RECT 'ผู้นำแห่งการลงทุน'

CV คาด Q4/65 เซ็นPPA โรงไฟฟ้าชุมชน 19.8MW-เพิ่มการผลิตWood Pellets ในเวียดนามนายเศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล ประธานเจ้าห...
11/08/2022

CV คาด Q4/65 เซ็นPPA โรงไฟฟ้าชุมชน 19.8MW-เพิ่มการผลิตWood Pellets ในเวียดนาม
นายเศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โคลเวอร์ เพาเวอร์ (CV) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 65 บริษัทฯ ยังสานต่อกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อขยายการเติบโตต่อเนื่อง ผ่านการขับเคลื่อนทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนจำนวน 3 โครงการ กำลังการผลิตรวม 19.8 เมกะวัตต์ ร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) คาดว่าจะมีการลงนามได้ในไตรมาส 4/64 ขณะที่ความคืบหน้าการลงทุนในโรงไฟฟ้ามิยาซากิในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 แห่ง กำลังการผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ คาดจะเริ่มก่อสร้างได้ในไตรมาส 2/66 พร้อมเตรียมเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าชยะชุมชนของภาครัฐฯ ซึ่ง CV มีศักยภาพความพร้อมครบทุกด้าน ด้านเทคโนโลยี ด้านแหล่งเชื้อเพลิง และด้านเงินทุนในการลงทุนดังกล่าว

2. ธุรกิจด้านวิศวกรรม (EPC Turkey) เตรียมเซ็นสัญญารับงานก่อสร้างในโปรเจคใหม่ๆ เพิ่มเติมมากขึ้น หลังจากที่บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการให้บริการสู่ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป (General Construction) และธุรกิจก่อสร้างแบบสำเร็จรูป (MODULAR) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในการเซ็นสัญญารับงานในเร็วๆนี้

3. ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับพลังงานหมุนเวียน (Power Plant Support) ที่บริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellet) ในประเทศเวียดนาม ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนส.ค.65 นับเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต และ CV วางแผนขยายกำลังการผลิต Wood Pellets เพิ่มเติม จาก 8,000 ตันต่อเดือน เพิ่มเป็น 12,000 ตันต่อเดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปีหน้ารวมถึงอยู่ระหว่างวางแผนขยายโรงงานผลิต Wood Pellets แห่งใหม่ร่วมกับพันธมิตร เพื่อรองรับกับความต้องการในอนาคต

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/65 (เม.ย.-มิ.ย.) บริษัทฯ มีรายได้รวม 366.8 ล้านบาท เติบโต 10.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 331.6 ล้านบาท โดยเป็นผลเติบโตจากกลุ่มธุรกิจด้านวิศวกรรม (EPC Turkey) ที่มีรายได้กว่า 203.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% และมีรายได้จากการขายไฟฟ้าทั้งสิ้น 123.8 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ทำได้ 19.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 16.4 ล้านบาท เนื่องจากมีการบันทึกกำไรจากการขายหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลสะบ้าย้อย “รุ่งทิวา ไบโอแมส” กำลังผลิต 9.9 เมกะวัตต์ เข้ามาจำนวน 20 ล้านบาท

ขณะที่ผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีแรกของปี 65 (ม.ค.-มิ.ย.) มีรายได้รวม 983.1 ล้านบาท เติบโต 40.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 697.7 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้กลุ่มธุรกิจด้านวิศวกรรม 574.0 ล้านบาท เติบโตกว่า 42% ปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) จำนวน 1,757 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ 50% ด้านธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ามีรายได้ 274 ล้านบาท เติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ ธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets) ในประเทศเวียดนามซึ่งสร้างรายได้กว่า 90.4 ล้านบาท

ส่วนกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในครึ่งปีแรกทำได้ 34.7 ล้านบาท ลดลง 19% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 43.1 ล้านบาท อย่างไรก็ตามแม้บริษัทฯ จะมีกำไรจากการขายเครื่องจักรและให้บริการที่เพิ่มขึ้นกว่า 40.8% แต่ยังถูกกดดันจากผลกระทบราคาต้นทุนก๊าซที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ CV ต้องหยุดเดินเครื่องการผลิตในโรงไฟฟ้าโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (SPP) ที่จังหวัดสระบุรีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้กำไรในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าลดลง นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ รวมถึงมีค่าที่ปรึกษาการเข้าลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดในประเทศเวียดนาม เป็นต้น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ส.ค. 65)

BBL คงเป้าสินเชื่อปี 65 โต 4-6% จากศก.ฟื้นตัว,คาดตั้งสำรอง H2 ใกล้เคียง H1นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาค...
10/08/2022

BBL คงเป้าสินเชื่อปี 65 โต 4-6% จากศก.ฟื้นตัว,คาดตั้งสำรอง H2 ใกล้เคียง H1
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อในปี 65 ไว้ที่ 4-6% โดยที่แนวโน้มของลูกค้ายังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจมีมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากโควิด-19 ดีขึ้น และเป็นไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐก์จไทยและทั่วโลก แม้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นก็ตาม
ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (10 ส.ค. 65) ธนาคารจะมีการพิจารณาแนวทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารให้สอดคล้องตามความเหมาะสมตามทิศทางของนโยบายการเงิน หากกนง.มีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารยังให้ความสำคัญในการดูแล และสนับสนุนลูกค้าอย่างดีที่สุด

ด้านแนวโน้มการตั้งสำรองฯของธนาคารในครึ่งปีหลังนี้คาดว่าจะใกล้เคียงจากครึ่งปีแรก โดยธนาคารได้พิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่มีรอบด้าน เช่น ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่ยังสูง และค่าครองชีพ แม้แต่สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังมีอยู่ แต่ธนาคารยังมองว่าระดับการตั้งสำรองฯในปัจจุบันยังเพียงพอรองรับได้

ทั้งนี้ธนาคารยังไม่มีนโยบายในการพิจารณาขายบริษัทในเครือออกไปแต่อย่างใด โดยยังคงแผนธุรกิจไว้เช่นเดิม และเดินหน้าในการดำเนินธุรกิจที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง



โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ส.ค. 65)

ILM แจงกำไร Q2/65 สูงสุดรอบ 11 ไตรมาสทะลุช่วงก่อนโควิดเชื่อครึ่งหลังยังโตต่อเนื่องนางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จ...
09/08/2022

ILM แจงกำไร Q2/65 สูงสุดรอบ 11 ไตรมาสทะลุช่วงก่อนโควิดเชื่อครึ่งหลังยังโตต่อเนื่อง
นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการไตรมาส 2/65 บริษัทมีรายได้รวม 2,169.6 ล้านบาท เติบโต 5.9% YoY แม้ยุติธุรกิจการจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Power One และได้เปลี่ยนพื้นที่การจำหน่ายของ Power One ไปเป็นพื้นที่เช่าให้กับ บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ตั้งแต่ต้นปี 65

และมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/65 เท่ากับ 162.3 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 11 ไตรมาสนับจากไตรมาส 3/62 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเติบโต 60.7% YoY และ 1.0% QoQ โดยปัจจัยบวกมาจากการเติบโตของยอดขายสาขา ยอดขายโครงการ ยอดขายแฟรนไชส์ต่างประเทศ และการทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งของรายได้จากการให้เช่าและบริการ รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นมาก ในขณะที่สภาพคล่องแข็งแกร่ง ชำระคืนเงินกู้ระยะยาวสถาบันการเงินก่อนกำหนดอย่างต่อเนื่อง

“นับจากมาตรการคลายล็อกดาวน์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย.64 ผลประกอบการของบริษัทฯ สามารถเติบโตได้อย่างโดดเด่นและต่อเนื่อง โดยกำไรสุทธิในไตรมาส 4/64 ต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2/65 อยู่ในระดับสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 62 ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ COVID-19 โดยเฉพาะในไตรมาส 2/65 กำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส”นางสาวกฤษชนก กล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงจากต้นทุนพลังงานและราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 65 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ทั้งจากการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์การท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจึงประเมินทิศทางการดำเนินงานว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสนับสนุนมาจากการเติบโตทั้งจากรายได้จากการขายและรายได้จากการให้เช่าและค่าบริการ การรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นจากการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุน การวางแผนการส่งเสริมการขายที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า การบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ แผนการขยายสาขา Index Living Mall สาขาลาดกระบัง ในช่วงปลายปี 65 และ Little Walk กรุงเทพกรีฑา ประมาณช่วงกลางปี 66 แผนการเปิดสาขาแฟรนไชส์ Index Living Mall ในต่างประเทศเพิ่มเติม รวมถึงการพัฒนาช่องทางธุรกิจใหม่ๆ และการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นปัจจัยผลักดันช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง



โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ส.ค. 65)

หุ้นไทยปิดบวก 8.69 จุด คาดหวัง กนง.ทยอยขึ้นดอกเบี้ยไม่แรง-เงินเฟ้อสหรัฐผ่านจุดพีคตลาดหลักทรัพย์ ปิดช่วงเช้าที่ 1,617.56 ...
09/08/2022

หุ้นไทยปิดบวก 8.69 จุด คาดหวัง กนง.ทยอยขึ้นดอกเบี้ยไม่แรง-เงินเฟ้อสหรัฐผ่านจุดพีค
ตลาดหลักทรัพย์ ปิดช่วงเช้าที่ 1,617.56 จุด เพิ่มขึ้น 8.69 จุด (+0.54%) มูลค่าการซื้อขายราว 32,558.82 ล้านบาท
การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยทำระดับสูงสุด 1,619.83 จุด และต่ำสุด1,606.48 จุด
นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้านี้บรรยากาศการลงทุนในภาพรวมขึ้นมาเคลื่อนไหวโซนเหนือ 1,600 จุด จากความคาดหวังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป และเงินเฟ้อของสหรัฐน่าจะผ่านจุดสูงสุดแล้ว จึงเป็นสัญญาณบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ตลาดบ้านเราหุ้นที่ปรับขึ้นมากระจายไปหลายกลุ่ม หลังจากช่วง 2 วันที่ผ่านมาหุ้นที่เกี่ยวข้องดอกเบี้ยปรับขึ้น วันนี้กลุ่มแบงก์ไม่ได้คึกคักมากนัก แต่ DELTA, SABUY ขึ้นมาได่ดีตอบรับงบออกมาดีกว่าคาด รวมถึงหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว
นายกิจพล กล่าวว่า ภาพ SET Index มีแนวต้านสำคัญเป็นเป้าหมายเก็งกำไรรอบนี้ในโซน 1,630-1,650 จุด ทำให้มีอัพไซด์ไม่มากนัก จึงควรเลือกเก็งกำไรรายตัว อาทิ หุ้นกลุ่มเปิดเมือง ที่มิทิศทางเป็นบวก หุ้นเกี่ยวกับท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า กอง REIT ส่วนค้าปลีกในระยะสั้นรับแรงกดดันจากผลประกอบการไตรมาส 2/65 ไม่ค่อยดี แต่คาดวาจะฟื้นในครึ่งปีหลัง ขณะที่กลุ่มธนาคารอาจผันผวนจากผลประชุม กนง.ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์อาจรับผลกระทบจากความกังวลหนี้ NPL ถ้าไม่ได้เป็นปัญหา หลังการประชุมกนง.ก็น่าจะปรับขึ้นไม่มาก แต่ราคาอยู่ในโซนต่ำ Valuation เทรดบน P/E ต่ำกว่าเมื่อช่วง 3-4 ปี
แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่าย นายกิจพล คาดว่า ตลาดน่าจะบวกขึ้นต่อไปได้ในกรอบ 1,613-1,620 จุด พร้อมให้แนวรับที่ 1,605 จุด แนวต้านที่ 1,620 จุด
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์
DELTA มูลค่าการซื้อขาย 1,474.48 ล้านบาท ปิดที่ 530.00 บาท เพิ่มขึ้น 24.00 บาท
AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,421.07 ล้านบาท ปิดที่ 72.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,355.93 ล้านบาท ปิดที่ 149.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
SABUY มูลค่าการซื้อขาย 1,328.51 ล้านบาท ปิดที่ 20.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท
PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 1,205.00 ล้านบาท ปิดที่ 154.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ส.ค. 65)

SCC เดินหน้าทำดีลธุรกิจหนุนกลยุทธ์ต่อเนื่องแต่ชะลอบางดีลหันเตรียมพร้อมสู้วิกฤตนายณรงค์พันธุ์ ลีสหะปัญญา Director-Investo...
09/08/2022

SCC เดินหน้าทำดีลธุรกิจหนุนกลยุทธ์ต่อเนื่องแต่ชะลอบางดีลหันเตรียมพร้อมสู้วิกฤต
นายณรงค์พันธุ์ ลีสหะปัญญา Director-Investor Relations and Strategic Planning บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าทำดีลดิลิเจนท์ ในธุรกิจที่เกิดประโยชน์และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็จะพิจารณาชะลอการทำดีล ในดีลที่ไม่สามารถรับรู้รายได้เข้ามาทันที เนื่องด้วยปัจจุบันสถานการณ์ภายในประเทศและภายนอกประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง บริษัทฯ จึงต้องมีการทบทวนโครงการการลงทุนทุกอย่าง เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อลงทุนไปแล้วก่อให้เกิดประโยชน์กับบริษัทได้จริง มีรายได้เข้ามาได้เร็ว
ทั้งนี้ล่าสุด บริษัทฯ ได้ปรับลดเงินลงทุนในปี 65 ลงเหลือ 70,000 ล้านบาท จากเดิม 80,00 ล้านบาท เพื่อเป็นการจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุน
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้ ยังมีความท้าทาย ทำให้ธุรกิจต้องเตรียมรับมือต่อ ทั้งปัญหาของสงครามระหว่าง รัสเซียและยูเครน ที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ รวมถึงยังมีปัญหาจากความขัดแย้งของสหรัฐและจีน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะปรับตัวดีขึ้น หลังจากถูกล็อกดาวน์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นอัพไซด์ได้ แต่ก็ยังต้องจับตาดูต่อไปว่าจะฟื้นตัวได้เร็วหรือไม่ รวมถึงยังต้องจับตาภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยด้วย เนื่องจากอาจกระทบกับดีมานด์ และฉุดราคาขายให้ปรับตัวลง
พร้อมกันนี้บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับสถานการณ์ฯ และวิกฤตที่จะเกิดขึ้น เช่น การเก็บเงินสด และทบทวนการลงทุน โดยบริษัทฯ ถือว่ายังมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน และการเติบโตที่ดีอยู่ จากการลงทุนโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) เฟส 1 ที่เวียดนาม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในครึ่งปีแรกของปี 66
ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ก็มีการ Transformation จากการขายปูนซิเมนต์อย่างเดียวไปสู่การทำในเรื่องของ Green Construction, Service Solutions และ Retail Businesses หรือธุรกิจค้าปลีก SCG Home ขณะที่ธุรกิจของ บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ยังคงเดินหน้าทำในเรื่องของ Merger & Partnership (M&P) อย่างต่อเนื่อง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ส.ค. 65)

ADVANC หั่นคาดการณ์รายได้-EBITDA พร้อมปรับงบลงทุนรับเศรษฐกิจผันผวนบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ เอไอเอสเปิ...
08/08/2022

ADVANC หั่นคาดการณ์รายได้-EBITDA พร้อมปรับงบลงทุนรับเศรษฐกิจผันผวน
บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ เอไอเอสเปิดเผยว่า บริษัทปรับคาดการณ์รายได้และกำไร โดยรายได้จากการให้บริการหลักคาดเติบโตในอัตราเลขตัวเดียวระดับต่ำ จากเดิมเติบโตในอัตราเลขตัวเดียวระดับกลาง ส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) คาดคงที่ถึงลดลงเล็กน้อย จากเดิมเติบโตในอัตราตัวเลขตัวเดียวระดับต่ำ
สำหรับงบประมาณการลงทุน(ไม่รวมคลื่นความถี่) ปรับเป็นประมาณ 30,000 ล้านบาท จากเดิม 30,000-35,000 ล้านบาท
บริษัทระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะยังคงเปราะบางแม้จะมีสัญญาณการฟื้นตัวในครึ่งปีแรก และจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและการปรับขึ้นของราคาพลังงานทั่วโลกและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นผลกระทบจากสงครามรัสเซียรบกับยูเครน ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกส่งผลกระทบต่อการบริโภคและกำลังซื้อของภาคเอกชนในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อระดับราคาในตลาด อย่างไรก็ตาม เอไอเอส ยังคงมุ่งสร้างรากฐานเพื่อนำไปสู่การเป็น “ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอัจฉริยะ” หรือ ” Cognitive Tech-Co” และมุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าของเรา
ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงมีแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้ออันเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้เปลี่ยนไปใช้แพ็กเกจที่ถูกลง เอไอเอส จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในเชิงรายได้จากการเป็นผู้นำการให้บริการ 5G ที่เหนือกว่าเพื่อขยายการให้บริการกับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง และมุ่งเสริมความแข็งแกร่งในด้านการดูแลรักษาฐานลูกค้าด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และเน้นการเสริมสร้างคุณภาพโครงข่าย รวมถึงการสร้างความผูกพันกับลูกค้า (customer engagement)
ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านยังคงเติบโตในระดับที่สูงกว่าอุตสาหกรรม แม้จะมีความต้องการในตลาดที่ลดน้อยลงตามการลดลงของการทำงานที่บ้าน เอไอเอสยังคงขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านในพื้นที่ใหม่ในบริเวณที่มีการเข้าถึงที่ไม่เพียงพอและส่งมอบการให้บริการที่เหนือกว่าให้กับลูกค้า ซึ่งเรายังคงดำเนินการเพื่อเพิ่มความครอบคลุมครัวเรือนด้วยกลยุทธ์การให้บริการหลากหลายในแพ็กเกจเดียวทั้งบริการมือถือ เน็ตบ้านและคอนเทนต์ หรือ Fixed-Mobile-Contents Convergence (FMC) เพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นผู้เล่นรายหลักในธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านโดยยังคงเป้าหมายผู้ใช้บริการ 2.2 ล้านรายภายในปี 65
ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรยังคงเติบโตในระดับสองหลัก (double-digit growth) เรายังคงมุ่งเน้นในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ และการสร้างความร่วมมือกับลูกค้าองค์กรเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล (Digital transformation) เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเติบโตไปพร้อมกับเอไอเอส
เอไอเอสยังคงมุ่งเน้นสร้างการเติบโตของรายได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากหลายกลุ่มธุรกิจรวมถึงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความท้าทายในส่วนของกำไรอันเนื่องมาจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทยังคงมุ่งเน้นในการด เนินการเพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพทางด้านต้นทุนและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ต้นทุนจะได้รับผลกระทบจากค่าสาธารณูปโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าใช้ในการขยายธุรกิจภายใต้สภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมในส่วนของคอนเทนต์ (cost of content) เพิ่มมาจากช่วงครึ่งปีหลังของ 64 จะยังคงอยู่เพื่อเป็นบริการเสริมให้กับลูกค้า และค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นจากการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและจากปีที่แล้วที่มีค่าใช้จ่ายในระดับที่ต่ำที่จากการล็อคดาวน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้เอไอเอสจะยังคงออกแคมเปญเพื่อขยายและรักษาฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลัง
ขณะที่คาดการณ์งบการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท เอไอเอสตั้งเป้ารักษาความเป็นผู้นำในโครงข่ายการให้บริการ 5G ในประเทศไทยทั้งในด้านความครอบคลุมของโครงข่ายและความจุของโครงข่ายจากความต้องการการใช้งาน 4G/5G ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าด้วยเทคโนโลยี5G ที่ดีที่สุดและให้บริการบนคลื่นความถี่ที่ครบถ้วน ตั้งแต่คลื่นความถี่ย่านต่ำย่านกลาง ตลอดจนคลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตร เพื่อมอบคุณภาพที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอัตราการใช้งาน 5G สูง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ส.ค. 65)

ภาวะตลาดตราสารหนี้: วันนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 20,840 ล้านบาทสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยป...
08/08/2022

ภาวะตลาดตราสารหนี้: วันนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 20,840 ล้านบาท
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยประจำวันนี้ มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งวันอยู่ที่ 20,840 ล้านบาท ด้านประเภทของนักลงทุน ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด 2 อันดับแรก คือ
1. กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซื้อสุทธิ 895 ล้านบาท
2. กลุ่มบริษัทประกัน ขายสุทธิ 19 ล้านบาท
ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 2,011 ล้านบาท Yield พันธบัตรอายุ 5 ปี ปิดที่ 2.06% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน +0.04%
ภาพรวมของตลาดในวันนี้
Yield Curve ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้าประมาณ 1-5 bps. ทิศทางเดียวกับ US-Treasury หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 528,000 ตำแหน่ง โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 258,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนก.ย. นอกจากนี้ มิเชล โบว์แมน หนึ่งในผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แถลงว่าเฟดควรพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ในระดับที่เฟดตั้งเป้าไว้ที่ 2% สำหรับกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติวันนี้ NET INFLOW 2,011 ล้านบาท โดยเกิดจาก NET BUY 2,011 ล้านบาท และไม่มีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ (Expired) ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มี NET BUY ของนักลงทุนต่างชาติ 4,487 ล้านบาท
สรุปภาวะการซื้อขายตราสารหนี้
ตลาดตราสารหนี้ไทย 08-08-2022 Change %Change
มูลค่าการซื้อขาย 20,839.65 ลบ. – –
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 3 เดือน 0.65 % – 0.00 %
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 1 ปี 1.11 % – 0.00 %
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปี 2.06 % เพิ่มขึ้น 0.04 %
มูลค่าการซื้อขายแบบ Outright (แยกตามประเภทตราสาร)
ประเภทตราสาร ล้านบาท Change %Change
ตั๋วเงินคลัง 1,825.12 ลดลง 29 %
พันธบัตรรัฐบาล 6,208.28 ลดลง 68 %
ตั๋วสัญญาใช้เงินรัฐบาล 0.00 – n/a
พันธบัตร ธปท. 11,801.00 เพิ่มขึ้น 14 %
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 0.00 – n/a
หุ้นกู้เอกชน 856.51 ลดลง 66 %
พันธบัตรต่างประเทศ 0.00 – n/a
หมายเหตุ: n/a คือ หาค่าไม่ได้ เนื่องจากไม่มีมูลค่าการซื้อขายในวันก่อนหน้า
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ส.ค. 65)

SPC เปิดยอดขายสหกรุ๊ปแฟร์ครั้ง 26 ทะลุ 490 ลบ.H2/65 เน้นความหลากหลายสินค้าใหม่นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ส...
08/08/2022

SPC เปิดยอดขายสหกรุ๊ปแฟร์ครั้ง 26 ทะลุ 490 ลบ.H2/65 เน้นความหลากหลายสินค้าใหม่
นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) เปิดเผยว่า ในปีนี้ SPC ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคแบรนด์ดังมาจำหน่ายราคาพิเศษในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 26 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.-3 ก.ค.65 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ในการช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพ โดยได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้ามียอดขาย 490 ล้านบาท และแบรนด์สินค้าที่สามารถทำยอดขายสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า 2.ผงซักฟอก 108 Shop และ 3.น้ำตาลมิตรผล ตามลำดับ
ปัจจัยที่ทำให้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาจากการปรับกลยุทธ์ในการจำหน่ายสินค้าที่เดิมเน้นการทำตลาดโดยตรงถึงผู้บริโภคเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้เพิ่มเติมการทำตลาดโดยตรงกับลูกค้าหลักของบริษัทซึ่งได้แก่ ร้านค้าส่ง-ค้าปลีก ทั่วประเทศ รวมทั้งการออกโปรโมชันตลอดทั้ง 30 วัน (เดือนมิถุนายน) จากเดิมงานในปีที่ผ่านมามีการจำหน่ายสินค้าในรูปแบบออนไลน์และมีการจัดโปรโมชันในช่วงระหว่างวันงานเพียง 4 วันเท่านั้น

อีกทั้งรูปแบบของงานสหกรุ๊ปแฟร์ในปีนี้เป็นการจัดทั้งแบบ On Site และ Online ควบคู่กัน โดยภายในบูธแสดงสินค้าของสหพัฒน์ยังนำเสนอสินค้าไฮไลต์ ได้แก่ “มาม่า สูตร Less Sodium” มาใน 4 รสชาติ ได้แก่ รสต้มยำกุ้ง รสหมูสับ รสต้มยำกุ้งน้ำข้น รสเส้นหมี่น้ำใส นอกจากนี้ยังเปิดตัวการ์ด NFT คอลเลคชันครบรอบ 50 ปี เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่สนใจในสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมการนำเสนอภาพรวมสินค้าทั้งหมดของ SPC ในงาน เพื่อแนะนำให้กับผู้บริโภคได้รู้จักอีกด้วย
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลังจะมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง การขยายกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเพิ่มความหลากหลายมากขึ้น ขยายฐานคู่ค้าและการร่วมมือกับพันธมิตรในหลายด้าน รวมไปถึงการทำตลาดในช่องทางใหม่อย่าง Metaverse เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน รวมทั้งยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ด้วยการจัดโปรโมชันราคาพิเศษ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษอย่างคุ้มค่า

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ส.ค. 65)

หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์รับแรงหนุนกลุ่มแบงก์ แต่พลังงาน-โรงกลั่นกดดันนักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่...
08/08/2022

หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์รับแรงหนุนกลุ่มแบงก์ แต่พลังงาน-โรงกลั่นกดดัน
นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งตัวไซด์เวย์รับแรงหนุนกลุ่มได้รับประโยชน์จากกลุ่มแบงก์ หลังคาด กนง.เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 10 ส.ค. แต่จะมีแรงกดดันจากกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่อง พร้อมให้แนวรับที่ 1,585-1,592 จุด และ แนวต้าน 1,605-1,610 จุด
นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งตัวไซด์เวย์โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกลุ่มแบงก์ ที่จะได้รับปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 10 ส.ค. นี้
แต่อย่างไรก็ตามจะมีแรงขายออกมาจากกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น ที่ได้รับแรงกดดันดันจากราคาน้ำมันที่ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
พร้อมให้แนวรับที่ 1,585-1,592 จุด และ แนวต้าน 1,605-1,610 จุด
*ประเด็นพิจารณาการลงทุน
– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (5 ส.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิด 32,803.47 จุด เพิ่มขึ้น 76.65 จุด หรือ +0.23%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,145.19 จุด ลดลง 6.75 จุด หรือ -0.16% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,657.56 จุด ลดลง 63.02 จุด หรือ -0.50%
– ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,050.09 จุด ลดลง 125.78 จุด หรือ -0.44%, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 20,065.35 จุด ลดลง 136.59 จุด หรือ -0.68% และดัชนี SSE Composite ตลาด
หุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,218.85 จุด ลดลง 8.18 จุด หรือ -0.25%
– ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (5 ส.ค.65.) ที่ระดับ 1,601.09 จุด เพิ่มขึ้น 2.34 จุด (+0.15%)
– นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 837.44 ล้านบาท เมื่อวันที่ 5 ส.ค..65
– ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.ย.(5 ส.ค.) เพิ่มขึ้น 47 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 89.01 ดอลลาร์/บาร์เรล
– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด(5 ส.ค.) อยู่ที่ 5.75 ดอลลาร์/บาร์เรล
– เงินบาทเปิด 35.77 อ่อนค่าสอดคล้องภูมิภาคหลังดอลลาร์แข็งค่า จับตาประชุมกนง.สัปดาห์นี้
– สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เผย 7 เดือนแรกปีนี้ “เอกชน” เร่งออกหุ้นกู้ ล็อกต้นทุนหนีดอกเบี้ย “ขาขึ้น” แล้วกว่า 7.41 แสนล้าน เผยช่วงที่เหลือปีนี้คาดยังขอ ยื่นไฟลิ่งต่อเนื่อง จากที่รอขาย-อนุมัติถึง 1.14 แสนล้าน นำโดย GULF-CPF-SCCC มั่นใจทั้งปีนี้ยอดทะลุ 1 ล้านล้าน เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
– อสังหาฯ หวั่นนโยบายดอกขาขึ้น ทุบกำลังซื้อร่วง “อนันดา” ชี้ขยับ 1% กระทบภาระผ่อน-ต้นทุนเพิ่ม 10% แนะทยอยปรับ 0.25% สกัดภาวะฟื้นตัวหยุดชะงัก พร้อมชู Economies of Speed บริหารจัดการต้นทุน “พฤกษา” วอนขึ้นดอกเบี้ย แบบค่อยเป็นค่อยไป ป้องกันเศรษฐกิจสะดุด เสนาฯเผยเทรนด์บ้านแพงขึ้น ความสามารถซื้อลดลงมุ่งลดเสี่ยงเจาะตรงดีมานด์
– นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มยานยนต์ ส.อ.ท.กำลังติดตามความตึงเครียดจีน-ไต้หวัน หลังล่าสุดจีนระงับการส่งออกทราย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) ไปยังไต้หวัน มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.65 เพราะหากปัญหายืดเยื้อและไต้หวันไม่อาจหาแหล่งทรายจากประเทศอื่นๆ มาทดแทนได้ จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนชิปที่หนักขึ้นของอุตสาหกรรมยานยนต์และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง “กลุ่มยานยนต์ต้องติดตามใกล้ชิด ว่าจะเกิดขึ้นนานเพียงใด โดยเฉพาะผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก อาทิ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. หรือ TSMC จะมีสต๊อกทรายมากน้อยเพียงใด รวมถึงการหาจากแหล่งอื่นมาทดแทนหากยืดเยื้อ เพราะไต้หวันต้องพึ่งพิงทรายจากจีนถึง 90%
– รมว.คลัง “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ตอบโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจไทย จุดอ่อนสำคัญคือ “หนี้ภาคประชาชน” โดยเฉพาะหนี้อุปโภคบริโภค 4 ล้านล้าน ปฏิบัติการร่วมมือเอกชนเบ่งตัวเลข “ส่งออก” ปีนี้ขยายตัว 10% ดึงเอ็กซิมแบงก์ซัพพอร์ตสินเชื่อ-เคลียร์ขั้นตอนศุลกากรส่งสัญญาณบวกนักท่องเที่ยวต่างชาติสิ้นปีมีลุ้น 10 ล้านคน ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เตรียมถอนคันเร่งมาตรการเยียวยา เร่งแก้ปมเพิ่ม “พื้นที่การคลัง” คุมเพดานหนี้อุดหนุนสินค้าเกษตร ชี้ดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบ “ประชาชน-ธุรกิจ และเงินกู้ภาครัฐ”
*หุ้นเด่นวันนี้
– KBANK (กรุงศรี) “ซื้อ” เป้า 170 บาท คาดหวังแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร ขณะที่สัปดาห์นี้ยังมีปัจจัยให้เก็งกำไรโดย KBANK เป็นหนึ่งเดียวที่คาดว่าจะได้ปรับเข้าคำนวณในดัชนี MSCI รอบใหม่ (MSCI Rebalance) ประกาศผล 11 ส.ค. และ บังคับใช้ 31 ส.ค. 2565
– JWD (เคทีบีเอสที) เป้าเชิงกลยุทธ์ 16.50 บาท ลุ้นงบไตรมาส 2/65 สวย KTBST ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ที่ 165 ลบ. +43%YoY, +31%QoQ ในครึ่งหลังปี 65 ประเมินทุกธุรกิจฟื้นตัวเด่น โดยเฉพาะธุรกิจห้องเย็นและขนส่งที่กำลังจะเข้าสู่ช่วง High Season ด้านราคาหุ้น เริ่ม Bottom out การผ่อนคลายการล็อคดาวน์และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน จะทำให้ Sentiment กลุ่ม Logistic ดีขึ้น คาดราคาหุ้น JWD เริ่มฟื้นตัวหลังปรับฐานไปกว่า -30%YTD KTBST ประเมินกำไรสุทธิปี 2022-2023 ที่ 628 ลบ. และ 705 ลบ. +10%YoY, +12%YoY ตามลำดับ
– NSL (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 21 บาท คาดกำไรไตรมาส 2/65 ทำ New High +9% Q-Q, +204% Y-Y ตามรายได้ที่ฟื้นแข็งแกร่งตามการ Reopening เปิดเรียน และนักท่องเที่ยวกลับมา หนุนยอดขายแซนวิชอบร้อนใน 7-11 ทำให้ Utilization Rate สูงขึ้นชดเชยต้นทุนที่เพิ่มได้ แนวโน้มเดือน ก.ค. ยังสดใสต่อเนื่อง คาดกำไรยังโตแรง Y-Y ส่วน Q-Q อาจชะลอบ้างตามปัจจัยฤดูกาล ก่อนเร่งขึ้นในไตรมาส 4/65 อีกครั้งจาก High Season คาดกำไรปีนี้ +30% Y-Y และ +15% Y-Y ปี 2566
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ส.ค. 65)

โบรกฯ มองรัฐเล็งขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นลบต่อกลุ่มรับเหมา-กลุ่มไฟแนนซ์รับผลดีบล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากประเด็น...
08/08/2022

โบรกฯ มองรัฐเล็งขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นลบต่อกลุ่มรับเหมา-กลุ่มไฟแนนซ์รับผลดี
บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากประเด็นก.แรงงานคาดขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-8% นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เปิดเผยว่าคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) จะสามารถพิจารณาอัตราค่าจ้างได้ในเดือน ส.ค.เพราะมีการสรุปตัวเลขจาก 77 จังหวัดเสร็จแล้วเมื่อ ก.ค.65 เบื้องต้นค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับขึ้นราว 5-8% ตามหลักการสากลที่อิงจากฐานของอัตราเงินเฟ้อในการคำนวณ ทั้งนี้ เป้าหมายจะให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.66 หรืออาจมีผลเร็วกว่าที่กำหนด 2-3 เดือน เนื่องจากลูกจ้างได้รับผลกระทบต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก โดยหลังจากนี้ต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้ต่อไป
KTBST มองเป็นลบเล็กน้อยต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยอัตราการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวไม่ได้สูงมากเท่าที่แรงงานมีการเรียกร้องและค่อนข้างใกล้เคียงกับที่เราคาด ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มรับเหมา เรามองว่าบริษัทที่มีสัดส่วน direct labor จำนวนมากจะได้รับผลกระทบมากสุด นำโดย RT, STEC, SEAFCO, และ PYLON
เราประเมินเบื้องต้นค่าแรงที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ +5% จะกระทบกำไรบริษัทเหล่านี้ -8 ถึง -15% ด้าน CK กระทบน้อยสุดราว -6% เนื่องจากมีสัดส่วน subcontract สูงถึง 70% อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้รับเหมาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นงานที่มีการใช้ skill เฉพาะ และมีการจ่ายค่าจ้างที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำทั่วไป ทำให้ผลกระทบอาจไม่ได้มากเท่าที่เราประเมิน นอกจากนี้ หากอิงจากข้อมูลช่วงที่มีการปรับขึ้นค่าแรงในอดีต ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานกลุ่มรับเหมาอย่างมีนัย
อีกทั้งเราคาดการณ์ผลการดำเนินงานโดยรวมนับจากนี้จะได้อานิสงส์อย่างมากจาก backlog ที่กลับมาเป็นขาขึ้นและ COVID-19 ที่คลี่คลาย สำหรับกลุ่มรับเหมา เราคงน้ำหนัก “Overweight” และ Top pick ได้แก่ CK (ซื้อ/เป้า 25.60 บาท) นอกเหนือจากนั้นแล้ว
ขณะที่มองเป็นบวกเล็กน้อยต่อกลุ่ม Finance จากค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น มีโอกาสเป็น NPL ที่ต่ำลง โดยเรามองบวกต่อหุ้น MTC (ถือ/เป้า 50.00 บาท), SAWAD (ซื้อ/เป้า 53.00 บาท) และ TIDLOR (ซื้อ/เป้า 38.00 บาท) จากฐานลูกค้าที่มีรายได้ไม่ประจำสูง รวมทั้งกลุ่ม AMC เช่น JMT (ซื้อ/เป้า 100.00 บาท), CHAYO (ซื้อ/เป้า 14.00 บาท) และ TH (ซื้อ/เป้า 8.00 บาท) จากลูกหนี้ unsecured loan ที่ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีค่างวดชำระที่ต่ำ ทั้งนี้หุ้นในกลุ่ม Finance คงคำแนะนำ “Overweight” จากแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 65 ที่จะเพิ่มขึ้น YoY และ HoH ตามสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และการเข้าซื้อหนี้เสียที่จะสูงขึ้นเป็นปกติตามฤดูกาล
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ส.ค. 65)

ที่อยู่

40 อาคารเมอร์คิวรี่ ทาวเวอร์ ชั้น 18 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 22:00
อังคาร 10:00 - 22:00
พุธ 10:00 - 22:00
พฤหัสบดี 10:00 - 22:00
ศุกร์ 10:00 - 22:00
เสาร์ 10:00 - 22:00
อาทิตย์ 10:00 - 22:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ RECTผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง RECT:

แชร์