HENLA MALA หม่าล่าหม้อไฟ

HENLA MALA หม่าล่าหม้อไฟ Hero Marketing สื่อการสอนการตลาดออนไลน์

26/06/2022

ตั้งแต่ผมดูบอลมาทั้งชีวิต ไม่เคยเจอเกมฟุตบอลนัดไหนที่ชุลมุนขนาดนี้ ตั้งแต่การแข่งยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ

บริษัท Fresh Air Festival ผู้จัดอีเวนต์ ทำให้เรื่องที่ควรจะง่าย ซับซ้อนมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนตัวเองต้องมาตามแก้ปัญหาจนเหนื่อย แทนที่จะได้เครดิตในการจัดงานใหญ่ กลับกลายต้องมาเจ็บตัวอย่างแสนสาหัส ทั้งเรื่องรายได้และภาพลักษณ์

ก่อนอื่นเลย ผมยอมรับในความทะเยอทะยานของผู้จัดนะครับ ที่กล้าเอา ลิเวอร์พูล vs แมนฯ ยูไนเต็ด มาดวลกันในสนาม ซึ่งยากมากที่อีเวนต์ระดับนี้จะเกิดขึ้น

ในประวัติศาสตร์ของศึกแดงเดือด เคยมีแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ที่ 2 ทีมนี้แข่งกันนอกสหราชอาณาจักร ครั้งแรกคือ วันที่ 4 สิงหาคม 2014 ในศึก ICC นัดชิงชนะเลิศ ที่ฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา โดยเกมนั้นเกิดขึ้น เพราะแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์กลุ่ม A ส่วนลิเวอร์พูลเป็นแชมป์กลุ่ม B มันต้องมาเจอกันแบบไฟต์บังคับอยู่แล้ว

ส่วนอีกครั้ง พอจะเรียกได้ว่าเกมกระชับมิตรจริงๆ เกิดขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 2018 เป็นการปะทะกันที่เมืองแอน อาร์เบอร์ ที่สหรัฐฯ โดยแข่งในสนาม มิชิแกน สเตเดี้ยม ที่มีความจุ 107,601 ที่นั่ง

เกมนัดนั้น ผู้จัดขายตั๋วได้มากกว่า 1 แสนใบ สาเหตุที่ขายได้เยอะขนาดนั้น เพราะราคาเริ่มต้นมันไม่แพง ใบละ 78 ดอลลาร์ก็ยังมี (2,700 บาท) คือเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สหรัฐฯ แล้ว แม้แต่คนที่มีค่าแรงขั้นต่ำ ทำงานแค่ 1-2 วัน ก็หาซื้อตั๋วเข้าชมได้

พอตั๋วไม่แพงก็ขายตั๋วได้เยอะ และไม่มีความจำเป็นอะไร ต้องหาวิธีอื่นเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาซื้อบัตร

การแข่งที่มิชิแกนวันนั้น ไม่มีคอนเสิร์ต ไม่มีความบันเทิงอะไรทั้งนั้นก่อนเกม โดยฟุตบอลเตะ 90 นาทีจบ ดูบอลเสร็จแฟนบอลก็กลับบ้าน เรียบง่ายสุดๆ ผู้จัดก็นับเงินจากค่าตั๋วกันไปสบายใจ

คำถามต่อมาที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้จัดเกมกระชับมิตรทั่วโลก ไม่คิดจะเอาลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาเจอกันเอง?

คำตอบคือ คิดในเชิงธุรกิจแล้ว มันไม่คุ้ม

เอาทีมฟุตบอลระดับโลกมา 1 ทีม ก็เสียค่าใช้จ่ายมหาศาลพออยู่แล้ว แล้วเอามา 2 ทีม ค่าใช้จ่ายก็จะกลายเป็นคูณสอง

ถ้าหากประเทศไทย มีสนามแบบมิชิแกน สเตเดี้ยม ที่จุคนได้ 1 แสนอัพ ก็ว่าไปอย่าง แต่ราชมังฯ ของเรา จุคนได้แค่ 50,000 นั่นแปลว่าวิธีเดียวที่ผู้จัดจะคัฟเวอร์ให้ตัวเองไม่ขาดทุน คือต้องเพิ่มราคาค่าตั๋วให้แพงที่สุด

ตั๋วในแดงเดือดที่ไทย ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 5,000 บาท (แพงกว่าที่มิชิแกนอีก) จากนั้นก็เพิ่มราคาไปเรื่อยๆ จนสูงสุดอยู่ที่ 25,000 บาท นี่เป็นราคาที่เหลือเชื่อมาก สำหรับบัตรดูบอล 1 ใบ

เกมลิเวอร์พูล vs แมนฯ ยูไนเต็ดที่แอนฟิลด์ ขนาดตั๋วแบบ Hospitality มีรถรับส่ง มีอาหารให้กิน 1 มื้อ ที่นั่งในทำเลที่ใช้ได้ ยังอยู่ที่ราคาราวๆ 20,000 บาทเอง แต่ที่ไทยตั้งราคาสูงลิ่วกว่าเสียอีก

เว็บไซต์ this is anfield วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่า "ตั๋วบอลที่ประเทศไทยราคาแพงกว่ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ทั้งๆ ที่ค่าแรงขั้นต่ำของคนไทยอยู่ที่ 226 ปอนด์ต่อเดือนเนี่ยนะ (9,800 บาท) "

ผมเข้าใจในมุมของผู้จัดบริษัท Fresh Air นะ ว่าพวกเขาวัดใจกันไปเลย ถ้าหากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลที่แล้ว กระแสความต้องการบัตรจะรุนแรงมากแน่ๆ เพราะเจอร์เก้น คล็อปป์และลูกทีมจะได้มาฉลองแชมป์ที่ไทยเป็นที่แรก

แต่การเดิมพันมันก็มีความเสี่ยง เมื่อสุดท้ายลิเวอร์พูลพลาด 2 แชมป์รายการใหญ่ ทำให้บรรยากาศที่ควรจะคึกคัก มันก็ไม่เป็นไปตามที่หวัง

เมื่อมันไม่คึกคัก ยอดซื้อจากแฟนลิเวอร์พูลในไทยก็เลยขายได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก ครั้นฝั่งบริษัท Fresh Air จะหวังแฟนบอลหงส์แดงต่างชาติ บินเข้ามาดูบอลที่ไทยนั้น ก็เจอปัญหาใหม่อีก เมื่อสิงคโปร์ก็ประกาศเกมกระชับมิตร ระหว่างลิเวอร์พูล vs คริสตัล พาเลซ ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2022 หรือถัดจากแดงเดือดในไทยแค่ 3 วันเท่านั้น

และเชื่อหรือไม่ ที่สิงคโปร์ ราคาตั๋วเริ่มต้นแค่ 3,800 บาทเท่านั้น ส่วนตั๋วแพงสุดอยู่ที่ 7,500 บาท

คือด้วยราคานี้แฟนบอลสามารถซื้อ ตั๋วบอล + ตั๋วเครื่องบินไปกลับ + ค่าโรงแรม ได้ในราคารวมถูกกว่าศึกแดงเดือดที่ไทยเสียอีก ดังนั้นถ้าคิดจะดูลิเวอร์พูลสักนัดในทวีปเอเชีย คิดในแง่ความคุ้มค่า บินไปดูที่สิงคโปร์มันตอบโจทย์มากกว่า

เมื่อฐานแฟนบอลลิเวอร์พูล ทั้งไทยและเทศขายไม่ได้ จะไปหวังกับแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยากอีก เพราะผลงานซีซั่นที่ผ่านมาของทีมไม่ค่อยดี จบอันดับ 6 ของตาราง แถมตลาดซื้อขายก็ยังเงียบสุดๆ ไม่เห็นวี่แววว่าจะได้นักเตะใหม่เสียที แฟนปีศาจแดงหลายคนก็ไม่รู้จะเข้ามาดูทำไม

เหลืออีกประมาณ 40 วัน บัตรยังขายไม่ได้ รวมๆ แล้ว ราว 2 หมื่นใบ ซึ่งนับว่าเซอร์ไพรส์ เพราะตอนแรกเชื่อกันว่า จะ Sold Out ทันทีตั้งแต่วันแรกด้วยซ้ำ

แต่ก็นั่นแหละ เมื่อปัจจัยอื่นมันไม่ส่งเสริม แถมเศรษฐกิจก็ไม่ดี ทำให้เหลือตั๋วมากมายขนาดนี้

สำหรับผู้จัด ถ้าหากตั๋วเหลือขนาดนี้ สิ่งที่จะเสียหายอย่างแรกคือ ขาดทุนเละเทะ ตั๋วเหลือมากถึง 40% คุณจะไปเอากำไรจากไหน

และสิ่งที่เสียหายอย่างที่สองคือ ภาพลักษณ์ของบริษัทผู้จัดอีเวนต์ ขนาดฟุตบอลเกมใหญ่สุดๆ อย่าง ลิเวอร์พูล vs แมนฯ ยูไนเต็ด ยังทำให้คนเต็มสนามไม่ได้ แล้วอีเวนต์เล็กกว่านี้คุณจะทำให้บัตร Sold Out ได้อย่างนั้นหรือ?

เมื่อการแข่งใกล้เข้ามาทุกที แต่บัตรยังขายไม่ได้ แล้วจะลดราคาก็ไม่ได้อีก เพราะคนที่ซื้อไปตั้งแต่วันแรกจะด่ายับแน่ ทำให้ผู้จัดต้องแก้สถานการณ์ด้วยการ ใช้กลยุทธ์เอนเตอร์เทนเมนต์

นั่นคือการดึงแจ๊คสัน หวัง ศิลปินคนดังจาก Got7 เข้ามาเล่นโชว์มินิคอนเสิร์ต ก่อนบอลจะเริ่ม 2 ชั่วโมง

แจ๊คสัน หวัง เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีแฟนคลับหนาแน่นมาก เขามีผู้ติดตามในอินสตาแกรมมากกว่า 28 ล้านคน เวลาไลฟ์อะไรแต่ละที คนเข้ามาดูพร้อมกันหลักแสนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นผู้จัดก็ต้องคาดหวังแน่นอน ว่าจะใช้โชว์ของแจ๊คสันก่อนเกม ในการดึงดูดกลุ่มแฟนคลับให้เข้ามาซื้อตั๋วด้วย

ส่วนตัวผมคิดว่า พวกเขาเริ่มติดกระดุมผิดเม็ดจากตรงนี้ และมันนำมาสู่ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ที่จะตามมาอย่างคาดไม่ถึง

ต้องบอกก่อนว่า ผมชื่นชมความตั้งใจที่จะขายตั๋วให้หมดนะ คุณต้องไฟต์สุดชีวิตเพื่อธุรกิจของตัวเอง มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่ปัญหาคือ ศึกแดงเดือดเซ็ตอัพสถานที่ทุกอย่างเอาไว้เพื่อการดูบอล ไม่ได้เซ็ตโปรดักชั่นเอาไว้ เพื่อดูคอนเสิร์ต

แฟนๆ ของแจ๊คสัน หวัง ต่อให้รักศิลปินแค่ไหน แต่พวกเขาไม่ได้เฮโลซื้อทุกอย่างแบบไร้สติ พวกเขาฉลาดและมองถึงความสมเหตุสมผลด้วย

ลองไปเทียบราคาบัตรดูเถอะ ถ้าปกติปกติตั๋วคอนเสิร์ตระดับ 2 หมื่น ถ้าอยู่ในอิมแพ็กต์อารีน่า คุณได้ยืนแถวหน้าสุดๆ เลยนะ

ยกตัวอย่างคอนเสิร์ต Blackpink ที่เคยมาไทย บัตรยืนติดเวทีราคา 6,000 บาท หรือ คอนเสิร์ต Billie Eilish ที่จะจัดแสดงวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ขนาดติดเวทีสุดๆ ยังราคาเพียง 10,040 บาท

แล้วกับ "มินิคอนเสิร์ต" ของแจ๊คสัน หวัง กับราคาเฉลี่ยใบละ 20,000 บาท แถมต้องนั่งอยู่บนๆ แบบไกลลิบ (เพราะตั๋วที่นั่งดีๆ ก็ถูกซื้อไปหมดแล้ว) มันจึงไม่สามารถขายได้เยอะรัวๆ แบบที่ผู้จัดหวังไว้อีก

และอย่าลืมว่า ทาง Fresh Air ก็ไปดีลกับ SF Cinema ขายตั๋วชมมินิคอนเสิร์ตแจ๊คสัน หวัง ให้ดูในโรงหนัง ในราคาตั๋วใบละ 900 บาท ซึ่งแฟนคลับหลายๆ คน ก็มองว่าเออ ดูในโรงหนังก็ได้นี่หว่า เห็นก็ชัด นั่งก็สบาย ไม่เห็นต้องจ่ายเงินแพงกว่า 20 เท่าเพื่อไปดูในสนามเลย

ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดด้วยการชูศิลปิน จึงเป็นเพลย์ที่ "เสี่ยง" อีกครั้งของบริษัท Fresh Air คือวัดใจว่าแฟนแจ๊คสัน หวัง จะช่วยซื้อบัตรอีก 2 หมื่นใบที่เหลือหรือไม่ แต่คำตอบคือ ไม่ได้ผล

ในโลกกีฬา เคยมีการเอาศิลปินมาเล่นโชว์ ก่อนแข่งเช่นกัน อย่าง Dua Lipa มาเล่นคอนเสิร์ตก่อนแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงปี 2018 หรือ Camilla Cabello มาเล่นก่อนนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2022

แต่อยากให้สังเกตตรงนี้ว่า ผู้จัดไม่ได้เอาศิลปินมาช่วยขายตั๋ว คือมันเป็นแค่ของแถมเฉยๆ ที่จะสร้างบรรยากาศให้สนุกขึ้น

แต่แนวทางของบริษัท Fresh Air คือเอาแจ๊คสัน หวัง มาเพื่อเป็นตัวชูโรงในการขายตั๋วที่เหลือ คราวนี้มันเลยตีกันมั่วไปหมด กีฬาและบันเทิง

ลำพังแค่การดูแลลิเวอร์พูล กับแมนฯ ยูไนเต็ด สองทีมฟุตบอลระดับโลก ก็ต้องจัดการอย่างสาหัสอยู่แล้ว ยิ่งเอาแจ๊คสัน หวังมารวมอีก 1 คน กลายเป็นว่าผู้จัดต้องรับมือกับทั้งแฟนบอล และแฟนคลับศิลปิน ชุลมุนแบบยากจะอธิบาย

-------------------------

เอาล่ะ กลยุทธ์ใช้ศิลปินมาช่วย ไม่ได้ผลเสียแล้ว ทีนี้ผู้จัดจะทำอย่างไร เพราะนับวันเป๊ะๆ เหลืออีกแค่ 20 วันเท่านั้น ศึกแดงเดือดก็จะเริ่มขึ้น กับตั๋วที่ยังขายไม่ได้มากเกินกว่า 2 หมื่นใบแบบนี้

ลองคิดภาพตาม ถ้าหากในวันแข่งจริง สนามว่างโล่งๆ เป็นหย่อมๆ บริษัท Fresh Air คงโดนทั่วโลกแซะยับแน่ ว่าขนาดเกมลิเวอร์พูล vs แมนฯ ยูไนเต็ด แถมมีมินิคอนเสิร์ต แจ๊คสัน หวัง เปิดหัวอีกต่างหาก คุณยังทำให้สนามเต็มไม่ได้เลย

ดังนั้นผู้จัด บริษัท Fresh Air จึงต้องใช้ไม้ตายสุดท้ายในการเคลียร์ตั๋วให้หมด และกลยุทธ์นั้น มีชื่อว่า ... พิมรี่พาย

คุณจะชอบหรือจะเกลียดพิมรี่พาย นั่นเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย คือเธอมีทักษะการขายของขั้นเทพจริงๆ

เพจพิมรี่พายขายทุกอย่างของเธอ มีคนฟอลโลว์มากกว่า 8 ล้าน และเวลาไลฟ์สดขายของแต่ละครั้ง มีคนดูเป็นแสนพร้อมกัน คนที่เคยดูไลฟ์คงพอจะรู้ ว่าเธอขายของได้ทุกประเภท โดยไม่เกี่ยงราคา ของราคาหลักแสนเธอก็ขายได้

วันที่ 23 มิถุนายน 2022 พิมรี่พาย ประกาศว่า เธอจะขายตั๋วแดงเดือด จำนวนทั้งหมดสองหมื่นใบ โดยบัตรหน้าตั๋วราคา 15,000 บาท เธอขาย 11,000 บาท ส่วนบัตรราคา 20,000 บาท เธอขาย 15,000 บาท ลดราคากระหน่ำไปดื้อๆ เลย 25%

ก่อนที่ดราม่าจะเริ่ม วินิจ เลิศรัตนชัย ผู้บริหารของ Fresh Air อธิบายว่า "พิมรี่พายติดต่อขอซื้อบัตรเข้ามาเอง ก็ขายให้ในราคาปกติ ไม่ได้ลดราคา แต่เขาไปจัดกิจกรรมของเขาเอง"

ว่ากันตรงๆ มันเป็นคำอธิบายที่ไม่ Make Sense เพราะถ้าพิมรี่พายซื้อราคาเต็ม เธอต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 350 ล้านบาท แล้วพอเอามาขายลดราคา ถ้าขายหมดเกลี้ยงสองหมื่นใบ เธอจะได้เงินแค่ 260 ล้านบาท ขาดทุนไปเต็มๆ 90 ล้าน

ถามว่าแม่ค้าที่ไหน จะยอมทำธุรกิจที่ขาดทุน 90 ล้านบาทขนาดนั้น การกระทำที่ไม่ก่อรายได้ เธอจะทำไปทำไม ให้เข้าเนื้อตัวเอง

ดังนั้นเราไม่ต้องไปจี้ประเด็นว่า พิมรี่พายเอาบัตรมาจากไหน ไทยทิกเก็ตขายให้คนละ 4 ใบไม่ใช่หรอ? เพราะแค่วิเคราะห์เราก็พอเห็นภาพแล้วล่ะ ว่าทิศทางของเรื่องนี้ บริษัท Fresh Air ก็น่าจะจ้างพิมรี่พายให้ช่วยขายบัตรให้หน่อยนั่นแหละ พิมรี่พายไม่ต้องส่งคนไปต่อแถวซื้อที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์หรอก

คิดดูแล้ว มันก็สมเหตุสมผลดีนะ เอาแม่ค้ามือหนึ่งของวงการ มาช่วยขายบัตรตัวปัญหาซะ ให้มันหมดๆ เสียที จะได้สบายใจกันไป

นี่เป็นกลยุทธ์ที่ไม่เลว เพราะเมื่อบัตรลดราคา คนก็น่าจะยอมควักเงินซื้อง่ายขึ้น แถมกลุ่มคนที่ซื้อราคาเต็มแต่แรก ก็ไม่สามารถด่าว่าบริษัท Fresh Air ได้เต็มปาก เพราะเขาออกตัวแล้วว่าไม่เกี่ยว เป็นพิมรี่พายประกาศลดราคาด้วยตัวเองต่างหาก จะด่าก็ไปด่าพิมรี่พายโน่น

(คิดตามเหตุผลเป็นไปไม่ได้หรอก ที่พิมรี่พายจะยอมควักเนื้อ 90 ล้านบาท เหมาบัตรมาขายขาดทุน แต่ถ้าเธอทำจริงๆ อันนี้ก็ต้องยอมใจ)

ทีนี้ เรามาพูดถึงกลยุทธ์การเลือกใช้พิมรี่พายกันบ้าง ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีของบริษัท Fresh Air หรือไม่?

ถ้ามองในแง่ยอดขาย ก็น่าจะเป็นชอยส์ที่ดี เพราะพิมรี่พายเป็นแม่ค้าที่เก่งมาก เธอมีฐานแฟนคลับของตัวเองหนาแน่น คือยังไงก็น่าจะขายได้เยอะอยู่แล้ว ตั๋วที่ไม่รู้จะปล่อยยังไง จะเคลียร์ทิ้งได้ก็วันนี้แหละ

แต่ถ้ามองในแง่ภาพลักษณ์ การเลือกใช้งานพิมรี่พาย อาจไม่ใช่ชอยส์ที่ดีเท่าไหร่ เพราะเธอไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของแฟนคลับศิลปินเกาหลีเลย

ในระหว่างการไลฟ์สดขายบัตร พิมรี่พายพูดว่า "เดี๊ยน จะเอารายชื่อของเพื่อนที่ซื้อทั้งหมด มาจับสลากไปกินข้าวกับแจ๊คสัน หวัง ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าไปกันกี่คน เขาให้ไปน้อย กูกำลังขอให้ได้เยอะกว่านั้นอยู่ กูยังไม่พูดว่ากี่คน"

"พิมรี่ (นั่งตรงกลาง) เพื่อนรัก (นั่งทางซ้าย) เพื่อนรัก (นั่งทางขวา) ฝั่งตรงข้ามเป็นแจ๊คสัน หวัง นั่งแดกข้าวกัน"

การที่เธอพูดแบบนี้ออกมาได้ (ถ้าเธอไม่ได้โกหกนะ) แสดงให้เห็นว่า พิมรี่พายต้องมีไปดีลอะไรไว้กับบริษัท Fresh Air ตั้งแต่แรก คือถ้าเธอรับบัตรมาช่วยขาย อาจต้องมีสิทธิพิเศษบางอย่างให้เป็นการแลกเปลี่ยน เช่น ได้พาลูกค้าไปกินข้าวกับแจ๊คสัน หวัง หรือ ไม่ก็ได้สิทธิ์ในการดูรอบซ้อม เป็นต้น

ที่บอกว่าเธอไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของแฟนคลับศิลปินเกาหลีเลย คือพวกเขาต่อต้านเรื่อง Privilege สิทธิพิเศษใดๆ เป็นอย่างมาก

ไม่แปลกเลยที่จะเกิดคำถามมากมาย ว่าทำไมตัวพิมรี่พาย และคนที่ซื้อตั๋วกับพิมรี่พาย ต้องได้สิทธิ์มากกว่าคนที่ซื้อตั๋วปกติแบบ Official ทำไมเธอถึงมีสิทธิ์จะได้ไปกินข้าวร่วมกับศิลปินแบบนั้น

นอกจากนั้นยังฟาดไปถึงผู้จัดด้วยว่า ปกติแล้วศิลปินเวลาไปทัวร์ต่างประเทศ ก็จะร้องเพลงอย่างเต็มที่เพื่อเอ็นเตอร์เทนแฟนๆ ในคอนเสิร์ต มีสมาธิอยู่กับโชว์ที่จะเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้แจ๊คสัน หวัง ต้องสละเวลาไปร่วมกินข้าวกับพิมรี่พาย เพียงเพราะพิมรี่พายช่วยคุณขายตั๋วให้หมดอย่างนั้นหรือ? มันใช่เรื่องที่ศิลปินจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ไหม

เมื่อโดนสังคมรุมด่าอย่างหนักหน่วง ทางบริษัท Fresh Air จึงออกแถลงการณ์ว่า เรื่องนัดกินข้าวตามข่าวนั้น ไม่เป็นความจริง เป็นการโยนดราม่ากลับไปให้พิมรี่พาย แก้ไขปัญหาเอาเอง

แน่นอนว่าการใช้หมากแม่ค้ามือทองแบบพิมรี่พาย ก็คงเคลียร์ตั๋วไปได้พอสมควร แต่แลกมากับดราม่ามหาศาล ไม่รู้ว่าจะคุ้มไหม

พิมพ์มาถึงบรรทัดนี้ ยังรู้สึกเหนื่อยเลย 55555 มันวุ่นวายแบบสุดๆ กันเลยทีเดียว อะไรจะมีเรื่องกันได้ทุกโมเมนต์ขนาดนั้น

-------------------------

ส่วนตัวผมคิดว่าผู้จัด บริษัท Fresh Air พยายามเต็มที่แล้ว ใช้กลยุทธ์ทุกอย่างที่มี เพื่อขายตั๋วให้ได้ แต่กลายเป็นว่าเป็นการเพิ่มปัญหาใหม่ให้ต้องแก้ไปเรื่อยๆ

- ตั้งราคาตั๋วแพง กะว่าจะหมดแน่ๆ อุตส่าห์เป็นลิเวอร์พูล vs แมนฯ ยูไนเต็ด เลยนะเฟ้ยย แต่หงส์กับผีก็พร้อมใจฟอร์มแผ่วอีก ดีมานด์จึงมีน้อยกว่าที่คาดมาก

- กำลังซื้อต่างชาติก็ไม่มี เพราะสิงคโปร์ดันจัดเกมลิเวอร์พูล ต่อจากไทย 3 วัน แถมราคายังถูกกว่า เช่นเดียวกับแมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีเกมเตะ ที่ออสเตรเลียต่อจากไทย 3 วัน แย่งกำลังซื้อไปอีก

- ลดราคาก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนซื้อตอนแรกก็ด่าเละ

- ใช้แจ๊คสัน หวังมาช่วยก็ไม่ค่อยได้ผล เพราะราคาแพงเกินไปยิ่งกว่าคอนเสิร์ตจริงๆ อีก แถมที่นั่งยังอยู่ไกลลิบ ที่นั่งดีๆ เห็นชัดๆ โดนแย่งซื้อไปหมดแล้ว

- พอมีนักร้องมารวมกับฟุตบอล ทีมงานต้องทำงานดูแล 2 วงการไปพร้อมกัน เป็นภารกิจที่ยากมาก

- สุดท้ายตั๋วขายไม่หมด ก็ต้องพึ่งพาพิมรี่พาย ซึ่งก็ด้วยคาแรคเตอร์ของเธอ ก็ต้องทำใจไว้เลยว่าจะโดนดราม่าแน่

ตอนนี้ยังเหลืออีก 19 วัน กว่าเกมจะแข่งขัน เอาเป็นว่าผมส่งใจช่วยนะ ขอให้ขายตั๋วได้หมด Sold Out สมความตั้งใจ และโชว์ทุกอย่างทั้งแจ๊คสัน หวัง รวมถึงเกมฟุตบอลขอให้เป็นไปอย่างราบรื่น

ภาวนาอย่าให้มีดราม่าอะไรอีกเลย เพราะแค่นี้ แค่นี้ผู้จัด บริษัท Fresh Air ก็ต้องกระอักเลือดแล้ว มีหนักกว่านี้อีกมันคงไม่ไหวแล้วจริงๆ

จากเรื่องทั้งหมดนี้ ถ้าให้ผมสรุปศึกแดงเดือดที่ประเทศไทยครั้งนี้ด้วยคำศัพท์ 1 คำ ผมคิดว่า คำที่เหมาะที่สุดคือ Chaos ที่แปลว่าโกลาหล

เพราะทุกอย่างมันช่างชุลมุนเหลือเกิน และให้พูดตรงๆ เลยนะ นึกไม่ออกจริงๆ ว่ามีเกมฟุตบอลแมตช์ไหนในโลก ที่จะสร้างดราม่ามหาศาลได้ตั้งแต่ก่อนเกมเริ่มขนาดนี้



-------------------------

บทความแบบไม่มีภาพ ผมจะลงใน fb แต่ถ้าบทความแบบมีภาพประกอบด้วยผมจะลงใน Blockdit นะครับ ใครอ่านจากในเพจ fb แล้วไปอ่านซ้ำพร้อมดูรูปได้ในเพจวิเคราะห์บอลจริงจังทาง Blockdit นะครับผม

ใน fb ผมมีฟอลโลเวอร์ 320K ส่วนใน Blockdit มี 61K แล้วครับ ฮูเร วันไหน fb เกิดเจ๊งอะไรขึ้นมาไปเจอแอดมินได้ทางช่องทางนั้นเนอะ

แล้วก็ ถึงวันนี้ ทุกคนมี Blockdit แล้วแหละเนอะ แต่สำหรับคนที่ยังไม่มี และสนใจอยากลองเล่น ก็โหลดแอพได้ทางนี้เลยน้า

iOS > apple.co/2u1LGjL

Android > bit.ly/37N3de1

ผู้มีอำนาจทางโลกธุรกิจ💰
06/04/2022

ผู้มีอำนาจทางโลกธุรกิจ💰

Twitter แต่งตั้ง อีลอน มัสก์ เป็นกรรมการบริษัท หลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุด เพียง 1 วัน - MarketThink

หลังจากที่เมื่อวานนี้ อีลอน มัสก์ เข้าซื้อหุ้น Twitter คิดเป็นสัดส่วนกว่า 9.2% มูลค่ารวมเกือบ 1 แสนล้านบาท และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของ Twitter

ล่าสุด Twitter ก็ประกาศแต่งตั้ง อีลอน มัสก์ ให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทแล้ว
โดย Parag Agrawal ซึ่งเป็น CEO ของ Twitter ได้อีกมาทวีตว่า “จากการพูดคุยกับอีลอน มัสก์ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่แน่ชัดว่าเขาจะนำคุณค่าที่ยิ่งใหญ่มาสู่พวกเรา

รวมถึงเขายังเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์ตัวยง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราต้องการ ทั้งสำหรับ Twitter และในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว”

ซึ่งอีลอน มัสก์ ก็ได้ตอบกลับทวีตนี้ว่า เขาตั้งตารอคอยที่จะได้ร่วมงาน Parag Agrawal และคณะกรรมการบริษัทคนอื่น ๆ เพื่อพัฒนาเรื่องสำคัญต่าง ๆ ของ Twitter ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ขณะที่ แจ็ก ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และอดีต CEO ของ Twitter ระบุว่า เขามีความสุขที่อีลอน มัสก์ เข้าร่วมเป็นกรรมการบริษัท เนื่องจากเขาเป็นคนที่ใส่ใจต่อโลก และบทบาทกรรมการบริษัทที่ได้รับด้วย

โดยอีลอน มัสก์ จะมีวาระการดำรงตำแหน่งถึงปี 2024 หรือเป็นเวลา 2 ปี
ซึ่งตามเอกสารของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ระบุว่า ระหว่างที่อีลอน มัสก์ ดำรงตำแหน่ง และหลังจากนั้นอีก 90 วัน
เขาจะไม่สามารถถือหุ้นมากกว่า 14.9% ของบริษัทได้

โดยเมื่อไม่นานมานี้ อีลอน มัสก์ เพิ่งตั้งโพลล์ถามใน Twitter ส่วนตัวว่า “ต้องการให้ Twitter มีปุ่มแก้ไข (การทวีต) หรือไม่ ?”
ซึ่งตอนนี้ มีผู้ใช้งานร่วมโหวตแล้วกว่า 3.2 ล้านราย โดยส่วนใหญ่มากกว่า 70% โหวตว่า “ต้องการปุ่มแก้ไข”

การที่อีลอน มัสก์ เข้าไปนั่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท ก็ไม่แน่ว่า เขาอาจจะผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริง
รวมถึงอาจจะมีแผนอื่น ๆ ที่คาดไม่ถึงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันนโยบาย Free Speech หรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ อีลอน มัสก์ มักจะพูดถึงตลอด..

#อีลอนมัสก์

-----------------------------
อ้างอิง:
-https://www.cnbc.com/2022/04/05/elon-musk-to-join-twitters-board-of-directors.html
-https://www.theverge.com/2022/4/5/23011256/elon-musk-twitter-board-of-directors-ownership

21/02/2022

เริ่มจากศูนย์ แต่อยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต้องทำยังไง!?
รู้หรือไม่? นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจนถึงขั้นกลายเป็น “มหาเศรษฐี” กว่า 56% สร้างตัวขึ้นมาเอง นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้รับมรดกต่อจากครอบครัว แต่กลับสร้างธุรกิจ สำเร็จ และเติบโตสู่ความ “ร่ำรวย” หากคุณอยากเป็น 1 ใน 56% ข้างต้น 15 ขั้นตอนต่อไปนี้ จะพาคุณขึ้นไปสู่การเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแม้คุณจะ “เริ่มจากศูนย์” ก็ตาม
🔷1. เริ่มให้เร็วที่สุด
ยิ่งคุณเริ่มได้เร็วเท่าไร คุณก็จะได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น จะเห็นได้จากเหล่านักธุรกิจ นักลงทุน ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก รู้หรือไม่? ว่ากว่าจะมีทุกวันนี้ พวกเขาไม่ได้เพิ่งเริ่มแต่เริ่มมามานานแล้ว อย่าง Elon Musk ขายซอฟต์แวร์ชิ้นแรกของเขาตอนอายุ 12 ขวบ, Warren Buffett ลงทุนในหุ้นครั้งแรกตอนอายุ 11 ปี, Mark Cuban ขายถุงขยะตามบ้านตอนอายุ 12 ปี หากตอนนี้คุณยังเป็นวัยรุ่น แล้วมีความฝันอยากเป็นอย่างพวกเขา จงเริ่มให้เร็วที่สุด อย่ารอเวลา ไม่อย่างนั้น คุณอาจพลาดโอกาสบางโอกาสได้
🔷2. ให้ความรู้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะด้วยหนังสือ บทสัมภาษณ์ สารคดี กรณีศึกษาที่วิเคราะห์จากธุรกิจของผู้อื่น หรือวิเคราะห์จากพฤติกรรมของผู้ที่ประสบความสำเร็จคนอื่น ๆ คุณสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้มาต่อยอด ใช้ประโยชน์ในการทำงาน ทำธุรกิจของคุณได้ ทั้งวิธีสร้างแรงจูงใจในตนเอง มีวินัยในตนเอง การบริหารเวลา การขาย วิธีพูดคุยกับผู้คน เรื่องการเงิน ฯลฯ เพราะการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีที่สุด ก็คือ “การลงทุนในตัวเอง”
🔷3. ล้มเหลวไม่เป็นไร แต่ต้องก้าวต่อไป
ทำธุรกิจช่วงแรก ๆ แล้วล้มเหลว คือเรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ ก็ต้องเจอ เพราะคุณอาจจะยังมีประสบการณ์น้อย มีความรู้หรือทักษะยังไม่เพียงพอ ยังไม่เข้าใจตลาดหรือกลุ่มเป้าหมายดีพอ หรือแม้แต่ยังไม่เจอใครที่สามารถแนะนำคุณหรือช่วยคุณได้
“ความยืดหยุ่น” คือ กุญแจสำคัญ วิธีเดียวที่คุณจะทำสำเร็จได้ โดยเฉพาะต้องเริ่มจากศูนย์ คือ การซึมซับข้อมูลให้ได้มากที่สุด และนำมาต่อยอดใช้ในชีวิตจริง อย่ากลัวที่จะล้มเหลว อย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรค จงเรียนรู้ ปรับ ไปต่อ และเอาชนะมันให้ได้ อย่าคิดว่าความเหลวคือจุดจบ แต่จงคิดว่า มันคือส่วนหนึ่งของการเดินทาง
🔷4. ใช้ประโยชน์จากความสำเร็จที่เพิ่งค้นพบ เพื่อพบปะ “ผู้มีอิทธิพล”
ผู้มีอิทธิพลในที่นี้ไม่ได้หมายถึง นักเลงหรือมาเฟียน่าเกรงขาม แต่หมายถึง คนที่สามารถเป็นแรงผลักดัน แรงจูงใจ หรือแม้แต่คนที่ต้องผ่านการต่อสู้แบบเดียวกันกับคุณ เพราะคนเหล่านี้เป็นเพียงคนเดียวที่จะเข้าใจคุณมากที่สุด รู้ว่าคุณกำลังทำอะไร หรือจะทำอะไรต่อไป
บางคนอาจจะกลายเป็น “หุ้นส่วน” ทางธุรกิจในอนาคต บางคนเป็น “ที่ปรึกษา” ที่ดี หรือบางคนอาจเป็นคนเปิดประตูบานใหม่ให้คุณเจอความสำเร็จมากขึ้น เพราะพลังของ “คอนเนกชัน” เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก จงพาตัวเองออกไปเจอโลก เจอผู้คนให้มากขึ้น ไม่ใช่เพื่ออะไร แต่เพื่อตัวคุณและธุรกิจของคุณเอง
🔷5. ต่อยอดและขายธุรกิจแรกของคุณ เพื่อมาเป็น “เศรษฐีพันล้าน”
แม้คุณจะเริ่มต้นจากการที่แทบไม่มีอะไรเลย ต้องทุ่มเทเป็นเวลาหลายปีกว่าธุรกิจไปได้ดี แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ที่คุณหรือใครก็ตามจะสามารถเป็น “เศรษฐี” ได้จากการทำธุรกิจแรก ๆ แม้แต่ในแวดวงเทคโนโลยี เพราะหากต้องการจัดการกับปัญหาที่เข้ามาก่อกวนธุรกิจ คุณอาจต้องการ “เงิน” และ “คนที่ไว้ใจคุณมากพอ” ที่จะให้เงินไม่ว่าจะร่วมลงทุน หรือ “ซื้อ” กิจการ แล้วนำไปต่อยอดนั่นเอง
แต่เหนือสิ่งอื่นใด คุณต้องทำให้พวกเขามั่นใจก่อนว่า ธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพ และในอนาคตจะสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่าที่พวกเขาลงทุนไป แล้วเมื่อถึงจุดนึงเงินล้านจะไม่ใช่เงินจำนวนมากอีกต่อไป ดังนั้น จงสร้างและดูแลธุรกิจของคุณให้ดี แล้วส่งต่อให้คนที่เห็นโอกาสจากมัน ส่วนคุณก็ผันตัวมาจับ “เงินพันล้าน” และสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ต่อไป เพื่อให้มันหยุดอยู่แค่พันล้าน
🔷6. สร้างนวัตกรรมใหม่ / ทำลายธุรกิจเดิม
เมื่อคุณก้าวไปสู่อีกระดับของธุรกิจ คุณจะค้นพบว่าสิ่งต่าง ๆ ค่อนข้างแตกต่าง ทั้งยังมีการเดิมพันที่สูงขึ้น ที่สำคัญคู่แข่งของคุณก็ใหญ่ขึ้นด้วย แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขามีเหนือกว่าคุณก็คงเป็น “เงิน” และโครงสร้างธุรกิจพื้นฐาน” หากคุณกลัวที่จะสู้กับพวกเขา ก็จงเป็นแค่แมลงสาบที่พยายามจะกินเศษขนมปังที่คนกินเหลือต่อไป แต่ถ้าคุณอยากชนะ จงใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมา ประกอบกับเครือข่ายที่มี และใช้มันเป็นประโยชน์เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากพวกเขา
แม้จะไม่สามารถท้าทายพวกเขาได้แบบตรง ๆ วิธีเดียวที่จะชนะได้คือ “ความคิดสร้างสรรค์” และ “เทคโนโลยี” ใหม่ ๆ ที่มี เพราะตามสถิติแล้ว ธุรกิจขนาดใหญ่แม้มีเงิน แต่ไม่ได้คล่องตัว หรือรวดเร็วในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพราะยังยึดติดกับวิธีเดิม ๆ ที่เคยใช้ได้ผลเมื่อนานแล้ว แต่ถ้าคุณทำได้ คุณก็จะสามารถโค่นล้มพวกเขาและยืนแทนที่พวกเขาได้
🔷7. ขยายอย่างรวดเร็ว & เอาจริงเอาจัง
ทันทีที่คุณพิสูจน์ได้ว่าวิธีการของคุณได้ผล การแข่งขันมักเริ่มต้นขึ้นเสมอ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ Elon Musk จริงจังกับรถยนต์ไฟฟ้าของเขา จนทำให้คู่แข่งหลายรายต่างรู้สึกกดดัน และยิ่งคุณสามารถขยายธุรกิจได้เร็ว และเอาจริงเอาจังได้มากเท่าไร คุณก็จะยิ่งสามารถสร้างผลกระทบต่อคนรอบข้างได้มากขึ้นเท่านั้น
โดยวิธีการพิสูจน์ของธุรกิจส่วนใหญ่มักเริ่มจากการขยายขอบเขตภูมิศาสตร์ใหม่ และใช้เงินเพื่อสร้างโซลูชันใหม่ หรือก็คือ เป็นการระดมทุนรอบที่สองด้วยการประเมินมูลค่ายิ่งมหาศาล โอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจก็จะยิ่งเข้ามาหาคุณมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่า “ความสำเร็จ” อยู่ไม่ไกลอีกต่อไป
🔷8. เน้นความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก
ในเมื่อเป้าหมายของคุณยิ่งใหญ่ จะมัวแต่โฟกัสสิ่งเล็ก ๆ ไปทำไม ในการสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจมูลค่าหลายพันล้าน ผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก นั่นหมายความว่า คุณต้องไม่ทำผลิตภัณฑ์หรือบริการแค่เพราะอยากทำ แต่ต้องพิจารณาถึงความตอบโจทย์ ความต้องการ และการใช้งานของผู้บริโภคให้มากที่สุด
เห็นได้จาก 5 อุตสาหกรรมต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็น การเงินและการลงทุน, แฟชั่นและการค้าปลีก, อสังหาริมทรัพย์, การผลิต และเทคโนโลยี ที่ล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีจำนวนมหาเศรษฐีมากที่สุด ถามว่า แล้วพวกเขาเติบโตเป็นมหาเศรษฐีได้อย่างไร? นั่นก็เพราะว่า มหาเศรษฐีในอุตสาหกรรมเหล่านี้ต่างสร้างสิ่งที่ “จำเป็น” ทุกคนต้องใช้ สัมผัส หรือสวมใส่ ดังนั้น หากคุณต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คุณต้องให้ความสำคัญกับแนวคิดที่นำมาซึ่งความยิ่งใหญ่ในอนาคต
🔷9. ลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา / ใช้เงินจ้างคนเก่ง ๆ มาทำงานให้
ในขณะที่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการรักษาตำแหน่งและการแข่งขันกับคู่แข่งโดยตรงของคุณ ขณะเดียวกันอาจมีม้ามืดอย่างบริษัทนวัตกรรมใหม่ ๆ พยายามเข้ามาแทนที่คุณอยู่เสมอโดยที่คุณก็อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ วิธีเดียวที่จะทำให้คุณอยู่เหนือคนอื่นได้ ก็ยังคงเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
แต่หากคุณไม่ถนัด หรือคิดว่าตัวเองยังรู้ไม่มากพอ สิ่งที่ช่วยคุณได้ ทั้งยังควรทำอย่างยิ่งก็คือ การลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา ในเรื่องที่ต้องการรู้ ประกอบกับ การใช้เงินที่มีจ้างคนเก่ง ๆ และเชียวชาญในเรื่องนั้น ๆ มาทำงานให้ นอกจากคุณจะได้สิ่งใหม่ ๆ ที่ต้องการ ยังทำให้ธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพและทำสำเร็จตามเป้าหมายมากขึ้นด้วย
🔷10. ไล่ตามเงินก้อนใหญ่ / กระจายความเสี่ยง / รักษาฐานะ “ความร่ำรวย” ของตัวเอง
เริ่มจากศูนย์ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีโอกาสเข้าถึงเงินก้อนใหญ่ได้ การทำธุรกิจมักมาคู่กับเงินลงทุนเสมอ ดังนั้น “จงไปในที่ที่มีเงิน” ที่สามารถส่งเสริมให้คุณเดินไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ นอกจากนี้ คุณไม่ควรที่จะลงทุนไปในแหล่ง ๆ เดียว เพราะเมื่อไรที่มันล้มเหลว นั่นเท่ากับว่าเงินทั้งหมดที่คุณลงทุนจะหายวับไปกับตา
หากคุณอยากประสบความสำเร็จ ทั้งในธุรกิจ การลงทุน รวมถึงฐานะความร่ำรวย ควรกระจายความเสี่ยงให้มากกว่าหนึ่ง ลงทุนในสิ่งที่คุณเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ งานศิลปะ หุ้นในบริษัทอื่น ๆ หรืออะไรก็ได้ที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว และเมื่อคุณทำได้ จนกลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และได้รับตำแหน่ง “มหาเศรษฐี” สิ่งสำคัญที่สุดคือ รักษาความร่ำรวยของคุณไว้ให้ได้มากที่สุด
เพราะเมื่อไรก็ตามที่คุณไม่รักษามันไว้ สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วมันสามารถจากคุณไปได้เช่นกัน ดังนั้น คุณควรวางแผนชีวิตของคุณให้ดี ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตส่วนตัว การทำงาน การเงิน หรือการลงทุน ว่าคุณจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และเกิดความเพิ่มพูน มากกว่า “ถดถอย” จนเหลือเท่ากับเมื่อตอนเริ่มต้น นั่นก็คือ “ศูนย์”
ที่มา : https://bit.ly/3sTQHFq
#อายุน้อยร้อยล้านNEWS #อายุน้อยร้อยล้าน #นักธุรกิจ #มหาเศรษฐี #ประสบความสำเร็จ #เริ่มจากศูนย์

22/11/2021

รู้จัก ให้มากขึ้น เสริมกลยุทธ์การตลาดในโซเชียลมีเดีย
ไม่ว่าใครหากเคยใช้โซเชียลมีเดียจะต้องคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ # ที่ทิ้งท้ายตามโพสต์ในแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักแฮชแท็ก (Hashtag) กันให้มากขึ้น เพื่อนำไปเสริมกลยุทธ์ด้านการตลาดบนโซเชียลมีเดียให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดกันครับ
แฮชแท็ก คือเครื่องมือจัดกลุ่มคอนเทนต์ ช่วยเชื่อมต่อคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียในแต่ละเหตุการณ์ หัวข้อ รวมไปถึงแคมเปญโฆษณา เช่น หากคุณคลิก ใน Facebook ก็จะพบคอนเทนต์โดดเด่นประจำวันที่ทีมงานได้คัดสรรมา
ทำไมต้องใช้ #แฮชแท็ก
1.เพิ่มการเข้าถึง (Reach) ให้กับคอนเทนต์ โดยจะถูกค้นพบผ่านแฮชแท็ก
2.เพิ่มการมีส่วนร่วม (Engagement) ผ่านเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น (UGC)
3.แพลตฟอร์มแยกแยะหมวดหมู่ของคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น เนื้อหาก็จะเข้าถึงคนที่มีความสนใจคล้ายกัน
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.rainmaker.in.th/know-about-hashtag/
-----
ช่องทางการติดตาม RAiNMaker
→ page : Rainmaker
→ Website : www.rainmaker.in.th
→ Twitter : www.twitter.com/rainmakerth
→ Youtube : https://bit.ly/2XHVlbJ

02/11/2021

สรุป 10 สิ่งที่คนสำเร็จมีเหมือนกัน จากการสัมภาษณ์คนสำเร็จ กว่า 2,000 คน
ถ้าคุณทำธุรกิจแล้วอยากได้แรงบันดาลใจ "อยากมีธุรกิจร้อยล้าน ให้คิดแบบร้อยล้าน" คงเป็นคำที่ชัดเจนที่สุด สำหรับการหาแรงบันดาลใจในการต่อยอดธุรกิจให้ประสบความสำเร็จกับเป้าหมายธุรกิจที่คุณฝันไว้ และทุกเรื่องราวประสบการณ์ธุรกิจ พี่ก้อง อรรฆรัตน์ นิติพน CEO ผู้ก่อตั้งบริษัท มัชรูม กรุ๊ป เจ้าของเพจอายุน้อยร้อยล้านและผู้ดำเนินรายการที่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ CEO รวมถึงผู้ประกอบการณ์ SMEs กว่า 2,000 คน มายาวนานกว่า 18 ปี
ทุก ๆ ประสบการณ์และเรื่องราวสู้ชีวิตของคนทำธุรกิจ ล้วนมีบางสิ่งที่เหมือนๆ กัน นั่นคือความเป็นนักสู้ ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา จนได้บทสรุป 10 สิ่งของคนที่ประสบความสำเร็จมีเหมือน ๆ กัน ที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนทำธุรกิจจริง ๆ
1. ไม่หยุดเรียนรู้
หลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จนั้นสิ่งที่โดดเด่นออกมาอย่างแรกเลยคือ ทุกคนไม่เคยหยุดที่จะ “เรียนรู้” ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การศึกษา แต่เรียนรู้จากทุกสถานการณ์อย่างต่อเนื่องจะทำให้เราได้เปรียบ ไม่ว่าจะเรียนรู้จากความล้มเหลว เรียนรู้จากความพ่ายแพ้และชัยชนะ รวมถึงการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเสมอ
2. อดทน อดทน และอดทน
ในนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า เต่าชนะการแข่งขันไม่ใช่เพราะเดินเร็วกว่า แต่เพราะเต่าไม่ยอมหยุดเดิน เหมือนกันกับชีวิตของการทำธุรกิจ มันไม่มีทางที่ทุกคนจะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน การมีความอดทนต่อความยากลำบากเท่านั้น แต่ต้องรู้จักความอดทนรอคอยความสำเร็จด้วย
3.ไม่ยอมล้ม
ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องน่าอาย คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มีคุณลักษณะคล้าย ๆ กัน คือความดื้อรั้นที่จะลุก ไม่ยอมเลิกล้ม และแทบทุกคนต้องเคยพบเจอกับความล้มเหลว แต่จากนั้นก็ลุกขึ้น เดินต่อ แม้ยังเจ็บจากแผลที่ยังไม่หายจากการล้ม ก็เลือกที่จะเดิน ความล้มเหลวคือประสบการณ์ที่มีค่า หลายคนก็เลือกใช้ความล้มเหลวนี่แหละ เป็นแรงบันดาลใจในการไปสู่ความสำเร็จ
4. รู้จักจัดความสำคัญก่อน-หลัง
คนที่ประสบความสำเร็จ จะมีทักษะในการแยกแยะว่าอะไรสำคัญและอะไรไม่สำคัญ ประเมินได้ว่าอะไรไม่สำคัญมากที่สุดจนไปถึงน้อยที่สุด และถ้าสิ่งนั้นไม่สำคัญเลย ก็เลือกที่จะไม่ทำมันให้เสียเวลา
5. อยากสำเร็จไม่ต้องรอ
ผู้บริหาร เจ้าของกิจการหลายๆ คน จะไม่มองว่างานอะไรที่จะไม่ลดตัวลงไปทำ ถ้ามันสำคัญทุกคนจะทำได้ทุกตำแหน่ง ไม่กลัวที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ถ้ามันสำคัญกับชีวิตก็ต้องพร้อมที่จะทำได้ทันที ต่อให้เป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน ในวันที่ไม่มีพนักงานส่งสินค้าให้ หลายคนก็ไปส่งเองได้เลยทันที
6. มีเป้าหมายที่ชัดเจน
คนสำเร็จกับคนไม่สำเร็จ แตกต่างกันที่เป้าหมายที่ชัดเจน คนสำเร็จจะบอกได้ว่า ในวันนี้่หรือวันพรุ่งนี้ทำงานไปเพื่ออะไร และหาหนทางที่จะทำสิ่งนั้นให้ประสบความสำเร็จไปให้ได้ และสิ่งสำคัญไม่ใช่การรู้จักแต่ความสำร็จ แต่ต้องรู้ในความผิดพลาดของตัวเองด้วย
7. ให้ความสำคัญกับเป้าหมายของเพื่อนร่วมทาง
แม้ว่าในวงการธุรกิจจะต้องทำธุรกิจให้เหนือคู่แข่งเพื่อรักษาธุรกิจ แต่คนที่ยืนได้ยาวบนธุรกิจนั้นส่วนใหญ่ไม่คิดที่จะเสียเวลาโจมตี หรือเอาชนะคู่แข่งด้วยการทำร้ายกันเอง แต่เลือกที่จะพัฒนาความสามารถและเพิ่มศักยภาพในธุรกิจของตัวเองเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค หรือลูกค้า มากกว่า เพราะบางทีคู่แข่งนั้นก็เพื่อนร่วมทางดี ๆ นี่เอง
8. ทำงานหนักอย่างฉลาด
คนที่ประสบความสำเร็จทำงานหนักเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดี และทำอย่างฉลาดเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด จะมีแค่อย่างใดอย่างนึงไม่ได้
9.ไม่ยึดติดกับความสำเร็จ และความล้มเหลว
บนเส้นทางธุรกิจความสำเร็จไม่ได้มีแค่ครั้งเดียวแล้วคงอยู่ตลอดไป ความสำเร็จนั้นมันควรมีเรื่อยๆ เพราะโลกมันพัฒนาไปเรื่อยๆ ความสำเร็จในอดีตไม่ได้บอกว่าลูกค้าก็ยังจะเลือกเราในอนาคต รวมไปถึงความล้มเหลวก็เหมือนกัน เหมือนฟุตบอลที่เมื่อวานคุณอาจเป็นทีมที่ชนะในเกม แต่อีก 2 วันต่อมาคุณอาจจะแพ้ยับเยิน คนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ จะไม่ยึดติดกับความสำเร็จและความล้มเหลวเหล่านั้น อย่างที่ผมบอกในข้อที่ 1 ทุกคนเลือกจะเรียนรู้ แล้วนำความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นมาพัฒนาเพื่อเดินไปข้างหน้า
10. ฟังมากกว่าพูด
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เจอในคนที่สำเร็จคือ ฟังเยอะ พูดน้อย การฟังจะทำให้เราเข้าใจว่าคนคนพูดเขาต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร นักธุรกิจที่ดีต้องเป็นผู้ฟัง แล้วเอาสิ่งที่จับได้จากการฟังนั้นมาพัฒนา กลับเป็นเป็นสินค้า หรือ บริการ ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้านี่แหละคือ เคล็ดลับความรวย
บทสรุปทั้ง 10 ข้อนี้ หวังว่าใครหลาย ๆ คนจะได้ข้อคิดและลองนำไอเดียไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานกันนะครับ

#อายุน้อยร้อยล้าน #อายุน้อยร้อยล้านNEWS #ธุรกิจ #ก้อง #อรรฆรัตน์นิติพน #มัชรูมกรุ๊ป

22/10/2021

10 มหาเศรษฐีระดับโลกที่มี “อายุไม่ถึง 40 ปี” แห่งทำเนียบ Forbes 400 ประจำปี 2021 ที่ต้องบอกว่าบางคนครองตำแหน่งนี้มานานไม่มีใครสามารถโค่นเขาลงได้ แต่บางคนนี่ถือเป็นการติดอันดับโลกครั้งแรกของพวกเขา!
1.Mark Zuckerberg
🟢 อายุ : 37 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 1.345 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.50 ล้านล้านบาท
ผู้ที่ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีอายุไม่ถึง 40 ปี มาหลายสมัยโดยที่ยังไม่มีใครสามารถโค่นเขาลงได้ โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ที่หุ้นของ Facebook เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 50% เนื่องจากบริษัทโซเชียลมีเดียที่แพร่หลายมีรายได้เกิน 1 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลทำให้มูลค่าทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้นเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จนทำให้เขาติดอันดับ 1 ใน 8 เศรษฐีพันล้านระดับโลกใน Forbes 400 ของปีนี้ด้วย
2. Dustin Moskovitz
🟢 อายุ : 37 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 2.41 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.07 แสนล้านบาท
Dustin Moskovitz เพื่อนร่วมชั้นจาก Harvard ของ Mark แล้วยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook ก่อนที่เขาจะลาออก และก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อว่า Asana ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์สำหรับบริหารระบบการทำงานภายในองค์กร ซึ่งเขายังคงถือหุ้นใน Facebook และนั่นก็ถือว่าเป็นแหล่ง ความมั่งคั่งหลักของเขา
3. Sam Bankman-Fried
🟢 อายุ 29 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 2.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.54 แสนล้านบาท
ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท Alameda Research บริษัทจัดการสินทรัพย์ในการลงทุนคริปโต แล้วยังเป็นผู้ที่ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่อายุน้อยที่สุดแห่งทำเนียบ Forbes คนล่าสุด โดยได้รับอานิสงส์มาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ FTX แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่เขาก่อตั้งในฮ่องกงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว รวมถึงการลงทุนในคริปโตของเขาเองด้วย
4. Lukas Walton
🟢 อายุ 35 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.76 แสนล้านบาท
หลานชายของ Sam Walton ผู้ก่อตั้ง Walmart เขาได้รับมรดกจำนวนมหาศาลจาก John Walton พ่อของเขาที่เสียชีวิตลง ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการของ 'มูลนิธิครอบครัว Walton' โดยเขาให้ความสำคัญในเรื่องการสนับสนุนด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม รวมถึงยังชื่นชอบในการลงทุนอีกด้วย
5. Bobby Murphy
🟢 อายุ 33 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.09 แสนล้านบาท
ผู้ร่วมก่อตั้ง Snapchat แอปฯ โซเชียลมีเดียยอดนิยมของวัยรุ่นอเมริกัน ซึ่งความมั่งคั่งของเขาได้เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่านับตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังส่วนแบ่งของแอปฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะหลังการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง Spotlight ที่ทำให้ Snapchat มีรายได้สูงถึง 982 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
6. Evan Spiegel
🟢 อายุ 31 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.62 แสนล้านบาท
Evan Spiegel ชาวอเมริกันเชื้อสายฝรั่งเศส เป็นอีกหนึ่งผู้ก่อตั้ง Snapchat ร่วมกับ Bobby Murphy ซึ่งแน่นอนว่าความมั่งคั่งของเขาก็เพิ่มขึ้นจากการที่แอปฯ Snapchat ทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกับ Bobby Murphy แม้ว่าฐานะการเงินของครอบครัวเขาจะร่ำรวยอยู่แล้วก็ตาม
7. Brian Armstrong
🟢 อายุ 38 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.85 แสนล้านบาท
ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม “Coinbase” ศูนย์กลางการซื้อขายเงินคริปโตที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งยังถือว่าเป็นธุรกิจเงินดิจิทัลที่มีมูลค่ามากที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยเขาถือกรรมสิทธิ์ราวร้อยละ 20 ของ Coinbase เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งมหาเศรษฐีระดับโลกที่ร่ำรวยจาก “คริปโต”
8. Nathan Blecharczyk
🟢 อายุ 38 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.35 แสนล้านบาท
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Airbnb แพลตฟอร์มสำหรับการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว Airbnb มีการเสนอขายหุ้น IPO ที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดของปี 2020 ด้วยมูลค่าที่พุ่งสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่วันแรกของการซื้อขาย และรายได้ในช่วงไตรมาสที่สองอยู่ที่ 1.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 300% ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขาขึ้นสู่ตำแหน่งมหาเศรษฐีระดับโลกอายุไม่ถึง 40 ปี
9. Ernest Garcia III
🟢 อายุ 39 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.11 แสนล้านบาท
ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Carvana แพลตฟอร์มสำหรับการซื้อ-ขายรถยนต์มือสอง และให้ลูกค้าสามารถรับรถจากตู้ขายของอัตโนมัติขนาดยักษ์ เป็นบริษัทในเครือของ DriveTime ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มือสองของพ่อ โดยในปี 2017 เขาได้ทำการเสนอขายหุ้น IPO ระดมทุนได้ถึง 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
10. Scott Duncan
🟢 อายุ 38 ปี
💵 มูลค่าทรัพย์สิน : 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.07 แสนล้านบาท
1 ในทายาททั้ง 4 ที่ได้รับมรดกจาก Dan Duncan ผู้เป็นพ่อ โดยเขาและพี่น้องได้รับส่วนแบ่งในบริษัท Enterprise Products เจ้าของโรงงานแปรรูปก๊าซธรรมชาติ สถานที่จัดเก็บน้ำมันและก๊าซ และท่อส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 50,000 ไมล์ ซึ่งเรียกได้ว่านี่คือแหล่งที่มาสำคัญของทรัพย์สินแสนล้านของเขา แม้เขาจะไม่ได้มีส่วนร่วมหรือหน้าที่ในบริษัทอย่างจริงจัง
ที่มา : https://bit.ly/3E2fN98
https://bit.ly/3pmnumq
#อายุน้อยร้อยล้านNEWS
#อายุน้อยร้อยล้าน
#มหาเศรษฐี

ที่อยู่

พหลโยธิน เพลส ถนน พหลโยธิน แขวง สามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HENLA MALA หม่าล่าหม้อไฟผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง HENLA MALA หม่าล่าหม้อไฟ:

แชร์