Content Maker คอนเทนต์เพื่อการตลาดและการสร้างแบ?

07/09/2026

ถ้าถามว่าทำไมงานที่สั่ง AI ไป ถึงออกมา "ไม่ใช่" ทุกที...
หลายคนจะตอบว่า "AI มันไม่ฉลาดพอ"
แต่คำตอบจริงๆ อยู่ที่อีกจุดหนึ่งครับ..
เคยไหม
พิมพ์สั้นๆ ไปแค่บรรทัดเดียว
"ช่วยคิดแคปชั่นโพสต์ขายของหน่อย"
แล้วนั่งรอ
ในใจแอบหวังลึกๆ ว่า "มันน่าจะรู้แหละ ว่าเราต้องการอะไร"
ผลลัพธ์ที่ได้กลับมา
กลางๆ
ไม่มีมุก
ไม่มีความเป็นแบรนด์
ไม่ตรงกลุ่มลูกค้าที่คิดไว้ในหัวเลยสักนิด
คุณถอนหายใจ แล้วบ่นในใจ
"แหม รู้ใจหน่อยสิ"..
ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี
เพราะเราถูกฝึกมาจาก "กูเกิล" ทั้งชีวิต
พิมพ์คำสองสามคำ
เดี๋ยวมันก็หาคำตอบมาให้เอง
เราเลยแอบยกความคาดหวังแบบนั้น ไปใส่ให้ AI โดยไม่รู้ตัว
แต่ตรงนี้แหละ คือจุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด
AI ไม่ใช่ "กูเกิล" ที่รอให้เราถาม
มันคือ "ทีมงาน" คนหนึ่งที่รอให้เราบรีฟ
และไม่มีทีมงานที่ไหนในโลก เดาใจหัวหน้าได้ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีข้อมูลอะไรเลย..
ลองนึกภาพนี้ดู
สมมติคุณจ้างนักเขียนคอนเทนต์มาคนหนึ่ง
แล้วบอกเขาแค่ว่า
"ช่วยคิดแคปชั่นขายของหน่อย"
จบแค่นั้น
ไม่บอกว่าขายอะไร
ไม่บอกว่าลูกค้าคือใคร
ไม่บอกว่าอยากได้โทนตลกหรือโทนหรู
ไม่บอกว่าแบรนด์นี้เคยพูดจาแบบไหนมาก่อน
นักเขียนคนนั้นจะทำยังไง
เขาก็ต้องเดา
แล้วเขียนอะไรสักอย่างที่ "น่าจะ" โอเค
ปลอดภัยที่สุด
กว้างที่สุด
พอเดาผิดทาง คุณผิดหวัง
แล้วสรุปไปเองว่า "คนนี้เขียนไม่เก่ง"
แต่จริงๆ แล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝีมือเขาเลย
อยู่ที่คุณไม่เคย "บรีฟ" งานให้เขาต่างหาก
AI ก็โดนตัดสินแบบเดียวกันนี้ทุกวัน
ทั้งที่จริงๆ มันแค่รอให้คุณบอก สิ่งที่มันต้องรู้เท่านั้นเอง..
ทีนี้ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูบ้าง
แทนที่จะพิมพ์สั้นๆ แล้วหวังให้มันรู้ใจ
ให้มองว่าคุณกำลัง "บรีฟงาน" ให้ทีมงานคนหนึ่ง
แทนที่จะพิมพ์แค่ "ช่วยคิดแคปชั่นโพสต์ขายของหน่อย"
ลองใส่สิ่งที่ทีมงานจริงๆ ต้องรู้เข้าไป
สินค้าคืออะไร
ขายให้ใคร
อยากให้โทนเป็นแบบไหน กวนๆ อบอุ่น หรือดูพรีเมียม
แล้วปกติแบรนด์นี้พูดกับลูกค้ายังไง
พอบรีฟครบแบบนี้
AI ไม่ต้องเดาอีกต่อไป
มันมีวัตถุดิบพอที่จะคิดแคปชั่น ที่เข้ากับสินค้าจริง
ตรงกลุ่มลูกค้าจริง
และมีน้ำเสียงที่ใช่ สำหรับแบรนด์นั้นจริงๆ
ผลลัพธ์ที่ได้ ต่างกันโดยสิ้นเชิง
จากแคปชั่นกลางๆ ที่ใช้กับสินค้าไหนก็ได้
กลายเป็นแคปชั่นที่รู้สึกว่า
"ใช่ นี่แหละแบรนด์เรา"..
สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ตัว AI ฉลาดขึ้นในชั่วข้ามคืน
แต่คือคุณ เปลี่ยนบทบาทตัวเอง
จาก "คนรอคำตอบ"
มาเป็น "คนบรีฟงาน"
พอมองแบบนี้
ทุกครั้งที่ผลลัพธ์ออกมาไม่ดี
คุณจะไม่โทษว่า AI โง่อีกต่อไป
แต่จะกลับมาถามตัวเองว่า
"เราบรีฟครบหรือยัง"
คำถามเดียวนี้แหละ ที่แก้ปัญหาได้จริง
ไม่ใช่แค่บ่นแล้วปล่อยผ่าน
และนี่คือความต่างเล็กๆ
ที่ทำให้บางคนใช้ AI แล้วได้งานที่ใช้ได้จริงทุกครั้ง
ในขณะที่อีกหลายคน ยังคงงงอยู่ว่า ทำไมมันไม่เคยรู้ใจสักที..
แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่แคปชั่นโพสต์ขายของ
เพราะถ้าปล่อยให้ AI "เดาอย่างมั่นใจ" ไปเรื่อยๆ ในงานที่เดิมพันสูงกว่านั้น
เขียนรายงาน ทำภาพ วิเคราะห์กิจกรรม
ดูดีจนรีบเอาไปใช้
แต่สุดท้ายยอดนิ่ง
คนอ่านไม่รู้สึกร่วม
งานวิชาการก็ถูกตีกลับ
หรือแย่ที่สุด คือเอาเข้าที่ประชุมผู้บริหาร แล้วถูกยิงคำถามจนตอบไม่ได้
เสียทั้งเครดิตและความมั่นใจ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI
แต่คือวิธีที่คุณสั่งมัน
งานที่หลุดออกมาจึงมีแต่ "กลิ่น AI"
ดูเรียบร้อย แต่ไร้วิญญาณ
ข้อมูลคลาดเคลื่อน
อ้างอิงปลอม
ถ้าปล่อยให้มันเดาอย่างมั่นใจ ในงานที่เดิมพันด้วยตัวเลข กฎหมาย กลยุทธ์ หรือความน่าเชื่อถือ
สิ่งที่พัง คืองานและภาพลักษณ์มืออาชีพของคุณ..
หลักคิด "มองเป็นทีมงาน ไม่ใช่กูเกิล" ที่เล่าไปนี้
เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
เพราะหนังสือ "สั่ง AI ให้เป็น" โดยครูพี่ม้อค
ไม่ใช่การแจก Prompt สำเร็จรูปที่เปลี่ยนบริบทก็พัง
แต่คือการติดกระดุมเม็ดใหม่ด้วยแนวคิด NO PROMPT — กระบี่อยู่ที่ใจ
พลิกบทบาทจากผู้รับคำตอบ มาเป็นคนคุมเกม

หนังสือเล่มนี้เหมาะเจาะสำหรับใคร?

Content Creator & นักเขียน: ลบภาพจำงานโหล ตัดกลิ่น AI คืนเอกลักษณ์และน้ำเสียงจริงของคุณลงในงาน

คนทำงานสายอาชีพ & ผู้เชี่ยวชาญ (HR, กฎหมาย, บัญชี, การเงิน ผู้บริหาร): คุมความแม่นยำ ปิดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหลและแฟกต์ปลอม

ผู้นำทีม & นักกลยุทธ์: เปลี่ยนไอเดียดิบให้เป็นข้อเสนอ แผนงาน และสไลด์ระดับมืออาชีพที่พร้อมพรีเซนต์ทุกบอร์ด

ครู ผู้สอน และนักวิชาการ: ร่นเวลาเตรียมหลักสูตร วิเคราะห์เนื้อหาอย่างมีตรรกะ โดยไม่ลดทอนความลึกซึ้ง

สิทธิพิเศษเฉพาะรอบ Pre-Order (จัดส่งตุลาคมนี้)

ราคาพิเศษเพียง 555 บาท (จากราคาปกติ 999 บาท)

ฟรี! สิทธิ์เข้ากลุ่ม Masterclass เรียนรู้กับครูพี่ม้อค 1 ปีเต็ม (สอนสดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อัปเดต Workflow จริงและเครื่องมือใหม่ตลอดเวลา)
อย่าปล่อยให้งานชิ้นต่อไปถูกตัดสินว่า "เป็นแค่งานปั่นจาก AI"

👉 ทัก Inbox หรือคอมเมนต์ "สนใจ" ทันที เพื่อรับราคาพิเศษและดึงคุณเข้ากลุ่มก่อนปิดรับสิทธิ์รอบนี้

05/09/2026

พี่คนหนึ่งปรับโปรไฟล์ LinkedIn ใหม่
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา มีบริษัทที่เขาสนใจทักมาคุยเรื่องงาน

ผมไม่ได้บอกว่านี่คือสูตรสำเร็จที่ทำแล้วจะได้ผลแบบนี้ทุกคน

เพราะโลกความจริง จังหวะตลาด เครือข่ายคนรู้จัก ชื่อเสียงบริษัทเก่า ล้วนมีผล

แต่สิ่งที่เขาทำ เป็นสิ่งที่ “ควบคุมได้” และคุ้มค่าจะทำไม่ว่าผลจะออกมายังไง

ก่อนหน้านี้ โปรไฟล์ของเขาก็เหมือนคนทำงานเก่งหลายคน
มีชื่อตำแหน่ง มีประวัติการทำงาน มีรายชื่อบริษัทที่เคยอยู่
แต่อ่านจบแล้วไม่รู้ว่า “ตกลงพี่คนนี้เก่งเรื่องอะไรเป็นพิเศษ”

เขาทำงานมาหลายปี มีผลงานจริง แก้ปัญหาให้องค์กรมาไม่น้อย
แต่เขียนโปรไฟล์เหมือนกรอกแบบฟอร์มสมัครบัตรเครดิต
ชื่อ… ตำแหน่ง… บริษัท… จบ
ประสบการณ์สิบปี ถูกย่อเหลือแค่ชื่อตำแหน่งไม่กี่บรรทัด

ของดีมีเต็มโกดัง แต่หน้าร้านปิดไฟมืดสนิท

ผมบอกเขาว่า
“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองไม่เก่ง บางทีคนในตลาดแค่ยังหาเราไม่เจอ”

จากนั้นเราใช้ AI ช่วยขุดประสบการณ์ทีละส่วน
ไม่ได้สั่งว่า “ช่วยเขียนโปรไฟล์ให้ดูดี” เพราะคำสั่งแบบนั้นมักได้ข้อความหรูแต่กลิ่นเหมือนโบรชัวร์บริษัทจัดหางาน

เราให้ AI ถามแทน:
ที่ผ่านมาเคยแก้ปัญหาอะไร ทำให้ตัวเลขไหนดีขึ้น

มีวิธีคิดแบบไหนที่ต่างจากคนทั่วไป
บริษัทใหม่จะได้ประโยชน์อะไรจากประสบการณ์นี้

พอได้วัตถุดิบครบ AI ช่วยเรียบเรียงเรื่องที่กระจัดกระจายให้เป็นโปรไฟล์ที่มีจุดยืน

จาก “ทำงานด้านบริหารมาหลายปี”
กลายเป็นคนที่อ่านแล้วเห็นทันทีว่าเขาแก้ปัญหาอะไรได้ เหมาะกับงานแบบไหน

เขาไม่ได้เป็นคนละคน ไม่ได้เก่งขึ้นข้ามคืน

ความสามารถมีอยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้มันถูกจัดวางให้คนที่ต้องการมองเห็น
ผมมองว่า LinkedIn ไม่ใช่แค่เรซูเม่ออนไลน์ มันคือหน้าร้านของความเชี่ยวชาญ

จัดดี ไม่ได้แปลว่าจะมีคนทักมาแน่นอน แต่โอกาสที่จะถูกมองเห็นย่อมมากกว่าปล่อยหน้าร้านมืด ๆ ไว้เฉย ๆ
วิธีเริ่มทำโปรไฟล์ LinkedIn ด้วย AI
รวบรวมประสบการณ์ ตำแหน่ง หน้าที่ และโครงการสำคัญทั้งหมด

ให้ AI สัมภาษณ์ทีละคำถาม เพื่อขุดผลงานที่เคยมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ระบุปัญหาที่เคยแก้ วิธีที่ใช้ และผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น รายได้ ต้นทุน เวลา หรือประสิทธิภาพ

ให้ AI ช่วยหาคีย์เวิร์ดของตำแหน่งและอุตสาหกรรมที่นายจ้างมักค้นหา
ให้ AI เขียน Headline ที่บอกความเชี่ยวชาญและคุณค่าที่สร้างได้ ไม่ใช่แค่ชื่อตำแหน่ง

ให้ AI เรียบเรียงส่วน About เป็นภาษาคน เล่าตัวตนและปัญหาที่ช่วยองค์กรแก้ได้

เปลี่ยนคำอธิบายงานจาก “เคยรับผิดชอบอะไร” เป็น “เคยสร้างผลลัพธ์อะไร”

ตรวจแก้คำให้เป็นน้ำเสียงของตัวเอง อย่าคัดลอกคำตอบ AI มาวางทั้งดุ้น
อัปเดตภาพโปรไฟล์ ทักษะ ผลงาน และช่องทางติดต่อให้ครบ

โพสต์ความรู้หรือประสบการณ์สั้น ๆ สม่ำเสมอ เพื่อยืนยันว่าความเก่งในโปรไฟล์มีอยู่จริง

ไม่มีอะไรการันตีว่าทำแล้วจะมีบริษัททักมาแน่ ๆ

แต่การจัดระเบียบความเก่งของตัวเองใหม่ ไม่มีทางเสียเปล่า

เพราะอย่างน้อยที่สุด วันที่คนกำลังหาคนเก่งจริง ๆ โปรไฟล์ของเราจะพร้อมให้เขาเจอ
====
สั่งอีบุ้คในเว็บ โอนจ่ายได้ไฟล์ทันที โปรโมชั่นเพียง 120 บาท อ่านสารบัญ รายละเอียด ดำเนินการได้ ไม่ต้องรอใครมาตอบที่ลิ้งก์นี้ครับ

https://www.next935.com/shop/krumok/product/a29dd217-efdd-4df2-b102-28bcdd3d0e7b

ส่วนพี่ ๆที่ไม่ถนัด ดูรายละเอียดเพิ่มตามนี้ครับ

เลิกกลัวการถูกเลย์ออฟ และหยุดส่งเรซูเม่เป็นร้อยที่ไม่มีใครตอบกลับ!
​ในยุคที่ความมั่นคงในองค์กรไม่มีจริง "ทางรอดเดียว" คือการทำให้บริษัทชั้นนำเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาคุณเอง เปลี่ยนสถานะจากผู้สมัครทั่วไป มาเป็นคนที่ "เลือกงานและเลือกเงินเดือนได้เสมอ" ด้วยพลังทวีของ LinkedIn + Claude AI

​E-Book: คัมภีร์เปลี่ยนชีวิตคนทำงานยุคใหม่ (172 หน้า โดย ครูพี่ม้อค และคณะ)

คู่มือภาคปฏิบัติแบบ Step-by-Step ไม่มีน้ำ ไม่เน้นทฤษฎี ช่วยคุณแก้ทุก Pain Point ทางอาชีพ:

​กลัวตกงาน ยื่นใบสมัครแล้วเงียบ: พลิกโปรไฟล์ให้ติด SEO หน้าแรกของ LinkedIn ให้ Recruiter สะดุดตาภายใน 3 วินาที

​ทำงานเก่งแต่พรีเซนต์ตัวเองไม่เป็น: ใช้ Claude AI ดึงจุดแข็งและผลงานมาแปลงเป็น "ตัวเลขและอิมแพ็กต์ที่วัดผลได้" ในภาษาธุรกิจระดับพรีเมียม
​ติดกำแพงภาษาอังกฤษ: สื่อสารได้อย่างมืออาชีพเทียบเท่า Native Speaker ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเรียนใหม่หลายปี

​ไม่กล้าต่อรองเงินเดือน: เสริมแต้มต่อให้คุณเป็นฝ่ายถูกแย่งตัว พร้อมสูตรเรียกค่าตัวที่สะท้อนมูลค่าจริง
​ไฮไลต์สิ่งที่จะได้รับในเล่ม:

​คลังแสง Prompt ลับ (Copy-Paste ได้ทันที): ปั้น Headline ดึงดูดสายตา, เขียน About ให้น่าจดจำ, และเปลี่ยนประวัติการทำงานเดิมๆ ให้ดูแพง

​Hack LinkedIn Algorithm: เทคนิคใส่ Keywords เจาะกลุ่มสายงาน ให้ระบบดันโปรไฟล์ขึ้นอันดับหนึ่ง

​Claude AI Interview Simulator: เปลี่ยน AI เป็น HR ส่วนตัว ซ้อมตอบคำถามสัมภาษณ์ปราบเซียนทั้งไทยและอังกฤษ

​สคริปต์ปิดดีลเงินเดือน & สวัสดิการ: Template ส่งข้อความทักหา Headhunter และเจรจาต่อรองค่าตอบแทนอย่างมั่นใจ

​Checklist 1 หน้าจบ: ตรวจเช็กความพร้อมโปรไฟล์ 100% ก่อนเปิดระบบรับงาน

​🔥 โปรโมชันพิเศษวันนี้
จากราคาปกติ 295 บาท
เหลือเพียง 120 บาทเท่านั้น!
(ลงทุนน้อยกว่าค่ากาแฟ 2 แก้ว เพื่อแลกกับทักษะสร้างรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน)

​📲 วิธีรับสิทธิ์ราคาพิเศษ:
คลิกส่งข้อความทักแชต แล้วพิมพ์ "120" ใน Inbox เพื่อรับลิงก์ดาวน์โหลด E-Book ฉบับเต็มและคลัง Prompt ไปใช้งานได้ทันที!

05/09/2026

ประชุมยาวเป็นชั่วโมง
AI สรุปให้เหลือ 3 เรื่องที่ต้องรู้

เคยไหมครับ…
ประชุมกันเกือบสองชั่วโมง ทุกคนพยักหน้าเหมือนเข้าใจตรงกันหมด แต่พอแยกย้ายกลับมานั่งที่โต๊ะ กลับมีคำถามเดียวกันว่า

“ตกลงเมื่อกี้ ใครต้องทำอะไรนะ?”

บางคนจดแทบทุกประโยค จนบันทึกการประชุมหนากว่ารายงานประจำปี แต่พอเจ้านายถามว่า “ข้อสรุปคืออะไร” กลับต้องเลื่อนหาตั้งแต่หน้าแรก
บางคนเปิดเครื่องอัดเสียงไว้ ตั้งใจว่าจะกลับมาฟังใหม่ แต่ไฟล์ประชุมยาว 97 นาทีวางอยู่ในเครื่องนานสามเดือนแล้วครับ มันไม่ได้เป็นไฟล์เสียงอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นโบราณวัตถุทางองค์กรไปเรียบร้อย

ปัญหาของการประชุมจึงไม่ใช่แค่ “ประชุมนาน”

แต่คือประชุมเสร็จแล้ว งานยังไม่เดิน เพราะไม่มีใครเห็นภาพเดียวกันว่า เราตัดสินใจเรื่องอะไร ใครต้องรับผิดชอบเรื่องไหน ต้องส่งเมื่อไร และไหร่ และยังมีคำถามอะไรที่ค้างอยู่

นี่คือจุดที่ AI ช่วยลดงานได้มากกว่าการให้มันเขียนสรุปสวย ๆ

เพราะสรุปสวย แต่จับคนรับผิดชอบไม่ได้ ก็เหมือนเขียนแผนที่อย่างดีแต่ลืมใส่จุดหมาย อ่านแล้วดูเป็นมืออาชีพ แต่ดีครับ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะเดินไปทางไหน

วันนี้ครูพี่ม้อคจึงแจก Prompt สำหรับเปลี่ยนทรานสคริปต์การประชุมยาว ๆ ให้เหลือเพียง 3 ส่วนที่คนทำงานต้องรู้จริง

ที่ประชุมตัดสินใจอะไรแล้ว
ใครต้องทำอะไรต่อ และต้องส่งเมื่อไร
ยังมีคำถามอะไรที่ไม่มีข้อสรุป

#วิธีใช้ไม่ซับซ้อนครับ
ขั้นแรก นำไฟล์เสียงจากการประชุมไปถอดเป็นข้อความก่อน จะใช้ระบบถอดเสียงในโทรศัพท์ แอปประชุมออนไลน์ หรือเครื่องมือ AI ที่ใช้อยู่ก็ได้

ขั้นที่สอง อ่านทรานสคริปต์คร่าว ๆ เพื่อตรวจชื่อบุคคล ตัวเลข วันเวลา และศัพท์เฉพาะ เพราะ AI เก่งแค่ไหน ถ้าต้นฉบับได้ยินคำว่า “ฝ่ายบัญชี” เป็น “ฝ่ายบันชี” รายงานก็อาจดูเหมือนมีแผนกใหม่เกิดขึ้นกลางบริษัท

ขั้นที่สาม คัดลอก Prompt ด้านล่าง แล้วนำทรานสคริปต์ไปวางแทนข้อความในวงเล็บ

ขั้นที่สี่ ตรวจผลลัพธ์กับต้นฉบับอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบ กำหนดส่ง และเรื่องที่ถูกระบุว่าเร่งด่วน อย่าเห็น AI จัดหน้าเรียบร้อยแล้วรีบส่งทันที เพราะความเรียบร้อยไม่ได้รับประกันความถูกต้อง

ขั้นสุดท้าย ส่งสรุปให้ผู้เข้าประชุมยืนยันร่วมกัน เมื่อทุกคนเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน งานจะเดินต่อได้เร็วขึ้น และลดประโยคอมตะประจำออฟฟิศอย่าง “ผมนึกว่าอีกทีมทำครับ”

คัดลอก นี้ไปใช้ได้เลย
=======÷
บทบาท: คุณคือผู้ช่วยสรุปการประชุมมืออาชีพ
งาน: อ่านทรานสคริปต์การประชุมด้านล่าง แล้วสรุปออกมาเป็น 3 ส่วน
การตัดสินใจสำคัญ (Key Decisions)
สิ่งที่ต้องทำต่อ (Action Items) — ระบุผู้รับผิดชอบและกำหนดส่ง ถ้ามีการพูดถึง
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ (Open Questions)
ข้อกำหนด:
แต่ละประเด็นเขียนไม่เกิน 1 บรรทัด
ทำเครื่องหมาย [ด่วน] หน้าประเด็นที่ฟังดูเร่งด่วนหรือมีกำหนดเวลาชัดเจน
ห้ามใส่ความเห็นส่วนตัว สรุปเฉพาะสิ่งที่พูดจริงในทรานสคริปต์
ทรานสคริปต์:
[วางทรานสคริปต์ที่นี่]
======
Prompt นี้ไม่ได้ทำให้การประชุมที่ไม่มีสาระกลายเป็นการประชุมที่มีสาระนะครับ อันนั้น AI ก็ช่วยยาก
แต่มันช่วยให้สิ่งที่พูดกันแล้ว ไม่หายไปพร้อมกับเสียงปิดห้องประชุม และช่วยเปลี่ยนบทสนทนายาว ๆ ให้กลายเป็นงานที่รู้ว่าใครต้องลงมือทำต่อ

ลองนำไปใช้กับการประชุมครั้งถัดไป แล้วกลับมาบอกผมหน่อยครับว่า AI ช่วยประหยัดเวลาสรุปงานไปได้กี่นาที
ถ้าอยากได้ Prompt ช่วยงานเรื่องไหนเป็นชิ้นต่อไป พิมพ์บอกไว้ในคอมเมนต์ได้เลยครับ

ผมจะคัดเรื่องที่คนอยากได้มากที่สุด มาทำ Prompt แจกให้ใช้กันจริง
ใช้ AI ช่วยงานสไตล์ครูพี่ม้อค
แจก Prompt ทุกวันที่นี่

^^

เคยไหม? สั่ง AI เขียนงาน ทำภาพ เจนรายงาน วิเคราะห์กิจกรรมต่าง ๆดูดีจนรีบเอาไปใช้ แต่สุดท้ายยอดนิ่ง คนอ่านไม่รู้สึกร่วม ทำงานวิชาการก็ถูกตีกลับ หรือแย่ที่สุดคือเอาเข้าที่ประชุมผู้บริหารแล้วถูกยิงคำถามจนตอบไม่ได้ เสียทั้งเครดิตและความมั่นใจ

​ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI แต่คือวิธีที่คุณสั่งมัน

งานที่หลุดออกมาจึงมีแต่ "กลิ่น AI" ดูเรียบร้อยแต่ไร้วิญญาณ ข้อมูลคลาดเคลื่อน อ้างอิงปลอม หากปล่อยให้ AI "เดาอย่างมั่นใจ" ในงานที่เดิมพันด้วยตัวเลข กฎหมาย กลยุทธ์ หรือความน่าเชื่อถือ สิ่งที่พังคืองานและภาพลักษณ์มืออาชีพของคุณ

​หนังสือ "สั่ง AI ให้เป็น" โดย ครูพี่ม้อค ไม่ใช่การแจก Prompt สำเร็จรูปที่เปลี่ยนบริบทก็พัง แต่คือการติดกระดุมเม็ดใหม่ด้วยแนวคิด NO PROMPT — กระบี่อยู่ที่ใจ พลิกบทบาทจากผู้รับคำตอบ มาเป็นคนคุมเกม

​หนังสือเล่มนี้เหมาะเจาะสำหรับใคร?

​Content Creator & นักเขียน: ลบภาพจำงานโหล ตัดกลิ่น AI คืนเอกลักษณ์และน้ำเสียงจริงของคุณลงในงาน

​คนทำงานสายอาชีพ & ผู้เชี่ยวชาญ: (HR, กฎหมาย, บัญชี, การเงิน) คุมความแม่นยำ ปิดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหลและแฟกต์ปลอม

​ผู้นำทีม & นักกลยุทธ์: เปลี่ยนไอเดียดิบให้เป็นข้อเสนอ แผนงาน และสไลด์ระดับมืออาชีพที่พร้อมพรีเซนต์ทุกบอร์ด

​ครู ผู้สอน และนักวิชาการ: ร่นเวลาเตรียมหลักสูตร วิเคราะห์เนื้อหาอย่างมีตรรกะ โดยไม่ลดทอนความลึกซึ้ง
​สิทธิพิเศษเฉพาะรอบ Pre-Order (จัดส่งตุลาคมนี้)

​ราคาพิเศษเพียง 555 บาท (จากราคาปกติ 999 บาท)

​ฟรี! สิทธิ์เข้ากลุ่ม Masterclass เรียนรู้กับครูพี่ม้อค 1 ปีเต็ม (สอนสดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อัปเดต Workflow จริงและเครื่องมือใหม่ตลอดเวลา)

​อย่าปล่อยให้งานชิ้นต่อไปถูกตัดสินว่า "เป็นแค่งานปั่นจาก AI"

​👉 ทัก Inbox หรือคอมเมนต์ "สนใจ" ทันที เพื่อรับราคาพิเศษและดึงคุณเข้ากลุ่มก่อนปิดรับสิทธิ์รอบนี้

05/09/2026

แจก Prompt สร้างภาพ #ทุกวันที่นี่ครับ
ภาพที่เห็นนี้ไม่ได้ใช้ทีมถ่ายทำ ไม่ได้สร้างกำแพงขึ้นมาจริง ๆ และผมก็ยังไม่ได้ตัวเล็กพอจะยืนวาดหน้าตัวเองได้แบบนั้นครับ

ผมทำเพียงสองอย่าง

หนึ่ง แนบรูปตัวเองที่เห็นใบหน้าชัด
สอง นำ Prompt ด้านล่างไปสั่ง AI
ไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็ได้ภาพเหนือจริงที่มีผมเป็นทั้ง “ศิลปินตัวเล็ก” และ “ใบหน้ายักษ์” ซึ่งกำลังทะลุออกมาจากกำแพงเก่า

ใครอยากลองทำเป็นภาพของตัวเอง แนบรูปหน้าตรงหรือมุมสามส่วนที่เห็นใบหน้าชัด แสงไม่มืด และไม่มีคนอื่นอยู่ในภาพ จากนั้นคัดลอก Prompt นี้ไปใช้ได้เลยครับ
======
Prompt
======
สร้างภาพแนวภาพยนตร์แบบสมจริงขั้นสูง อัตราส่วนแนวตั้ง 9:16 โดยใช้ใบหน้า บุคลิก อายุ สีผิว และทรงผมจากภาพที่ฉันแนบมาเป็นข้อมูลอ้างอิง รักษาเอกลักษณ์ของบุคคลให้ใกล้เคียงภาพต้นฉบับ
ให้ฉันสวมชุดเอี๊ยมยีนส์สีขาว หมวกทรงแบนทำจากผ้าลูกฟูก เสื้อยืดสีฟ้าพาสเทล และรองเท้าผ้าใบสีขาว กำลังยืนถือพู่กันวาดใบหน้าขนาดมหึมาของตัวเอง ซึ่งกำลังโผล่ทะลุออกมาจากผนังคอนกรีตเก่าที่แตกร้าวและมีสีหลุดลอก
จัดให้ตัวฉันในบทบาทศิลปินมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับใบหน้ายักษ์ แต่ต้องมองเห็นใบหน้าของฉันในมุมสามส่วนอย่างชัดเจน ไม่หันหลังให้กล้อง และต้องดูออกว่าเป็นบุคคลเดียวกับใบหน้ายักษ์
บริเวณใกล้กันมีบันไดไม้ กระป๋องสี พู่กัน แปรงทาสี ผ้าเปื้อนสี และเศษปูนกระจายอยู่บนพื้น เน้นรายละเอียดของผิวหนัง ริ้วรอย เส้นผม โลหะ เนื้อไม้ ก้อนหิน ผนังลอก ผ้ายีนส์ และผ้าลูกฟูกอย่างสมจริง
ใช้แสงแบบภาพยนตร์ มีมิติ เงาสวย บรรยากาศอบอุ่นปนลึกลับ สร้างความตื่นตาด้วยมุมมองและความแตกต่างของขนาด จัดองค์ประกอบให้มีพลัง ดูเหนือจริงแต่ยังน่าเชื่อถือ ไม่เป็นการ์ตูน ไม่หลอน และไม่มีบุคคลอื่นอยู่ในภาพ
=======
วิธีปรับให้เป็นงานของคุณ
คุณสามารถเปลี่ยนเสื้อผ้า อาชีพ สถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งที่กำลังทำได้ เช่น เปลี่ยนจากศิลปินเป็นเชฟที่กำลังแต่งหน้าเค้กยักษ์ นักเขียนที่กำลังเขียนหนังสือขนาดมหึมา หรือวิทยากรที่ยืนอยู่หน้าความคิดของตัวเอง
จุดสำคัญไม่ใช่การคัดลอก Prompt ทุกคำ แต่คือการรู้ว่า ส่วนไหนต้องคงไว้ และส่วนไหนควรเปลี่ยนเพื่อให้ภาพเล่าเรื่องของคุณ

ลองทำแล้วนำภาพมาอวดในคอมเมนต์กันได้ครับ หรือส่งโพสต์นี้ให้เพื่อนที่ชอบสร้างภาพด้วย AI เผื่อคืนนี้จะมีคนหน้าตัวใหญ่ทะลุกำแพงเต็มหน้าฟีด
^^
ส่วนใครที่ลองใช้ Prompt แล้วเริ่มสงสัยว่า ทำไมบางครั้งภาพออกมาดี บางครั้งหน้าไม่เหมือน ท่าทางผิด หรือรายละเอียดหาย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI เพียงอย่างเดียวครับ แต่อยู่ที่เรายังสั่งไม่ครบว่าอะไรคือ “หัวใจของงาน” และอะไรคือ “สิ่งที่ห้ามเปลี่ยน”
นี่คือสิ่งที่ผมอธิบายไว้ในหนังสือ “สั่ง AI ให้เป็น”

หนังสือไม่ได้สอนให้คุณสะสม Prompt หลายร้อยชุด แต่ช่วยให้คุณตั้งโจทย์ ให้บริบท กำหนดมาตรฐาน ทำให้ AI ถามกลับ และตรวจผลงานก่อนนำไปใช้จริง ไม่ว่าจะใช้สร้างภาพ เขียนคอนเทนต์ ทำหนังสือ วิเคราะห์ข้อมูล หรือเตรียมงานสำคัญ

ราคาปกติ 999 บาท

รอบ Pre-Order ราคา 555 บาท จัดส่งเดือนตุลาคม
พิเศษ ผู้สั่งซื้อรอบนี้ได้เข้ากลุ่มเรียนรู้กับผมเป็นเวลา 1 ปี พร้อมเรียนสดเพิ่มเติมสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อฝึกนำ AI ไปใช้กับงานจริงและเรียนรู้เครื่องมือใหม่ไปด้วยกัน

สนใจทัก Inbox หรือคอมเมนต์คำว่า “สนใจ”
แอดมินจะส่งรายละเอียดให้ครับ

เพราะภาพที่ดีอาจเริ่มจาก Prompt หนึ่งชุด (ถ้าแอดมินติดธุระ ผมจะช่วยตอบครับ)

แต่คนที่ “สั่ง AI ให้เป็น” จะสร้างงานใหม่ได้ แม้ไม่มี Prompt ให้ลอก

ครูพี่ม้อค

04/09/2026

มาแล้วคร้าบบบ
EXPERT DNA TO BESTSELLER™
จากประสบการณ์ในตัวคุณ สู่หนังสือที่ตลาดต้องการ แบรนด์ที่มีคนตาม และระบบขายที่ทำงานจริง

หลักสูตรสอนสด 2 วันเต็ม
เรียนวันที่ 26–27 กันยายน
กับผม (ครูพี่ม้อค เจ้าของสำนักพิมพ์ 7D Book)

คอร์สนี้เหมาะกับคนที่ทำงานมาหลายปี ผ่านปัญหามาไม่รู้เท่าไร แก้เรื่องยาก ๆ ได้ด้วยวิธีที่ไม่มีตำราเล่มไหนสอน และสร้างผลลัพธ์ให้ตัวเอง ลูกค้า ทีมงาน หรือคนรอบข้างมานักต่อนัก

แต่ความรู้ทั้งหมดนั้น…ยังอยู่ในหัวคุณคนเดียว

เวลามีลูกค้าใหม่ คุณต้องเริ่มอธิบายใหม่ทุกครั้งว่าคุณเก่งเรื่องอะไร
คนที่อยากเรียนรู้จากคุณ ไม่มีอะไรให้ศึกษาต่อ นอกจากต้องรอนัดคุยกับคุณ
ลูกหลานของคุณ อาจไม่มีวันได้อ่านเรื่องราวและบทเรียนที่คุณใช้ทั้งชีวิตแลกมา

และเมื่อมีคนถามว่า “ในเรื่องนี้ควรไปหาใครดี” ชื่อของคุณอาจยังไม่ใช่ชื่อแรกที่ถูกนึกถึง

ทั้งที่บางครั้ง คุณอาจมีประสบการณ์มากกว่าคนที่กำลังมีชื่อเสียงอยู่ในวงการเสียอีก

ปัญหาไม่ใช่คุณไม่เก่งพอครับ
ปัญหาคือ ความเก่งของคุณยังไม่มี “หลักฐาน” ที่หยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะได้
และหลักฐานชิ้นนั้นคือ “หนังสือ”

สงสัยใช่ไหมครับว่า ในยุคที่ทุกคนดู TikTok กันวันละหลายชั่วโมง ทำไมยังต้องเขียนหนังสือ

เพราะคลิปอาจทำให้คนรู้จักคุณ
แต่หนังสือทำให้คนเชื่อว่าคุณรู้จริง
โพสต์อาจทำให้คนหยุดอ่านไม่กี่นาที
แต่หนังสือทำให้วิธีคิดของคุณอยู่กับคนอ่านไปอีกหลายปี

และในเศรษฐกิจฐานความรู้ คนที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุด ไม่ใช่คนที่โพสต์บ่อยที่สุดเสมอไป แต่คือคนที่สามารถเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวเองให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่มีชื่อ มีโครงสร้าง และพิสูจน์ได้

#หนังสือหนึ่งเล่มจึงทำหน้าที่ได้มากกว่าการเป็นหนังสือ

มันเป็นหลักฐานความเชี่ยวชาญที่วางบนโต๊ะแล้วแนะนำตัวคุณได้ทันที

เป็นประตูสู่งานองค์กร งานบรรยาย งานที่ปรึกษา และดีลใหญ่ที่อาจไม่เคยมาถึงคุณมาก่อน

เป็นพนักงานขายที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเรียกประชุม ไม่ขอลา และไม่บ่นว่าคอมมิชชันน้อย

ที่สำคัญ มันเป็นมรดกทางความคิดที่ลูกหลานยังอ่านได้ แม้ในวันที่คุณไม่ได้อยู่เล่าให้พวกเขาฟังแล้ว

คำถามจึงไม่ใช่ “ควรเขียนหนังสือไหม”
แต่คือ “จะขุดความรู้ในหัวออกมา เขียนให้จบ และทำให้ขายได้จริงอย่างไร”

นี่คือเหตุผลที่คนเก่งจำนวนมากอยากมีหนังสือมาหลายปี #แต่ยังไม่มีเล่มแรกเสียที
ไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องจะเล่า แต่เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มขุดเรื่องราวของตัวเองจากตรงไหน

บางคนมีไอเดียหนังสืออยู่ในหัว 10 เล่ม แต่เลือกไม่ได้ว่าเล่มไหนควรเขียนก่อน
บางคนเขียนไปได้ 2–3 บทแล้วตัน เพราะสารบัญไม่ได้ออกแบบให้พาไปถึงตอนจบ
บางคนกลัวว่าเขียนเสร็จแล้วจะไม่มีใครอ่าน ไม่มีใครซื้อ

ส่วนบางคนลองใช้ AI เขียนให้แล้ว อ่านไปสามหน้าเริ่มสงสัยว่า “นี่หนังสือเรา หรือหนังสือหุ่นยนต์ฝึกงาน”

EXPERT DNA TO BESTSELLER™ จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้จบภายใน 2 วัน

ขอย้ำก่อนนะครับว่า นี่ไม่ใช่คอร์สที่สอนให้คุณพิมพ์ Prompt ยาว ๆ แล้วนั่งลุ้นว่า AI จะเสกหนังสือดี ๆ ออกมาให้หรือไม่

เพราะถ้าใช้ AI ผิดวิธี สิ่งที่ได้อาจเป็นต้นฉบับที่ภาษาดูดี แต่ไม่มีตัวตนของผู้เขียน อ่านแล้วรู้ทันทีว่า AI เขียน และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ อาจมีข้อมูลที่ AI แต่งขึ้นเองปะปนอยู่โดยที่คุณไม่รู้ตัว

ในคลาสนี้ ผมจะสอนให้คุณใช้ AI เป็น “ผู้สัมภาษณ์และผู้ช่วยบรรณาธิการ”
AI จะถามคุณทีละคำถาม ขุดเรื่องจริง หลักฐานจริง ประสบการณ์จริง และวิธีคิดที่เกิดขึ้นจากชีวิตของคุณ

ถ้าข้อมูลส่วนไหนยังไม่ครบ ระบบจะไม่อนุญาตให้แต่งเติมขึ้นเอง

แต่ละบทจะผ่านจุดตรวจคุณภาพก่อนเขียนต่อ และต้นฉบับจะถูกควบคุมให้รักษาน้ำเสียง ลีลา วิธีเล่า และตัวตนของคุณเอาไว้

ไม่ใช่เอาความรู้ของคุณไปใส่ในภาษาสำเร็จรูปของ AI
แล้วตลอด 2 วัน คุณจะได้ทำอะไรบ้าง?

วันที่ 1 — DISCOVER & DESIGN

จากประสบการณ์ในตัวคุณ สู่หนังสือที่ตลาดต้องการจริง
เริ่มจากการกำหนดเป้าหมายของหนังสือ
หนังสือบางเล่มมีไว้สร้างชื่อ บางเล่มมีไว้เปิดประตูสู่งานองค์กร บางเล่มมีไว้ขายความรู้ต่อเป็นหลักสูตร บางเล่มมีไว้ส่งต่อเรื่องราวให้ลูกหลาน

ถ้าไม่รู้ว่าหนังสือมีหน้าที่อะไร สารบัญจะกระจัดกระจายและเขียนเท่าไรก็ไม่จบ
คุณจึงจะได้กำหนดให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า หนังสือเล่มนี้ต้องสร้างผลลัพธ์อะไรให้ชีวิตและธุรกิจของคุณ

จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการขุด Expert DNA
AI จะสัมภาษณ์คุณอย่างมีโครงสร้าง เพื่อค้นหาประสบการณ์ ปัญหาที่เคยผ่าน วิธีการที่คุณใช้ ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ รวมถึงเรื่องราวเล็ก ๆ ที่คุณอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่กลับมีคุณค่ามากสำหรับคนอื่น

คุณจะได้ “คลังประสบการณ์” ของตัวเอง และไม่ต้องนั่งจ้องหน้าจอแล้วถามว่า “ฉันมีอะไรจะเขียนบ้าง”
ต่อมาคือการสร้างไอเดียหนังสือ 10–20 เล่มจากความเชี่ยวชาญที่คุณมีอยู่

หลายคนจะเพิ่งค้นพบในคลาสนี้ว่า ประสบการณ์ของตัวเองไม่ได้เขียนได้แค่เล่มเดียว แต่อาจต่อยอดเป็นหนังสือได้อีกหลายสิบเล่ม

แต่เราจะไม่เลือกเล่มแรกด้วยความรู้สึกล้วน ๆ
คุณจะได้ให้คะแนนแต่ละไอเดียอย่างเป็นระบบ ดูทั้งความต้องการของตลาด ความแข็งแรงของประสบการณ์ ความแตกต่าง โอกาสทางธุรกิจ และความเป็นไปได้ในการเขียนให้จบ

จากนั้นจะตรวจตลาดจริง ค้นหนังสือคู่แข่ง มองหาช่องว่างที่ยังไม่มีใครตอบ และตัดสินใจเลือกหนังสือเล่มแรกด้วยเหตุผลที่อธิบายได้

เมื่อได้เล่มที่ใช่แล้ว คุณจะล็อกแก่นของหนังสือและสร้างสารบัญฉบับเต็ม
สารบัญนี้จะไม่ใช่กองความรู้ที่ผู้เขียนอยากเล่า แต่เป็นเส้นทางที่พาผู้อ่านจากปัญหาที่กำลังเจอ ไปสู่ผลลัพธ์ที่ชื่อหนังสือสัญญาเอาไว้

สารบัญของคุณจะผ่านการตรวจสอบ 4 มุมมอง ได้แก่
#มุมของบรรณาธิการ — อ่านรู้เรื่อง มีลำดับ และไม่ซ้ำซ้อนหรือไม่
#มุมของผู้เชี่ยวชาญ — เนื้อหาครบและแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
#มุมของนักการตลาด — มีความต้องการและมีจุดขายที่ชัดหรือไม่
#มุมของผู้อ่าน — อ่านแล้วรู้สึกว่า “หนังสือเล่มนี้เขียนมาเพื่อฉัน” หรือไม่
ปิดวันที่ 1 คุณจะมี “สารบัญหนังสือฉบับเต็ม” ที่ผ่านการคิดและพร้อมนำไปเขียนจริง

วันที่ 2 — WRITE & BUILD

จากสารบัญ สู่ต้นฉบับ แบรนด์ และระบบขาย
วันที่สองจะเริ่มด้วยการสร้าง Author Voice Bible หรือคู่มือลีลา.ภาษา สไตล์ของผู้เขียน

เราจะนำตัวอย่างงานเขียน คำพูด เรื่องเล่า และภาษาที่คุณใช้จริงมาวิเคราะห์ เพื่อให้ AI เข้าใจว่าคุณชอบเล่าแบบไหน ใช้ประโยคสั้นหรือยาว มีอารมณ์ขันแค่ไหน ใช้คำอะไรบ่อย และมีคำแบบใดที่ห้ามเขียนเด็ดขาด
ผลลัพธ์คือ AI จะไม่ได้แค่ “เขียนเรื่องของคุณ” แต่ต้องเขียนออกมาให้ยังฟังเหมือนคุณ

จากนั้นคุณจะลงมือเขียนจริงในคลาสด้วยระบบที่ควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน

ตั้งแต่การขุดข้อมูลสำหรับแต่ละบท วางโครง สร้างฉบับร่าง ตรวจข้อเท็จจริง ตรวจน้ำเสียง เติมกรณีศึกษา และตรวจว่าบทนั้นพาผู้อ่านไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการจริงหรือไม่

คุณจะไม่ได้เดินออกจากห้องพร้อมแค่ความรู้หรือแผนบนกระดาษ แต่จะมีต้นฉบับที่เกิดขึ้นจริง พร้อมระบบและชุดคำสั่งที่ใช้เขียนต่อจนจบทั้งเล่มได้อย่างเป็นขั้นตอน

และเมื่อมีระบบครบแล้ว คุณจะสามารถเร่งการผลิตต้นฉบับคุณภาพสูงได้ โดยไม่ต้องกลับไปเริ่มคิดใหม่ทุกบท

จากนั้นเราจะทดสอบเนื้อหากับผู้อ่านจริง
คุณจะได้เรียนรู้วิธีเก็บความคิดเห็นที่ใช้ปรับหนังสือได้จริง ไม่ใช่เพียงถามว่า “อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้าง” แล้วได้รับคำตอบว่า “ดีค่ะ”

เราจะดูว่าผู้อ่านเข้าใจหรือไม่ รู้สึกเชื่อหรือไม่ เห็นภาพหรือไม่ และหลังอ่านแล้วรู้ว่าจะลงมือทำอะไรต่อ

เมื่อหนังสือเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เราจะนำ #เนื้อหาในเล่มมาสร้างแบรนด์และระบบคอนเทนต์
คุณจะรู้ว่าหนังสือหนึ่งเล่มสามารถแตกออกมาเป็นโพสต์ คลิป บทความ ไลฟ์ หัวข้อบรรยาย และคอนเทนต์ขายได้อย่างไร โดยไม่ต้องตื่นมานั่งคิดหัวข้อใหม่ทุกเช้า

พร้อมวางแนวปก ภาพลักษณ์ และ Positioning เพื่อให้คนเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอะไร
ช่วงสุดท้ายคือการวางระบบขายและแผนเปิดตัว

คุณจะได้แนวทางสร้าง Sales Page วางคอนเทนต์เปิดตัว ทำโฆษณาเบื้องต้น วางแผนยิงแอด และออกแบบเส้นทางรายได้ต่อเนื่องจากหนังสือ

เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ควรเป็นจุดจบของการเขียน

มันควรเป็นจุดเริ่มต้นของรายได้ที่อยู่กับคุณไปอีกหลายปี
ปิดวันที่ 2 คุณจะมี
ต้นฉบับที่เกิดขึ้นจริงในคลาส
ระบบเขียนต่อจนจบทั้งเล่ม
Author Voice Bible ที่ช่วยรักษาเสียงของคุณ
แนวทางแบรนด์และภาพลักษณ์ของผู้เขียน
ระบบคอนเทนต์จากหนังสือ
รวมถึงแผนเปิดตัวและต่อยอดรายได้จากความเชี่ยวชาญ

หลายคนคิดว่า เป้าหมายของการเขียนหนังสือคือการได้เห็นชื่อตัวเองอยู่บนปก
แต่ความจริง #หนังสือคือทรัพย์สินทางความรู้ที่สามารถต่อยอดได้อีกหลายทาง
คุณสามารถนำเนื้อหาในหนังสือไปสร้างหลักสูตรสอนสดหรือออนไลน์ โดยไม่ต้องเริ่มคิดใหม่จากศูนย์
ใช้หนังสือเป็นหลักฐานประกอบการรับงานวิทยากร ให้องค์กรและสมาคมต่าง ๆ เชิญคุณไปบรรยายในหัวข้อที่คุณเป็นเจ้าของ

ใช้กระบวนการที่อยู่ในหนังสือพัฒนาเป็นงานที่ปรึกษา สำหรับธุรกิจที่ต้องการวิธีคิดและวิธีทำแบบเดียวกับคุณ

หรือสเกลธุรกิจจากแบรนด์ที่มีคนติดตามและเชื่อมั่น ไปสู่สินค้า บริการ และโอกาสใหม่ที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิม

หนังสือหนึ่งเล่มจึงไม่ใช่แค่ไฟล์หนึ่งไฟล์ หรือกระดาษที่เข้าเล่มสวย ๆ
มันคือรากฐานของแบรนด์ ความน่าเชื่อถือ และรายได้ระดับสูงที่สามารถทำงานให้คุณไปได้อีกหลายปี

แนวคิดของคลาสนี้ที่ผมจัดเต็มรอคุณจึงชัด100%

“มาแต่ตัว เขียนจบในคลาส ที่เหลือทีมงานครูพี่ม้อคจัดการให้”

คุณไม่ต้องใช้ AI เป็นมาก่อน
ไม่ต้องเคยเขียนหนังสือ
และไม่ต้องเรียกตัวเองว่านักเขียน
สิ่งเดียวที่ต้องมีคือ ประสบการณ์จริงที่อยู่ในตัวคุณ
หลังคลาส คุณสามารถเลือกได้ว่า
#ต้องการให้ทีมงานต่อยอดหนังสือไปถึงระดับไหน
ระดับที่ 1 — eBook พร้อมขายในประเทศ
ราคา 15,500 บาท
ทีมงานจัดรูปเล่มอย่างมืออาชีพ และนำขึ้นแพลตฟอร์ม eBook ในประเทศให้พร้อมจำหน่าย

ระดับที่ 2 — หนังสือเล่มจริง 100 เล่ม
ราคา 39,500 บาท
ผลิตหนังสือจริงจำนวน 100 เล่ม ให้คุณมีหลักฐานความสำเร็จที่จับต้องได้ ใช้วางบนโต๊ะประชุม มอบให้ลูกค้า ส่งให้ผู้บริหาร หรือเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน

ระดับที่ 3 — วางขายทั่วประเทศ และเปิดตัวในงานหนังสือระดับชาติ
ราคา 250,000 บาท
ผลิตหนังสือขั้นต่ำ 2,000 เล่ม วางจำหน่ายผ่านร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานหนังสือระดับชาติ
จากคนที่มีความรู้มากมายอยู่ในหัว สู่การเป็นผู้เขียนที่มีชื่อวางอยู่บนชั้นเดียวกับนักเขียนชั้นนำของประเทศ
รายละเอียดการเรียน

EXPERT DNA TO BESTSELLER™
เรียนวันที่ 26–27 กันยายน
เวลา 09.30–16.30 น. ทั้งสองวัน
สอนโดย ครูพี่ม้อค เจ้าของสำนักพิมพ์ 7D Book
สิทธิพิเศษที่มาพร้อมการสมัคร
✅ โค้ชส่วนตัวกับครูพี่ม้อคอีก 2 ครั้ง
เพื่อช่วยแก้ปัญหาและต่อยอดหนังสือของคุณเป็นรายบุคคลหลังจบคลาส
🎁 คู่มือ “สั่ง AI ให้เขียนหนังสือให้เป็น”
รวมเทคนิคและชุดคำสั่งที่สามารถนำกลับไปใช้เขียนต่อได้ แม้คลาสจะจบแล้ว
🎁 สิทธิ์เข้ากลุ่มเรียนตลอดปี
ครูพี่ม้อคจะสอนเพิ่มและอัปเดตเทคนิคใหม่ในกลุ่ม Facebook ทุกสัปดาห์ ไม่ปล่อยให้คุณกลับไปนั่งตันอยู่คนเดียวหลังจบคลาส

คอร์สนี้เหมาะกับใคร?

ไม่ว่าคุณจะเป็นหมอ นักกฎหมาย โค้ช ที่ปรึกษา ผู้บริหาร ครู วิทยากร เจ้าของธุรกิจ หรือผู้เชี่ยวชาญในสายงานใด หากคุณมีประสบการณ์ที่สามารถช่วยให้คนอื่นทำงานดีขึ้น แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น หรือไม่ต้องเจ็บซ้ำในเรื่องที่คุณเคยผ่าน คอร์สนี้เหมาะกับคุณ

โดยเฉพาะคนที่อยากเป็นชื่อแรกที่ตลาดนึกถึง เมื่อต้องการผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้

คนที่อยากมีหลักฐานความเชี่ยวชาญซึ่งจับต้องได้ มากกว่าโปรไฟล์สวย ๆ ในโซเชียล

คนที่อยากมีหนังสือเป็นมรดก ให้ลูกหลานได้อ่านเรื่องราวและบทเรียนของตัวเอง แม้ในวันที่ไม่ได้อยู่เล่าให้ฟังแล้ว

รวมถึงคนที่อยากสร้างรายได้ระยะยาวจากความเชี่ยวชาญ ผ่านหลักสูตร งานบรรยาย งานที่ปรึกษา และการขยายธุรกิจจากแบรนด์ของตัวเอง
ถ้าคุณเคยคิดว่า “สักวันหนึ่ง ฉันจะเขียนหนังสือ”

บางทีไม่ต้องรอถึงสักวันแล้วครับ
เพราะทุกวันที่ประสบการณ์ของคุณยังอยู่แค่ในหัว คือวันที่คนที่ต้องการความรู้ของคุณยังหาคุณไม่เจอ
และในขณะที่คุณกำลังคิดว่าจะเริ่มเมื่อไร คนที่เก่งน้อยกว่าคุณ อาจกำลังเปลี่ยนความรู้ของเขาให้เป็นหนังสือ และกลายเป็นชื่อแรกที่ตลาดนึกถึงไปก่อนแล้ว

2 วัน
มาแต่ตัว
เขียนจบในคลาส
EXPERT DNA TO BESTSELLER™
จากประสบการณ์ในตัวคุณ สู่หนังสือที่ตลาดต้องการ แบรนด์ที่มีคนตาม และระบบขายที่ทำงานจริง
เรียนวันที่ 26–27 กันยายน
กับครูพี่ม้อค เจ้าของสำนักพิมพ์ 7D Book
สนใจทักคำว่า “เบสต์เซลเลอร์”
เพื่อสอบถามรายละเอียดและปรึกษาแอดมินได้เลยครับ

03/09/2026
03/09/2026

คนส่วนใหญ่กลัวว่าโพสต์แล้วจะไม่มีใครติดตาม
แต่ผมกลัวการเสียเวลาสร้างผู้ติดตาม
ที่ไม่มีวันกลายเป็นคนที่เชื่อในสิ่งที่เราทำ

ครูพี่ม้อค สร้างนักเขียน อาชีพไหนก็เป็นนักเขียนได้

03/09/2026

ผมจัดร้านอยู่ทั้งวัน เพื่อรอคำตัดสินจากพี่มอธเพียงสองคำ
“เริ่ดมาก”

พี่มอธคือลูกสาวผมครับ แต่ผมเรียกแบบนี้จนติดปาก

ตอนนี้สำนักพิมพ์ 7D Book ลูกสาวเป็นคนดูแลทั้งหมด ส่วน 7D Cafe ก็เป็นพื้นที่ของสำนักพิมพ์ ซึ่งกำลังจะมีอีเวนต์ใหม่

Workshop “Stop Manifaking, Start Ask & Thankfirmation”

พอรู้ว่าลูกจะจัดงาน ผมก็เริ่มคิดว่าเขาน่าจะต้องการร้านแบบไหน
ตรงนี้ควรเป็นโต๊ะกิจกรรม
หนังสือกองนี้น่าจะต้องย้าย
เก้าอี้ควรวางแบบที่คน 15 คนมองเห็นและคุยกันได้
แต่ร้านก็ยังต้องมีบรรยากาศของสำนักพิมพ์อยู่

พี่มอธไม่ได้สั่งนะครับ
ผมอายุหกสิบกว่าแล้ว ได้แค่คิดว่าลูกน่าจะต้องการอะไร แล้วก็ทำไปก่อน

ถูกใจหรือไม่ถูกใจ…ค่อยว่ากัน
ผมเริ่มย้ายหนังสือ ขยับโต๊ะ จัดเก้าอี้ เดินถอยออกมามอง แล้วกลับไปจัดใหม่

ตรงไหนดูแน่นก็รื้อ
ตรงไหนดูโล่งก็เติม
บางจุดขยับเพียงนิดเดียว แต่กินเวลาคิดอยู่นาน

ตอนทำหนังสือ ผมพอรู้ว่าเล่มไหนควรวางตรงไหน

แต่ตอนเดาใจลูกสาว ต้องอาศัยประสบการณ์อีกสาขาหนึ่งครับ
จัดไปจัดมา หมดไปหนึ่งวัน

พอเสร็จแล้ว ผมถ่ายภาพส่งเข้าไปในกลุ่มไลน์ รอผู้บริหารตัวจริงตรวจงาน
ไม่นานพี่มอธตอบกลับมาว่า

“เริ่ดมาก”

สองคำนี้ทำให้คนย้ายโต๊ะทั้งวันยิ้มได้ครับ

Workshop ครั้งนี้จัดวันที่ 5 กันยายน เวลา 09.00–12.00 น. ที่ 7D Cafe รับเพียง 15 คน และเต็มทุกที่นั่งแล้ว

งานทั้งหมดพี่มอธกับทีมสำนักพิมพ์เป็นคนดูแล

ส่วนผมรับผิดชอบตำแหน่งใหม่
“ฝ่ายคิดว่าลูกน่าจะอยากได้แบบนี้”
ไม่มี Job Description
ไม่มีประชุม
และไม่ต้องรออนุมัติงบ

มีเพียงยกโต๊ะ ย้ายหนังสือ แล้วรอคำตัดสินว่า…
เริ่ดหรือรื้อครับ 555

28/08/2026

ถ้างาน #วิทยากรงานที่ปรึกษา ยังมาจากคนรู้จักทั้งหมด
คุณไม่ได้มีแบรนด์ คุณแค่มีคอนเนคชั่นที่ยังไม่หมดอายุ

วันหนึ่งโทรศัพท์ของวิทยากรคนหนึ่ง #เงียบลง ทั้งที่เขาไม่ได้สอนแย่ลง ความรู้ไม่ได้หาย และค่าตัวก็ไม่ได้แพงขึ้น

สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือ HR คนที่เคยเรียกใช้เขา ย้ายไปทำงานบริษัทอื่น
งานที่เคยเข้าปีละหลายครั้งหายไปพร้อมนามบัตรของคนคนเดียว

เรื่องแบบนี้เกิดกับโค้ช วิทยากร และที่ปรึกษาที่เก่งจริงมากกว่าที่หลายคนยอมรับ งานมีต่อเนื่องจนคิดว่าตัวเองมีแบรนด์ แต่พอคนแนะนำย้ายงาน เกษียณ หรือเริ่มแนะนำคนใหม่ จึงเพิ่งรู้ว่า สิ่งที่มีมาตลอดไม่ใช่ตลาดของตัวเอง

มันคือ “ตลาดของคนที่เอ็นดูเรา”

เจ็บหน่อยนะครับ แต่ถ้าลูกค้ารู้จักคุณเพราะมีคนพาไปแนะนำ และเมื่อคนพาคนนั้นหายไป ลูกค้าก็หาไม่เจอ คุณไม่ได้มีแบรนด์

คุณมีระบบฝากขายที่ค่าคอมมิชชันเป็นน้ำใจ

คอนเนคชั่นพาคุณเข้าห้อง แต่แบรนด์ทำให้คนในห้องจำคุณได้

ผมไม่ได้บอกว่าคอนเนคชั่นไม่สำคัญ คนทำธุรกิจที่ดูถูกความสัมพันธ์ก็เหมือนเปิดร้านอาหารแล้วรำคาญลูกค้า คงไปได้ไม่ไกล

แต่ต้องแยกให้ออกว่า “มีคนแนะนำงานให้” กับ “ตลาดเรียกหาคุณ” เป็นคนละเรื่อง

คอนเนคชั่นทำให้ใครบางคนพูดว่า “ผมรู้จักอาจารย์คนหนึ่ง ลองเชิญดูไหม” แต่แบรนด์ทำให้ผู้บริหารตอบกลับว่า “ใช่ คนที่เขียนเรื่องนี้ใช่ไหม ผมเคยอ่านงานเขา”

ประโยคแรก คุณยืมความน่าเชื่อถือจากคนแนะนำ ประโยคหลัง #คุณมีความน่าเชื่อถือเป็นของตัวเอง

ลองเปิดดูงานสิบชิ้นล่าสุดของคุณแล้วถามตรงๆ ว่า งานเหล่านั้นเข้ามาเพราะอะไร เพราะตลาดเห็นหนังสือ เห็นวิธีคิด เห็นกรณีศึกษา และค้นหาชื่อคุณเจอ หรือเพราะมีพี่คนหนึ่ง น้องคนหนึ่ง และ HR คนเดิมช่วยโทรตามให้ทุกครั้ง

ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คืออย่างหลัง อย่าเพิ่งดีใจว่างานแน่นครับ

รายได้ของคุณกำลังผูกอยู่กับความทรงจำ อารมณ์ และอายุงานของคนอื่น

วันที่เขายังอยู่ คุณดูเหมือนมีแบรนด์ วันที่เขาย้ายออก คุณจะพบว่าคนที่รู้จักคุณจริงๆ อาจมีอยู่คนเดียว

ผมอยู่กับหนังสือ นักเขียน วิทยากร และผู้เชี่ยวชาญมาราวสามสิบปี เคยพัฒนานักเขียนระดับเบสต์เซลเลอร์ และทำงานกับผู้เชี่ยวชาญนับร้อย สิ่งที่ผมเห็นบ่อยไม่ใช่คนไม่มีฝีมือ แต่คือคนมีฝีมือที่ปล่อยให้ชื่อของตัวเองเดินทางได้ไกลแค่ระยะที่คนรู้จักพาไปส่ง

บางคนสอนเก่งมาก แต่ไม่มีหนังสือ ไม่มีแนวคิดที่ตลาดจำได้ ไม่มีหลักสูตรซึ่งเห็นแล้วรู้ว่าเป็นของเขา และไม่มีข้อเสนอที่ฝ่าย HR นำไปอธิบายต่อผู้บริหารได้

เมื่อคนแนะนำพูดว่า “คนนี้เก่ง” ทุกอย่างยังเดินต่อได้ แต่ถ้าวันหนึ่งไม่มีคนพูดแทน เขาต้องกลับไปเริ่มแนะนำตัวใหม่ตั้งแต่ศูนย์

แบรนด์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การทำโลโก้ เปลี่ยนภาพโปรไฟล์ หรือถ่ายรูปกอดอกใส่สูทแล้วเขียนใต้ภาพว่า “ที่ปรึกษาระดับองค์กร”

ฝ่ายจัดซื้อไม่เคยอนุมัติงบเพราะเห็นคุณกอดอกได้มั่นใจครับ

แบรนด์คือชุดหลักฐานที่ทำหน้าที่พูดแทนคุณในห้องที่คุณไม่ได้อยู่ ได้แก่ วิธีคิดที่มีจุดยืน หนังสือที่มีชื่อคุณ
กรณีศึกษาที่ตรวจสอบได้ Signature Method ที่อธิบายได้ และข้อเสนอที่ทำให้คนซื้อเข้าใจว่า คุณแก้ปัญหาอะไรได้ดีกว่าคนอื่น

คนที่ไม่รู้จักคุณ อาจเป็นคนพาคุณเข้าบริษัทใหญ่กว่าเดิม

รายงาน 2025 Edelman–LinkedIn B2B Thought Leadership Impact Report พบว่า 53% ของผู้ตัดสินใจในตลาด B2B มองว่า เมื่อ Thought Leadership แข็งแรง ชื่อเสียงเดิมของแบรนด์จะมีความสำคัญลดลง ขณะเดียวกัน 95% ของ “Hidden Buyers” หรือคนจากฝ่ายการเงิน ปฏิบัติการ กฎหมาย กำกับดูแล และจัดซื้อ มีแนวโน้มเปิดรับการติดต่อมากขึ้น เมื่อผู้ขายมี Thought Leadership ที่น่าเชื่อถือ และ 79% มีแนวโน้มช่วยสนับสนุนผู้ขายรายนั้นในกระบวนการ RFP อ่านรายงาน Edelman–LinkedIn

#แปลเป็นภาษาครูพี่ม้อคคือ คนที่พาคุณเข้าบริษัทใหญ่ครั้งต่อไป อาจไม่ใช่เพื่อนเก่าที่กินข้าวกับคุณมาสิบปี แต่อาจเป็นคนแปลกหน้าที่อ่านหนังสือคุณเพียงหนึ่งบท แล้วนำชื่อคุณเข้าไปพูดในห้องประชุม

นี่คือพลังของแบรนด์

มันทำให้ชื่อของคุณเดินทางไปถึงโต๊ะประชุมก่อนตัวคุณ และทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กล้าเอาชื่อเสียงของเขามาสนับสนุนคุณต่อหน้าคณะกรรมการ

รายงานของ LinkedIn ยังพบว่า 73% ของผู้ตัดสินใจมอง Thought Leadership ว่าเป็นฐานในการประเมินความสามารถของผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือกว่าเอกสารการตลาดและแผ่นพับขายสินค้า LinkedIn B2B Thought Leadership

สรุปง่ายๆ คือ โบรชัวร์บอกว่าคุณอยากให้ตลาดเชื่ออะไร แต่หนังสือและวิธีคิดแสดงให้ตลาดเห็นว่า คุณคิดได้ลึกแค่ไหน

คอนเนคชั่นจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลิกใช้ แต่ต้องเลิกใช้มันเป็นไม้ค้ำเพียงอันเดียว

วันที่คุณมีแบรนด์ คอนเนคชั่นจะพาคุณไปได้เร็วขึ้น แต่วันที่คุณยังไม่มีแบรนด์ คอนเนคชั่นกำลังช่วยปิดบังความจริงว่า หากไม่มีเขา ตลาดอาจไม่รู้เลยว่าคุณมีอยู่

ประโยคที่ผมอยากให้ขีดเส้นใต้คือ
อย่าวัดความแข็งแรงของแบรนด์จากจำนวนงานที่คนรู้จักส่งมา ให้วัดจากจำนวนคนที่ไม่รู้จักคุณมาก่อน แต่เห็นหลักฐานแล้วติดต่อมาเอง

และนี่คือเหตุผลที่ผมออกแบบ THE CORPORATE EXPERT™

ผมไม่ได้ช่วยคุณทำหนังสือไว้แจกในงานเลี้ยงรุ่น แต่จะช่วยขุดประสบการณ์ทั้งชีวิตออกมา หาว่าคุณเห็นอะไรซึ่งคนอื่นไม่เห็น ตั้งชื่อเป็น Signature Method วาง Big Idea พัฒนาเป็นหนังสือ หลักสูตร งานอินเฮาส์ งานโค้ช และข้อเสนองานที่ปรึกษาซึ่งฝ่าย HR กับฝ่ายจัดซื้ออ่านแล้วรู้ทันทีว่า ควรจ้างคุณไปแก้ปัญหาอะไร

สิ่งที่คุณได้รับจึงไม่ใช่แค่การนั่งเรียนสองวัน แต่เป็นกระบวนการสัมภาษณ์และขุดความเชี่ยวชาญ การทำงานแบบบรรณาธิการ การวางหนังสือ ออกแบบปก จัดรูปเล่ม ทำ ISBN และหนังสือพิมพ์จริง 100 เล่ม พร้อมการพัฒนาหลักสูตรและข้อเสนองานองค์กรให้พูดด้วยจุดยืนเดียวกัน

ถ้าแยกจ้างคนสัมภาษณ์ บรรณาธิการ นักออกแบบ โรงพิมพ์ และที่ปรึกษาธุรกิจคนละส่วน คุณไม่ได้เสียแค่เงินมากขึ้น แต่ยังเสี่ยงได้หนังสือหนึ่งเล่ม หลักสูตรอีกเรื่อง และข้อเสนองานที่ดูเหมือนมาจากคนละคน

THE CORPORATE EXPERT™
วันที่ 5–6 กันยายน
ค่าเข้าร่วม 39,500 บาท
รับเพียง 12 ท่าน

ผมไม่รับประกันว่าคุณจะกลับไปแล้วมีบริษัทโทรเข้ามาทันที เพราะตลาดไม่ใช่ตู้ ATM ที่ใส่หนังสือแล้วเงินไหลออกมา

สิ่งที่ผมทำได้คือ ช่วยให้คุณหยุดฝากอนาคตไว้กับคำว่า “เดี๋ยวผมแนะนำให้” แล้วสร้างหลักฐานซึ่งทำให้ชื่อของคุณเดินทางไปได้ แม้ไม่มีใครจูงมือเข้าไป

ถ้างานของคุณวันนี้ยังมาจากคนรู้จักเกือบทั้งหมด ส่งข้อความมาหาผมว่า
“100 เล่ม”

ก่อนคอนเนคชั่นจะหมดอายุ และคุณเพิ่งพบว่า สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นแบรนด์นั้น มีเจ้าของตัวจริงเป็นคนอื่นครับ

ที่อยู่

194/1 ถ. ลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร
Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+66986366398

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Content Makerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์