็Hummingbirds Consulting

็Hummingbirds Consulting เพจการตลาด"เชิงกลยุทธ์" เน้นด้าน marketing strategy, Product Strategy, Innovation strategy ผ่านการวิเคราะห์ target and market insight

01/09/2026

ปตท. ทำอย่างไรให้ “น้ำมันที่เคยทิ้ง” กลายเป็น “ของที่คนอยากเก็บ”?
นี่เป็นหนึ่งในโจทย์ที่ทั้งท้าทายและทำให้ทีม Hummingbirds Consulting รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับ ปตท. ในการหาคำตอบว่า จะพาน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil) กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ในรูปของเชื้อเพลิงได้อย่างไร
แต่ความยากคือ ตลาดนี้ไม่ได้ว่างรอให้เราเข้าไป ผู้เล่นเดิมมีทั้งเครือข่ายรับซื้อ ช่องทาง และทำแทบทุกอย่างเพื่อดึงน้ำมันเข้าหาตัวเองแล้ว จนการแข่งขันดูเหมือนจะเหลือเพียงคำถามว่า “ใครให้ราคาดีกว่า?”
เราเลยไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า ปตท. จะซื้อแข่งอย่างไร แต่ชวนกันถอยกลับมามองว่า อะไรจะทำให้พ่อค้าแม่ค้าและคนทั่วไป “อยากเก็บ” น้ำมันที่เมื่อก่อนอาจเคยเททิ้ง และเลือกนำกลับเข้าสู่ระบบ
ตั้งแต่การค้นหา Motivation ที่มากกว่าเรื่องราคา การเปลี่ยน Perception จาก “ของเหลือที่หมดประโยชน์” ให้กลายเป็น “สิ่งที่ยังมีคุณค่า” ไปจนถึงการออกแบบ Journey ที่ทำให้การเก็บและส่งต่อน้ำมันเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน
เพราะโจทย์นี้คือการร่วมกันหา ที่ทำให้ #ปตท. มีโอกาสสร้างเกมของตัวเอง แทนที่จะต้องลงไปแข่งในเกมเดิมเพียงอย่างเดียว
และสำหรับ Hummingbirds Consulting นี่คืออีกหนึ่งโปรเจกต์ที่เราดีใจที่ได้เป็นพาร์ทเนอร์ในการเปลี่ยนโจทย์ธุรกิจที่ดูยาก ให้กลายเป็นโอกาสใหม่ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
—-------------------
Get more inspiring content at:
https://hmbmarketing.agency/

หลายครั้งเวลาเราคุยกับคนที่ทำงานด้านการตลาด จะได้ยินคำว่า“Strategy ปีนี้คือทำ TikTok”“Strategy คือยิง Ads เพิ่ม”“Strateg...
21/08/2026

หลายครั้งเวลาเราคุยกับคนที่ทำงานด้านการตลาด จะได้ยินคำว่า
“Strategy ปีนี้คือทำ TikTok”
“Strategy คือยิง Ads เพิ่ม”
“Strategy คือทำโปรโมชั่น”
จริง ๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้ ยังไม่ใช่ Strategy
พอเราเริ่มจากคำถามว่า “ต้องทำอะไร?” ส่วนใหญ่มักกระโดดไปที่ Tactics ทันที ทั้งที่คำถามสำคัญกว่านั้นยังไม่ถูกตอบว่า เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร และเราตั้งใจจะชนะด้วยอะไร
ดังนั้นแผนหรือการทำการตลาดที่ดี จึงควรต่อกันเป็น 3 ชั้นแบบเข้าใจง่าย ๆ ดังนี้
🧠Goal - เราจะไปไหน
ธุรกิจต้องชัดก่อนว่าอยากโตจากอะไร เช่น อยากเพิ่มยอดจากลูกค้าใหม่ จากนั้นจึงมาถึง
🧠Strategy - เราจะชนะอย่างไร
ไม่ใช่แค่บอกว่าจะสื่อสารช่องทางไหน ต้อง “เลือก” ให้ชัดว่าเราจะเล่นกับลูกค้ากลุ่มไหน เข้าไปแก้ Market Gap อะไร และใช้อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าเลือกเราแทนคู่แข่ง เมื่อสองอย่างนี้ชัดแล้ว ถึงค่อยลงมาที่
🧠Tactics - เราต้องทำอะไร
ว่าจะใช้ Content, Ads, Promotion, Influencer, CRM หรือ Channel ไหน เพื่อทำให้ Strategy ที่เลือกไว้เกิดขึ้นจริง
เพราะฉะนั้น TikTok อาจเป็น Tactic ที่ดีมาก
คำถามคือ มันเหมาะกับ Strategy ที่เราเลือกไว้หรือเปล่า
มันกำลังพาเราไปถึง Goal หรือไม่
และมันกำลังทำให้ Strategy ที่เราเลือกไว้สำเร็จหรือเปล่า
ก่อนเรียกอะไรว่า “กลยุทธ์”
อยากให้ลองแยกให้ออกก่อนว่า สิ่งนั้นกำลังตอบคำถามไหน
จะไปไหน จะชนะอย่างไร แล้วค่อยทำอะไร

การหาลูกค้าใหม่ ไม่ได้มีแค่วิธีเดียวเพราะจากการทำงานกับหลายธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ Hummingbirds Consultant มักเห็นแพทเทิร์นห...
13/08/2026

การหาลูกค้าใหม่ ไม่ได้มีแค่วิธีเดียว
เพราะจากการทำงานกับหลายธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ Hummingbirds Consultant มักเห็นแพทเทิร์นหนึ่งคล้ายกันคือ เวลาธุรกิจอยากโต คำถามแรกที่มักเกิดขึ้นคือ
“จะหาลูกค้าเพิ่มยังไงดี?”
แต่พอได้ลงไปดูจริง ๆ หลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจไม่มีลูกค้าใหม่
แต่อยู่ที่ยังไม่ชัดว่า ควรโตจากจุดไหนก่อน
เช่น

🔎บางธุรกิจอาจควรเริ่มจากการ เพิ่มมูลค่าจากลูกค้าเดิม
เช่น ร้านอาหารที่มีลูกค้าประจำอยู่แล้ว แต่อาจยังเพิ่ม basket size ได้ผ่าน set menu, add-on หรือ occasion ใหม่ ๆ

🔎บางธุรกิจอาจมีโอกาสจากการ ดึงลูกค้าของคู่แข่ง
เช่น คลินิกหรือแบรนด์บริการที่ตลาดเริ่มมีตัวเลือกเยอะ จึงต้องหาว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนจากเจ้าประจำมาเลือกเรา

🔎บางธุรกิจอาจต้อง สร้างความต้องการใหม่
เช่น สินค้าที่ยังไม่ใช่ของจำเป็นในสายตาลูกค้า จึงต้องทำให้คนเห็นว่า “ทำไมสิ่งนี้ถึงเกี่ยวกับชีวิตเขา”

🔎บางธุรกิจอาจต้อง เพิ่มการใช้งาน
เช่น สินค้าที่คนซื้ออยู่แล้ว แต่ยังใช้ไม่บ่อย หรือใช้แค่บางสถานการณ์ จึงต้องขยาย usage occasion ให้มากขึ้น

🔎บางธุรกิจอาจต้อง ปิดช่องว่างที่ทำให้คนยังไม่ซื้อ
เช่น คนสนใจ เห็นคอนเทนต์ เข้าใจสินค้าแล้ว แต่ยังไม่มั่นใจเรื่องราคา ความคุ้มค่า รีวิว หรือผลลัพธ์จริง

🔎บางธุรกิจอาจต้อง ปลดล็อกอุปสรรคที่ทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจ
เช่น สินค้าที่คนอยากซื้อ แต่ติดเรื่องขั้นตอนยุ่งยาก ความเสี่ยง ความไม่เข้าใจ หรือความกลัวว่าจะเลือกผิด
เลยอยากเอา Framework นี้มาแบ่งปัน เพื่อช่วยให้เรามองการเติบโตมากกว่าแค่ “การหาลูกค้าเพิ่ม”
แต่มองเป็นการเลือก Growth Direction ที่เหมาะกับธุรกิจ สินค้า และพฤติกรรมลูกค้าจริง
—————————————————————
Get more inspiring content at:
https://hmbmarketing.agency/

เพิ่งมีโอกาสได้ไปดูหนังเรื่อง  #ทนายปีศาจ แบบจริง ๆ จัง ๆแล้วมีจุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือวิธีที่ “ทนายจิตตรี” ใช้ในการปิด...
02/07/2026

เพิ่งมีโอกาสได้ไปดูหนังเรื่อง #ทนายปีศาจ แบบจริง ๆ จัง ๆ
แล้วมีจุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือวิธีที่ “ทนายจิตตรี” ใช้ในการปิดเกมการเจรจา
ถ้ามองในมุม & จิตตรีไม่ได้ขายแบบ Hard Sell เลย แต่สิ่งที่เขาทำคือการใช้หลักการของ Frame Control และ Decision Architecture
เลยอยากสรุปเป็น 3 เทคนิค การปิดการขายแบบทนายจิตตรี ที่นักการตลาดและคนขายของเอาไปปรับใช้ได้จริง
-----------------------------------------
📌เทคนิคที่ 1: Control the Frame
“คนที่กำหนดกรอบการสนทนา คือคนที่ควบคุมผลลัพธ์”
แทนที่จะรีบเสนอข้อเสนอ แต่จิตตรีจะเป็นคนกำหนดว่า
- ประเด็นที่ต้องคุยคืออะไร
- คู่เจรจาควรคิดเรื่องไหนก่อน
- อะไรคือเรื่องที่ไม่สำคัญ
พูดง่าย ๆ คือ เขาไม่ได้ตอบคำถาม…แต่เปลี่ยนคำถาม

เช่น ลูกค้าบอกว่า “แพง” นักขายทั่วไปอาจรีบลดราคา
แต่ถ้าเป็นจิตตรี เขาจะเปลี่ยน Frame ทันทีว่า
“แพงเมื่อเทียบกับอะไรคะ?”

นี่คือหลักจิตวิทยาที่เรียกว่า Framing Effect ในเชิงธุรกิจ แทนที่จะขาย “ราคา” ให้ขาย
- Cost of Doing Nothing
- Opportunity Cost
- ROI
เช่น ลูกค้าเห็นราคา 50,000 แต่ถ้าเปลี่ยน Frame เป็น “50,000 เพื่อประหยัดต้นทุนปีละ 300,000” ราคาจะไม่ใช่ประเด็นหลักอีกต่อไป
-----------------------------------------
📌เทคนิคที่ 2: Control the Information
“คนที่รู้มากกว่า จะเป็นคนกำหนดเกม”
จิตตรีแทบไม่พูดทุกอย่างตั้งแต่ต้น แต่พูดเท่าที่จำเป็น แล้วค่อย ๆ ปล่อยข้อมูลทีละชั้น

เพราะเมื่อข้อมูลยังไม่ครบ สมองของคนเราจะพยายามเติมช่องว่างเอง นี่คือหลักของ Information Gap Theory
- ยิ่งอีกฝ่ายสงสัย 🧐
- ยิ่งอยากฟังต่อ 👂🏻

ในเชิง Marketing ทำไมแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์ไม่เปิดทุก Feature พร้อมกัน?

เพราะเขาออกแบบการสื่อสารแบบ Progressive Disclosure
เปิดทีละนิด
สร้าง Curiosity
และทำให้คนอยากติดตามต่อ
-----------------------------------------
📌เทคนิคที่ 3: Control the Decision
“อย่าให้ลูกค้าเลือกว่าจะซื้อไหม แต่ให้เลือกว่าจะซื้อแบบไหน”
นี่คือเทคนิคที่จิตตรีใช้บ่อย
เขาไม่ถามว่า
“จะทำไหม?”
แต่ถามว่า
“จะเริ่มวันนี้ หรือสัปดาห์หน้า?”
ลูกค้ารู้สึกว่ามีอิสระในการเลือก
แต่จริง ๆ แล้ว ทั้งสองทางคือ “Yes”

ในทางการตลาด วิธีนี้เรียกว่า Alternative Close
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ
แทนที่จะถามว่า
“สนใจไหม?”
ให้เปลี่ยนเป็น
“สนใจแพ็กเกจ Standard หรือ Premium คะ?”

เพราะเมื่อลูกค้าเริ่มเปรียบเทียบสองตัวเลือก สมองจะย้ายจากคำถามว่า
“จะซื้อหรือไม่ซื้อ”
ไปสู่คำถามว่า
“จะเลือกแบบไหนดี”
---------------------------------------
ดังนั้น สิ่งที่จิตตรีทำเก่งที่สุด
คือ การออกแบบ Customer Decision Journey
ที่ค่อย ๆ พาคู่เจรจา
1. ทำให้รู้ปัญหา
2. ทำให้เห็นความเสี่ยง
3. ทำให้เห็นผลเสียของการไม่ตัดสินใจ
4. ทำให้เห็นว่าทางออกมีทางเดียว
5. ปิดดีล
สุดท้าย เมื่อคุณควบคุมวิธีคิดของลูกค้าได้การปิดการขายจะไม่ใช่การโน้มน้าวอีกต่อไป แต่คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “นี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุด ด้วยเหตุผลของตัวเอง”
หากสนใจอยากให้ Sales Strategy คุณแข็งแรงทั้งระบบ มาลองคุยกับเราได้
เราจะทำให้การขายของคุณมี New S Curve ได้จริง
เพราะ Hummingbirds Consulting มีประสบการณ์ทั้งใน B2B และB2C ที่รู้ความลับในการสะกดใจลูกค้า ลองมาทำความรู้จักกันเบื้องต้นได้ค่ะ
Get more inspiring content at:
https://hmbmarketing.agency/

#เทคนิคการขาย

จะทำอย่างไร ที่จะเปลี่ยน "แบรนด์ในตำนาน" ให้เข้ากับยุคใหม่ได้อย่างไร โดยไม่สูญเสียตัวตนเดิม? Hummingbirds Consulting ภูม...
01/07/2026

จะทำอย่างไร ที่จะเปลี่ยน "แบรนด์ในตำนาน" ให้เข้ากับยุคใหม่ได้อย่างไร โดยไม่สูญเสียตัวตนเดิม?

Hummingbirds Consulting ภูมิใจมากที่ได้รับความไว้วางใจในการทำ Branding ให้กับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันระดับตำนานของประเทศ โจทย์ของเราคือการเชื่อมประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า เข้ากับโลกยุคใหม่ที่หมุนไวขึ้นทุกวัน

เพราะสำหรับพวกเราแล้ว... แบรนด์ที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของการ "โฆษณา"

การสร้างแบรนด์ที่แท้จริง
1) ไม่ใช่แค่การป่าวประกาศว่าเราเจ๋งแค่ไหน (Awareness) แต่คือการกระซิบถามผู้คนว่า "เราจะช่วยเติมเต็มชีวิตและความฝันของคุณได้อย่างไร" เหมือนที่ Simon Sinek เคยกล่าวไว้ว่า "People don’t buy what you do, they buy why you do it ?"

2) เมื่อแบรนด์เปลี่ยนจากแค่ "ให้คนรู้จัก" สู่การมี "ความหมาย" (Purposeful Branding) แบรนด์จะเปลี่ยนสถานะจากคนแปลกหน้า กลายเป็นเพื่อนแท้ในชีวิตทันที

แบรนด์ที่ดี ทำให้ลูกค้าใช้เป็น Shortcut ในการตัดสินใจเลือกซื้อ เพื่อให้คุณหลุดพ้นจาก Red Ocean Market

🔹 Apple ไม่ได้ขายคอมพิวเตอร์ แต่ขายความเชื่อของคนกล้าคิดต่าง
🔹 Nike ไม่ได้ขายรองเท้า แต่ขายจิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้
🔹 นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ในโปรเจกต์นี้ก็เช่นกัน... ไม่ได้เป็นแค่คณะสอนกฎหมาย แต่เป็นแบรนด์ที่เข้ายุคสมัยและเป็น Purposeful Branding ได้

การ Rebranding ครั้งนี้จึงคือการปลุกจิตวิญญาณนั้นให้ทรงพลังที่สุดในยุคดิจิทัล เมื่อแบรนด์ขับเคลื่อนด้วย "ความหมาย" ลูกค้าจะกลายเป็น "สาวก"

ที่เลือกแบรนด์เราไม่ใช่เพราะราคาถูกที่สุดหรือโปรโมชั่น

แต่เพราะเขามีความเชื่อเดียวกับคุณ = แบรนด์ของคุณได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนพวกเขาไปแล้ว

ขนาดแบรนด์ระดับตำนานยังลุกขึ้นมาปรับตัวเพื่อเติมเต็มชีวิตผู้คนในโลกยุคใหม่

แล้วแบรนด์ของคุณล่ะ พร้อมที่จะเปลี่ยนมานั่งในใจของลูกค้าแล้วหรือยัง? ถ้าคุณอยากสร้าง Loveable & Powerful branding ทัก Inbox มาคุยกับพวกเราได้เลยค่ะ

เมื่อ AI บอกให้ S&P ทำอาหารสุขภาพ: กลยุทธ์ที่ฟังดูฉลาด แต่ทำไมอาจพาธุรกิจไปไม่สวย?(สืบเนื่องจาก post นี้  https://www.fa...
21/06/2026

เมื่อ AI บอกให้ S&P ทำอาหารสุขภาพ: กลยุทธ์ที่ฟังดูฉลาด แต่ทำไมอาจพาธุรกิจไปไม่สวย?

(สืบเนื่องจาก post นี้ https://www.facebook.com/share/p/1DnGZWwKnh/
ขอให้เครดิตคุณหมอ Nart Fongsmut ที่กรุณาใช้ Ai ช่วยคิดเรื่องนี้ได้น่าสนใจ และเองขออนุญาตนำมาต่อยอดและวิเคราะห์อีกมุมเพิ่มเติมนะคะ วัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่มนุษย์ควรมีมากกว่า Ai ให้คนทำงานจริง ๆ ได้เข้าใจ)
S&P เผื่อมีประโยชน์ค่า ช่วยกันคิดเพื่อแบรนด์ที่ทุกคนรัก

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

กรณีศึกษาที่แนะนำให้ S&P ปลุกชีพรายได้ 10 ปีที่นิ่งสนิท ด้วยการแปลงร่างเป็น “Healthy Living Company” ทำอาหารผู้สูงอายุ ขยาย Wellness Café และลุย Healthcare Food Service นั้น... ฟังดูสวยงามตามตำรา Macro Trend แต่ในโลกธุรกิจจริง นี่อาจเป็น “กับดักกลยุทธ์” ที่น่ากลัวกว่าที่คิด
ทุกคนที่ชอบใช้ Ai ทำกลยุทธ์มาฟังเคสนี้ดีๆนะคะ มีประโยชน์มาก
นี่คือ 4 จุดตายเชิงลึกที่ AI มองไม่เห็น วันนี้ลองมาฝึก Analytical Skills ให้เหนือกว่า Ai กันค่า
🔎1. Brand Equity Contradiction (ความขัดแย้งทางจิตวิทยา)
สินทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุดของ S&P คือ “ความสุข ความอบอุ่น และเค้กวันเกิดของครอบครัว” (Emotional Benefit) การที่แบรนด์พยายามยัดเยียด “อาหารโรคไต อาหารเบาหวาน หรืออาหารผู้ป่วย” เข้าไปในร้าน จะเกิด Cognitive Dissonance ทันที ลูกค้าจะเกิดภาพจำของความเจ็บป่วย แบรนด์มีขีดจำกัดในการยืดหยุ่น (Brand Stretching Limit) คุณไม่สามารถเป็นทั้ง “ร้านฉลองวันเกิด” และ “โรงอาหารโภชนาการบำบัด” ในร่างเดียวกันได้
🔎2. Competitor Blindness (สมรภูมิที่เลือกผิด)
การบอกว่าไทยไม่มีแบรนด์อาหารผู้สูงอายุระดับชาติ เป็นการมองข้ามคู่แข่งตัวจริง ในตลาดโรงพยาบาลและ Senior Living ที่มีอยู่มากมาย เช่น
- Segment chained restaurant: MK, Salad Factory, Jone’s Salad ร้านสุขภาพอื่นๆอีกมากมาย
- Segment supplement สำหรับคนป่วย: มีหลายยี่ห้อมาก เช่นรวมถึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nestlé Health Science และ Abbott ที่มี R&D ทางการแพทย์และครองความเชื่อใจของฝ่ายจัดซื้อโรงพยาบาลมาเป็นทศวรรษ S&P จะเอาอะไรไปชนะในสงคราม B2B Procurement นี้?
- Segment อาหารธรรมชาติ หรืออาหารที่ลูกค้าทำเอง นี่ก็เป็นคู่แข่งทางอ้อมเช่นกัน
🔎3. Margin Crisis (ปัญหากำไรที่แท้จริง)
จากข้อมูลปี 2025 อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ของ S&P อยู่ที่ 4.7% เท่านั้น ขณะที่ After You สูงถึง 12.5% ปัญหาไม่ใช่เพิ่มยอดขาย ปัญหาคือเพิ่มกำไรหรือเปล่า ?
อีกประเด็นคือ การที่ AI แนะนำให้โหมลุย B2B Food Service เพราะเห็นว่ามี Volume แต่อย่าลืมว่า B2B Service ในสเกลโรงพยาบาลหรือสายการบินเป็นธุรกิจที่ Margin ต่ำมาก สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ รายได้อาจจะโตขึ้นเล็กน้อย แต่กำไรสุทธิจะหดตัวลงจนเข้าขั้นวิกฤต = ติดกับดักเดิม

🔎 4.Current Weakness ตอนนี้ยังไม่ได้แก้ปัญหาในปัจจุบันเลย กระโดดไปทำเรื่องใหม่แล้ว จริงๆ S&P มีสิ่งที่ต้องปรับปรุงพอสมควร เช่น อาหารและขนมที่จุดขายไม่ชัด และรสชาติที่ขาดเอกลักษณ์​ ในขณะที่คู่แข่งใหม่ๆ ไปไกลมากๆ ทั้งร้านอาหารและขนม มีจุดขาย ลูกเล่นใหม่ๆชัดเจน

- - - - - - - -

📍สรุปนะคะ
"AI คือผู้ช่วยที่ทรงพลัง แต่ไม่ใช่สถาปนิกผู้กำหนดทิศทาง"
กับดักที่น่ากลัวที่สุดของคนทำงานและผู้บริหารในยุคนี้ คือการหลงคิดว่าคำตอบสำเร็จรูปจาก AI คือ 'กลยุทธ์'
ถ้าเราไร้ซึ่ง Deep Knowledge ในการวิเคราะห์และตรวจสอบ AI สุดท้ายเราก็เป็นได้แค่ "ผู้นำทาง" ที่เดินตามหุ่นยนต์ จงใช้ AI ให้เต็มที่ แต่จงเฉียบคมกว่าระบบที่คุณใช้
ที่นี้หากลองคิดแบบเร็วๆ เองคิดว่า S&P ต้อง "ปกป้องไข่แดง แล้วสร้างน่านน้ำใหม่แบบมีชั้นเชิง" ตัวอย่างเช่น

• Option 1 : แก้ปัญหาปัจจุบันก่อน ที่เป็น Core business ที่ไม่มีจุดขายและเอกลักษณ์ชัดเจน
• Option 2 : การทำ Dual-Brand Architecture แยกแบรนด์สุขภาพออกจาก S&P ไปอย่างสิ้นเชิง
• Option 3: การทำ Joint Venture กับเครือโรงพยาบาลด้วยแบรนด์ใหม่
• Option 4 : การทำ B2B Whitelabeling (OEM) เป็นเครื่องยนต์ผลิตอยู่เบื้องหลังโดยไม่ต้องเอาชื่อแบรนด์แม่ไปเสี่ยง

ทุก option ต้องไปหา Strategy ก่อนนะคะ
เทรนด์ใคร ๆ ก็เห็นได้
AI ใคร ๆ ก็ใช้ได้
แต่ Powerful Strategy ที่ลงมือทำได้จริงและทำแล้วชนะ ต้องเกิดจากมนุษย์ที่มี Critical Thinking และ Deep Knowledage ด้านกลยุทธ์อย่างลึกซึ้งเท่านั้น

ใครคิดว่าContent นี้มีประโยชน์กับคนทำงาน โปรดช่วยแชร์ให้เพื่อน เพื่อป้องกันกับดักนี้ด้วยค่ะ


21/06/2026

ใครอยาก download slide ไปดูได้ที่ post นะคะ

[RECAP] BRAIN HACKING: สะกดจิตลูกค้าจาก Say No เป็น Say Yes!สรุป Content จากงาน CTC2026 พร้อม Download slides จากที่นี่ด...
20/06/2026

[RECAP] BRAIN HACKING: สะกดจิตลูกค้าจาก Say No เป็น Say Yes!
สรุป Content จากงาน CTC2026 พร้อม Download slides จากที่นี่ด้วยค่ะ
คุณเคยสงสัยไหมคะว่า... ทำไมบางแบรนด์ไม่ต้องแจกส่วนลด ไม่ต้องง้อให้คนแชร์ แต่กลับมีลูกค้าคอยทำการตลาดให้ฟรี ๆ?
ถ้ายิงแอดแทบตายแต่ยอดขายยังนิ่ง หรือดีไซน์แอปพลิเคชันอย่างสวยแต่ยูสเซอร์กดออก บางทีเราอาจจะกำลัง "หลงทางในเขาวงกตที่ไม่มีแผนที่" เพราะเรากำลังทำ Marketing & Design โดยไม่มี Psychology (จิตวิทยา) อยู่ในนั้น!
ความจริงที่เจ็บปวดของคนทำการตลาดคือ "คนเราไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองพูดเสมอไป" (ปากบอกจะลดน้ำหนัก แต่ในมือถือโดนัท) หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การไปเปลี่ยนความตั้งใจของเขา แต่คือการใช้ Behavioral Design (การออกแบบพฤติกรรม) มาเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและแฮกสมองให้เขาตัดสินใจเลือกเราแบบอัตโนมัติ!
สรุป 5 กฎเหล็กจาก MAKE IT TOOLKIT ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปตลอดกาล:

💡กฎข้อที่ 1: เลิกเปลี่ยนใจคน แล้วหันมา "เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม" [B=f(P,E)] เลิกตื๊อให้ลูกค้าปรับตัว แต่จงปรับสภาพแวดล้อมให้เขาเดินง่ายที่สุด เหมือนแผนผังของ IKEA ที่ลากให้เราเดินดูจนเพลิน รู้ตัวอีกทีของเต็มตะกร้า ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกตั้งใจจะมาซื้อแค่ชิ้นเดียว!
💡กฎข้อที่ 2: เล่นกับสมอง 2 ระบบ (System 1 & System 2)
• System 1 (คิดเร็ว-ใช้อารมณ์): เหมือน Netflix ที่มีระบบ Auto Play เล่นตอนต่อไปทันที สมองเราไม่ต้องคิด แค่นั่งดูไหล ๆ ไป
• System 2 (คิดช้า-ใช้ตรรกะ): เหมือนแคมเปญ Ugly Vegetable ของ Intermarché ที่เอาผักหน้าตาประหลาดมาขายในราคาถูก ขยี้ให้สมองส่วนตรรกะทำงานว่า "มันก็เอาไปทำซุปได้เหมือนกันแถมน่าจะคุ้มนะ"
💡กฎข้อที่ 3: พฤติกรรมที่ยั่งยืนสร้างจากลูป (A-B-C) ถ้าอยากให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ต้องดีไซน์ลูปให้ครบ ตั้งแต่สิ่งกระตุ้น (Activator) พฤติกรรม (Behavior) ไปจนถึงผลลัพธ์ (Consequence) เช่น การแจ้งเตือนกวน ๆ ของ Duolingo ที่ถ้าคุณโดดเรียน น้องนกฮูกจะมาร้องไห้ใส่ เป็นการใช้ Negative Consequence กระตุ้นให้คุณรีบกลับมาเปิดแอปทันที!
💡กฎข้อที่ 4: พฤติกรรมจะเกิดเมื่อ 3 สิ่งรวมตัวกัน (B=MAP) พฤติกรรมใหม่จะเกิดได้ ต้องมี Motivation (แรงจูงใจ) + Ability (ความง่าย) + Prompt (การกระตุ้น) ในเวลาที่ใช่ เหมือนการจองโรงแรมบน Agoda/Booking ที่บอกว่า "เหลือ 2 ห้องสุดท้ายในราคานี้!" (เพิ่ม Motivation + Prompt) แถมยังกด “ยกเลิกฟรี/จ่ายทีหลัง” (เพิ่ม Ability ให้ซื้อง่ายที่สุด)
💡กฎข้อที่ 5: ดึงดูดด้วยแรงจูงใจจากภายใน > ภายนอก [B=f(I,E)] การเอาเงินหรือของแถมไปล่อ (Extrinsic) ทำให้เขาซื้อแค่ครั้งเดียว แต่การดึงอินไซด์และตัวตนของเขาออกมา (Intrinsic) จะทำให้เขารักแบรนด์แบบถอนตัวไม่ขึ้น
• ดูอย่าง Spotify Wrapped: ไม่ต้องเสียเงินจ้างให้คนแชร์สักบาท แต่คนแชร์ไปกว่า 630 ล้านครั้ง เพราะมันตอบโจทย์เรื่อง "ตัวตนและรสนิยม" ของผู้ฟังโดยเฉพาะ!
• หรือ Liquid Death: น้ำเปล่าธรรมดา ๆ แต่ดีไซน์กระป๋องเหมือนเบียร์ร็อก ๆ พร้อมสโลแกน "Murder Your Thirst" พลิกสินค้าน่าเบื่อให้กลายเป็น Lifestyle สุดคูล จนกวาดรายได้มหาศาล!
สำหรับคนทำแบรนด์ ครีเอทีฟ และนักการตลาด:

Designing for the click is a one-time trick.
Designing for the habit is where you grab it."

(ทำแอปให้คนคลิก มันคือทริคแค่ครั้งเดียว... แต่ดีไซน์ให้เกิดเป็นนิสัย คือจุดที่คุณจะมัดใจเขาได้อยู่ได้ตลอดไป)

เลิกพยายามยัดเยียด... เลิกบังคับให้เขาต้องลอง... แต่จงหันมาใช้ Behavioral Design เพื่อสร้างเส้นทางการซื้อ แล้วปล่อยให้เขาเดินเข้ามาหาเราเอง✅

Case Study: TUTU Beach เปลี่ยนคาเฟ่ Red Oceanให้กลายเป็นจุดหมาย ด้วยประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อ Café Hopperจากโพสต์ก่อน เ...
19/06/2026

Case Study: TUTU Beach เปลี่ยนคาเฟ่ Red Ocean
ให้กลายเป็นจุดหมาย ด้วยประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อ Café Hopper
จากโพสต์ก่อน เราเล่าถึงการสู้ Red Ocean ด้วย Product Killer Feature แต่คำถามคือ
ถ้าพัฒนาสินค้าจนแตกต่างแล้ว ไม่นานคู่แข่งก็ทำตามทัน จะสร้างความได้เปรียบต่ออย่างไร?
อีกหนึ่งคำตอบคือ การสร้าง Value ให้ Beyond Product ไปถึงระดับ Experience เพราะลูกค้าไม่ได้ประเมินแบรนด์จากสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจากทุกสิ่งที่ได้เห็น รู้สึก และสัมผัสตลอด Journey
จึงไม่ได้วางตัวเองเป็นเพียงคาเฟ่ที่ขายอาหารและเครื่องดื่ม แต่เข้าใจว่า Café Hopper ต้องการมากกว่ารสชาติ
พวกเขาต้องการบรรยากาศใหม่
มุมถ่ายรูปที่มีเอกลักษณ์
และคอนเทนต์ที่สามารถนำกลับไปแชร์ต่อได้
TUTU Beach จึงออกแบบทุกองค์ประกอบให้ตอบโจทย์เดียวกัน
ตั้งแต่ Hawaii Vibe
พื้นที่สีชมพูริมทะเล
มุมถ่ายรูป
ไปจนถึงเมนู ภาชนะ และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ไม่หลุดจากธีม
สิ่งที่ลูกค้าได้รับจึงไม่ใช่แค่ “กาแฟหนึ่งแก้ว” แต่คือประสบการณ์หนึ่งวัน
รูปสวย ๆ หลายรูป และเรื่องราวที่อยากนำไปแชร์ต่อ
นี่คือการเปลี่ยนบทบาทจาก “คาเฟ่ที่ขายอาหารและเครื่องดื่ม” ไปเป็น “Destination ที่คนตั้งใจมาเพื่อสัมผัส ถ่าย และแชร์”
Key Learning
การสร้าง Experience ที่ดีไม่ได้เริ่มจากการตกแต่งร้านให้สวย แต่เริ่มจากการตอบให้ได้ว่า
ลูกค้าคือใคร
เขามาที่นี่เพื่อทำอะไร
และอยากพาความรู้สึกอะไรกลับไป
เมื่อเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงของลูกค้า
แบรนด์จะสามารถออกแบบทั้ง Product, Place, Service และ Moment ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้
เพราะใน Red Ocean
สินค้าของคุณอาจถูกทำตามได้
แต่ประสบการณ์ที่ถูกออกแบบจาก Consumer Insight อย่างเป็นระบบ จะทำตามได้ยากกว่า

และเมื่อ Experience กลายเป็นเหตุผลหลักที่คนเลือก
แบรนด์ก็ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันแค่เรื่องราคา รสชาติ หรือจำนวนเมนูอีกต่อไป
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Get more inspiring content at:
https://hmbmarketing.agency/





Case Study: Hungry Hub ใช้ Product Killer Featureพลิกเกมร้าน A La Carte จนยอดจองเติบโตขึ้นจากโพสต์ก่อน เราเล่าว่าหนึ่งใน...
18/06/2026

Case Study: Hungry Hub ใช้ Product Killer Feature
พลิกเกมร้าน A La Carte จนยอดจองเติบโตขึ้น
จากโพสต์ก่อน เราเล่าว่าหนึ่งในวิธีสู้ Red Ocean คือการสร้าง Product Killer Feature
แต่คำว่า Killer Feature ไม่ได้หมายถึงแค่การเพิ่มฟังก์ชันใหม่ให้สินค้าดูน่าสนใจขึ้น
มันต้องเป็น Value ใหม่ที่เกิดจาก Pain Point หรือ Unmet Need ซึ่งคู่แข่งยังตอบไม่ได้
เข้ามาในตลาดแอปจองร้านอาหารที่มีผู้เล่นหลายราย และส่วนใหญ่แข่งขันกันด้วยระบบจัดการคิว โปรโมชัน และส่วนลด
แต่ Hungry Hub มองเห็นโจทย์ที่ต่างออกไปจากตลาด
ฝั่งลูกค้า
อยากกินบุฟเฟต์ที่แปลกใหม่กว่าเดิม ตั้งแต่ร้าน A La Carte ร้านพรีเมียม ไปจนถึง Fine Dining แต่ยังต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน
ฝั่งร้านอาหาร
ต้องการสร้างยอดขายและดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งการลดราคาเพียงอย่างเดียว
จากประสบการณ์ของผู้ก่อตั้งที่เคยเจอปัญหางบบานปลายในการจัดเลี้ยง จึงเกิดเป็นไอเดียแพ็กเกจบุฟเฟต์ในร้านที่เดิมขายแบบ A La Carte
ลูกค้าได้กินร้านที่อยากลองในราคาที่รู้ล่วงหน้า
ร้านอาหารได้รายได้และฐานลูกค้าใหม่
ส่วน Hungry Hub ก็มีข้อเสนอที่แพลตฟอร์มจองร้านทั่วไปยังไม่มี
สิ่งนี้จึงไม่ใช่แค่ Feature ใหม่ในแอป แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทจาก
“แอปช่วยจองโต๊ะ” ไปเป็น “แพลตฟอร์มที่สร้างรูปแบบการกินและโอกาสทางรายได้ใหม่”
Key Learning
สุดท้ายแล้วทุกแบรนด์ อย่าคิดไอเดียใหม่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มี Strategy
เพราะ Feature ที่ดูใหม่ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาสำคัญ อาจถูกคู่แข่งทำตามได้ไม่นาน
โอกาสที่แท้จริงอยู่ที่การหาให้เจอว่า ลูกค้ายังต้องการอะไรที่ตลาดยังให้ไม่ได้ และคู่แข่งกำลังมองข้าม Pain Point ตรงไหน
เพราะ Product Killer Feature ที่แข็งแรง ไม่ได้เริ่มจากความอยากทำสิ่งใหม่ แต่เริ่มจาก Consumer Insight ที่คมพอจนสามารถเปลี่ยนเหตุผลที่ลูกค้าใช้เลือกแบรนด์ได้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Get more inspiring content at:
https://hmbmarketing.agency/





ที่อยู่

888/8-9 (3rd Fl. Of Story Teller Ad Agency)
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66877154972

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ็Hummingbirds Consulting โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ็Hummingbirds Consulting:

ทางลัด

แชร์