Denis Ads. รับทำ Digital Marketing​ ทั้งการ ดูแลเพจ, โปรโมทโพสต์, โฆษณาเว็บไซต์ ให้ติดหน้าแรกของ Google

📢 บริการยิงแอด หาเสียงเลือกตั้งแบบถูกต้อง ตามกฎ facebook 100%✅ ยิงแอดเฉพาะพื้นที่เป้าหมาย✅ ใช้คอนเทนต์แนะนำตัว / นโยบาย ...
29/12/2025

📢 บริการยิงแอด หาเสียงเลือกตั้ง
แบบถูกต้อง ตามกฎ facebook 100%
✅ ยิงแอดเฉพาะพื้นที่เป้าหมาย
✅ ใช้คอนเทนต์แนะนำตัว / นโยบาย / วิสัยทัศน์
✅ เปลี่ยนโพสต์ได้ตลอด ไม่จำกัด
✅ จ่ายครั้งเดียว ยิงยาวถึงวันเลือกตั้ง
💰 ค่าบริการ
ค่าดูแลและจัดการโฆษณา 10,000 บาท
งบโฆษณา Facebook 10,000 บาท
👉 รวม 20,000 บาท จบครบ
(ไม่รวม vat)
📩 สนใจทักแชท ปรึกษาก่อนเริ่มยิงได้ฟรี
#ดูแลเพจ #แอดมินเพจมืออาชีพ #หาเสียงเลือกตั้ง
#หาเสียงออนไลน์ #เลือกตั้ง2569
__________________________
📱 ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์
📱 โทร : 065-717-4570
📲 Line : https://lin.ee/lUnh9m0
🌏 website : https://www.denisads.com
💖 เรื่องการตลาด ให้เราดูแลคุณ

💥 โปรแรง 10.10 เปิดตัว AI ผู้ช่วยแชทอัจฉริยะ! 💥ลดภาระแอดมิน ตอบลูกค้าอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเฝ้าแชทอีกต่อไป 🤖✨✅ ตอบ...
09/10/2025

💥 โปรแรง 10.10 เปิดตัว AI ผู้ช่วยแชทอัจฉริยะ! 💥
ลดภาระแอดมิน ตอบลูกค้าอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเฝ้าแชทอีกต่อไป 🤖✨
✅ ตอบไวแม้แอดมินไม่อยู่
✅ ให้ข้อมูลลูกค้าตรงจุด ถูกต้อง
✅ ใช้ได้กับทุกประเภทธุรกิจ
🔥 ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 🔥
รายเดือน ปกติ 2,990 ➡️ เหลือเพียง 1,990 บาท
6 เดือน ปกติ 8,990 ➡️ เหลือเพียง 6,990 บาท
12 เดือน ปกติ 12,990 ➡️ เหลือเพียง 9,990 บาท
🎯 จำกัดเพียง 5 เพจเท่านั้น!
📆 โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ - 15 ตุลาคมนี้
ทดลองคุยกับ AI ได้เลย 👇
💆‍♀️ ธุรกิจคลินิกความงาม: m.me/813823685147615
🍽️ ธุรกิจร้านอาหาร: m.me/767473766459162
ให้ AI ช่วยตอบแทนคุณ — ประหยัดเวลาแอดมินทุกวัน 💬⚡
#ดูแลเพจ #แอดมินเพจมืออาชีพ #แคปชั่นโดนใจ
__________________________
📱 ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์
📱 โทร : 065-717-4570
📲 Line : https://lin.ee/lUnh9m0
🌏 website : https://www.denisads.com
💖 เรื่องการตลาด ให้เราดูแลคุณ

📢 Denis Ads เปิดรับสมัครด่วน !!เซลล์ฟรีแลนซ์ / ตัวแทนขายบริการดูแลเพจ Facebook ✨หลายอัตรา ‼️การเป็นเซลล์ฟรีแลนซ์ไม่ยากอย...
03/09/2025

📢 Denis Ads เปิดรับสมัครด่วน !!
เซลล์ฟรีแลนซ์ / ตัวแทนขายบริการดูแลเพจ Facebook ✨
หลายอัตรา ‼️
การเป็นเซลล์ฟรีแลนซ์ไม่ยากอย่างที่คิด 💡
เพียงคุณมีคอนเนกชัน มีเพื่อนมีลูกค้า ก็แนะนำบริการของ Denis Ads ได้เลย
🔥 สิ่งที่คุณจะได้รับ
✅ ค่าคอมมิชชั่นสูง
✅ ทีมงานให้คำปรึกษา
✅ รายได้เสริมได้ทันที
✅ ยิ่งขายได้ ยิ่งโตไปด้วยกัน
🚀 สนใจร่วมทีมกับ Denis Ads
📲 Line : https://lin.ee/lUnh9m0

Diffusion of Innovation โฟกัสลูกค้ากลุ่ม Niche แต่สุดท้ายได้กลุ่ม Mass!
17/04/2025

Diffusion of Innovation โฟกัสลูกค้ากลุ่ม Niche แต่สุดท้ายได้กลุ่ม Mass!

ไอเดียทำการตลาด ด้วย Diffusion of Innovation โฟกัสลูกค้ากลุ่ม Niche แต่สุดท้ายได้กลุ่ม Mass
#การตลาด

การตัดกลุ่มเป้าหมาย มีความสำคัญเหมือนกับการเลือกกลุ่มเป้าหมาย
04/10/2024

การตัดกลุ่มเป้าหมาย มีความสำคัญเหมือนกับการเลือกกลุ่มเป้าหมาย

- สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การบอกว่าลูกค้าของเราคือใคร แต่ต้องบอกได้ด้วยว่าใครไม่ใช่ลูกค้า -

หนึ่งในบทเรียนใหญ่ที่เราจะคุยกันเวลาทำ Marketing Strategy นั้นคือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจว่าเป็นกลุ่มไหนบ้าง เราจะพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ใคร เรากำลังจะเบนการตลาดของเราเพื่อไปโฟกัสกลุ่มไหน

แน่นอนว่าสิ่งที่เราจะบอกกันเป็นอย่างแรก ๆ คือการให้เราบอกได้ว่าใครเป็นลูกค้าของเราบ้าง ใครคือกลุ่มเป้าหมายที่มองว่าสินค้าของเราจะสามารถเข้าไปตอบโจทย์ได้

แต่ความยากและเป็นขั้นกว่าของการทำ Marketing Strategy ที่มากกว่าที่หลายธุรกิจจะทำ คือการกล้าที่จะบอกว่าใครไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเรา กล้าที่จะเอาบางคนออกจากกลุ่มเป้าหมายเพื่อที่จะทำให้โฟกัสของเราแคบลงแล้วชัดขึ้น

เรื่องนี้ก็ไม่ได้แปลกอะไรหากเรามองย้อนมาคิดในเชิงเจ้าของธุรกิจที่ก็อยากให้สินค้าของเราขายได้กับคนเยอะ ๆ แล้วเราก็จะมองว่าใครที่สินค้าของเราสามารถแก้ปัญหาได้ก็น่าจะเป็นลูกค้าของเราแหละ แถมบางครั้งเราก็พยายามเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเข้าไปเพราะมองว่า "มีโอกาส" ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะเก่งในการ "เพิ่ม" และ "รวม" หลายอย่างเข้าด้วยกันเพื่อให้ดูใหญ่ขึ้น เยอะขึ้น

แต่ในทางกลับกันนั้น การทำให้กลุ่มเป้าหมายเล็กลง แคบลง เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่รู้สึกดีและอยากทำเท่าไรเพราะจะทำให้เกิดความกลัวว่าสินค้าจะขายไม่ได้ กลัวว่าทำไมธุรกิจของเรามีลูกค้าน้อย เมื่อลองให้พยายามขีดฆ่าหรือเอากลุ่มเป้าหมายที่ไม่สำคัญออกไปนั้น เราก็มักจะพบว่าหลายคนอิดออดหรือไม่อยากจะทำสักเท่าไร ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับพฤติกรรมของมนุษย์อีกเช่นกันที่เราไม่เก่งกับการ "ลด" หรือ "เอาออก" นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงไม่แปลกที่เรามักจะเจอกลยุทธ์การตลาดของหลายธุรกิจมีกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง คลุมเครือ ไม่ชัดเจน แล้วทำให้กลายเป็นปัญหาตามมาเมื่อจะต้องแตกออกมาเป็นแผนการตลาด เลือกช่องทางและเครื่องมือที่จำเป็นต้องทำอะไรเยอะไปหมดแทนที่จะสามารถโฟกัสได้ชัด พร้อมกับตัดสินที่ไม่จำเป็นออกไป

เรื่องนี้เองจึงเป็นแง่คิดเตือนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารการตลาดว่าวันนี้เรากล้าพอไหมที่จะขีดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนกว่าเดิม กล้าที่จะเลือกบางอย่างออกไปเพื่อให้เราโฟกัสได้ดีขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเราก็อาจจะแผนกลยุทธ์กลาง ๆ ที่จะมีปัญหาเมื่อเอาไปทำงานจริงนั่นเองล่ะครับ

#ความรู้ควรถูกส่งต่อ #การตลาด #การตลาดออนไลน์

01/10/2024
ว่ากันด้วยเรื่อง Brand
28/09/2024

ว่ากันด้วยเรื่อง Brand

อธิบาย Brand Identity Prism เครื่องมือสร้างแบรนด์ ให้ลูกค้าอยากซื้อ ด้วย 6 องค์ประกอบ
#การสร้างแบรนด์

การวางตำแหน่งทางการตลาด
21/09/2024

การวางตำแหน่งทางการตลาด

อธิบายทฤษฎี นาฬิกา 8 ตำแหน่ง ไว้ใช้วิเคราะห์ ตำแหน่งการตลาด วางกลยุทธ์ธุรกิจให้ถูก - MarketThink

รู้หรือไม่ ? ในแต่ละปีมักมีสินค้าใหม่ ๆ มากกว่า 30,000 แบบ เข้ามาแข่งขันในตลาด

เมื่อเป็นแบบนี้ ธุรกิจต่าง ๆ จึงมักต้องปรับและมองหากลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ธุรกิจได้เปรียบทางการแข่งขัน และปิดจุดอ่อนของตัวเองให้ได้มากที่สุด

จุดนี้เองจึงเป็นที่มาของ “Bowman's Strategic Clock”
กลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ รู้ว่าตัวเองมีจุดเด่นด้านไหน เพื่อนำไปสู่การวางตำแหน่งทางการตลาด (Brand Positioning) และวางกลยุทธ์การตลาดได้อย่างเหมาะสม

แล้ว Bowman's Strategic Clock คืออะไร ?

Bowman's Strategic Clock เป็นกลยุทธ์ที่คิดค้นขึ้นโดย 2 นักเศรษฐศาสตร์อย่างคุณ Cliff Bowman และคุณ David Faulkner ในช่วงปี 1996

ซึ่งทั้ง 2 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดล 3 กลยุทธ์การแข่งขัน (Competitive Strategy) ของคุณ Michael Porter

โดยนำมาขยายจนออกมาเป็นกลยุทธ์ที่มีหน้าตาเหมือน “นาฬิกา” ช่วยระบุตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ 8 ตำแหน่ง (ตามภาพหน้าปก)

ซึ่งการที่เราจะรู้ได้ว่า ธุรกิจหรือแบรนด์ของเราอยู่ตรงจุดไหน จะมี 2 แกน เป็น 2 ปัจจัยหลัก คือ

- แกนแนวนอน = ราคาของสินค้าและบริการ เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นในตลาด

- แกนแนวตั้ง = Perceived Added Value หรือการรับรู้ของลูกค้าต่อสินค้าหรือแบรนด์ ว่ามีประโยชน์ มีคุณค่า มีคุณภาพ หรือช่วยสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมได้มากน้อยแค่ไหน

หลังจากนั้น เมื่อนำทั้ง 2 ปัจจัยมาพล็อตลงบนกราฟ ก็จะออกมาเป็นตำแหน่งของแบรนด์ 8 ตำแหน่ง ได้แก่

1. Low Prices / Low Added Value

หมายถึง แบรนด์เน้นขายสินค้าราคาต่ำ แถมในมุมมองของลูกค้า แบรนด์หรือสินค้าก็ยังมีคุณค่าหรือตอบสนองต่อความต้องการได้ในระดับต่ำ

ในกรณีนี้ มักเกิดขึ้นกับแบรนด์ที่อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่สินค้าไม่ได้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ หรือว่าง่าย ๆ ว่าเป็นสินค้าที่ไม่ว่าจะใช้แบรนด์ไหน ๆ ก็แทบไม่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างสินค้าที่อยู่ในประเภทนี้ เช่น สินค้าทั่ว ๆ ไปที่เน้นใส่แค่ฟังก์ชันสำหรับการใช้งาน ไม่ได้มีแบรนด์ อย่างสินค้าที่ใช้งานในชีวิตประจำวันตามร้านทุกอย่าง 20 บาท

ซึ่งสินค้าประเภทนี้ ลูกค้ามักจะเลือกซื้อจากราคาที่ถูกที่สุดเป็นหลัก
หากแบรนด์ไหนที่ขายสินค้าประเภทนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดก็คือ เน้นการผลิตเยอะ ๆ เพื่อให้เกิด Economies of Scale หรือทำให้ต้นทุนต่อชิ้นมีราคาถูกที่สุด

2. Low Price

แบรนด์ประเภทนี้จะคล้าย ๆ กับตำแหน่งที่ 1 คือเน้นขายราคาต่ำ
แต่ที่แตกต่างกันก็คือ มุมมองของลูกค้าต่อแบรนด์หรือสินค้า ที่มองว่ายังพอมีคุณค่าหรือตอบสนองความต้องการได้ดีในระดับหนึ่ง

กลยุทธ์ของแบรนด์หรือสินค้าประเภทนี้ ก็จะคล้าย ๆ กันคือ เน้นการผลิตเยอะ ๆ เพื่อให้ต้นทุนต่อชิ้นมีราคาถูกที่สุด แต่อาจมีการสร้างแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อใจและไว้ใจควบคู่ไปด้วย

ยกตัวอย่างเช่น

- Moshi Moshi เป็นแบรนด์สินค้าจิปาถะ ที่ขายสินค้าในราคาย่อมเยาเริ่มต้น 20 บาท แต่ในขณะเดียวกันก็มีการคอลแลบกับแบรนด์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าของแบรนด์บางชิ้น บางคอลเลกชันด้วย

3. Hybrid

หมายถึง แบรนด์ที่ขายสินค้าในราคาเข้าถึงง่าย เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ ในตลาด

ที่น่าสนใจคือ แบรนด์ที่อยู่ในประเภทนี้ มักเป็นแบรนด์ที่ลูกค้ามองว่า สินค้ามีคุณค่า มีคุณภาพ มีความแตกต่าง หรือตอบโจทย์ต่อความต้องการของลูกค้าสูง

ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าของแบรนด์ประเภทนี้ จึงมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูง (Brand Loyalty)

ยกตัวอย่างเช่น Toyota และ Honda เป็นแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ที่หลาย ๆ คนมองว่า “คุ้มค่า”
เพราะเป็นแบรนด์ที่มาพร้อมคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ ในขณะเดียวกัน หลาย ๆ รุ่นก็มีช่วงราคาในระดับที่ยังเข้าถึงได้ เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ

จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา Toyota และ Honda จึงมักจะเป็นแบรนด์รถยนต์ตัวเลือกแรก ๆ ที่อยู่ในใจของลูกค้าชาวไทย

เพราะฉะนั้นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ประเภทนี้คือ การรักษาคุณภาพควบคู่ไปกับราคาที่เข้าถึงง่าย

และมีการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เช่น มีบริการหลังการขายที่ดี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้าประจำยังกลับมาซื้อสินค้าของแบรนด์ซ้ำ ๆ นั่นเอง

4. Differentiation

สิ่งที่แบรนด์ประเภทนี้มุ่งเน้นมากที่สุดคือ “ความแตกต่าง” ของตัวสินค้าหรือบริการ

ไม่ว่าจะเป็น การใส่เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ากับสินค้าที่มีอยู่ หรือการให้บริการแบบเหนือระดับในแบบที่แบรนด์อื่น ๆ ไม่มี

ซึ่งความแตกต่างอาจไม่ใช่แค่เพียงสินค้าหรือบริการ
แต่ยังหมายถึง ภาพลักษณ์ของแบรนด์ การสร้างความรู้สึกเชิงบวกให้ลูกค้ารู้สึกว่า แบรนด์มีความโดดเด่นและเป็นที่จดจำ

ด้วยความแตกต่างนี้เอง ทำให้แบรนด์ไม่จำเป็นต้องลดราคาสินค้าเพื่อแข่งขันกับแบรนด์อื่น ๆ
แต่สามารถตั้งราคาที่สูงขึ้นได้ โดยที่ยังเป็นราคาที่ลูกค้ายอมรับได้

ยกตัวอย่างเช่น

- Apple ที่สะท้อนความแตกต่างตั้งแต่สโลแกนอย่าง Think Different รวมไปถึงการออกแบบสินค้าด้วยนวัตกรรมล้ำ ๆ
ไม่ว่าจะเป็น การพลิกโฉมโทรศัพท์มือถือสู่ยุคสมาร์ตโฟน ไปจนถึงเปลี่ยนจากหูฟังสายสู่ AirPods

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของแบรนด์ประเภทนี้คือ การถูกเลียนแบบ

เพราะฉะนั้น แบรนด์จึงควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาสินค้า ให้ยังคงเป็นผู้นำในความแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ

5. Focused Differentiation

แบรนด์ประเภทนี้คือ แบรนด์ที่สินค้ามีมูลค่าสูง รวมถึงในมุมมองของลูกค้าก็มองว่า แบรนด์มีคุณค่า มีความพิเศษ ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดในระดับสูงด้วยเช่นกัน

ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว แบรนด์ประเภทนี้มักจะมีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม หรือศัพท์ทางการตลาด เรียกว่า Niche Market

ดังนั้นแบรนด์ในประเภทนี้ก็คือ “Luxury Brand” หรือสินค้าแบรนด์หรู ไม่ว่าจะเป็น Dior, Gucci, Louis Vuitton และ Rolls-Royce

ถึงแม้ว่า สินค้าหรือบริการของแบรนด์มักมีราคาสูงกว่าแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดกว่า 10-25 เท่า แต่ก็แลกมากับการออกแบบพิเศษที่ทำมาจากวัสดุคุณภาพสูง หรือวัสดุหายากด้วยเช่นกัน

6. Risky High Margins

หมายถึง แบรนด์ที่ตั้งราคาสินค้าหรือบริการไว้สูงมาก ในขณะที่ในมุมมองของลูกค้ากลับไม่ได้มองว่า แบรนด์มีคุณค่าหรือแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ มากนัก

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือตามไม่ทันแบรนด์หน้าใหม่ ในขณะที่ต้นทุนการผลิต หรือราคายังตั้งไว้สูงเกินคู่แข่ง

จึงเรียกได้ว่า หากแบรนด์ไหนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ อาจมีความเสี่ยงที่จะทำให้ลูกค้าหันไปซื้อแบรนด์คู่แข่งที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือราคาเข้าถึงง่ายมากกว่า

ดังนั้น แบรนด์ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ จึงควรรีบพัฒนาสินค้าหรือบริการของตัวเอง ให้ออกจากตำแหน่งนี้ให้เร็วที่สุด..

7. Monopoly Pricing

ในตำแหน่งนี้ คือแบรนด์ที่มีสถานะเป็น ผู้ผูกขาด (Monopolist) หรือเป็นผู้ขาย-ผู้ผลิตรายเดียวในตลาด

หากแบรนด์ไหนอยู่ในตำแหน่งนี้ ก็มักจะเป็นแบรนด์ที่สามารถตั้งราคาสูงได้ เนื่องจากลูกค้าไม่ได้มีตัวเลือกให้เลือกซื้อหรือใช้บริการจากแบรนด์อื่น ๆ ได้มากนัก

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของแบรนด์ที่อยู่ในตำแหน่งนี้คือ มักมีภาพลักษณ์ด้านลบมากกว่าด้านบวก

ดังนั้นสิ่งที่แบรนด์ในตำแหน่งนี้ควรทำคือ การประชาสัมพันธ์ หรือสร้างแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ในแง่บวก ให้ลูกค้ารู้สึกรักในแบรนด์มากขึ้น

8. Loss of Market Share

แบรนด์ที่อยู่ในตำแหน่งสุดท้ายของทฤษฎีนี้คือ แบรนด์ที่ขายสินค้าราคามาตรฐาน ไม่ได้สูงหรือต่ำกว่าแบรนด์อื่น ๆ ในตลาด

แต่ในมุมของลูกค้าอาจรู้สึกว่า แบรนด์ไม่ได้มีคุณค่า ตอบโจทย์ความต้องการ หรือแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ เท่าที่ควร

แบรนด์ในประเภทนี้ ลูกค้าจึงจะรู้สึกว่า “ไม่คุ้มค่า” กับเงินที่จ่ายไป และอาจจะหันไปเลือกแบรนด์อื่น ๆ ที่มีราคาเท่ากัน แต่ให้คุณค่า หรือมีความพิเศษ และแตกต่างมากกว่า

ดังนั้นหากแบรนด์ไหนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ให้กับแบรนด์อื่น ๆ จึงควรหาทางพัฒนาสินค้า ให้มีคุณค่าหรือแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ เพื่อออกจากตำแหน่งนี้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้คือ 8 ตำแหน่งของแบรนด์ ตามทฤษฎี Bowman's Strategic Clock

ซึ่งนอกจากจะช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ เข้าใจในตำแหน่งแบรนด์ของตัวเอง เข้าใจคู่แข่งแล้ว ยังนำไปสู่การวางกลยุทธ์ทางการตลาดและทางธุรกิจ จนเป็นผู้ชนะในตลาดได้อีกด้วย..


#ตำแหน่งทางการตลาด
______________________

อ้างอิง:
-https://kaizen.com/insights/article-why-do-80-of-new-product-launches-fail-uk/
-https://priceva.com/blog/bowmans-strategic-clock-model-choosing-price-strategy
-https://thinkinsights.net/strategy/bowmans-strategic-clock/

👍
16/09/2024

👍

📌 ถอดกลยุทธ์จากเศรษฐกิจโลก แตกต่างได้ด้วย 'Brand Identity'
เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก อันดับที่สองคือ จีน ที่น่าจับตามองมาก เพราะเขาเติบโตขึ้นอย่างน่าตกใจ รองลงมาคือ ญี่ปุ่น เยอรมัน อินเดีย อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา และเกาหลีใต้ ตามลำดับ ส่วนประเทศไทย ก่อนโควิด เราอยู่ที่อันดับ 28 ของโลก แต่ในช่วงที่โควิดระบาด ขยับอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 27 แต่พอหลังโควิดมาก็ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 30
⭐️ แล้วแต่ละประเทศเขาโตได้ยังไง? มาถอดกลยุทธ์ของเขากัน!
◾️ สิงคโปร์ : เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและน่าจับตามอง โดยส่วนตัวแล้วเฮียวิทย์ประทับใจกับสายการบิน Singapore Airlines มาก เพราะเฮียวิทย์เคยทำของหล่นบนเครื่องบินก็เลยแจ้งกับพนักงาน ซึ่งตอนแรกคิดว่าคงต้องรอสัก 15-30 นาทีก่อนจะได้ของ แต่ผิดคาดเพราะพนักงานยื่นของคืนให้เฮียวิทย์เลย สาเหตุมาจากพวกเขารู้ดีว่าลูกค้ามักทำของหล่นระหว่างเดินทาง จึงได้ฝึกให้พนักงานทุกคนตรวจสอบที่นั่งและบริเวณรอบ ๆ หลังจากที่ลูกค้าออกจากเครื่องบิน เพื่อให้สามารถคืนของที่ลูกค้าทำหล่นได้ทันที สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าและการเตรียมพร้อมในการให้บริการ ซึ่งช่วยสร้างความพึงพอใจของลูกค้าได้
◾️ จีน : เน้นลดต้นทุน ขายเยอะ ๆ ทำให้สินค้ามีราคาถูก ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
◾️ อิตาลี : ทำทุกอย่างเหมือนกัน แต่จะเน้นทุกอย่างต้องสวย บ่งบอกถึงความประณีต และทำให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้น
🎯 เราจะเห็นได้เลยว่าทุกประเทศมี "เอกลักษณ์" ของตัวเอง ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น ๆ
⭐️ ตัวอย่างการสร้าง "Identity" ของธุรกิจ
◾️แบรนด์ YUEDPAO แบรนด์เสื้อยืดที่ชูจุดเด่นว่า 'เสื้อยืดไม่ย้วย'
◾️แบรนด์ Thumb แบรนด์ไทยที่ขายเสื้อยืดสีต่าง ๆ ได้ดีมากใน Alibaba ซึ่งเขาขายชนะจีน สาเหตุเพราะจีนขายสินค้าถูกแต่ขนาดเสื้อที่เขียนไว้กับสินค้าที่คนได้รับมักจะไม่ตรงกันเลย ดังนั้นแบรนด์ Thumb จึงเพิ่มความแม่นยำในรายละเอียดสินค้า เช่น ขนาดและเฉดสีที่ตรงตามที่แจ้งไว้ จึงสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง
สรุปแล้ว ในการทำธุรกิจเราต้องคิดอยู่เสมอว่าสินค้าของเราตอบโจทย์อะไรบ้าง จุดเด่นที่เรามีคืออะไร เมื่อคุณเข้าใจว่า Brand Identity ของคุณคืออะไร คุณจะมีกลยุทธ์ธุรกิจที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้
---------------------------
✍️ สรุปเนื้อหาจากงาน Digital SME Conference Thailand 2024
◾Session : Entrepreneurship History: Lesson learned from the past
◾โดย คุณวิทย์ สิทธิเวคิน l Host of 8 Minute History and Morning Wealth
---------------------------
#บันทึกการตลาด

ทริกการตลาด สำหรับคนแต่ละวัย
12/09/2024

ทริกการตลาด สำหรับคนแต่ละวัย

ผู้บริโภคไทย อยู่ Gen ไหนมากที่สุด ? พร้อมทริกการตลาด ให้เหมาะกับคนแต่ละรุ่น
*อ้างอิงข้อมูลผลสำรวจจาก Digital Insight Thailand Report 2024 จาก YouGov
#การตลาด

ความชัดเจนของเป้าหมาย คือสิ่งสำคัญ
07/09/2024

ความชัดเจนของเป้าหมาย คือสิ่งสำคัญ

- แม้ว่ามีเป้าหมาย แต่ถ้าไม่ชัดเจน ก็อาจจะทำให้ Strategy ไม่เวิร์คเอาได้ -

แน่นอนว่าการจะสร้าง Strategy ใด ๆ นั้นก็ต้องมาจากการที่เรารู้ว่าเราจะมุ่งหน้าไปสู่อะไร เป้าหมายที่เรามีอยู่คือจุดใด แล้วก็ออกแบบ Strategy เพื่อพาตัวเราไปถึงจุดนั้น ซึ่งหลักดังกล่าวก็ใช้ได้กับ Strategy มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำ Marketing Strategy หรือ Strategy

แต่หนึ่งในปัญหาที่เราจะเจออยู่บ่อย ๆ คือการกำหนดเป้าหมายนั้นเป็นแบบลวก ๆ หรือไม่ได้ลงรายละเอียดจนกลายเป็นปัญหาตามมาให้กับการกำหนดกลยุทธ์และแผนงานที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราบอกว่าเป้าหมายว่า "สร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าให้มากขึ้น" เป็นเป้าหมายของการทำคอนเทนต์

คำถามต่อมาคือ "สร้างการรับรู้อะไร ?" "สร้างการรับรู้กับใคร ?" "ที่บอกว่ามากขึ้นคือมากขึ้นเท่าใด ?"

ซึ่งนั่นต่างจากการบอกว่ากลยุทธ์คือ "สร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มลูกค้าหลักในประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือของสินค้า โดยให้การรับรู้นั้นมากขึ้นกว่าเดิม 25%"

แน่นอนว่าการเขียนแบบที่สองนั้นจะดูยาวและลงรายละเอียดพอสมควรจนทำให้บางคนรู้สึกว่าจะเขียนทำไมขนาดนั้น แต่ถ้าเราพิจารณาดูแล้วก็จะเห็นว่าการระบุเป้าหมายแบบที่สองนั้นทำให้คนทำงานชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการให้เกิดอะไรขึ้นแทนที่จะต้อง "ตีความกันเอง" หรือไม่ก็ "ใช้วิจารณญาณส่วนตัว" ซึ่งถ้าเป็นการทำ Strategy ให้กับตัวเองแล้วไม่มีทีมงานต้องสื่อสารด้วยก็ส่งผลระดับหนึ่งกับความไม่ชัดเจนของตัวเอง แต่จะยิ่งเห็นผลมากขึ้นหากเป็นการทำงานร่วมกับคนอื่นซึ่งคนในทีมอาจจะไม่ได้เข้าใจและเห็นไปทางเดียวกัน

กรณีศึกษาที่ผมมักจะเห็นบ่อย ๆ คือเวลากำหนดเป้าหมายในกลยุทธ์ของการสื่อสารคือการใช้คำกว้าง ๆ หรือศัพท์กลาง ๆ ประเภท "ทำให้เกิดความเชื่อถือ" หรือ "ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่าง" ซึ่งก็ฟังดูดีเวลานำเสนอแต่ก็อาจจะทำให้ทีมงานสับสนและตีความไปคนละทางเวลาทำงานในการพัฒนาแผนงานตามมาเช่น Marketing Plan / Content Plan

ในคำแนะนำของผมที่มักบอกกับผู้เรียนคลาส Strategy นั้น คือต้องเข้าใจเสียก่อนว่าตัว Strategy เป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารกับคนในองค์กรหรือทีมเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าเรากำลังจะมุ่งหน้าไปไหน อย่างไร และนั่นควรมีความชัดเจนแทนที่จะมีเป้าหมายที่คลุมเครือหรือให้ทีมงานคลำ ๆ กันไป

ก็ขอฝากเอาไว้ให้คิดดูนะครับว่าวันนี้ Strategy ต่าง ๆ ขององค์กรนั้นมีความชัดเจนในเป้าหมายกันขนาดไหน ? หรือสนใจอยู่กับแผน Ex*****on โดยไม่ได้ชัดเจนในเป้าหมายตั้งต้นกัน

#ความรู้ควรถูกส่งต่อ #การตลาด #การตลาดออนไลน์

งบโฆษณาเติบโตขึ้น 2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
27/08/2024

งบโฆษณาเติบโตขึ้น 2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

อัปเดตเม็ดเงินโฆษณาครึ่งปีแรก 2567 และคาดการณ์การมูลค่าการลงโฆษณาในครึ่งปีหลัง [Exclusive Writer]
ข้อมูลสด ๆ ร้อน ๆ จาก Nielsen และ Digital Spend ของ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) DAAT โดยสรุปภาพรวมครึ่งปีแรก ตลาดสื่อโฆษณามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
โดยทั้งตลาดงบโฆษณาครึ่งปีแรกปิดจบอยู่ที่ 55,000 ล้านบาท โตขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วแม้จะเป็นการเติบโตในกรอบของ Conservative growth แต่ก็ถือว่าน่าพอใจ
วันนี้ชวนมาอัปเดตรายละเอียดทั้งหมดกันครับ อ่านรายละเอียดได้ที่: https://adaddictth.com/exclusive/Update-Digital-Spend-Half-2024

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66657174570

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Denis Ads.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Denis Ads.:

แชร์