The Tepco Creative Performance Media Agency

The Tepco Creative Performance Media Agency THE TEPCO is an end-to-end digital media solution; from strategy to ad optimization in Bangkok, Thai

หน้าตาทำให้คนหยุดมอง แต่ความน่าเชื่อถือทำให้คนเลือกเราลองจินตนาการว่า หลังออกกำลังกายเสร็จ คุณกำลังหิวน้ำ และตรงหน้ามีร้...
01/09/2026

หน้าตาทำให้คนหยุดมอง แต่ความน่าเชื่อถือทำให้คนเลือกเรา
ลองจินตนาการว่า หลังออกกำลังกายเสร็จ คุณกำลังหิวน้ำ และตรงหน้ามีร้านน้ำ 2 ร้าน ทั้งคู่ขายสินค้าเหมือนกัน ราคาเท่ากัน แต่ร้านแรกมีคนขายที่ยิ้มแย้ม บุคลิกดี ดูมั่นใจ ขณะที่อีกร้านดูธรรมดากว่า คุณจะเลือกเดินเข้าร้านไหน? หลายคนอาจเลือกร้านแรก เพราะ “ร้านนี้ดูน่าเข้า ดูน่าเชื่อถือกว่า” แต่จริง ๆ แล้ว...ร้านนั้นดีกว่า หรือคุณแค่รู้สึกดีกับคนขายมากกว่า?
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ‘Halo Effect’ ความประทับใจจากสิ่งหนึ่ง ส่งผลต่อการประเมินอีกสิ่งหนึ่งตามไปด้วย เมื่อคนขายดูดี มีบุคลิกมั่นใจ เราอาจเผลอคิดว่า “น่าจะให้ข้อมูลดี” “น่าจะเป็นมืออาชีพ” และ “สินค้าน่าจะมีคุณภาพ” ทั้งที่เรายังไม่ได้ลองสินค้า และเขายังไม่ได้พูดอะไรเลย นั่นเป็นเพราะมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจาก ‘ความรู้สึก’ ด้วย
แต่ภาพลักษณ์ที่ดี อาจดึงความสนใจได้เพียงช่วงแรก เพราะสุดท้ายแล้ว ลูกค้าต้องการมากกว่าความดูดี พวกเขาต้องการความมั่นใจว่า สินค้านี้ตอบโจทย์จริง คนขายเข้าใจสิ่งที่กำลังนำเสนอ และแบรนด์นี้สามารถเชื่อถือได้ ดังนั้นความดูดีในงานขาย จึงไม่ได้หมายถึงแค่รูปลักษณ์ แต่ครอบคลุมถึงบุคลิกและการสื่อสาร ความรู้เกี่ยวกับสินค้า ความเข้าใจปัญหาของลูกค้า และประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ
แบรนด์จึงไม่ควรสร้างแค่สิ่งที่ดูดี แต่ต้องสร้างสิ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อใจ
👀 Good Looks Get Attention ภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้ลูกค้าหยุดมอง
🤝 Credibility Wins the Sale ความน่าเชื่อถือ ทำให้ลูกค้าเปิดใจและตัดสินใจ
⭐ Great Experiences Bring Customers Back คุณภาพและประสบการณ์จริง ทำให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง
ภาพลักษณ์อาจทำให้ลูกค้าเดินเข้ามา แต่ความน่าเชื่อถือและคุณภาพจริงต่างหาก ที่ทำให้ลูกค้าเลือกเรา และกลับมาอีกครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก MarketThink, Wiley online Library และ Scientific Reports
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected]⠀⠀⠀⠀⠀

28/08/2026

เพราะทุกวันที่โลกหมุนเร็ว เอเจนซี่ที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่คนที่ทำงานได้เร็วที่สุด แต่คือคนที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้จริง� .
และนั่นคือเหตุผลที่ CEO หรือเจ้าของธุรกิจในวันนี้ ไม่ได้ต้องการเอเจนซี่แบบเดิมอีกแล้ว แต่ต้องการพาร์ตเนอร์ที่มองภาพกว้างเป็น เข้าใจธุรกิจ และพร้อมเติบโตไปด้วยกัน � � ขอบคุณข้อมูลจาก MGR Online�
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected] ⠀⠀⠀⠀⠀

27/08/2026

AI Video ไม่ได้แข่งกันที่ Prompt อีกแล้ว แต่แข่งกันที่ Workflow!
เมื่อเครื่องมือ AI พัฒนาขึ้น วิธีการทำงานก็เปลี่ยน จากเดิมที่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้งหากผลลัพธ์ไม่ถูกใจ แต่วันนี้เราสามารถสร้าง แก้ไข และต่อยอดงานจากโปรเจกต์เดิมได้อย่างต่อเนื่อง
คลิปนี้จะพาไปดูว่า Google Flow เปลี่ยน Workflow ของการทำ AI Video อย่างไร และทำไมหลายคนมองว่านี่คือทิศทางใหม่ของการสร้างคอนเทนต์ด้วย AI
ขอบคุณข้อมูลจาก Marketing Oops และ Motion Graphics Plus
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected]⠀⠀⠀⠀⠀

ลูกค้าไม่ได้พูดทุกอย่างในบรีฟ...AE ต้องมองให้ออกหลายคนคิดว่า หน้าที่ของ AE คือ “รับบรีฟ” แต่จริง ๆ แล้ว หน้าที่สำคัญกว่า...
26/08/2026

ลูกค้าไม่ได้พูดทุกอย่างในบรีฟ...AE ต้องมองให้ออก
หลายคนคิดว่า หน้าที่ของ AE คือ “รับบรีฟ” แต่จริง ๆ แล้ว หน้าที่สำคัญกว่านั้นคือการอ่านสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้พูดออกมา เพราะบรีฟคือจุดเริ่มต้นของงาน แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
AE ที่ดี ไม่ได้แค่จดสิ่งที่ลูกค้าบอก แต่ต้องตั้งคำถามให้ถูก เพื่อค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
1. เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร
หนึ่งในสิ่งที่ AE ต้องมองให้ออกคือ “Objective ที่แท้จริง” งานนี้กำลังแก้ปัญหาอะไร อยากให้กลุ่มเป้าหมายคิด รู้สึก หรือทำอะไรต่อ แล้วผลลัพธ์แบบไหนที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่างานนี้สำเร็จ
เพราะถ้าเราเข้าใจแค่สิ่งที่ต้อง “ผลิต” แต่ไม่เข้าใจสิ่งที่ต้อง “เปลี่ยน” งานอาจออกมาครบตาม Deliverables แต่ไม่ตอบโจทย์จริง ๆ ของลูกค้า
2. เข้าใจคนดู มากกว่าแค่รู้ว่าเป็นใคร
คำว่า Target Audience ในบรีฟอาจมาในรูปแบบกว้าง ๆ เช่น ผู้หญิงอายุ 25-35 ปี, Gen Z, คนรักสุขภาพ, คนเมือง หรือ First Jobber ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ยังไม่พอเสมอไป
สิ่งที่ AE ควรมองต่อคือ คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมอย่างไร มี Pain Point อะไร กังวลเรื่องไหน และอะไรทำให้พวกเขาตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกแบรนด์ เพราะการรู้ว่าเราพูดกับใคร ยังไม่สำคัญเท่าการรู้ว่าควรพูดอะไรจึงจะตรงใจกลุ่มเป้าหมาย
3. ลูกค้ากำลังกังวลเรื่องอะไร
บางครั้ง สิ่งที่ลูกค้าเน้นย้ำหรือถามซ้ำ คือความกังวลที่ซ่อนอยู่ เช่น ถาม Timeline บ่อย ๆ อาจกังวลเรื่องการอนุมัติ, ย้ำว่า “ต้องเข้าใจง่าย” อาจต้องนำเสนอผู้บริหาร หรือขอแก้หลายรอบ อาจแปลว่ายังไม่มั่นใจในทิศทางงาน ถ้าอ่านสัญญาณเหล่านี้ออก ก็จะช่วยห้ AE ไม่ได้แค่ทำตามคำขอ แต่ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางด้วย
4. มีข้อจำกัดอะไรที่ยังไม่ได้พูด
Budget, Timeline, Brand Guideline, ขั้นตอนอนุมัติ หรือข้อกำหนดทางกฎหมาย ล้วนมีผลต่อทิศทางงาน ยิ่ง AE ถามชัดตั้งแต่วันแรก ก็ยิ่งลดการแก้งานในวันสุดท้าย
5. ความสำเร็จของงานนี้หน้าตาแบบไหน
บางแคมเปญวัดที่ Reach, Engagement, Leads หรือยอดขาย แต่บางแคมเปญก็อยากได้ Awareness ถ้าลูกค้ากับทีมมอง “ความสำเร็จ” คนละแบบ ต่อให้ทุกคนทำเต็มที่ งานก็อาจเดินไปคนละทิศทาง
สำหรับ AE อาจไม่ได้แค่ต้องฟังว่าลูกค้าขออะไร แต่ต้องช่วยค้นให้เจอว่า ลูกค้ากำลังพยายามแก้ปัญหาอะไร และอยากพาแบรนด์ไปถึงจุดไหน เพราะบรีฟที่ดีไม่ได้เกิดจากการจดทุกคำที่ลูกค้าพูด แต่เกิดจากการถามให้ถูก ฟังให้ลึก และมองเห็นสิ่งที่ลูกค้ายังไม่ได้พูด
ขอบคุณข้อมูลจาก WARC, Nielsen Norman Group, IBM, McKinsey และ BetterBriefs
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected]

“อัลกอริทึมเปลี่ยนอีกแล้วหรือเปล่า?” เป็นคำถามที่นักการตลาดหลายคนถามทุกครั้งที่ยอด Reach ตก แต่ความจริงคือทุกวันนี้คู่แข...
21/08/2026

“อัลกอริทึมเปลี่ยนอีกแล้วหรือเปล่า?” เป็นคำถามที่นักการตลาดหลายคนถามทุกครั้งที่ยอด Reach ตก แต่ความจริงคือทุกวันนี้คู่แข่งของแบรนด์ ไม่ใช่แค่แบรนด์ในอุตสาหกรรมเดียวกันอีกต่อไป คู่แข่งคือทุกคอนเทนต์ที่แย่งเวลาอยู่บนหน้าฟีดของผู้ชม เมื่อคนมีเวลาน้อยลง แต่คอนเทนต์มีมากขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การเอาใจอัลกอริทึม แต่คือการทำให้คนหยุดดู สนใจ และอยากมีส่วนร่วม ครึ่งปีหลัง 2026 ลองเปลี่ยนมุมคิดด้วย 5 ข้อนี้
1. เลิกเอาใจอัลกอริทึม แล้วเริ่มเอาใจคนดู เริ่มจากเข้าใจ Insight ของกลุ่มเป้าหมาย และทำคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหา สร้างแรงบันดาลใจ หรือมอบความบันเทิงให้กับพวกเขา เมื่อคนดูจนจบ กดแชร์ หรือมีส่วนร่วม อัลกอริทึมจะช่วยขยายการมองเห็นให้เอง
2. คุณภาพ สำคัญกว่าปริมาณ ไม่จำเป็นต้องโพสต์ทุกวัน หากคอนเทนต์ไม่มีคุณค่า ลองลงทุนกับ Hook ในช่วง 3–5 วินาทีแรก เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่คนจำได้ ไม่ใช่แค่คอนเทนต์ที่โพสต์ได้
3. เลิกยึดติดกับสูตรสำเร็จ อย่าเสียเวลาหาคำตอบว่าควรโพสต์กี่โมง ต้องใส่กี่แฮชแท็ก หรือคลิปต้องยาวกี่วินาที เพราะไม่มีสูตรไหนใช้ได้กับทุกแบรนด์ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทดลอง วัดผล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
4. วัดผลให้ตรงกับเป้าหมาย คอนเทนต์แต่ละประเภท ควรใช้ KPI ที่แตกต่างกัน
📌 Awareness → Reach / Views
📌 Engagement → Engagement Rate / Shares / Comments
📌 Consideration → Saves / Profile Visits / Clicks
📌 Conversion → Leads / Sales / Website Traffic
5. ความแตกต่าง คือข้อได้เปรียบที่ลอกกันไม่ได้ AI เขียนคอนเทนต์ได้ คู่แข่งก็ลอกไอเดียได้ แต่สิ่งที่ลอกไม่ได้ คือมุมมองของแบรนด์ ประสบการณ์จริง และบุคลิกของแบรนด์
สุดท้ายแล้ว อัลกอริทึมไม่ได้มีหน้าที่เลือกคอนเทนต์ที่ “แบรนด์ชอบ” แต่อัลกอริทึมมีหน้าที่ส่งต่อคอนเทนต์ที่ ผู้ชมเลือกจะดูจนจบ มีส่วนร่วม และเห็นคุณค่า เพราะฉะนั้นในครึ่งปีหลัง 2026 อย่าเสียเวลาวิ่งตามอัลกอริทึม แต่จงใช้เวลาทำความเข้าใจคนดูให้มากกว่าเดิม 🚀
ขอบคุณข้อมูลจาก คุณ ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต CEO Uppercuz Creative และเพจการตลาดการเตลิด
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected]

ทิศทางของ Influencer Marketing เปลี่ยนไปทุกปี และวันนี้อาจไม่ใช่เกมของการเลือก “คนที่ดังที่สุด” อีกต่อไป หลายแบรนด์ยังเช...
18/08/2026

ทิศทางของ Influencer Marketing เปลี่ยนไปทุกปี และวันนี้อาจไม่ใช่เกมของการเลือก “คนที่ดังที่สุด” อีกต่อไป หลายแบรนด์ยังเชื่อว่า “ยิ่งดัง ยิ่งเวิร์ก” “ยิ่งผู้ติดตามเยอะ ยิ่งขายดี” แต่ความจริงคือ “KOL ที่ใช่ สำคัญกว่า KOL ที่ดัง” เพราะ KOL แต่ละ Tier มีหน้าที่ต่างกันใน Customer Journey และไม่มีใครทำได้ดีที่สุดในทุก Objective
แล้ว KOL แต่ละ Tier เหมาะกับอะไรบ้าง?
🟢 Nano (1K–10K Followers)
เน้นสร้างความใกล้ชิดและน่าเชื่อถือ เหมาะกับการสร้าง Community, Engagement และ UGC
🔵 Micro (10K–100K Followers)
มีความสมดุลทั้ง Reach และ Engagement เหมาะกับการรีวิวสินค้า สร้างความสนใจ และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
🟣 Mid-tier (100K–500K Followers)
สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น แต่ยังคงความน่าเชื่อถือ เหมาะสำหรับการสร้าง Awareness ควบคู่กับ Consideration
🟠 Macro (500K–1M+ Followers)
ช่วยขยายการเข้าถึงในวงกว้างและรวดเร็ว นิยมใช้เพื่อเปิดตัวแคมเปญหรือสร้าง Brand Awareness
⭐ Celebrity (1M+ Followers หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง)
โดดเด่นด้านภาพลักษณ์และการจดจำ ช่วยยกระดับ Brand Image และสร้างกระแสในวงกว้างได้
📌 สรุปการเลือก KOL ตาม Objective
• Awareness → Macro / Celebrity
• Consideration → Mid-tier / Micro
• Conversion → Micro
• Engagement & Community → Nano / Micro
• Brand Image → Celebrity
สุดท้ายแล้ว ไม่มี KOL Tier ไหนดีที่สุด มีแต่ Tier ที่เหมาะที่สุด เมื่อเลือก KOL ให้สอดคล้องกับ Objective กลุ่มเป้าหมาย และงบประมาณ ทุกการลงทุนก็มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ได้คุ้มค่ากว่าการเลือกเพียง “คนที่ดังที่สุด”
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected]

“หวัดดีใคร” “ตรงนั้นมันมีกุ๊กกู๋” 👧🏻✨ช่วงที่ผ่านมา เราเห็น “น้องเกล” ปรากฏตัวในหลากหลายแคมเปญของแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งเหตุผลท...
16/08/2026

“หวัดดีใคร” “ตรงนั้นมันมีกุ๊กกู๋” 👧🏻✨
ช่วงที่ผ่านมา เราเห็น “น้องเกล” ปรากฏตัวในหลากหลายแคมเปญของแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งเหตุผลที่หลายแบรนด์เลือกน้อง ไม่ได้มีเพียงแค่ “ความน่ารัก” แต่คือพลังของ Emotional Connection ที่สามารถสร้างความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
จุดเด่นของน้องเกลคือคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนและจดจำง่าย ทั้งความสดใส ความเป็นธรรมชาติ ความขี้เล่น และความน่ารักในแบบเด็ก ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงท่าทาง น้ำเสียง และวิธีการเสิร์ฟโมเมนต์ที่กลายเป็นภาพจำ ทำให้ผู้ติดตามจดจำและเชื่อมโยงกับน้องได้ทันที ที่สำคัญคอนเทนต์ที่ออกมายังให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูโมเมนต์ในชีวิตจริง มากกว่าการดูโฆษณา จึงกลายเป็นคอนเทนต์ที่ผู้คนอยากดูต่อ แชร์ต่อ และพูดถึงต่อโดยธรรมชาติ
สำหรับแบรนด์ การเลือกใช้ Kid Influencer อย่างน้องเกล สามารถสร้างผลลัพธ์ได้หลายด้าน
👧🏻 Brand Awareness สร้างการจดจำแบรนด์ผ่านภาพลักษณ์เชิงบวก และเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับโมเมนต์ที่ผู้บริโภครู้สึกดี
👧🏻 Brand Love สร้างความรู้สึกอบอุ่น เป็นมิตร และเชื่อมโยงแบรนด์กับภาพจำของครอบครัว
👧🏻 Consumer Trust ผู้ติดตามเกิดความรู้สึกใกล้ชิด เพราะได้เห็นพัฒนาการและตัวตนของน้องอย่างต่อเนื่อง
จึงเหมาะกับแบรนด์ในกลุ่ม Family, FMCG, Food, Beauty และ Lifestyle ที่ต้องการสื่อสารเรื่องความอ่อนโยน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ
แบรนด์ที่เลือกใช้น้องเกล ไม่ว่าจะเป็น Downy, Coway, Johnson's Baby, Samsung, GrabFood และอีกหลายแบรนด์ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า Kid Influencer ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็น Marketing Tool ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค เพราะในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย การตัดสินใจอาจไม่ได้เกิดจาก “สินค้า” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความรู้สึกที่แบรนด์สร้างขึ้น”
ขอบคุณข้อมูลจาก DergiPark Akademik
.
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected]⠀⠀⠀⠀⠀

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมหลายแบรนด์ถึงเลือกเล่าเรื่องผ่าน Carousel แทนที่จะโพสต์รูปเดียว?คำตอบอาจไม่ใช่แค่เรื่องของอัลกอริทึม...
13/08/2026

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมหลายแบรนด์ถึงเลือกเล่าเรื่องผ่าน Carousel แทนที่จะโพสต์รูปเดียว?
คำตอบอาจไม่ใช่แค่เรื่องของอัลกอริทึมหรือความสวยงาม แต่เป็นเพราะรูปแบบของ Carousel สอดคล้องกับวิธีที่สมองมนุษย์รับและประมวลผลข้อมูลได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เหตุผลหลัก ๆ มีอยู่ 3 ข้อ
1. กระตุ้นความอยากรู้ (Curiosity Gap)
สมองมนุษย์เกลียดเรื่องราวที่ยังไม่จบ เมื่อสไลด์แรกทิ้งคำถามหรือปมบางอย่างไว้ สมองมักต้องการ "ปิดช่องว่างของข้อมูล" จึงเกิดแรงจูงใจให้ปัดไปดูหน้าถัดไปเพื่อหาคำตอบ แทนที่จะได้รับข้อมูลทั้งหมดในครั้งเดียว คนอ่านจึงค่อย ๆ เดินตามเรื่องราวจนจบ
2. ทำให้ข้อมูลย่อยง่ายขึ้น (Information Chunking)
คนเราเกลียดข้อมูลที่ยาวเป็นพรืด ข้อมูลจำนวนมากในภาพเดียวทำให้สมองต้องใช้พลังงานในการประมวลผลสูง แต่เมื่อแบ่งเนื้อหาออกเป็นประเด็นสั้น ๆ ทีละสไลด์ สมองจะรับข้อมูลได้ง่ายขึ้น รู้สึกว่าเนื้อหาไม่หนัก และมีแนวโน้มอ่านจนจบมากกว่า
3. ให้ผู้ชมกำหนดจังหวะการอ่านเอง (Sense of Control)
ต่างจากวิดีโอที่ผู้ชมมักต้องตามจังหวะของเนื้อหา Carousel เปิดโอกาสให้แต่ละคนเลือกได้ว่าจะอ่านเร็ว อ่านช้า หรือย้อนกลับไปดูสไลด์ก่อนหน้า การมีส่วนร่วมเล็ก ๆ อย่างการปัดหน้าจอ ยังช่วยให้การเสพคอนเทนต์กลายเป็นประสบการณ์ที่ Active มากกว่าการรับชมเพียงอย่างเดียว
เมื่อทั้งสามกลไกทำงานร่วมกัน Carousel จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำหลายภาพมาต่อกัน แต่เป็นการออกแบบเส้นทางการรับรู้ของผู้ชม ตั้งแต่สร้างความสนใจ ค่อย ๆ เพิ่มความเข้าใจ และนำไปสู่ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ สุดท้ายแล้ว คอนเทนต์ที่ดีอาจไม่ใช่คอนเทนต์ที่บอกทุกอย่างในภาพเดียว แต่คือคอนเทนต์ที่ทำให้ผู้ชม "อยากปัดต่อ" เพราะทุกสไลด์มีเหตุผลที่ทำให้เรื่องราวเดินหน้าต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก Think Marketing Magazine
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected]⠀⠀⠀⠀⠀

เคยสังเกตไหม? 🤔 ทำไมโฆษณาบางชิ้นดึงสายตาได้ตั้งแต่วินาทีแรก แต่บางชิ้นยิงแอดเท่าไรก็แทบไม่มีคนหยุดดู หลายครั้ง...ปัญหาไม...
10/08/2026

เคยสังเกตไหม? 🤔 ทำไมโฆษณาบางชิ้นดึงสายตาได้ตั้งแต่วินาทีแรก แต่บางชิ้นยิงแอดเท่าไรก็แทบไม่มีคนหยุดดู หลายครั้ง...ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “งบโฆษณา” แต่อยู่ที่ Creative Assets ต่างหาก
วันนี้ TEPCO สรุป 3 กฎเหล็ก ที่ช่วยให้ชิ้นงานโฆษณาน่าสนใจและเพิ่มโอกาสให้คนหยุดเลื่อนฟีดมาให้อ่านกัน 👇
📐 1. Size: ใช้ขนาดภาพให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม
🔘 Feed: 1080 × 1080 px (1:1) หรือ 1080 × 1350 px (4:5)
🔘 Story / Reels / TikTok: 1080 × 1920 px (9:16) แบบเต็มหน้าจอ
🔘 อย่าลืมเผื่อ Safe Zone เพื่อไม่ให้ข้อความสำคัญโดน UI ของแพลตฟอร์มบัง
📝 2. Headline: สั้น กระชับ เข้าใจได้ทันที
🔘 Headline ที่ดีไม่ควรเกิน 40 ตัวอักษร และข้อความหลัก (Primary Text) ไม่เกิน 125 ตัวอักษร ที่สำคัญต้องสามารถอ่านจบได้ภายใน 3 วินาที
🔘 สื่อสาร “ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ” มากกว่าพูดถึงฟีเจอร์ของสินค้าเพียงอย่างเดียว
🔘 ปิดท้ายด้วย Call to Action ที่ชัดเจน ว่าอยากให้ลูกค้าทำอะไรต่อหลังจากดูโฆษณาจบ เช่น ซื้อเลย สมัครวันนี้ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม
🎬 3. Format: หลากหลายเข้าไว้ อย่าใช้แบบเดิมซ้ำ ๆ
🔘 ใน 1 Ad Set ควรมี Creative Assets อย่างน้อย 3 รูปแบบ เช่น ภาพนิ่ง วิดีโอ หรือ Carousel เพื่อให้ระบบมีตัวเลือกในการเรียนรู้และเลือกแสดงผลได้เหมาะสม
🔘 แต่ละชิ้นควรแตกต่างกันจริง ทั้ง Hook มุมการเล่าเรื่อง และข้อความ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสีหรือฟอนต์
🔘 รีเฟรช Creative Assets อย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ผลลัพธ์จะเริ่มตก (Meta แนะนำทุก 14–21 วัน และ TikTok แนะนำทุก 7–10 วัน)

สรุปง่าย ๆ Creative Assets ที่ดี = ขนาดเหมาะกับแพลตฟอร์ม + ข้อความโดนใจ + รูปแบบที่หลากหลาย
เมื่อทำครบทั้ง 3 ข้อ ก็ช่วยเพิ่มโอกาสให้โฆษณาหยุดนิ้วคนดู และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ 🚀
อยากรู้ว่า Creative ของแบรนด์คุณตอนนี้ทำถูกกฎรึยัง? ทักมาคุยกับทีม TEPCO ได้เลย 👇
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected]

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจาก Session “Live Commerce Trends Today: Platforms, Creators & Conversion” โดย บุญชัย ลิ่มอติบูล...
06/08/2026

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจาก Session “Live Commerce Trends Today: Platforms, Creators & Conversion” โดย บุญชัย ลิ่มอติบูล, พีรดนย์ เหมยากร และชนกานต์ ชินชัชชวาล ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 คือการชวนให้มอง Live Commerce จากช่องทางขายของ ไปสู่ระบบการขาย ที่เชื่อมโยงคอนเทนต์ แพลตฟอร์ม แชต และข้อมูลลูกค้าเข้าด้วยกัน
ไม่ใช่ทุกสินค้าที่ต้องปิดการขายให้จบในไลฟ์ สินค้าที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายอาจซื้อได้ทันที แต่สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือมีรายละเอียดซับซ้อน ไลฟ์อาจทำหน้าที่เพียงให้ข้อมูล สร้างความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่น ก่อนส่งต่อให้ทีมแอดมินช่วยตอบคำถามและปิดการขาย ไลฟ์จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของ Customer Journey ขณะที่แต่ละช่องทางก็มีบทบาทแตกต่างกัน
TikTok ช่วยพาแบรนด์ไปพบลูกค้าใหม่ Marketplace ช่วยให้ลูกค้าเปรียบเทียบและตัดสินใจซื้อ ส่วนแชตและช่องทางของแบรนด์ทำหน้าที่ดูแลความสัมพันธ์และสร้างการซื้อซ้ำ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกแพลตฟอร์มที่ดีที่สุด แต่คือการออกแบบให้ทุกช่องทางทำงานเชื่อมต่อกันได้อย่างลื่นไหล
การกำหนด KPI ของ Live Commerce จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ยอดวิว คอมเมนต์ หรือยอดขายระหว่างไลฟ์ แต่ควรมองไปถึงจำนวนคนที่ทักแชต อัตราการปิดการขาย ข้อมูลลูกค้าที่แบรนด์สามารถเก็บได้ รวมถึงการกลับมาซื้อซ้ำ เพราะต่อให้หน้าบ้านดึงคนดูได้มากแค่ไหน หากระบบหลังบ้านตอบช้า ให้ข้อมูลไม่ครบ หรือดูแลลูกค้าต่อไม่ได้ โอกาสจากไลฟ์ก็อาจหายไปทันที
ลองกลับไปเช็กระบบ Live Commerce ของแบรนด์คุณว่า
สามารถดึงคนให้หยุดดูได้แล้วหรือยัง?
เปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดขายได้ไหม?
ระบบหลังบ้านพาลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้หรือเปล่า?
เพราะคนที่ชนะใน Live Commerce ปี 2026 อาจไม่ใช่คนที่ไลฟ์สนุกที่สุด แต่คือคนที่สามารถเปลี่ยน "ผู้ชม" ให้เป็น "ลูกค้า" และเปลี่ยน "ลูกค้าครั้งแรก" ให้กลายเป็น "ลูกค้าระยะยาว" ได้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ "คืนนี้แบรนด์จะไลฟ์ขายอะไร?" แต่คือ "หลังจากคนดูจนจบไลฟ์แล้ว แบรนด์จะพาเขาไปต่อที่ไหน?"
ขอบคุณข้อมูลจาก MarketThink, Rainmaker และ Future Trends
.
THE TEPCO ยินดีให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
Inbox: https://bit.ly/39IbGoT
Tel: 082 415 9789
Email: [email protected]⠀⠀⠀⠀⠀

ที่อยู่

Vanissa Building
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+66824159789

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Tepco Creative Performance Media Agencyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Tepco Creative Performance Media Agency:

ทางลัด

แชร์