Profit Goal Academy

Profit Goal Academy ที่ปรึกษาด้านการลงทุน คอร์สเรียนฟรี
Profit Goal Academy

✅รวม 12 เทคนิค ในการเทรดง่ายๆที่ใช้ได้จริง เริ่ม0-100  ทำกำไรได้ด้วยโทรศัพท์เครื่องเดี่ยว สนใจสอบถาม Inbox เข้ามาเลย ✅
21/06/2024

✅รวม 12 เทคนิค ในการเทรดง่ายๆที่ใช้ได้จริง เริ่ม0-100 ทำกำไรได้ด้วยโทรศัพท์เครื่องเดี่ยว สนใจสอบถาม Inbox เข้ามาเลย ✅

SET ปิดวันนี้ 1,385.94 จุด ลดลง 0.10 จุด (-0.01%) มูลค่าซื้อขาย 37,382.75 ล้านบาทการซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีแกว่งตัวในกรอ...
18/03/2024

SET ปิดวันนี้ 1,385.94 จุด ลดลง 0.10 จุด (-0.01%) มูลค่าซื้อขาย 37,382.75 ล้านบาท

การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบๆ ทำจุดต่ำสุด 1,385.01 จุด และสูงสุดที่ 1,393.46 จุด

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้เพิ่มขึ้น 198 หลักทรัพย์ ลดลง 288 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 170 หลักทรัพย์

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในกรอบแคบๆ สอดคล้องกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนอยู่ระหว่างรอถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เกี่ยวกับความชัดเจนของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึง Dot plot ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ซึ่งจะทราบผลในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีนี้ ส่วนในประเทศ ก็รอติดตามการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณราจ่ายประจำปี 67 วาระที่ 2-3 ในวันที่ 20-22 มี.ค.นี้

แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดตลาดน่าจะยังแกว่งในกรอบแคบๆ ไปไหนได้ไม่ไกล แนะติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ (NAHB Housing Market Index) ของสหรัฐเดือน มี.ค. คาดเพิ่มขึ้นเป็น 49 เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.ที่ 48

ให้แนวรับไว้ที่ 1,375 จุด และแนวต้าน 1,400 จุด



ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

CPALL มูลค่าการซื้อขาย 2,013.92 ล้านบาท ปิดที่ 56.25 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,449.09 ล้านบาท ปิดที่ 34.25 บาท ลดลง 0.50 บาท

KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,296.44 ล้านบาท ปิดที่ 124.00 บาท ลดลง 1.00 บาท

SCB มูลค่าการซื้อขาย 1,139.55 ล้านบาท ปิดที่ 114.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,029.77 ล้านบาท ปิดที่ 66.00 บาท ลดลง 0.50 บาท



โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 67)

ตลาดหุ้นเอเชียตลาดหุ้นเอเชียเปิดภาคเช้าลบเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ (14 มี.ค.) หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดล...
14/03/2024

ตลาดหุ้นเอเชีย

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดภาคเช้าลบเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ (14 มี.ค.) หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงเมื่อวันพุธ (13 มี.ค.) โดยหุ้นอินวิเดียร่วงลง 1.1%, หุ้นเมตาปรับตัวลดลง 0.8% และหุ้นแอปเปิ้ลขยับลง 1.2%

ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดที่ระดับ 38,591.73 จุด ลดลง 104.24 จุด หรือ -0.27% ส่วนดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดภาคเช้าที่ระดับ 17,120.54 จุด เพิ่มขึ้น 38.43 จุด หรือ +0.22% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดภาคเช้าที่ระดับ 3,042.41 จุด ลดลง 1.42 จุด หรือ -0.05%

ในวันนี้ นักลงทุนจะประเมินตัวเลขเงินเฟ้อค้าส่งของอินเดีย และข่าวใหม่ ๆ จากการเจรจาค่าจ้างช่วงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น

การเจรจาค่าจ้างของญี่ปุ่นเสร็จสิ้นลงเมื่อวันพุธ โดยจะมีการเปิดเผยการประมาณการโดยรวมครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 15 มี.ค. แต่สื่อมวลชนท้องถิ่นรายงานว่ากลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ได้เสนอปรับขึ้นค่าจ้างครั้งใหญ่

การปรับขึ้นค่าจ้างครั้งใหญ่จะปูทางให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สามารถเริ่มยุตินโยบายการเงินผ่อนคลายพิเศษ โดย BOJ มีกำหนดจัดประชุมในวันจันทร์และอังคารหน้า

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่เมื่อวันพุธ (13 มี.ค.) โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 39,043.32 จุด เพิ่มขึ้น 37.83 จุด หรือ +0.10%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,165.31 จุด ลดลง 9.96 จุด หรือ -0.19% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 16,177.77 จุด ลดลง 87.87 จุด หรือ -0.54%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 มี.ค. 67)

ก.ล.ต.ไฟเขียวปรับเกณฑ์เข้มคุม Short Selling-Program Trading จ่อเปิดเฮียริ่งคาดประกาศใช้ Q3/67นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขา...
11/03/2024

ก.ล.ต.ไฟเขียวปรับเกณฑ์เข้มคุม Short Selling-Program Trading จ่อเปิดเฮียริ่งคาดประกาศใช้ Q3/67
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชี้แจงหลักการที่ได้เห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลการขายชอร์ต (Short Selling) และมาตรการกำกับดูแลการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย (Program Trading) ตามที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นำเสนอมา จากนี้คาดว่าจะจัดทำร่างกฎเกณฑ์เพื่อเปิดรับฟังความเห็น (Hearing) ในช่วงไตรมาส 2/67 และจะประกาศบังคับใช้ได้ในไตรมาส 3/67 เพื่อสร้างตลาดทุนให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ

เลขา ก.ล.ต. ระบุว่า การทำ Short Selling ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยอยู่ในระดับ 5% ของมูลค่าซื้อขายรายวันในปี 65 และ 6% ในปี 66 ปัจจุบันในช่วง 2-3 เดือนแรกของปี 67 เพิ่มขึ้นมาที่ 7% โดยส่วนใหญ่มาจาก Foreign ที่เป็น Program Trading 79% และมีนักลงทุนรายย่อยเพียง 3% ซึ่งพฤติกรรมการ Short Selling จะอยู่ในหุ้น SET100 เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ตลท.มีมาตรการดูแลในเรื่อง Short Selling เช่น การกำกับปริมาณซื้อคืนไม่ให้เกิน 10% และกำหนดเกณฑ์หุ้น Short Selling เฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ หรืออยู่ใน SET100 ที่เป็นหุ้นมาร์เก็ตแคปสูงตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 292 หลักทรัพย์ที่สามารถทำได้ อีกทั้งการส่งคำสั่งซื้อขายก็มีกฎกติกาชัดเจน คือ ห้ามทำ Naked Short Selling หรือก่อนที่จะขายจะต้องมีหุ้นในพอร์ต หรือหากเป็น Short Selling ก็ต้องมีการยืมหุ้นมาก่อน ก่อนส่งคำสั่งขาย เป็นต้น

แต่แม้ว่ามาตรการที่มีอยู่จะเป็นระดับสากลแล้ว แต่ก็ต้องมีการทบทวนและเพิ่มกลไกในการดูแล เพื่อให้เหมาะกับสภาพตลาดในปัจจุบันมากขึ้น

สำหรับมาตรการกำกับดูแลการขายชอร์ต (Short Selling) และการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย (Program Trading) ที่ได้แก้ไขใหม่นี้

แนวทางปรับปรุงการกำกับดูแลธุรกรรม Short Selling
เป้าหมาย 1 : เพิ่มกลไกสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขาย

– เพิ่มคุณภาพหุ้นที่สามารถ Short Selling (Eligible Securities) : เพิ่มเงื่อนไขของหุ้นกลุ่ม Non-SET100 ที่สามารถขายชอร์ตได้ โดยเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) และเกณฑ์สภาพคล่องของหุ้น (turnover)

– ปรับปรุงเกณฑ์ซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ (trading rules) เพื่อจำกัดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์

– เพิ่มการใช้ราคาขายชอร์ตที่ต้องสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Uptick Rule) เมื่อราคาหุ้นลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไปของราคาปิดวันก่อนหน้า

– กำหนดเพดานขายชอร์ตรายหลักทรัพย์รายวัน (daily Short Selling limit)

– เปิดเผยยอดขายชอร์ตคงค้างรายวัน (Outstanding short position)

เป้าหมาย 2: ป้องปรามการขายชอร์ตไม่เป็นตามเกณฑ์ (Naked Short Selling)

– เพิ่มคุณภาพการทำหน้าที่ตรวจสอบของตัวกลาง :

– บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ทำความรู้จักระบบงานของลูกค้า (Know Your Process: KYP) กรณีลูกค้าที่เป็นตัวกลาง เพื่อให้ลูกค้าทราบ/เข้าใจหลักเกณฑ์ และสื่อสารให้ลูกค้าในชั้นต่อไป และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าตัวกลาง มีระบบควบคุม ติดตามการปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

2. มีข้อตกลงกับลูกค้ายินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยินยอมให้ บล. ไล่เบี้ยค่าปรับกรณีที่ บล. ต้องชำระค่าปรับเนื่องจากลูกค้าไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และ บล. ต้องบังคับตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย มีระบบงานรับส่งคำสั่งที่มีประสิทธิภาพ และกลั่นกรองคำสั่งโดยตรวจสอบเอกสารเพื่อยืนยันว่าลูกค้ามีหลักทรัพย์ตามคำสั่งมีระบบ post trade monitoring สุ่มตรวจธุรกรรม short / long sell และรายงานให้ regulator ทราบโดยไม่ชักช้า เมื่อพบเหตุที่น่าสงสัย

3. พัฒนาระบบกลาง ให้ บล. ตรวจสอบหลักทรัพย์ได้

4. เพิ่มอัตราโทษ บล. ที่ไม่ทำตามเกณฑ์ให้เทียบเท่าต่างประเทศ อาทิ กรณีพบ Naked Short Selling จะปรับ 3 เท่าของกำไร (ขั้นต่ำ 1 ลบ.) กรณีการทำธุรกรรม Short Selling ไม่ทำตามเกณฑ์ จะปรับไม่เกิน 0.3 ล้านบาท /ครั้ง

5. แก้กฎหมายเพิ่มความรับผิดตลอดสาย: ลงโทษ/บังคับใช้กฎหมายกับผู้ลงทุนที่ไม่ทำตามเกณฑ์ขายชอร์ตและสร้างกลไกที่ทำให้ทราบถึงผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (End-Beneficial Owner)

6. เพิ่มการทำหน้าที่ผู้เก็บรักษาทรัพย์สิน (Custodian) ในฐานะ Gatekeeper: โดยให้ custodian แจ้งวัตถุประสงค์การโอน เพื่อการสอบยันการทำรายการยืม

นางพรอนงค์ กล่าวว่า ส่วนการส่งคำสั่งด้วยความเร็วสูง (High Frequency Trading : HFT) ก็ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 64 โดยส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนต่างชาติถึง 98% แบ่งเป็นการส่งคำสั่งปกติ 67%, เป็นโปรแกรมที่ไม่ใช่ HFT ประมาณ 18% และที่เป็น HFT ประมาณ 15% ทำให้มีความกังวลว่าจะมีการใช้โปรแกรมเทรดที่ไม่เหมาะสมในปริมาณมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบกับสภาพตลาด ทำให้มีเป้าหมายที่จะเข้ามาเพิ่มกลไลสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายโดยรวม ทั้งคนและคอมพิวเตอร์ เพื่อให้มีระบบการซื้อขายที่น่าเชื่อถือ

แนวทางปรับปรุงการกำกับดูแลการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย (Program Trading) / การส่งคำสั่งด้วยความเร็วสูง (High Frequency Trading : HFT)
เป้าหมาย : เพิ่มกลไกสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายโดยรวม

1. ดำเนินการให้สามารถรู้ตัวตนลูกค้าและตรวจสอบได้ : ขึ้นทะเบียน (Register) ผู้ลงทุนประเภท HFT กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อให้สามารถติดตามการซื้อขายของผู้ลงทุน HFT ได้

2. ทบทวนพฤติกรรมไม่เหมาะสม

– เพิ่มลักษณะคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสมให้ครอบคลุมพฤติกรรมการซื้อขายในปัจจุบัน

– จัดทำระบบกลางคัดกรองคำสั่งไม่เหมาะสม (Central Order Screening)

– กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำของคำสั่งที่เข้ามา ก่อนที่จะสามารถยกเลิกคำสั่งนั้นได้ (Order Resting Time) เพื่อป้องกันคำสั่งใส่ถอนถี่เกินไป (spoofing)

3. ควบคุมความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ :

– ใช้กลไกการเพิ่มเพดานการเคลื่อนไหวของราคาระหว่างวัน (Dynamic Price Band) นอกเหนือจากเกณฑ์ราคาสูงสุด-ต่ำสุด (Ceiling and Floor) โดยพักการซื้อขายชั่วคราวถ้าหุ้นมีราคาขึ้นหรือลง 10% ของราคาซื้อขายล่าสุด

– ใช้วิธีการซื้อขายแบบประมูล (Auction) กรณีหุ้นอยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขาย

– ผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม :

– ทบทวนเกณฑ์การดำเนินการ (sanction) กับลูกค้าที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

– ตลท. เปิดเผยรายชื่อลูกค้าที่ส่งคำสั่งไม่เหมาะสมให้ทุก บล. ทราบ เพื่อให้ดำเนินการตามที่กำหนด

การดำเนินการที่ผ่านมา
– หารือ ตลท. เพื่อตรวจสอบรายการต้องสงสัย และทบทวนมาตรการกำกับดูแล Short Selling และ Program Trading

– ตรวจสอบพฤติกรรมที่อาจมีลักษณะเป็น Naked Short Selling (ขายมากกว่าซื้อ หรือส่งมอบหุ้นที่ได้จากการยืมหลักทรัพย์โดยไม่บันทึกรายการขายชอร์ต (flag S) ในระบบซื้อขายของ ตลท. ตามเกณฑ์ของ SET) โดยอยู่ระหว่างให้ บล. ชี้แจง และตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม

– ศึกษาวิจัยข้อมูลเพิ่มเติม พบพฤติกรรมการซื้อขายที่อาจมีลักษณะไม่เหมาะสม และอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม

– ร่วมกับ ตลท. สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) บล. และชมรม custodian เพิ่มความรัดกุมในการทำหน้าที่ของ บล. เกี่ยวกับธุรกรรม Short Selling และการใช้ Program Trading ของลูกค้า

– ศึกษาแนวปฏิบัติของต่างประเทศ รวมทั้งหารือ ก.ล.ต. เกาหลีใต้ เกี่ยวกับมาตรการที่ใช้ และผลกระทบ

– หารือกับ ตลท. อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับ Short Selling และ Program Trading ของ ตลท. จากผลการศึกษาของที่ปรึกษาระดับชั้นนำ

กฎหมายและหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับ Short Selling
กฎหมายและหลักเกณฑ์ปัจจุบัน ประกอบด้วย พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ม. 98(5) ห้าม บล. ขายหลักทรัพย์ โดยไม่มีหลักทรัพย์ในครอบครอง, ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนว่าด้วยการขายหลักทรัพย์โดยที่บริษัทหลักทรัพย์ยังไม่มีหลักทรัพย์นั้นอยู่ในครอบครอง กำหนดให้ บล. จะให้บริการ short sell ได้ โดยต้องดูแลให้ลูกค้ายืมหลักทรัพย์ก่อนส่งคำสั่ง

หลักการเสนอปรับปรุง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
– กำหนดบทลงโทษผู้ลงทุนที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

– กำหนดให้มีกลไลเพื่อให้ทราบถึง End-Beneficial Owner

แนวทางการกำกับดูแล บล. ให้เข้มขึ้น
บล. ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

– ทำความรู้จักระบบงานของลูกค้า (Know Your Process: KYP) กรณีลูกค้าที่เป็นตัวกลาง เพื่อให้ลูกค้าทราบ/เข้าใจหลักเกณฑ์ และสื่อสารให้ลูกค้าในชั้นต่อไป และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าตัวกลาง มีระบบควบคุม ติดตาม

การปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
– มีข้อตกลงกับลูกค้ายินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยินยอมให้ บล. ไล่เบี้ยค่าปรับกรณีที่ บล. ต้องชำระค่าปรับเนื่องจากลูกค้าไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และ บล. ต้องบังคับตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย

– มีระบบงานรับส่งคำสั่งที่มีประสิทธิภาพ และกลั่นกรองคำสั่งโดยตรวจสอบเอกสารเพื่อยืนยันว่าลูกค้ามีหลักทรัพย์ตามคำสั่ง

– มีระบบ post trade monitoring สุ่มตรวจธุรกรรม short / long sell และรายงานให้ regulator ทราบโดยไม่ชักช้า เมื่อพบเหตุที่น่าสงสัย

นางพรอนงค์ กล่างเพิ่มเติมว่า ในเรื่องการแก้กฎหมายหลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มการเอาผิดกับผู้ลงทุนโดยตรงที่ทำ Naked Short Selling ยังต้องใช้เวลา แต่ ก.ล.ต. จะเร่งรัดอย่างเต็มที่ เพราะถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ส่วนทางด้าน ตลท.ก็มีเพิ่มอัตราโทษ บล.ที่ไม่ทำตามเกณฑ์ให้เทียบเท่าต่างประเทศ อาทิ กรณีพบ Naked Short Selling จะปรับ 3 เท่าของกำไร (ขั้นต่ำ 1 ล้านบาท) หรือกรณีการทำธุรกรรม Short Selling ไม่ทำตามเกณฑ์จะปรับไม่เกิน 0.3 ล้านบาท/ครั้ง

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างการแก้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เพื่อให้สำนักงาน ก.ล.ต.มีอำนาจสอบสวนและคุ้มครองพยานได้เอง โดยปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดอาจมีความชัดเจนเร็วๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตามระหว่างนี้ ก.ล.ต. ก็ได้ประสานงานกับตำรวจและอัยการเพื่อให้กระบวนการลงโทษผู้กระทำความผิดดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น

นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) เปิดเผยว่า บลจ.เอ็มเอฟซี เตรียมเสนอขาย “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซ...
06/03/2024

นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) เปิดเผยว่า บลจ.เอ็มเอฟซี เตรียมเสนอขาย “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอล พร็อพเพอร์ตี้ อิควิตี้ ฟันด์ (MGPROP)” ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก กระจายการลงทุนในหลากหลายธุรกิจ แบบ Valuation-Focus โดย เน้นลงทุนในหุ้นที่มีราคาเหมาะสม เพื่อสร้างโอกาสผลตอบแทนที่ดี
รวมถึงหุ้นธุรกิจ Data Centers ที่เติบโตสูงในระยะยาวและเกาะกระแส AI และหุ้นธุรกิจที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่รองรับความต้องการสังคมผู้สูงวัย โดยกำหนดเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 6-14 มีนาคม 2567 ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ทั้งทางเลือกลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ (MGPROP-AR) ไม่เกินปีละ 4 ครั้ง และชนิดสะสมมูลค่า (MGPROP-AC)

กองทุน MGPROP มีนโยบายการลงทุนในกองทุน PGIM Global Select Real Estate Securities Fund (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดย PGIM, Inc. เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด มีประสบการณ์มากกว่า 50 ปี รวมทั้งกองทุนหลักยังได้รับ Overall Morningstar Rating 5 ดาว และ Refinitiv Lipper Fund Awards ประเภท 2023 Winner Europe

นโยบายของกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่ใกล้เคียงกับตราสารทุนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหลักทรัพย์รายตัว จากการประเมินมูลค่าพื้นฐานของสินทรัพย์ รวมถึงการวิเคราะห์คุณภาพของกระแสเงินสดของสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ ความยั่งยืน และการเติบโตของเงินปันผลของบริษัท นอกจากนี้กองทุนหลักจะลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management)

จุดเด่นของกองทุน MGPROP หาโอกาสลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก (REITs) ในหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial), อพาร์ทเมนต์ (Apartment), บริการดูแลสุขภาพ (Healthcare), ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ศูนย์การค้า (Mall), พื้นที่จัดเก็บ (Storage) และสำนักงาน (Office) เป็นต้น

กองทุนหลักจะคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ดีที่สุด 30-45 บริษัท ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลประกอบการดีและสามารถสร้างกระแสเงินสด (Income) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้กระบวนการคัดเลือกหลักทรัพย์ของ PGIM จะพิจารณา Bottom-up โดยมีกระบวนการ ESG Approach ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและสามารถเข้าถึงข้อมูลตลาดได้อย่างรวดเร็วจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกของ PGIM

นายธนโชติ กล่าวว่า การลงทุนใน REITs มีความน่าสนใจ จากราคาตลาดที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2022 ราคา REITs ได้ถูกกดดันจากเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ประกอบกับการฟื้นตัวของรายได้จาก REITs หลังการหยุดชะงักของธุรกิจจาก COVID-19 และแนวโน้มที่ดีขึ้นของอัตราการเข้าอยู่ (Occupancy Level) และการเติบโตของค่าเช่า (Rental Growth) ดังนั้น จึงเป็นโอกาสการลงทุนใน REITs ที่คาดว่าราคา REITs จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและให้ผลตอบแทนที่ดี

“จากสถิติผลการดำเนินงานของ REIT เทียบกับ S&P500 ในช่วง 12 เดือนหลังจากการหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ พบว่า REIT ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีหุ้นสหรัฐ S&P500 เฉลี่ยกว่า 5% และการลงทุนใน REITs ให้ผลตอบแทน (Absolute Return) เฉลี่ยประมาณ 19% “

กองทุน MGPROP ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนหุ้นอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้ลงทุนแค่บ้านและสำนักงาน แต่เพิ่มการลงทุนในธุรกิจที่ตอบโจทย์เทรนด์ปัจจุบันและอนาคต อย่างบ้านพักผู้สูงอายุและ Data Center ที่จะมาขับเคลื่อนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตไปอีก

นอกจากนี้ กองทุนหลักมีการบริหารจัดการในเชิงรุกและจากประสบการณ์การลงทุนทั่วโลกและมีความรู้เกี่ยวกับตลาดภายในประเทศต่างๆ จึงมีความได้เปรียบในเชิงแข่งขันและบริหารจัดการพอร์ตได้เหมาะสม เนื่องจากผลตอบแทนของ REITs ในหลากหลายภูมิภาคและในหลากหลายประเภทยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับแนวโน้มจะมีการควบรวมกิจการ (M&A) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งความได้เปรียบด้านข้อมูลช่วยให้ PGIM Real Estate สามารถสร้างผลตอบแทนในอันดับต้นๆอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับคู่แข่งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน PGIM เชื่อว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการปรับฐานครั้งใหญ่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทที่มีเงินทุนในปริมาณที่เหมาะสมจะสามารถเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจในราคาที่สมเหตุสมผล

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มี.ค. 67)

SET สัปดาห์นี้ “Sideways Up” จับตาเงินเฟ้อไทย ก.พ.-ฟันด์โฟลว์ ชู BJC-IVL-MINT หุ้นเด่น“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” รวบรวมกลยุ...
04/03/2024

SET สัปดาห์นี้ “Sideways Up” จับตาเงินเฟ้อไทย ก.พ.-ฟันด์โฟลว์ ชู BJC-IVL-MINT หุ้นเด่น

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” รวบรวมกลยุทธ์ลงทุนในสัปดาห์นี้ (4-8 มี.ค.67) จากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) หรือ KCS โดยประเมินตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ “Sideways Up” โดยมีแนวต้าน 1,390-1,401 จุด และแนวรับ 1,357-1,352 จุด โดยเรื่องหลักจะอยู่ที่ไทยติดตามเงินเฟ้อหากทรงตัวต่ำตลาดตลาดจะคาดหวังต่อ Downside ดอกเบี้ยนโยบาย หนุนสินทรัพย์เสี่ยง

ส่วนต่างประเทศติดตามการแถลงประธาน Fed ต่อสภาคองเกรส ลุ้นโอกาสส่งโทน Hawkish น้อยลง หลังรายงานเศรษฐกิจระยะหลังอ่อนตัวทำให้ภาพลงทุน Search For Yield จะเดินหน้า โดย Asia ลุ้นภาพเด่นจีนที่มีแนวโน้มกำหนดเป้าหมาย GDP ปี 2567 > Consensus คาด 4.5% คาดกระแสเชิงบวกต่อ Flow ไหลเข้า Asia โดยหุ้นเด่น 1) กลุ่มอิงจีน เน้น IVL, PTTGC 2) หุ้นภาคบริการ AOT, CPALL, CPAXT, BJC 3) กลุ่มดอกเบี้ยขาลงหนุน MINT, GPSC, BBIK

สำหรับหุ้นเด่นสัปดาห์นี้แนะนำ BJC, IVL, MINT โดย BJC แนะนำราคาเป้าหมาย 36 บาท หุ้นถูกลดสถานะหลัง MSCI Rebalance ขณะที่ธุรกิจกำลังฟื้นตัว และ IVL แนะนำราคาเป้าหมาย 26.50 บาท : ลุ้นจีนกำหนดเป้าหมายเศรษฐกิจสูงกว่าคาดการณ์ เปิด Upside ส่วน MINT แนะนำราคาเป้าหมาย 40 บาท ลุ้นประเด็นบวก 1) มุมมองดอกเบี้ย Dovish ขึ้น 2) เศรษฐกิจ EU เป็นภาพบวกเร็วกว่าตลาดคาด

แนวโน้ม SET แกว่งไซด์เวย์รอปัจจัยใหม่ จับตาดัชนี CPI สหรัฐวันนี้ แนวโน้ม SET เช้านี้แกว่งไซด์เวย์รอปัจจัยใหม่ ตลาดหุ้นภู...
13/02/2024

แนวโน้ม SET แกว่งไซด์เวย์รอปัจจัยใหม่ จับตาดัชนี CPI สหรัฐวันนี้ แนวโน้ม SET เช้านี้แกว่งไซด์เวย์รอปัจจัยใหม่ ตลาดหุ้นภูมิภาคบางแห่งยังปิดทำการส่งให้มูลค่าการซื้อขายค่อนข้างน้อย ด้านนักลงทุนจับตาดัชนี CPI สหรัฐวันนี้ พร้อมให้กรอบแนวรับที่ 1,380-1,385 จุด และแนวต้าน 1,405 - 1,400 จุด

อ่านเรื่องนี้ต่อที่: https://www.kaohoon.com/news/655026

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์) ...
13/02/2024

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์) กรณีปรากฏข้อมูลภายในเกี่ยวกับผลการดำเนินงานประจำปี 2561 ของ TRC ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 2,040.57 ล้านบาท เนื่องจากการบันทึกรายการตั้งสำรองด้อยค่าเงินลงทุน และรายการอื่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทแห่งหนึ่งที่ TRC เข้าลงทุนผ่านบริษัทย่อย ซึ่งผู้บริหารของ TRC ทราบข้อมูลภายในดังกล่าวจากความเห็นของผู้สอบบัญชี และเมื่อ ก.ล.ต. ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าบุคคลซึ่งรู้หรือครองครอบข้อมูลภายในดังกล่าว จำนวน 4 ราย ได้แก่

1. นางสาวภาสิตา ซึ่งเป็นบุตรสาวและน้องสาวของผู้บริหาร TRC

2. นางสาวเรวดี ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีอาวุโสของ TRC

3. นางสาวอุ่นเรือน ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินของ TRC

4. นางอาริยา ซึ่งเป็นน้องสาวของนางสาวอุ่นเรือน โดยในช่วงระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 นางสาวภาสิตา นางสาวเรวดี และนางอาริยา ได้ขายหุ้น TRC ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเองในลักษณะที่ผิดไปจากปกติวิสัยของตน เป็นผลให้สามารถหลีกเลี่ยงผลขาดทุนจากราคาหุ้น TRC ที่ลดลงภายหลังที่ TRC เปิดเผยข้อมูลภายในเกี่ยวกับผลการดำเนินงานประจำปี 2561 ที่มีผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 8.49 น.

การกระทำของนางสาวภาสิตา นางสาวเรวดี และนางอาริยา เป็นการขายหุ้น TRC โดยรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน อันเป็นความผิดตามมาตรา 242(1) ประกอบมาตรา 243(2) หรือมาตรา 244(3)(4) แล้วแต่กรณี ส่วนการกระทำของนางสาวอุ่นเรือนเป็นการเปิดเผยข้อมูลภายในแก่นางอาริยา อันเป็นความผิดตามมาตรา 242(2) ประกอบมาตรา 243(2) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 4 ราย ดังกล่าว โดยกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง ได้แก่ ค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ ชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ ดังนี้

1. ให้นางสาวภาสิตา ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,777,611 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร เป็นเวลา 12 เดือน

2. ให้นางสาวเรวดี ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 663,307 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร เป็นเวลา 12 เดือน

3. ให้นางสาวอุ่นเรือน ชำระค่าปรับทางแพ่งและชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้นรายละ 563,307 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน

4. ให้นางอาริยา ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 632,082 บาท และกำหนดมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร เป็นเวลา 12 เดือน

การกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารดังกล่าวข้างต้นจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้กระทำความผิด ลงนามในบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอม ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราที่อัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติโดยไม่ต่ำกว่าอัตราที่ ค.ม.พ. กำหนด

ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 67)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (12 ก.พ.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีร...
13/02/2024

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (12 ก.พ.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐในสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

-ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 38,797.38 จุด เพิ่มขึ้น 125.69 จุด หรือ +0.33%,
-ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,021.84 จุด ลดลง 4.77 จุด หรือ -0.09% และ
-ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,942.55 จุด ลดลง 48.11 จุด หรือ -0.30%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดทำนิวไฮ ขณะที่ดัชนี S&P500 ขยับลงเล็กน้อย แต่ก็ยังปิดที่เหนือระดับ 5,000 จุด ก่อนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนม.ค.ในวันนี้

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวจากระดับ 3.4% ในเดือนธ.ค. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากระดับ 3.9% ในเดือนธ.ค.

นอกจากดัชนี CPI แล้ว นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดัชนี PPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต, การผลิตภาคอุตสาหกรรม, ยอดค้าปลีก และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ไมเคิล โรเซน นักวิเคราะห์จากบริษัท Angeles Investments กล่าวว่า ดัชนี CPI ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งในข้อมูลเงินเฟ้อสำคัญที่จะสามารถบ่งชี้ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด

ขณะที่เมแกน ไวเบอร์ นักวิเคราะห์จากแบงก์ ออฟ อเมริกากล่าวว่า นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดได้ออกมาส่งสัญญาณว่า เฟดจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะมั่นใจว่าเงินเฟ้อของสหรัฐกำลังชะลอตัวลงสู่เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งการที่เจ้าหน้าที่เฟดได้ออกมาส่งสัญญาณว่าจะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 52.2% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนพ.ค. จากก่อนหน้านี้ที่เคยให้น้ำหนักสูงกว่า 95%

ในระหว่างวัน มูลค่าตลาดของบริษัทอินวิเดียพุ่งขึ้นแซงหน้ามูลค่าตลาดของบริษัทอะเมซอน เนื่องจากกระแสความนิยมชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยให้อินวิเดียเป็นบริษัทสหรัฐที่มีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับ 4 แต่ในช่วงปิดตลาดนั้น มูลค่าตลาดของอินวิเดียยังคงตามหลังอะเมซอน โดยหุ้นอินวิเดียปิดตลาดขยับขึ้น 0.16% ขณะที่หุ้นอะเมซอนปิดตลาดร่วงลง 1.2%

หุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนี S&P500 พุ่งขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการที่หุ้นไดมอนด์แบค เอนเนอร์จี (Diamondback Energy) ทะยานขึ้น 9.4% หลังจากไดมอนด์แบคประกาศข้อตกลงซื้อกิจการบริษัทเอนเดเวอร์ เอนเนอร์จี พาร์ทเนอร์ส (Endeavor Energy Partners) ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่สุดในแหล่งเพอร์เมียน (Permian Basin) โดยข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.พ. 67)

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสานในวันนี้ โดยดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดพุ่งขึ้น ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งเปิดในแดนลบ โดยภาวะการซื...
09/02/2024

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสานในวันนี้ โดยดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดพุ่งขึ้น ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งเปิดในแดนลบ โดยภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากตลาดหุ้นหลายแห่งปิดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกงทำการซื้อขายแค่เพียงครึ่งวัน โดยจะไม่มีการซื้อขายในช่วงบ่าย

ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดตลาดที่ระดับ 15,709.30 จุด ลดลง 168.77 จุด หรือ -1.06%
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดที่ระดับ 36,915.44 จุด เพิ่มขึ้น 52.16 จุด หรือ +0.14% และในการซื้อขาย 15 นาทีแรกหลังเปิดตลาด ดัชนีนิกเกอิบวก 138.48 จุด หรือ +0.38% สู่ระดับ 37,001.76 จุด หลังพุ่งขึ้นทะลุระดับ 37,100 จุดในช่วงสั้น ๆ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 34 ปี โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มส่งออก เนื่องจากเยนอ่อนค่าลง รวมถึงแรงหนุนจากหุ้นบลูชิพซึ่งรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
ดัชนี S&P/ASX200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดขยับลงเล็กน้อย
ส่วนตลาดหุ้นจีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ปิดทำการในวันนี้ เนื่องในเทศกาลตรุษจีน
สำหรับการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อวานนี้ (8 ก.พ.) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดทำนิวไฮติดต่อกันวันที่ 2 ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาดของบริษัทจดทะเบียน

ข้อมูลจากแอลเอสอีจี (LSEG) ระบุว่า ขณะนี้มีบริษัทมากกว่าครึ่งหนึ่งในดัชนี S&P500 ที่ได้รายงานผลประกอบการแล้ว โดยในจำนวนนี้มี 80.6% ที่รายงานผลประกอบการสูงกว่าคาด เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวซึ่งอยู่ที่ระดับ 67%

นักลงทุนยังคงจับตาการแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยล่าสุดนายโทมัส บาร์กิน ประธานเฟดสาขาริชมอนด์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวมาร์เก็ตวอตช์เมื่อวานนี้ว่า ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความคืบหน้าของเงินเฟ้อเมื่อไม่นานมานี้ อาจเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และเมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงไม่แน่นอนในขณะนี้ เขาคิดว่าเฟดอาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.พ. 67)

ที่อยู่

The 9th Tower เลขที่ 33 4 ถ. พระราม 9 เขตห้วยขวาง
Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

+66620989565

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Profit Goal Academyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์