุ่งเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างคนต่างศาสนา งานก่อสร้างศาสนสถานเเห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2535 หลังจากนายอิลดาร์ คานอฟ Ildar Khanov สถาปนิกท้องถิ่น บอกว่า พระเยซูเสร็จมาเยี่ยมเขา นายอิลดาร์ คานอฟ เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2556 เเละนายอิลกิซ คานอฟ Ilgiz Khanov น้องชายของเขาได้รับสืบทอดงานก่อสร้างศาสนสถานเเห่งนี้ต่อจนเสร็จ นายคานอฟผู้น้องกล่าวว่า พระเยซูได้ชี้ทางให้เเก่พี่ชายเเละบอกให้เริ่มขุดฐานของวัด แต่พี่ชายบอกว่าไม่มีเงินในการก่อสร้างวัด เเต่พระเยซูตรัสว่าให้เริ่มการก่อสร้างและคอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท้ายสุดก็มีผู้บริจาคอย่างต่อเนื่องจนวิหารเเห่งนี้ก็ถือกำเนิดขึ้น

อาณาจักรตาตาร์แห่งไครเมีย หลังการการล่มสลายของอาณาจักรตาตาร์มองโกล กระโจมทองคำ Golden Horde ข่านแห่งไครเมีย Menglis-Gire...
12/05/2020

อาณาจักรตาตาร์แห่งไครเมีย หลังการการล่มสลายของอาณาจักรตาตาร์มองโกล กระโจมทองคำ Golden Horde ข่านแห่งไครเมีย Menglis-Girei ทรงย้ายเมืองหลวงจากป้อมปราการที่นี่ไปยัง เมืองแบคชิซาราย Bakhchysarai ในกลางศตวรรษที่ 17 พวกตาตาร์ส่วนใหญ่ได้อพยพออกไป เหลืออยู่เฉพาะพวก Karaites ซึ่งเป็นลูกหลานของ คาซาร์ส์ Khazars ที่พูดภาษาเตอร์กโบราณ แต่พวกนี้ได้เข้ารีตนับถีอศาสนายูดาย (ยิว) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 พวกตาตาร์ส่วนใหญ่ถือว่า Karaites เป็นชาวยิว ซึ่งเป็นที่มาชื่อของ Chufut-Qale ซึ่งในภาษาเตอร์กหมายถึง "ป้อมปราการของชาวยิว" ในเวลาต่อมาชาว Karaites ได้รับเอานิกาย Karaism ที่ปฏิเสธการนับถือ พระยิว (แรบไบท์) และพระคัมภีร์ตาลมุด และมีการตีความพระคัมภีร์โตรา แตกต่างจากชาวยิวทั่วไป
ในกลางศตวรรษที่ 19 เมื่อคาบสมุทรไครเมียถูกรวมเข้ากับจักรวรรดิรัสเซีย ชาว Karaites ได้ประกาศยอบรับการปกครองของรัสเซีย รัสเซียจึงมอบสถานภาพพิเศษให้ชาว Karaites เลือกอาศัยอยุ่ที่ใดก็ได้ในจักรวรรดิ หลังจากนั้นชาวเมือง Chuft - Qale ก็ทยอยย้ายออกไปจนกลายเป็นเมืองร้าง เหลือไว้แต่ซากป้อมปราการโบราณ หมู่ถ้ำ และภูมิประเทศแปลกประหลาดเป็นประจักษ์พยานถึงอดีตของนครโบราณแห่งนี้

ไครเมีย กับความขัดแย้ง ยูเครน - รัสเซีย Crimea and Ukraine - Russia Conflict โดยแท้จริงแล้ว ชาวรัสเซียและชาวยูเครน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นชนชาติเดียวกัน เพราะเป็นชาวสลาฟตะวันออกด้วยกัน และเป็นชนชาติรุส Rus เหมือนกัน ประวัติศาสตร์รัสเซียก็เริ่มขึ้นที่แคว้นยูเครน โดยมีเมืองหลวงชื่อ “เคียฟ Kiev” (ปัจจุบันเคียฟก็คือเมืองหลวงของยูเครน) ส่วน มอสโคว์ หรือ มอสโควี่ Moscowy ในขณะนั้นเกิดขึ้นทีหลัง และเมื่อรัสเซียตกเป็นเมืองขึ้นของพวกมองโกลร่วม 200 ปี ทางแคว้นมอสโคว์ จึงเป็นผู้นำชาวรัสเซียปลดแอกจากมองโกลได้สำเร็จ

ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนมีต้นตอมาตั้งแต่สมัยที่ยูเครนเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตที่มีรัสเซียเป็นผู้นำ โดยที่ยูเครนซึ่งมีพรมแดนทางตะวันออกเกือบทั้งหมดติดกับรัสเซีย มีประชากรส่วนหนึ่งที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกมีแนวคิดและวิถีชีวิตคล้ายคลึงไปในทางรัสเซีย และใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาราชการ ขณะที่ประชากรในฝั่งตะวันตกซึ่งมีพื้นที่ติดกับยุโรปกลับมีแนวคิดและวิถีชีวิตใกล้เคียงกับชาวยุโรป และเริ่มเปิดรับระบบทุนนิยมเข้ามา ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกและตะวันออก ส่งผลให้ประชาชนในประเทศซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่ฝักใฝ่สหภาพยุโรป Pro-Euromaiden และ ฝ่ายที่ฝักใฝ่รัสเซีย Pro-Russian มีปัญหาความไม่ลงรอยกันมาโดยตลอด ฟางเส้นสุดท้ายระหว่างรัสเซียและยูเครนขาดสะบั้นลงในปี 2014 เมื่อประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิช ซึ่งเป็นรู้กันว่าอยู่ฝ่ายฝักใฝ่รัสเซียและมีรัฐบาลรัสเซียหนุนหลังอยู่ ปฏิเสธไม่นำยูเครนเข้าร่วมในสหภาพยุโรป (EU) ทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะคาดหวังกันว่าการเข้าร่วมกับ EU นั้นจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองดีขึ้น จนเกิดการลุกฮือเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดี เหตุการณ์นี้รู้จักกันในนาม “การปฏิวัติสีส้ม” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จนนานาชาติต้องออกมาไกล่เกลี่ยเพื่อลดความสูญเสีย และดูเหมือนว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี หลังจากปธน.ยานูโควิชถูกรัฐสภาขับออกจากตำแหน่งและลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ กระทั่งประชาชนในรัฐไครเมีย ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน เริ่มแสดงความไม่พอใจและก่อจลาจลขึ้น ด้วยการปิดสถานที่ราชการและปลดธงชาติยูเครนลงจากเสาและจะชักธงชาติรัสเซียขึ้นแทน อีกทั้งมีกองกำลังไม่ระบุฝ่าย ซึ่งคาดกันว่าเป็นทหารของฝั่งรัสเซียเข้ายึดสถานที่สำคัญต่างๆ ภายในรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ผนวกไครเมียกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ขณะที่ฝ่ายรัสเซียก็ได้ยกกองกัพเข้ามาประชิดพรมแดนยูเครน ทำให้ความขัดแย้งภายในประเทศลุกลามบานปลายจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

วิกฤตการ์ไครเมีย Crimea Crisis คาบสมุทรไครเมีย เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ 27,000 ตร.กม. ตั้งอยู่ชายฝั่งเหนือทะเลดำ มีประชากร 2.4 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่ยูเครน โดยครึ่งหนึ่งเป็นชนเชื้อสายรัสเซีย ที่เหลือเป็นชนเชื้อสายยูเครนและชนเชื้อสายตาตาร์ ไครเมียเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมองโกลในรัสเซียหรือที่เรียกว่า อาณาจักรกระโจมทองคำ Golden Hordes ต่อมากลายเป็นประเทศราชของอาณาจักรออตโตมันเตอร์ก ก่อนที่รัสเซียที่เริ่มเกรียงไกรของพระนาง Catherine มหาราชจะผนวกไครเมียในปี 1783 รัสเซียพยายามครอบครองไครเมียเรื่อยมา แม้จะต้องเสียอธิปไตยในไครเมียในบางครั้ง เช่น สมัยสงครามไครเมียในศตวรรษที่ 19 หรือ Crimean War ที่รัสเซียต้องรบกับอาณาจักรออตโตมันเตอร์ก ที่มีพันธมิตรอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส และสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีเยอรมันก็ยึดแคว้นนี้ได้ถึงสามปี แต่รัสเซียก็ยังทวงคืนได้ในเวลาต่อมา

ไครเมียอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซียมาเป็นเวลายาวนานกว่า 200 ปี ก่อนที่นายนิกิตา ครุสชอฟ ผู้นำโซเวียตในขณะนั้นจะยกดินแดนดังกล่าวให้เป็นของยูเครน ซึ่งขณะนั้นยังเป็นดินแดนของสหภาพโซเวียตอยู่ในปี 1954 จนยูเครนได้รับเอกราชหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ไครเมียก็ได้เป็นรัฐปกครองตนเองภายใต้การปกครองของยูเครน และเป็นเสมือนรัฐมรดกที่ยูเครนได้รับมาจากสหภาพโซเวียต แต่เรื่องราวต่อมาไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในไครเมียเป็นคนเชื้อสายรัสเซีย อีกทั้งรัฐไครเมียยังเป็นที่ตั้งของเมืองเซวาสโตโพล ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันกับรัสเซียมาตั้งแต่ครั้งอดีตจนได้รับการขนานนามจากชาวรัสเซียว่าเป็น "เมืองแห่งความรุงโรจน์แห่งชนรัสเซีย" ทำให้ประชาชนในบริเวณนั้นมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าพวกเขาควรหวนคืนสู่แผ่นดินแม่ ขณะที่รัฐบาลรัสเซียก็ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วยการอ้างเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตลอดมา แนวคิดในการแยกตัวเป็นเอกราชเพื่อกลับสู่ผืนแผ่นดินแม่ได้ติดตรึงอยู่ในใจของชาวไครเมียที่เชื่อว่าตนเองเป็นคนรัสเซียมาโดยตลอด จนเมื่อต้นปี 2014 ที่กลุ่มกองกำลังนิยมรัสเซียเข้ายึดสภาท้องถิ่นและขอนำไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเชื่อกันว่ารัสเซียสนับสนุนการยึดอำนาจนี้อยู่เบื้องหลัง จนกระทั่งวันที่ 16 มี.ค. 2014 ไครเมียได้จัดการลงประชามติเพื่อแยกดินแดนออกจากยูเครนและผนวกรวมเข้ากับรัสเซีย ซึ่งผลการทำประชามติปรากฎออกมาว่าผู้ที่มาลงคะแนนเสียงถึง 96.77% สนับสนุนให้ไครเมียกลับเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซียอีกครั้ง รัสเซียรีบรับรองสถานะดังกล่าวเมื่อ 18 มี.ค. 2014 สร้างความไม่พอใจแก่ชาติตะวันตกจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกในปัจจุบัน จนถึงบัดนี้ มีเพียง 7 ชาติที่รับรองสถานะดังกล่าว

รัสเซียมีความจำเป็นที่ต้องครอบครองไครเมียโดยตรง ทั้งนี้เพราะไครเมียมีความสำคัญต่อรัสเซียในทางยุทธศาสตร์มาก ประการแรก ไครเมียเป็นจุดศูนย์ดุลทางยุทธศาสตร์ในทะเลดำ มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลทั้งน้ำมันและแหล่งอาหารทะเล Sevastopol เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือแห่งเดียวของรัสเซียที่อยู่ในทะเลปิด รัสเซียเป็นเจ้าของฐานทัพเรือนี้แม้แต่สมัยที่ยูเครนเป็นเจ้าของไครเมีย โดยมีสัญญาเช่ากันยาวนาน ปัจจุบัน เซวาสโตโปลยังเป็นที่ตั้งส่งกำลังบำรุงสำคัญให้รัฐบาลซีเรียในการสู้รบกับฝ่ายต่อต้านที่ชาติตะวันตกหนุนหลัง และที่สำคัญที่สุด ไครเมียยังเป็นจุดที่รัสเซียใช้จ่อคอหอยยูเครนเพื่อป้องกันไม่ให้อิทธิพลขององค์กรนาโต้ขยายมาสู่ทะเลดำ นอกจากนี้ ไครเมียยังเป็นอนุสรณ์ประวัติศาสตร์ของรัสเซีย เป็นหนึ่งในมาตุภูมิที่ทุกคนจดจำ ทหารรัสเซียเสียชีวิตถึง 4 แสนนายเพื่อปกป้องดินแดนแห่งนี้ในสงครามไครเมียปี 1853 ปัจจุบันประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กำลังปลุกกระแสชาตินิยม ฟื้นฟูเกียรติภูมิของรัสเซียที่เสียไปในยุคของอดีตประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน การได้ครอบครองไครเมียเป็นแรงกระตุ้นหนึ่งที่อาจนำไปสู่การขยายเป็น Greater Russia คืบคลานเข้าไปครอบครองพื้นที่อื่นที่เคยเป็นของรัสเซียในอดีตเดิมหรือรัฐบริวารก็เป็นได้

เมืองซิมเฟอโรโพล Simferopol เมืองหลวงและศูนย์กลางการคมนาคมของคาบสมุทรไครเมีย Crimea Pinninsular ชม สุสานไซเธี่ยน นีอาโปล...
12/05/2020

เมืองซิมเฟอโรโพล Simferopol เมืองหลวงและศูนย์กลางการคมนาคมของคาบสมุทรไครเมีย Crimea Pinninsular

ชม สุสานไซเธี่ยน นีอาโปลิส Scythian Neapolis แหล่งโบราณคดีที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของ ชาวไซเธี่ยน Scythian ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนเผ่าหนึ่ง ซึ่งเป็นพวกแรกที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งในยูเครน และรอบๆทะเลดำประมาณ 700 ปี ก่อนคริสตกาล เป็นสถานที่ปรักหักพังที่ตั้งอยู่บริเวณชาน เมืองซิมเฟอโรโพล คาดว่าเป็นสุสานที่ใช้สำหรับฝังศพของผู้นำชนเผ่าในอดีต

ถ้ำหินอ่อน Marble Caves ที่อยู่บนระดับความสูง 920 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลบนเขาชาเตอร์-แดค Chatyr-Dag Mountain ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของยุโรปและเป็นถ้ำที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุด ก่อนที่จะเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและทำให้ไครเมียแยกตัวออกจากยูเครน เพื่อเป็นรัฐอิสระภายใต้ปีกรัสเซีย

นำท่านเข้าชมความสวยงามของหินงอกหินย้อยภายในถ้ำ ที่ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของยูเครน ในปี ค.ศ. 1992 (ขณะนั้นไครเมียอยู่ในการปกครองของยูเครน) ถ้ำหินอ่อนแห่งนี้ได้ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1987 โดยคณะทีมสารวจซิมเฟอโรโพล ซึ่งพบห้องโถงขนาดใหญ่ภายในถ้ำมากมาย

นำท่านชมโถงถ้ำแต่ละส่วน รวมถึงห้องท้องพระโรง Palace Hall ซึ่งมีแท่งหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่ที่ได้ชื่อว่า “ราชา” และ “ราชินี” ของถ้ำ แห่งนี้

เมืองบัคชิซาราย Bakhchisaray เมืองที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรตาตาร์บนคาบสมุทรไครเมียชม พระราชวังข่านแห่งบัคชิซา...
12/05/2020

เมืองบัคชิซาราย Bakhchisaray เมืองที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรตาตาร์บนคาบสมุทรไครเมีย

ชม พระราชวังข่านแห่งบัคชิซาราย Khan’s Palace of Bakhchisaray หรือ พระราชวังแห่งสวน ในภาษาตาตาร์หรือมองโกล สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 15 ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของรัฐมุสลิมตาตาร์ (ราชอาณาจักรไครเมีย) และเคยเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา วัฒนธรรม และการเมือง จวบจนถึงสมัยปลดปล่อยในยุคของสตาลินที่ได้มีการขับไล่ชนพื้นเมืองตาตาร์ออกจากไครเมีย ได้รับการเสนอชื่อเข้าเป็นมรดกโลกของยูเนสโกเป็นมรดกโลก และเป็นพระราชวังแบบมุสลิมที่มีชื่อเสียงโด่งดังร่วมกับ พระราชวังอัลฮัมบรา ใน เสปน และ พระราชวังท็อปกะปิ ของตุรกี

ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ประกอบด้วยส่วนของอาคารพระราชวังเดิมแบบมุสลิม สวนแบบอิสลาม นํ้าพุแห่งหยาดนํ้าตา ที่สร้างด้วยหินอ่อนสวย ทึ่สร้างอุทิศให้กับมเหสีสุดรักที่หายสาบสูญไป หอมินาเร่ต์ โรงเรียนสอนศาสนาแบบดั้งเดิม

ชม อารามถ้ำแห่งอุสเปนสกี้ หรือ อารามถ้ำอัสสัมชัญ Uspensky Monastery ที่สร้างแขวนอยู่บนช่องหน้าผายาวบนโขดเขา เป็นอารามโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในคาบสมุทรไครเมีย สร้างในสมัยปลายศตวรรษที่ 9 โดยกลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสที่หลบหนีคดีศาสนาจากอาณาจักรไบแซนไทน์ หลังจากที่คาบสมุทรไครเมียถูกยึดครองโดยอาณาจักร Golden Horde แห่งจักรวรรดิมองโกล พระอารามแห่งนี้ได้หยุดดำเนินการ และกลับมาเป็น ศูนย์กลางของคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์อีกครั้งในศตวรรษที่ 15

เมืองเซวาสโตโพล Sevastopol เป็นฐานที่ตั้งของกองทัพเรือภาคทะเลดำของรัสเซีย Russian Black Sea Fleet นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้...
12/05/2020

เมืองเซวาสโตโพล Sevastopol เป็นฐานที่ตั้งของกองทัพเรือภาคทะเลดำของรัสเซีย Russian Black Sea Fleet นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งส่งกําลังบำรุงสำคัญให้รัฐบาลซีเรียในการสู้รบกับฝ่ายต่อต้านที่ชาติตะวันตกหนุนหลัง และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่รัสเซียใช้ป้องกันไม่ให้อิทธิพลขององค์กรนาโต้ขยายมาสู่ทะเลดำ

ชม พิพิธภัณฑ์พาโนรามาการป้องกันเมืองเซวาสโตโพล Panorama Defense of Sevastopol Museum ที่บอกเล่าเรื่องยุทธการการปกป้องเมืองเซวาสโตโพลในสงครามไครเมีย ระหว่างรัสเซีย กับสัมพันธมิตร อันประกอบไปด้วย อังกฤษ และฝรั่งเศส ระหว่างปี ค.ศ. 1854-1855 ในภาพเขียนขนาดใหญ่แบบพาโนรามารอบทิศทางเพียงภาพเดียว

เดินชม เมืองเก่าบริเวณท่าเรือของเมืองเซวาสโตโพล Old Town and Harbor of Sevastopol ที่ตั้งอยู่บนจุดป็นจุดนาวิกที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นรีสอร์ตริมทะเลและสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญบนคาบสมุทรไครเมีย นครยังเป็นที่ตั้งของกองเรือทะเลดำรัสเซีย ซึ่งเดิมเป็นของโซเวียต และในอดีต ยังเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพเรือยูเครนและกองเรือทะเลดำของรัสเซีย ในอดีตรัสเซียเคยเช่าฐานทัพเรือจากยูเครนไปถึงปี 2585 จนเมื่อคาบสมุทรไครเมียเปลี่ยนมาอยู่ในความครอบครองของรัสเซียในปัจจุบัน และเป็นชนวนความบาดหมางและขัดแย้งกันในปัจจุบันของรัสเซีย และยูเครน

ล่องเรือชมอ่าวเซวาสโตโพล Boating Sevastopol Bay ลัดเลาะไปตามอู่จอดเรือทั้งเรือพาณิชย์และเรือรบทั้งเรือบนผิวน้ำและเรือดำน้ำอย่างใกล้ชิด

เมืองเชอร์โซเนซอส Chersonesos ปกคองโดยรัฐบาลประชาธิบไตยที่มาจากการเลือกตั้ง  และควบคุมด้วบสภาแห่งรัฐ เมืองนี้เข้าสู่ยุคส...
12/05/2020

เมืองเชอร์โซเนซอส Chersonesos ปกคองโดยรัฐบาลประชาธิบไตยที่มาจากการเลือกตั้ง และควบคุมด้วบสภาแห่งรัฐ เมืองนี้เข้าสู่ยุคสงครามนองเลือดอันยาวนานกับชาวไซเธียน ในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสต์ศักราช เมืองเชอร์โซนีซอส ก็เสียเอกราชให้กับจักรวรรดิโรมัน และในศตวรรษที่ 4 ศาสนาคริสต์ได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติ อนุสรณ์สถานของกรีก ศิลปะ และโรงละครก็ถูกทำลายและเปลี่ยนให้เป็นคริสตจักร และอนุสรณ์สถานของคริสต์ จนถึงศตวรรษที่ 5 ก็ถูกผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของจักวรรดิไบแซนไทน์ ชื่อเมืองเปลี่ยนเป็น เคอร์ซัน Kherson ก่อนจะเปลี่ยนเป็น คอร์ซัน Korsun เมื่อชาวสลาพเข้ามาตั้งรกรากในไครเมีย หลังจากสงตรามครูเสดครั้งที่ 4 ในปี ค.ศ. 1204 เชอร์โซนีซอสก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิไบแซนไทน์แห่งเทรบิซอนด์ Byzantine Empire of Trebizond ก่อนจะเปลี่ยนมือมาถูกควบคุมโดย เจนัว Genoese ในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 และในที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 เมืองนี้ก็ล่มสลายลงจากการรุกรานของกองทัพมองโกลของโนไกข่าน แห่งอาณาจักรฮอร์เดทองคำ Nogai Khan's Golden Horde

ชม อาสนวิหารนักบุญวลาดิเมียร์ Saint Vladimir Cathedral ที่ตั้งอยู่บริเวณ ซากเมืองโบราณเชอร์โซเนซอส Chersonesos Ancient Ruins เป็นมหาวิหารรัสเซียออร์โธดอกซ์ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบแซนไทน์ ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 15 ปี และเสร็จสมบูรณ์ระหว่างปี 1874 - 1876 ปัจจุบัน อาสนวิหารแห่งนี้ถือเป็น 1 ในโบสถ์คริสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในรัสเซีย มรยอดโดมสูงถึง 36 เมตร และมีพื้นที่รวมกัน 1,726 ตร.เมตร

อาสนวิหารนักบุญวลาดิเมียร์ สร้างขึ้นตรงกับตำแหน่งที่เชื่อว่า กษัตริย์วลาดิเมียร์ ได้รับศีลุ่มเป็นชาวคริสต์คนแรกของรัสเซีย ตามตำนานเชื่อว่า กษัตริย์วลาดิเมียร์มหาราช Vladimir the Great ได้รับศีลจุ่มแบบติสท์ ในปี 988 โดยบาดหลวงนิกายเนสเตอร์ ที่จาริกมาถึไครเมียเพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ถือเป็นชาวคริสต์คนแรกในรัสเซีย หลังจากนั้นศาสนาคริสต์ก็ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วจักวรรดิรัสเซีย และชาวรัสเซียยังภาคภูมิใจว่า รัสเซียเป็นผู้สืบทอด คริสตจักรออโธดอกซ์ หลังจาก จักวรรดิไบแซนไทน์ล่มสลายลง

ชม ซากเมืองกรีกโบราณมรดกโลก เชอร์โซเนซอส Chersonesos Ancient Greek Ruins ชื่อ เชอร์โชนีซอส มาจากภาษากรีก Hersonissos ที่หมายถึง คาบสมุทร อดีตเมืองอาณานิคมกรีกยุคโบราณ 2,600 ปี (คาดว่า 600-700 ปี ก่อนคริสตกาล) และได้ถูกค้นพบในปี 1872 ต่อมาได้ถูกรุกรานจากหลายชนชาติไม่ว่าจะเป็น โรมัน บอสโพรัน ไบแซนไทน์ และ มองโกล แม้จะถูกรุกราน แต่ยังคงหลงเหลือร่องรอยความเจริญในอดีตให้ได้ชม ไม่ว่าจะเป็ นเสาหินแบบกรีก กำแพงโบราณและยังมีโบราณวัตถุที่ถูกค้นพบอีกกว่า 200,000 ชิ้น เมืองนี้ได้รับการขนานนามว่า “ปอมเปอีแห่งไครเมีย” และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 2013 นักโบราณคดีเชื่อว่าเมืองนี้น่าจะ
เป็นเมืองโบราณที่เก่าแก่ที่สุดบนแหลมไครเมียเชอร์โซนีซอส ปั จจุบันอยู่ในการดูแลของ แหล่งอนุรักษ์แห่งชาติเทาริกเชอร์โซเนซอส National Preserve of Tauric Chersonesos

ชม ซากกำแพงเมืองขนาดใหญ่ ยาวถึง 35 กิโลเมตร กว้าง 3.5 - 4 เมตร สูงถึง 8 - 10 เมตร พร้อมป้อมหอคอยรบสูง 10 - 12 เมตร ล้อมรอบตัวเมืองชั้นในกินพื้นที่ 30 เฮกเตอร์ (74 เอเคอร์) ที่เต็มไปด้วยซากอาคารบ้านเรือนที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมของ กรีก โรมัน และไบแซนไทน์ รวมทั้ง โรงละครโรมันโบราณ Roman Amphitheatre และวิหารกรีกโบราณ Greek Temples และตลาดโชร่า Chora ที่มีขนาดใหญ่หลายตารางกิโลเมตร

ที่อยู่

Bangkok
10600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตาตาร์สถาน ไครเมีย ตามรอยตาตาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซียผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์