อิหร่าน ตามรอยเส้นทางสายไหมในเปอร์เซีย

อิหร่าน ตามรอยเส้นทางสายไหมในเปอร์เซีย ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก อิหร่าน ตามรอยเส้นทางสายไหมในเปอร์เซีย, โฆษณา/การตลาด, Bangkok.

08/07/2020

Planet Blue รับจัดนำเที่ยวแบบ Private Tour ท่องเที่ยวเส้นทางแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครทั่วโลก เพจนี้เป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท่านั้น ถ้าต้องการแสดงความคิดเห็นและติดตามโปรแกรมเที่ยวอื่นๆ ของบริษัท ขอเชิญที่หน้าหลัก Facebook ของบริษัทครับ

สนใจติดต่อ บริษัท พลาเน็ทบลู จำกัด
8/299 อาคารเดอะไลท์เฮ้าส์ ชั้น 2 ห้อง 203
ถ.เจริญนคร เขตคลองสาน กทม. 10600
Tel: 028612098-9, 098-885-8842, 098-865-2094
Line ID :
Instagram : planetblue_travel

ร่วมค้นหาธรรมชาติ วัฒนธรรม ในเส้นทาง

Planet Blue นำท่านไปสำรวจแหล่งอารยธรรม และชุมทางการค้าสำคัญๆบนเส้นทางสายไหมของเปอร์เซียโบราณ รวมทั้งแหล่งภูมิทัศน์อันงดง...
07/07/2020

Planet Blue นำท่านไปสำรวจแหล่งอารยธรรม และชุมทางการค้าสำคัญๆบนเส้นทางสายไหมของเปอร์เซียโบราณ รวมทั้งแหล่งภูมิทัศน์อันงดงามยิ่งใหญ่อันซ่อนเร้นจากสายตาชาวโลก ที่เรียงรายจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน ไปจนถึงสุดชายขอบอารยธรรมเปอร์เซียทางตะวันตกเฉียงเหนือ จาก มัชฮัด Mashhad เมืองศักดิ์สิทธิ์ ที่ฝังศพอิหม่ามเรซา อิหม่ามองค์ที่ 8 ของชาวมุสลิมชีอะห์ เยือน หมู่บ้านโบราณคัง Kang Ancient Village ที่เก่าแก่กว่าอาณาจักรเปอร์เซีย แวะชมสุสานกวีเฟอร์โดวซี่ที่ ทุส Tus เมืองโบราณสำคัญบนเส้นทางสายไหมของเปอร์เซีย ชมสุสานโอมาร์ คัยยัม ปราชญ์และกวีสำคัญของเปอร์เซียที่ เนชาปูร์ Neyshabur จากนั้นแวะไปเยือนภูมิภาคของชนกลุ่มน้อยชาวเติร์กเมน ที่ตั้งรกรากอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติโกเลสตาน Golestan National Park และภูมิภาคเติร์กเมนซาฮารา Turkmen Sahra มาตั้งแต่ครั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโฆราซาน Khorasan Kingdom ไปเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวเติร์กเมนที่ Turkmen Eco-Lodge ชมภูมิทัศน์ของทะเลขุนเขาสลับซับซ้อนอันเกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำอันงดงามอัศจรรย์ของ เติร์กเมนซาฮารา Turkmen Sahra และเนินสุสานคาลิดนบี Khalid Nabi Cemetery ที่ได้ฉายาว่า หุบเขาแห่งองคชาติ Valley of Genitalia เพราะป้ายหลุมศพโบราณเหล่านี้แกะเป็นสัญญลักษณ์เพศชายและหญิง แวะชมหอคอยโบราณที่ กอนบัด คาบุส Gonbud Kabus และไปชม กำแพงเมืองโบราณที่ความยาวเป็นรองเพียง กำแพงเมืองจีนที่ กอร์แกน Gorgan และไปชมทะเลสาบแคสเปี้ยน แวะซื้อไข่ปลาคาเวียร์ที่ บันดาร์ ทอร์กามัน Bandar Torkaman
แวะไปชมอัศจรรย์แห่งธรรมชาติที่ซ่อนเร้นอยู่ในหุบเขาลึกของจังหวัดมาซานดาราน Mazandaran ที่ ระเบียงน้ำแร่หินปูนหลากสี บาดับ ซอร์ต Badab-e Surt ที่มีสระน้ำสีสันหลากสีอันเกิดน้ำพุแร่ร้อน 2 แห่งที่มีแร่ธาตุต่างกัน จากนั้นไปชม พิพิธภัณฑ์โบราณคดีและชาติพันธุ์วิทยา และโรงอาบน้ำโบราณ และโรงน้ำแข็งโบราณ ที่ เซมแนม Semnan เมืองโบราณบนเส้นทางสายไหม แวะชมอีกมหัศจรรย์ของภูมิทัศน์ ลวดลายมังกรบนหน้าผา อันเกิดจากรอยย่นของเปลือกโลกที่ ภูเขาเอสเดฮา Mount Ezhdeha เมืองการ์มซาร์ Garmsar และเดินทางต่อจนถึง กรุงเตหะราน Tehran (เดิมเป็นเมืองโบราณชื่อ เรย์ Rey, ราเกส Rhages หรือ ราเก Rhagae ตั้งแต่สมัยอาณาจักรมีเดีย) ไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์เปอร์เซียกันที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ชมพระราชวังโกเลสตาน ยุคราชวงศ์ปาห์เลวี และทรัพย์สมบัติ และความมั่งคั่งของราชวงศ์ปาห์เลวี ที่ พิพิธภัณฑ์อัญมณี

เยือน ฮาเมดาน Hamedan เมืองหลวงของ อาณาจักรมีเดียโบราณ Medea Kingdom ชื่อเดิมคือ เฮ็คมาตาเนห์ Hecmatane หรือ เอ็คบาตาน่า Ectabana อายุกว่า 3400 ปี และเป็นหนึ่งในนครที่เก่าแก่ที่สุดในอิหร่าน ชม พิพิธภัณฑ์และ หลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่ เนินเขาเฮกมาตาเนห์ Hegmataneh Hill ผาสลักจารึกพระเจ้าดาริอุสมหาราชแห่งกันจ์นาเมห์ Ganjnameh Inscription of Darius the Great และไปล่องเรือแม่น้ำใต้ดินใน ถ้ำน้ำอาลิซาดร์ Ali Sadr Water Cave ถ้ำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไปชม วิหารโบราณแห่งเทพีอนาฮิตา Temple of Ananhita ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ที่ คานกาวาร์ Kangavar, ชม หน้าผาแกะสลัก 3 ภาษา Inscription Cliff ของพระเจ้าดาริอุสมหาราชที่ เมืองโบราณบิโชตุน Bisontun Anvient City และไปชม ภาพแกะสลักนูนสูงบนหน้าผาหินขนาดใหญ่ ทาค-เอ-บอสตาน Taq-e-Bostanและ อนุสรณ์สถานเทคเยห์ โมอเวน อัล-มอล์ค Tekyeh Moaven al-molk สถานที่ไว้ทุกข์และไว้อาลัยต่อวีรกรรมของ อิหม่ามองค์ที่ 3 อัล ฮุสเซน ของชาวมุสลิมชีอะห์ที่ เคอร์มานชาห์ Kermanshah
จากนั้นไปยล ถิ่นชาวเคิร์ด Kurds ชาติพันธุ์อินโด-ยูโรเปียน อารยันไร้แผ่นดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากชาวมีดส์ Medes จากอาณาจักรมีเดีย Medea Kingdom ที่แคว้นเคอร์ดิสถาน Kurdistan ในอิหร่าน ชม หมู่บ้านดินดั้งเดิมของชาวเคิร์ดที่ หมู่บ้านพาลานกัน Palangan Village ที่ตั้งลดหลั่นกันลงไปตามไหล่ขาแวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์ของภูเขาและแม่น้ำงดงาม และไปชม พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โรงอาบน้ำ และคฤหาสถ์งาม ที่ ซานันดาจ Sanandaj เมืองหลวงของจังหวัดเคอร์ดิสถาน ชม ถ้ำคาราฟตู Karaftu Cave กลุ่มถ้ำที่มีอายุย้อนหลังไปถึง 300 ปีก่อนคริสตกาล และมีประวัติว่าเป็นที่พำนักของเฮอร์คิวลิสและผู้หลบภัยสงครามในภายหลัง

เดินทางเข้าสู่ เขตแดนของ อาเซอร์ไบจานในอิหร่าน Iranian Azerbaijan ถิ่นฐานแดนเดิมของชาวเติร์ก อาเซอร์ไบจาน ที่เคยอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรเปอร์เซีย จนภายหลังต้องเสียดินแดนอาเซอร์ไบจานส่วนบนที่ติดทะเลสาบแคสเปียนให้แก่รัสเซีย ไปชมแหล่งอารยธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ตั้งแต่ ซากวังฤดูร้อนของอิลกานิดข่าน วิหารบูชาไฟของโซโรอัสเตอร์ และซากป้อมปราการสมัยราชวงศ์ซัสซานิดเมื่อราวเกือบ 1,600 ปี บนเขตแอ่งภูเขาไฟและแหล่งน้ำแร่ร้อนสีเขียวมรกตที่ไม่เคยเหือดแห้ง ที่ ทาค-เอ-โซไลมาน Takht-e Soleyman บัลลังค์แห่งกษัตริย์โซโลมอน ชม ทะเลสาบเกลือโอรูมิเยห์ Lake Orumieh (Urmia) ทะเลสาบเกลือขนาดใหญ่ที่จะกลายเป็นสีชมพูในช่วงฤดูร้อน และไปสำรวจหมู่บ้านที่สร้างด้วยการเจาะเข้าไปหมู่หินที่เกิดลาวาจากภูเขาไฟที่เย็นตัวลง เช่นเดียวกับภูมิประเทศแบบปล่องไฟนางฟ้าในคัปปาโดเกียที่ หมู่บ้านภูเขาไฟคานโดวาน Kandovan Village จากนั้นไปเยือนเมืองหลวงของอาเซอร์ไบจานในอิหร่าน ชม พิพิธภัณฑ์อาเซอร์ไบจาน มัสยิดสีน้ำเงิน โบสถ์คริสต์อาร์เมเนียน ที่ ทาบริซ Tabriz จากนั้นไปเยือนหุบเขาแม่น้ำอะราส และโบสถ์อาร์เมเนียที่ จัลฟา Jolfa ติดชายแดนประเทศอาร์เมเนียน

ไปสำรวจ อัศจรรย์แห่งภูมิประเทศที่หาได้ยากยิ่ง ภูเขาสีรุ้งอลาดัคห์ลาร์ Rainbow Mountain of Aladaglar และ ปราสาทหินเบฮีสถาน Behestan Castle โขดหินทรายขนาดที่โดนกัดเซาะโดยฝน พายุ จนมีสภาพเหมือนปราสาทหินทราย ตั้งอยู่ใน อุทยานธรณีวิทยาแห่งชาติ อลาดัคห์ลาร์ มาห์เนชาน Aladaghlar Mahneshan National Geopark ในเขตจังหวัดซานจาน และไปชม โดมสุลต่านนิเยห์ Dome of Sultaniyeh ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ที่มีโดมที่ใหญ่โตเป็นอันดับ 3 ของโลกที่ ซานจาน Zanjan
เยือน หมู่บ้านมรดกโลก มาซูเล่ห์ Masouleh Village ที่เก่าแก่และยังคงรักษาวิถิชีวิตแบบเปอร์เซียนโบราณที่ใช้ชีวิตอยู่ตามเนินเขาที่เรียงทับกันเป็นชั้นๆตามไหล่เขา ล่องเรือชม ทะเลสาบอันซาลี่ลากูน Anzali Lagoon และทะเลแคสเปี้ยน Caspian Sea ที่ เมืองราชท์ Rasht เมืองหลวงของจังหวัดกิลาน Gilan ริมทะเลสาบแคสเปี้ยน
ย้อนรอย แอสซาซิน Assasin มือสังหารจากเปอร์เซียแห่งรัฐอิสไมลี Ismaili State พร้อมฟังเรื่องราวของเหล่ามือสังหาร Assasin ที่ยามเรืองอำนาจ ได้สังหารกาหลิบไปถึงสองคน มนตรี และผู้นำนักรบครูเสดอีกเป็นจำนวนมาก ชม 2 ปราสาทลึกลับที่เป็นทั้งป้อมปราการ ศูนย์บัญชาการ และแหล่งฝึกฝนมือสังหารชั้นเลิศ ปราสาทรุดข่าน Rudkhan Castle ป้อมปราการยุคกลางทางทหารในสมัยจักรวรรดิซาดซานิดที่เคยถูกใช้เป็นหนึ่งในป้อมปราการหลายแห่งของเหล่ามือสังหาร และไปชมศูนย์บัญชาการใหญ่ของมือสังหารแอสซาซินที่ ปราสาทอลามุต Alamut Castle ที่ตั้งอยู่บนสันเขาแคบ ๆ บนยอดหินสูงกว่า 2,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเหนือ หุบเขาอลามุต Alamut Valley สุดท้ายไปเยือน อดีตเมืองหลวงของเปอร์เซียในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด กาซวิน Qasvin ที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมยุคกอญัร ชม โรงอาบน้ำเปอร์เซียสมัยราชวงศ์กอญัร สุสานอิหม่าม สุเหร่าอัลนาบี คารานวานซาราย และบาซาร์ใหญ่ที่เชื่อมต่อถึงกัน

เส้นทางสายไหมทางบก ที่จางเชียนในสมัยซีฮั่นของจีนสร้างขึ้น เริ่มต้นจากเมืองฉางอาน Chang’an (ซีอาน Xi’an ในปัจจุบัน) ไปยัง...
07/07/2020

เส้นทางสายไหมทางบก ที่จางเชียนในสมัยซีฮั่นของจีนสร้างขึ้น เริ่มต้นจากเมืองฉางอาน Chang’an (ซีอาน Xi’an ในปัจจุบัน) ไปยังเมืองหลันโจว Lanzhou ในมณฑลกานซู ผ่านด่านเจียยูกวน Jiayuguan และ เมืองตุนหวง Dunhuang จากนั้นเส้นทางบกสายนี้จะแยกออกเป็น 3 สาย ได้แก่ เส้นทางทิศเหนือ เส้นทางสายกลาง และเส้นทางสายใต้
เส้นทางสายเหนือ จะเดินทางเลียบเทือกเขาเทียนซานไปทางตะวันตก แวะเมืองฮามี่ Hami (คูมูล Kumul), อูรุมชี Urumqi และอี้หนิง Yining (หรือ อีลี่ Ili) ผ่านเข้าสู่ภาคใต้ของคาซัคสถาน ผ่านเมืองสำคัญๆ เช่น ทาราซ Taraz, ซิมเค้นท์ Shymkent จากนั้นเส้นทางสายนี้ จะเข้าสู่ เมืองทัชเคนท์ Tashkent (ชาช Chach) ของ อาณาจักรซอกเดียนา Sogdiana (อุซเบกิสถาน Uzbekistan ในปัจจุบัน) และบรรจบกับเส้นทางสายไหมสายกลางที่ เมืองซามาร์คานต์ Samarkand
เส้นทางสายใต้ จากเมืองตุนหวง Dunhuang เดินทางลงทางตะวันตกเฉียงใต้ เลียบ ทะเลทรายทากลามากัน Taklamakan Desert ทางด้านตะวันออก ไปตามทางตอนเหนือของเทือกเขาคุนหลุน ผ่าน เมืองรั่วชิง Ruoqiang (ชาร์คลิลิค Charkhlik), เหอเถียน Hetian (โขฏาน Khotan) จนถึง คาสือ Kashi (คัชการ์ Kashgar) จุดสุดท้ายของเส้นทางสายไหมในประเทศจีน จากนั้นเส้นทางนี้จะข้าม ช่องเขากุนจีราบ Khunjerab Pass ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะเข้าสู่ อาณาเขตของอินเดียโบราณ สู่ อาณาจักรกัษมีระ หรือ แคชเมียร์ Kashmir เลียบไปตามแม่น้ำสินธุ Indus River เข้าสู่ เมืองตักศิลา Taxila เมืองหลวงของ อาณาจักรคันธาระ Gandhara เผื่อเข้าสู่อาณาจักรต่างๆในอินเดีย จากตักศิลา เส้นทางอีกสายจะแยกได้อีก 2 สาย สายหนึ่งไปถึงตอนใต้ของปากีสถานที่ เมืองการาจี Karachi แล้วต่อทางเรือจะเข้าไปยังอ่าวเปอร์เซีย สู่ เปอร์เซีย ไบเซนไทน์ อียิปต์ และอาณาจักรโรมัน ส่วนอีกเส้นจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตกผ่าน ช่องเขาไคเบอร์ Khyber Pass สู่ เมืองคาบูล Kabul ในอัฟกานิสถาน (อาณาจักรแบคเตรียโบราณ) มุ่งหน้าไปทางตะวันออกสู่ เมืองเฮรัต Herat จนเข้าสู่เปอร์เซีย และบรรจบเส้นทางสายหลักที่ เมืองมัชฮัด Mashhad
เส้นทางสายกลาง ที่ถือว่าเป็นเส้นทางสายหลัก จากเมืองตุนหวง Dunhuang ไปสู่ทางตะวันตกโดยออกทาง ด่านหยางกวน ข้ามเทือกเขาเทียนซาน ผ่านเมืองโบราณอักซู Akzu เลียบทะเลทรายทากลามากัน Taklamakan Desert ทางฝั่งตะวันตก เข้าสู่ เมืองคัชก้าร์ Kashgar (หรือ คาสือ Kashi) ข้ามเทือกเขาคุนหลุน Kunlun Mountains เข้าสู่ เมืองทัชคอร์กัน Tashkorgan (เดิมเรียก เมืองศิลา Stone City) และข้ามเข้าสู่ ที่ราบสูงปาร์มี่ Pamir Plateau ผ่านเมืองสำคัญๆบนเส้นทางการค้าหลายแห่งในอัฟกานิสถานจนถึง ดราปซากา Drapsaca (คอนดุซ Konduz) และ บัลค์ห์ Balkh จนไปบรรจบกับเส้นทางสายไหมสายเหนือ ณ ใจกลางของอาณาจักรซอกเดียน (อุซเบกิสถานในปัจจุบัน) ที่ ซามาร์คานต์ Samarkand และ บุคคาร่า Bukhara จนถึง เมิร์ฟ Merv (เติร์กเมนิสถานในปัจจุบัน) เมืองหลวงของ อาณาจักรโฆราซาน Khorasan Kingdom และเข้าสู่อาณาเขตของเปอร์เซียที่ เมืองทุซ Touz (ใกล้เมืองมัชฮัด Mashhad)

เปอร์เซียบนเส้นทางสายไหม ก่อนหน้าที่เส้นทางสายไหมจะถือกำเนิดขึ้น พระเจ้าดาริอุสมหาราชแห่งจักรวรรดิอะคีเมนิดเมื่อศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช ได้สถาปนา เส้นทางสาย ราชมรรคาแห่งเปอร์เซีย Persia Royal Road เพื่อช่วยในการคมนาคมติดต่อกับบริเวณต่าง ๆ ในอาณาจักรอันใหญ่หลวงที่มีอาณาบริเวณตั้งแต่ ซูซา Susa ไปจนถึง ซาร์ดิส Sardis (ใกล้เมืองอิซมีร์ Izmir ในตุรกีปัจจุบัน) เมืองหลวงของอาณาจักรลิเดีย Lydia ที่ถูกพิชิตโดยเปอร์เซีย ผู้ส่งสารของเปอร์เซียสามารถเดินทางด้วยม้าเร็ว และเปลี่ยนม้าตามสถานีต่าง เป็นระยะทาง 2,699 กิโลเมตรภายใน 7 วัน ซึ่งหากเดินทางด้วยเท้าจะใช้เวลาถึง 90 วัน เปอร์เซียบำรุงรักษาเส้นทางสายนี้อย่างดี และขยายเส้นทางไปอีกหลายสาย ในที่สุดเส้นทางเหล่านี้เชื่อมต่อลงไปในอนุทวีปอินเดีย ข้ามเมโสโปเตเมีย ไปจนถึงอียิปต์
เมื่อการค้าบนเส้นทางสายไหมกำเนิดขึ้น ขบวนคาราวานนำผ้าไหม แพรพรรณ เครื่องกังไสจากจีน และเครื่องเทศจากอินเดีย เข้าสู่ผ่านจักรวรรดิเปอร์เซีย ไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่ของจักรวรรดิไบแซนไทน์ และ โรมัน กษัตริย์เปอร์เซียทุกราชวงศ์สนับสนุนการค้าบนเส้นทางสายไหม ด้วยการสร้างที่พักขบวนคาราวานที่เรียกว่า คาราวานซาราย Caravansarai เพื่อให้พ่อค้า นักเดินทาง และขบวนคาราวาน พักตลอดเมืองสำคัญๆตลอดเส้นทางสายไหมบนอาณาจักรเปอร์เซีย เส้นทางสายไหมสายหลักจาก นครเมิร์ฟ Merv เข้าสู่ เมืองทุซ Tous (ซูเซีย Susia) ชุมทางการค้าทางตะวันออกเฉียงเหนือของเปอร์เซีย ติดกับเมืองมัชฮัด Mashhad ไปจนจรดกับเส้นทางราชมรรคาของเปอร์เซียทางตะวันตก ผ่าน เนชาปูร์ Neshabur, ซับเซวาร์ Sabzevar, ดัมกาน Damqhan, คูมิส Qumis, เรย์ Rey หรือ ราเก Rhagae (ชานเมืองเตหะราน Tehran ในปัจจุบัน), กาซวิน Qazvin, ฮาเมดาน Hamedan (เอคบาตานา Ecbatana), คานกาวาร์ Kangavar, บิโชตุน Bisotun, เคอร์มันชาห์ Kermanshah (เดิมชื่อ เฟอร์มิส Fermis)
จากจุดนี้ เส้นทางจะแยกออกเป็นสองสาย สายแรกไปทางตะวันตก ผ่าน เข้าสู่ กรุงแบกแดด Baghdad ในอิรัค จนถึง ดามัสกัส Damascus ในซีเรีย เพื่อเดินทางผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จนถึง นครไบแซนติอุม Byzantium, เมืองอเล็กซานเดรีย Alexandria ในอียิปต์ และ กรุงโรม Rome ส่วนอีกเส้นทาง จาก เคอร์มันชาห์ Kermanshah จะวิ่งขึ้นเหนือ ไปตามเส้นทางสายราชมรรคาของเปอร์เซีย Persia Royal Road ผ่าน เมืองซานันดาจ Sanandaj, ทาบริซ Tabriz เข้าสู่ภูมิภาคคอเคซัส ผ่านเมืองสำคัญๆใน อาเซอร์ไบจาน ริมทะเลสาบแคสเปี้ยน เข้าสู่ อาร์เมเนีย จอร์เจีย จนถึง ทราบิซอนด์ Trabizon จากนั้นจึงเดินทางเลียบทะเลดำบนคาบสมุทรอนาโตเลีย (ตุรกี) ไปจนถึงไบแซนติอุม Byzantium และ เอฟฟิซุส Ephesus และลงเรือต่อจนถึง กรุงโรม Rome เปอร์เซียจึงคงความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะผู่ส่งต่อสินค้า ศาสนา และอารยธรรมอันสำคัญยิ่งของโลกโบราณ

เมืองทุส Tus ชม สุสานสถานกวีเฟอร์โดวซี่ Ferdowssi Tomb กวีเอกแห่งเปอร์เซีย ผู้แต่งบทกวีมหากาพย์ชื่อ ชาห์นาเม่ห์ Shahname...
07/07/2020

เมืองทุส Tus ชม สุสานสถานกวีเฟอร์โดวซี่ Ferdowssi Tomb กวีเอกแห่งเปอร์เซีย ผู้แต่งบทกวีมหากาพย์ชื่อ ชาห์นาเม่ห์ Shahnameh (หนังสือเปอร์เซียแห่งกษัตริย์) กวีเฟอร์โดวซี่เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1563 และร่างของเขาได้พักผ่อนอยู่ที่สุสานสถานแห่งทุสนับแต่นั้น

ชม หลุมศพที่สร้างด้วยหินอ่อนขนาดใหญ่ใจกลางสวนสาธารณะ ด้วยสถาปัตยกรรมยุคอะเคเมนิด Achaemenid ยุคทองของเปอร์เซีย พร้อมจารึกบางส่วนของมหากาพย์ชาห์มาเน่ห์บนผนังทั้งสี่ด้านของสุสาน สร้างขึ้นในปีช่วงต้นทศวรรษ 1930 โดย กษัตริย์ชาห์ เรซา Shah Reza ภายในบริเวณที่ตั้งของสุสานสถาน ยังมี หลุมศพของมาห์ดี อคาวาน ซาเลส Tomb of Mahdi Akhavan Sales กวีร่วมสมัยของอิหร่านที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง และพิพิธภัณฑ์เล็กๆอีกแห่ง

หมู่บ้านคัง Kang Village หมู่บ้านโบราณอายุกว่า 3,000 ปี บนเขาสูง บนชุมทางเส้นทางสายไหมโบราณของเปอร์เซีย ที่มีอยู่ก่อนไซร...
07/07/2020

หมู่บ้านคัง Kang Village หมู่บ้านโบราณอายุกว่า 3,000 ปี บนเขาสูง บนชุมทางเส้นทางสายไหมโบราณของเปอร์เซีย ที่มีอยู่ก่อนไซรัสมหาราชได้ก่อตั้งราชวงศ์อะคาเมนิด Achaemenid ก่อนที่อเล็กซานเดอร์มหาราช Alexander the Great จะกรีฑาทัพเข้าพิชิตครึ่งหนึ่งของทวีปเอเชียและทำลายเมืองหลวงเพอร์เซโปลิสของเปอร์เซีย ชื่อหมู่บ้านนั้นหายสูญหายไปจากประวัติศาสตร์ นักวิชาการสันนิฐานว่าอาจเป็นชื่อของไม้พื้นถิ่นที่ใช้ทำฟืน หรือเป็นชื่อของนกท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่พบได้ทั่วไป มีตำนานมากมายเกี่ยวกับหมู่บ้านคัง ว่ากันว่าโจรโบราณสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่หลบภัย เชื่อกันว่าหมู่บ้านปลอดภัยจากการโจมตีของมองโกล เพราะทำเลที่ตั้งอยู่บนภูเขาที่ที่ฝูงม้าศึกของมองโกลไม่สามารถเข้าถึงได้

เดินตามไหล่เขาขึ้นไปชมหมู่บ้านคัง ชมบ้านโบราณซึ่งสร้างจากอิฐดินโคลนตากแห้งซ้อนทับขึ้นไปเป็นชั้นๆ คงเสน่ห์ของหมู่บ้านโบราณในเปอร์เซีย เดินลัดเลาะไต่ขึ้นไปตามหลังคาบ้านทีละชั้น แวะชมลานหมู่บ้าน ชิมชาหรือกาแฟ พูดคุยกับชาวบ้านหรือซื้อของพื้นเมือง สำรวจชุมชนโบราณ หนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงฝึกฝนวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอย่างแท้จริง พร้อมเก็บภาพประทับใจจากมุมสูงของหมู่บ้าน จนสมควรแก่เวลา นำท่านกลับลงมาเชิงเขา

มัสยิดไม้แห่งเนชาปูร์ Wooden Mosque of Neyshabur ตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่เรียกว่าหมู่บ้านไม้ สิ่งก่อสร้างทั้งหมดในหมู่บ้านแ...
07/07/2020

มัสยิดไม้แห่งเนชาปูร์ Wooden Mosque of Neyshabur ตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่เรียกว่าหมู่บ้านไม้ สิ่งก่อสร้างทั้งหมดในหมู่บ้านแห่งนี้สร้างด้วยไม้ทั้งหมด รวมถึง ห้องสมุด และมัสยิด ต่างไปจากมัสยิดทั่วไปที่นิยมสร้างด้วยอิฐ จึงเป็นมัสยิดที่ทนต่อแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอิหร่าน มัสยิดแห่งนี้ใช้ต้นไม้ราว 40 ตัน ในการก่อสร้างจนได้รูปแบบสถาปัตยกรรมที่งดงาม แตกต่าง และมีเอกลักษณ์

เมืองเนชาปูร์ Neyshabur ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมโบราณระหว่าง มัชฮัด Mashhad ภาคกลาง และภูมิภาคตะวันตกของอิหร่าน เมืองเ...
07/07/2020

เมืองเนชาปูร์ Neyshabur ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมโบราณระหว่าง มัชฮัด Mashhad ภาคกลาง และภูมิภาคตะวันตกของอิหร่าน เมืองเนชาปูร์ มีสมญานามว่า ดินแดนถิ่นเกิดของ อัตตาร์ Attar คายัม Khayyam และ เทอร์ควอยซ์สีฟ้า Blue Turquoise

สุสานสถานของโอมาร์ คัยยัม Mausoleum of Omar Khayyam หลุมฝังศพของ โอมาร์ คัยยัม นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสต์ นักปราชญ์ และกวี ชาวเปอร์เซียที่เกิด อาศัย และเสียชีวิตที่เมืองเนชาปูร์ สุสานตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ เนชาปูร์ คัยยัม คอมเพล็กซ์ Neyshabur Khayyam Complex ประกอบด้วยสวนห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และเกสต์เฮาส์ สวนแห่งนี้เป็นหนึ่งในสวนที่งดงามที่สุดของอิหร่านร่วมสมัย ออกแบบและสร้างโดย ฮูชาง เซย์ฮาวน์ Hooshang Seyhoun สถาปนิกชาวอิหร่านในปี ค.ศ. 1962 โดยมีรูปปั้นของ โอมาร์ คัยยัม Omar Khayyam ตั้งอยู่ที่ปากทางเข้าสุสานสถานแห่งนี้

โอมาร์ คัยยัม Omar Khayyam เป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปราชญ์ แพทย์ และกวีชาวเปอร์เซีย มีชื่อเต็มว่า ฆิยาษุดดีน อะบุลฟาติฮฺ อุมัร บิน อิบรอฮีม อัล คัยยัม เกิดที่เมืองเนชาปูร์ Neyshabur ในเขตปกครองของ จังหวัดโฆราซาน ของเปอร์เซีย (อิหร่านปัจจุบัน) เมื่อปี ค.ศ. 1044 ไม่มีใครรู้เรื่องราวในชีวิตวัยเยาว์ของเขามากนัก นอกจากที่ว่าเขาได้รับการศึกษาที่เนชาปูร์ และเกือบตลอดชีวิตเขาอาศัยอยู่ที่นั่น และที่ซามาร์คานด์ Samarkhan แต่เขาได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ยังศูนย์กลางการเรียนการสอนที่ยิ่งใหญ่หลายแห่ง เช่น ซามาร์คานด์ Samarkand, บุคคาร่า Bukkhara, บัลค์ Balkh และ อิสฟาฮาน Isfahan เพื่อหาความรู้และแลกเปลี่ยนทัศนะกับนักวิชาการ เขาเสียชีวิตที่เนชาปูร์ ในปี 1123

สุลต่าน มาลิกชาห์ ที่ 1 Malik Shah I แห่งจักรวรรดิเซลจุก Seljuk Empire ได้มีรับสั่งให้โอมาร์ คัยยัม มาที่หอดูดาวแห่งใหม่ในเมืองเรย์ (Ray) ในราวปี 1074 เพื่อแก้ไขปฏิทินสุริยคติที่ใช้ในอิหร่านเป็นเวลานาน โอมาร์ คัยยัม ได้นำเสนอปฏิทินที่มีความถูกต้องแม่นยำและตั้งชื่อว่า อัตตารีค อัลญะลาลีย์ (เพื่อเป็นเกียรติแก่สุลต่านมาลิกชาห์ ญะลาลุดดีน) ซึ่งมีความผิดพลาดเพียงวันเดียวในรอบ 3770 ปี และมีความถูกต้องเหนือกว่าปฏิทินเกรกอเรียนที่มีความผิดพลาด 1 วันใน 3330 ปี

พีชคณิตเป็นผลงานทางคณิตศาสตร์ชิ้นแรกๆ ของเขา โอมาร์ คัยยัมได้ใช้ความพยายามในการแก้สมการกำลังสาม ซึ่งเป็นผลงานชิ้นยอดเยี่ยมที่สุดของสมการพีชคณิต Moritz Cantor ให้ความเห็นว่า เพื่อพิจารณาผลงานด้านคณิตศาสตร์ของโอมาร์ คัยยัม แล้ว เขาน่าจะถูกเรียกว่ายอดนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่มากกว่ายอดนักกวี

รุไบยาตของโอมาร์ คัยยาม Rubaiyat of Omar Khayyam เป็นผลงานการประพันธ์ของโอมาร์ คัยยัม นักคิด นักคณิตศาสตร์ชาวอิหร่าน ผู้แต่งกลอนเป็นเพียง "ยามว่าง"แต่งโดย โอมาร์ คัยยาม กวีและนักปราชญ์ชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) เป็นบทกวี ภาษาเปอร์เซีย หนึ่งบทมีสี่บาท ที่มีลีลาอันไพเราะ เปรียบเปรยศาสนาของผู้นับถือในยุคสมัยนั้น และเชิญชวนมนุษย์ทั้งหลายให้รีบหาความสนุกสบายต่าง ๆ ในโลก ด้วยการเสพสุขจากรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส นอกจากจะเป็นบทกวีที่มีความไพเราะแล้ว ยังแสดงคุณค่าทางปรัชญาชีวิตอันลึกซึ้ง

โอมาร์ คัยยัมเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1839 เมื่อ เอ็ดเวิร์ด ฟิทซ์เจอรัลด์ Edward Fitzgerald ได้ตีพิมพ์บทแปลเป็นภาษาอังกฤษจากหนังสือรุไบยาตของเขา หนังสือเล่มนี้จึงกลายเป็นจินตกวีนิพนธ์ที่โด่งดังมากที่สุดเล่มหนึ่งของโลก

ต่อมา โรเบิร์ท เกรฟส์ Robert Graves และ โอมาร์ อาลีชาห์ Omar Ali-Shah ได้ทำการศึกษาและพบว่าบทแปลของฟิทซ์เจอรัลด์นั้นตีความหมายผิดไป ค่อนข้างมาก โดยมองข้ามความหมายโดยนัยลึก ๆ ของต้นฉบับไป ทำให้ภาพพจน์ของโอมาร์ คัยยัมออกมาในลักษณะเป็นกวีขี้เหล้า ทั้งที่จริงๆ แล้วรุไบยาตของโอมาร์ คัยยัมนั้นเป็นบทกวีที่สอนสัจธรรมของชีวิต และหลักการวางตนในความไม่ประมาทตามรูปแบบของกวีนิพนธ์โรแมนติก ดังนั้น โรเบิร์ท เกรฟส์ และโอมาร์ อาลีชาห์ จึงได้แปลรุไบยาตจากภาษาเปอร์เซียออกเป็นภาษาอังกฤษอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งให้เนื้อหาและอารมณ์ที่แตกต่างกันมากกับของฟิทซ์เจอรัลด์ สิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฎในบทกวีล้วนเป็นสัญลักษณ์ เช่น กุหลาบ เหล้าองุ่น นกไนติงเกล ฯลฯ เปรียบเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันและให้ความหมายลึกซึ้ง

สำหรับฉบับแปลเป็นภาษาไทย ที่แปลจากฉบับของเอ็ดเวิร์ด ฟิตซ์เจอรัลด์ ครั้งแรกโดย กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงแปลเป็นกาพย์และโคลงสี่สุภาพจำนวน 204 บท พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1914 หลังจากนั้นมีผู้แปลอีกหลายคน เช่น แคน สังคีต (ค.ศ. 1965) และ สุริยฉัตร ชัยมงคล (ค.ศ. 1985) เป็นต้น ส่วนฉบับที่แปลจากสำนวนแปลภาษาอังกฤษของ โรเบิร์ต เกรฟส์ และ โอมาร์ อาลีชาห์ ได้แก่สำนวนของ วีนัส กิติรังษี (นามปากกาของ ไรน่าน อรุณรังษี) แปลจากพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1978 ต่อมามีการแก้ไขปรับปรุงและตีพิมพ์ใหม่ในนามของ น่าน กิติรังษี เมื่อ ค.ศ. 1993 และตีพิมพ์อีกครั้งในนาม ไรน่าน กิติรังษี เมื่อ ค.ศ. 2003 นอกจากนี้ยังมีสำนวนแปลของ มนตรี อุมะวิชนี โดยชมรมการประชุมสภากวีโลกเมื่อ ค.ศ. 2003

สุสานสถานของอัตตาร์แห่งเนชาปุรี Mausoleum of Attar Neyshabur หลุมศพรูปโดมสีฟ้าบนฐานแปดเหลี่ยมของ อะบู ฮามิด บิน อะบู บัคร์ อิบราฮิม Abu Hamid bin Abu Bakr Ibrahim (ค.ศ. 1110 - 1221) นักปราชญ์ นักเคมี กวี และนักทฤษฎีซูฟี่ผู้ลึกลับ ชาวเปอร์เซีย ที่รู้จักกันในนามปากกา ชีค ฟาริด อัล ดิน อัตตาร์ Sheikh Farid al-Din Attar ที่เกิดในเมืองเนชาปูร์ ชื่อ อัตตาร์ Attar หมายถึง หัวน้ำหอมกุหลาบ สื่อความหมายถึง นักสมุนไพร หรือผู้ชำรนาญทางยา และอาจหมายถึงนักเคมียุคแรกๆด้วย อัตตาร์ ต้องจ่ายยาพร้อมอธิบายถึงสรรพคุณและการรักษาให้กับคนไข้กว่า 500 คนในร้านของเขา จนทำให้เขาสามารถแต่งบทกวีระหว่างการรักษาผู้ป่วย

ผลงานชิ้นเอกของอัตตาร์ คือบทกวีชื่อ มานธีค แอต เทร์ Mantiq at-Tayr หมายถึง การประชุมของฝูงนก 30 ตัว ที่พรรณาถึงการผจญภัยของฝูงนกผ่านหุบเขาทั้งเจ็ด เพื่อตามหา ปักษาเทพ Simurgh Bird ในตำนาน ซึ่ง หลังการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ เหล่านกทั้งหลายก็ค้นพบว่า ปักษาเทพมีอยู่ในตัวนกทุกตัว ความงดงามของบทกวีนี้อยู่ที่สำนวนและการเล่นคำ เช่นคำว่า ปักษาเทพ สิมูร์คห์ Simurgh Bird ในภาษาเปอร์เซีย ก็แปลได้ว่า นก 30 ตัว

บทกวีของอัตตาร์ เป็นแรงบันดาลใจให้ จาลัล อัดดิน มูฮัมหมัด รุมี Jalāl ad-Dīn Muhammad Rūmī (1207-1273) กวีเปอร์เซียผู้ยิ่งใหญ่อีกคน และกวีอีกหลายคนของนิกายซูฟี เชื่อกันว่ารูมี ได้พบกับอัตตาร์จริง ๆ เมื่ออัตตาร์เป็นชายชราและรูมีเป็นเด็ก

สุสานสถานของคามาล โอล โมลค์ Tomb of Kamal-ol-Molk ที่ตั้งอยู่ถัดจากสุสานสถานของอัตตาร์ เป็นสุสานของ จิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อิหร่าน โมฮัมมัด กาฟฟารี่ Mohammad Ghaffari ที่เป็นที่รู้จักกันในนาม คามาล โอล โมลค์ Kamal-ol-Molk และเป็นหนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอิหร่านในยุค ราชวงศ์กอญัร Qajar การออกแบบหลุมฝังศพของ คามาล โอล โมลค์ นั้นสอดรับกับหลุมฝังศพของสุสานสถานของอัตตาร์แห่งเนชาปุรี ที่ใช้ศิลปะแบบเปอร์เซียเพื่อแสดงคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเปอร์เซีย

ชาห์ อับบาส คาราวานซาราย Shah Abbasi Caravanserai แห่งเมืองเนชาปูร์ เป็นที่พักกองคาราวานของเหล่าพ่อค้าที่เดินทางค้าขายบนเส้นทางสายไหม สร้างขึ้นในช่วงยุคราชวงศ์ซาฟาวิด Safavid และถือเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชื่อเสียงของเนชาปูร์

ซาร์ปูสห์บาซ่าร์ Sarpoosh Bazaar ตลาดเก่าแก่คู่เมืองเนชาปูร์ ตลาดนัดประวัติศาสตร์และแบบดั้งเดิมนี้สร้างขึ้นในยุคราชวงืซาฟาวิด Safavid และองค์การมรดกแห่งชาติของอิหร่านได้บรรจุเข้าเป็นมรดกแห่งชาติ

คาราวานซารายซาฟารานิเย่ห์ Zafaraniyeh Caravanserai ที่สร้างในยุคราวงศ์ซาฟาวิด Safavid ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านซาฟารานิเย่ห์...
07/07/2020

คาราวานซารายซาฟารานิเย่ห์ Zafaraniyeh Caravanserai ที่สร้างในยุคราวงศ์ซาฟาวิด Safavid ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านซาฟารานิเย่ห์ Zafaraniyeh ที่ตัวคาราวานซารายเป็นอาคารทรงโดมที่ทำจากอิฐโคลนเผา และมีอาคารเก็บน้ำแข็ง Ice Pit อยู่ทางด้านหลัง ตัวอาคารตั้งติดกับทางหลวง และอยู่ใกล้กับหมู่บ้านซาฟารานิเย่ห์ ที่ยังคงมีซากที่เหลืออยู่ของป้อมปราการที่มีกำแพงล้อมรอบ ซึ่งถูกทิ้งร้างเมื่อ 90 ปีก่อน

เมืองซับเซวาร์ Sabsevar แวะชม คาราวานซารายซาฟารานิเย่ห์ Zafaraniyeh Caravanserai ที่สร้างในยุคราวงศ์ซาฟาวิด Safavid ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านซาฟารานิเย่ห์ Zafaraniyeh ที่ตัวคาราวานซารายเป็นอาคารทรงโดมที่ทำจากอิฐโคลนเผา และมีอาคารเก็บน้ำแข็ง Ice Pit อยู่ทางด้านหลัง ตัวอาคารตั้งติดกับทางหลวง และอยู่ใกล้กับหมู่บ้านซาฟารานิเย่ห์ ที่ยังคงมีซากที่เหลืออยู่ของป้อมปราการที่มีกำแพงล้อมรอบ ซึ่งถูกทิ้งร้างเมื่อ 90 ปีก่อน

เขตอุทยานแห่งชาติโกเลสตาน Golestan National Park ในเขตจังหวัดโกเลสตาน Golestan Province ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศเติร์กเม...
07/07/2020

เขตอุทยานแห่งชาติโกเลสตาน Golestan National Park ในเขตจังหวัดโกเลสตาน Golestan Province ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศเติร์กเมนิสถาน Turkmenistan และทะเลสาบแคสเปี้ยน Caspain Sea เมื่อเข้าเขตจังหวัดโกเลสตาน ภูมิประเทศจะเปลี่ยนจากที่ราบกว้างใหญ่เป็นทุ่งหญ้ากว้าง และป่าเขียวชอุ่ม เต็มไปด้วยสัตว์ท้องถิ่น ให้ท่านเพลิดเพลินจากภูมิทัศน์งดงามของอุทยานแห่งชาติโกเลสตาน จนถึง หมู่บ้านชาวเติร์กเมน ทูตลี่ ทามักค์ Tootly Tamak Turkmen Village

อุทยานแห่งชาติโกเลสตาน Golestan National Park ตั้งอยู่ในจังหวัดโกเลสตาน Golestan Povince ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิหร่าน ติดกับชายแดนภาคตะวันตกของ ประเทศเติร์กเมนิสถาน Turkmenistan และบางส่วนของทะเลสาบแคสเปี้ยน Caspain Sea เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกในอิหร่าน มันเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชื่อเสียงของอิหร่าน เนื่องจากธรรมชาติ เช่น ป่าไม้เขียวชอุ่มและบริสุทธิ์ พืชและสัตว์หลายชนิด สัตว์ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอุทยานได้แก่ นกอินทรีทอง, เสือดาว, หมี, เซเบิล, หมาป่า, จิ้งจอก, กวางแดงแคสเปี้ยน ละมั่ง และนกหลายชนิด พืชที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นจากมะเดื่อ, หม่อน, ลูกแพร์ป่า, วอลนัท, ราสเบอร์รี่, บาร์เบอร์รี่ และพืชสมุนไพรหลากหลายชนิด

ชาวเติร์กเมนในอิหร่าน Iranian Turkmens ตลอดแนวชายแดนด้านเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของของอิหร่าน เป็นเขตติดต่อกับ ประเทศเติร์กเมนิสถาน Turkmenistan โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติโกเลสตาน Golestan National Park และภูมิภาคเติร์กเมนซาฮาร่า Turkmen Sahra จึงมีประชากร ชาวเติร์กเมน Turkmen เกือบ 2 ล้านคนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้แตกต่างจากคนอื่น ๆ ในอิหร่าน คือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เติร์ก และพูดภาษาเติร์กเมนในตระกูลภาษาเตอร์กิก Turkic เป็นมุสลิม นิกายซุนนี่

ชาวเติร์กเมนเป็นผู้เลี้ยงปศุสัตว์เร่ร่อนมานานหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลายคนเปลี่ยนไปใช้ชีวิตแบบกึ่งเร่ร่อนอาศัยอยู่ในบ้านถาวรหรือในเต็นท์ วันนี้ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและผู้เลี้ยงโค เติร์กเมนยังคงอาศัยอยู่ในครอบครัวขนาดใหญ่ ที่สามารถพบคนรุ่นต่าง ๆ ภายใต้หลังคาเดียวกันโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ประเพณีของชนเผ่าจำนวนมากยังคงอยู่รอดในหมู่เติร์กเมนิสถานที่ทันสมัย เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมชาวเติร์กเมนคือ คาลิม ซึ่งเป็น "สินสอดทองหมั้น" ของเจ้าบ่าวซึ่งอาจมีราคาแพงและมักส่งผลให้เกิดการลักพาตัวเจ้าสาวในประเพณี

สำหรับชาวเติร์กเมนในอิหร่าน Iranian Turkmens ผู้หญิงแต่งกายแบบดั้งเดิมในชุดสีสันสดใส ในขณะที่ชาวเติร์กเมนส่วนใหญ่ในประเทศเติร์กเมนิสถาน Turkmenistan ชอบใส่ชุดชาดอร์ Chador สีดำ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือชนกลุ่มน้อยชาวเติร์กเมนในโกเลสตานอ้างว่า พวกเขาเป็นชาวเติร์กเมนที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบเติร์กเมนดั้งเดิมอย่างแท้จริง เนื่องจากชาวเติร์กเมนในประเทศเติร์กเมนิสถานได้รับอิทธิพลจากรัสเซียมากเกินไป การไปเยือนหมู่บ้านเติร์กเมนดั้งเดิมในเขตอุทยานโกเลสตานแห่งนี้ จึงสามารถสัมผัสกับชีวิตในท้องถิ่น เช่นการอบขนมปัง การตัดขนแกะ การแข่งม้า และการฝึกเหยี่ยว หรือเพลิดเพลินกับเสียงเพลงท้องถิ่นของชาวเติร์กเมน

ชาวเติร์กเมนมาจากไหน ต้นกำเนิดของเผ่าเติร์กเมนย้อนกลับไปยังยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 6 เมื่อครั้งชนเผ่าโอกุซ Oghuz ยังอาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขาอัลไต Altai Mountain บริเวณรอยต่อของมองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน และมณฑลซินเจียงของจีนในปัจจุบัน เผ่าโอกุซประกอบด้วยชนเผ่าที่พูดภาษาเติร์กหลายเผ่ารวมตัวเป็นสมาพันธ์เผ่าโอกุซ Oghuz Confederation ขยายอาณาเขตเข้าสู่ทุ่งหญ้าในมองโกเลียจนถึงบริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบไบคาลในไซบีเรียตอนใต้ ก่อตั้ง อาณาจักรก๊อคเติร์ก Göktürks รุกรานชายแดนจีน ซึ่งชาวจีนเรียกชนเผ่านี้ว่า ซยุงหนู ต่อมาราชวงศ์ฮั่นได้ขับไล่ชนเผ่านี้ไปทางตะวันตก อาณาจักรก๊อคเติร์กเริ่มเสื่อมอำนาจลง โอกุซเติร์กได้อพยพเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียกลาง ตั้งแต่ภูมิภาคทรานส์ซอคเซียน่า Transoxiana (ตอนใต้ของคาซัคสถาน ส่วนใหญ่ของคีร์กิซสถาน และ ตะวันออกของอุซเบกิสถาน ในปัจจุบัน) และเข้าครอบครองดินแดนกว้างใหญ่จากทะเลสาบแคสเปี้ยน Caspain Sea ไปจนถีงทะเลสาบอารัล Lake Aral ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 หัวหน้าเผ่าคนหนึ่งของโอกุซเติร์กชื่อ เซลจุค Seljuk ได้ก่อตั้งราชวงศ์เซลจุกในดินแดนเติร์กเมนิสถาน และอิหร่านในปัจจุบัน

ในศตวรรษที่ 10 ชื่อ คำว่า เติร์กเมน Turkmen ได้มาแทนที่คำว่า โอกุซ Oghuz เมื่อครั้งเผ่าโอกุซเริ่มรับศาสนาอิสลามและเข้าครอบครองดินแดนเติร์กเมนิสถานในปัจจุบัน ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิเซลจุค Seljuk Empire ทหารเติร์กเมนมีเป็นกำลังสำคัญในการแผ่อำนาจของจักรวรรดิ และมีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายวัฒนธรรมเตอร์กเมื่อพวกเขาอพยพไปทางตะวันตกสู่อาเซอร์ไบจานและตุรกีตะวันออก ต่อมาทหารเติร์กเมนยังเป็นส่วนสำคัญในการโค่นล้มราชวงศ์เซลจุค และก่อตั้งอาณาจักรออตโตมัน และพิชิตอาณาจักรไบเซนไทน์ จนกลายเป็นที่มาของประเทศตุรกีในปัจจุบัน

เติร์กเมนิสถาน ภายใต้การปกครองของมองโกล ติมูร์ เปอร์เซีย และรัสเซีย นับจากยุคการรุกรานของมองโกล อาณาจักรเติร์กเมินผ่านพ้นยุคมองโกลมาได้โดยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากวิถีชีวิตกึ่งเร่ร่อนของพวกเขา เติร์กเมนกลายเป็นพ่อค้าตามบริเวณรอบๆทะเลสาบแคสเปี้ยน ซึ่งนำไปสู่การติดต่อกับยุโรปตะวันออก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถกลับมาเรืองอำนาจขึ้นอีกได้เลย ถัดจากมองโกล เติรกเมนถูกปกครองโดย จักรวรรดิติมูริด Timrid Empire ของทาเมอร์เลนจอดโหด Tamerlane ตามด้วยการปกครองโดยอาณาจักรเปอร์เซียในยุคราชวงศ์ซาฟาวิด Safavids, อาณาจักรข่านแห่งบุคาร่า Khanate of Bukhara และ อาณาจักรข่านแห่งคีว่า Kanate of Khiva

เติร์กเมนิสถาน ตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียในปลายศตวรรษที่ 19 ตามด้วยการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 ที่เปลี่ยนเติร์กเมนิสถานจากสังคมชนเผ่าอิสลาม ให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคโซเวียต และได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1991 แต่ก็กลายเป็นรัฐเผด็จการเมื่อ ซาปาร์มูรัต นิยาซอฟ Saparmurat Niyazov อดีตหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศตัวเป็น Turkmenbashi หรือ ผู้ปกครองเติร์กเมนตลอดชีพ นิยาซอฟปกครองเติร์กเมนิสถานภายใต้อิทธิพลของรัสเซียจนกระทั่งเสียชีวิต ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2549

ขี่ม้าสำรวจอุทยานโกเลสตานโดยรอบ ชมความงดงามของภูมิประเทศ และภูมิทัศน์ที่แตกต่างจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของอิหร่านที่เป็นทะเลทรายอย่างสิ้นเชิง ชมป่าเขาที่กว้างขวางและมีสภาพภูมิอากาศเย็นสบายคล้ายคลึงกับป่าในยุโรปกลางและเหนือและเต็มไปด้วยสัตว์ป่า

ชม หมู่บ้านชาวเติร์กเมน Turkmen Village เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวเติร์กเมนดั้งเดิม ที่เป็นชาติพันธุ์เติร์ก และพูดภาษาในตระกูลเติร์ก มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเหมือนชาวเติร์กแห่งเอเซียกลาง คล้ายกับชาวคาซัค Kazakh คีร์กิช Kyrgyz หรือ อุซเบก Uzbek แตกต่างจากชาวเปอร์เซียอิหร่าน

ชมและเรียนรู้การอบขนมปังในเตาฟืนดั้งเดิมแบบชาวเติร์กเมน พร้อมชิมขนมปังอบพื้นบ้าน จากนั้นไปชมวิธีการปั่นด้าย และทอผ้าพื้นเมืองแบบเติร์กเมน ที่นิยมทอผ้าพื้นเมืองสีสันสดใส และชมสินค้าหัตถกรรมของชาวเติร์กเมนที่ผลิตขึ้นในหมู่บ้าน เพื่อสืบทอดและรักษาทักษะงานหัตกรรมท้องถิ่นของเติร์กเมนในอิหร่าน

ภูมิภาคเติร์กเมนซาฮาร่า Turkmen Sahra ที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบแคสเปียนไปจรดชายแดนเติร์กเมนิสถาน และจรดเทือกเขาอัลบอร์ซ ...
07/07/2020

ภูมิภาคเติร์กเมนซาฮาร่า Turkmen Sahra ที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบแคสเปียนไปจรดชายแดนเติร์กเมนิสถาน และจรดเทือกเขาอัลบอร์ซ ทางตอนใต้ ครอบคลุมหลายส่วนของจังหวัดโกเลสตาน Golestan และตอนเหนือของจังหวัดโฆราซาน North Khorasan ภูมิภาคนี้ประกอบด้วยภูมิทัศน์ทางธรรมชาติอัน และเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยเติร์กเมน

หุบเขาเฮวาร์ ดาร์เรห์ Hezar Darreh ซึ่งมีความหมายว่า ”หนึ่งพันหุบเขา” เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่ประกอบไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ สลับซับซ้อน มียอดเขามากกว่า 17 จุดมากกว่า 3,600 เมตรและยอดเขาที่สูงที่สุดคือ 3874 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่มีลักษณะพิเศษทางธรณีวิทยาที่ชั้นหินเกิดจากหินตะกอนที่เกาะตัวกันหลวมๆ และเกิดการกัดเซาะหน้าดินจากน้ำ เซาะให้เกิดรอยแตกของหน้าดินเป็นร่องรอยตลอดหุบเขา และไม่มีพืชพรรณขนาดใหญ่เจริญเติบโตในบริเวณนี้ ภาพหุบเขาเฮวาร์ ดาร์เรห์ ที่สลับซับซ้อนพร้อมรอยลวดลายบนหน้าดินทั่วทั้งหุบเขาเป็นอีกหนึ่งภูมิทัศน์ที่งดงามอันดับต้นๆของภูมิภาคเติร์กเมนซาฮาร่า

ชม สุสานสถานของคาลิดนบี Tomb of Khalid Nabi เก็บภาพของสุสานสถานที่ตั้งตระหง่านบนเนินเขา เหนือทะเลของขุนเขาใหญ่น้อย สลับซับซ้อนเป็นฉากหลัง เป็นอีกหนึ่งภูมิทัศน์ที่งดงามที่สุดของภูมิภาคเติร์กเมนซาฮาร่า สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังศพของ คาลิด บิน ซีนาน Khalid bin Sinan ผู้เผยแพร่พระวัจจนะที่เกิดในเยเมน ประมาณปี ค.ศ. 530 สี่สิบปีก่อนการประสูติของพระศาสดาโมฮัมเหม็ด สุสานสถานของคาลิด นบี เป็นสถานที่แสวงบุญทางศาสนาที่ชาวเติร์กเมนิสถานนิยมมาอธิฐานขอพร โดยการวางริบบิ้นลงบนแท่นบูชาในสุสาน ยังมีหลุมศพอีก 2 แห่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน คือ หลุมศพของอาลัม บาบา Tomb of Alam Baba และ หลุมศพของเชาปัน อะตา Tomb of Choupan Ata ผู้ติดตามที่ใกล้ชิดของ คาลิด บิน ซินาน และเป็นที่เคารพนับถือของชนเผ่าเติร์กเมนอย่างมาก

เนินสุสานคาลิดนบี Khalid Nabi Cemetery ที่ตั้งอยู่ถัดออกไปเพียง 1 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในสถานที่โบราณที่ลึกลับที่สุดของอิหร่าน กลุ่มสุสานเหล่านี้ตั้งอยู่บน เนินเขากอคเชห์ ดาคห์ Gokcheh Dagh เนินเขาสีเขียวที่สวยงามเหล่านี้ยังเป็นที่รู้จักในนาม หุบเขาแห่งองคชาติ Valley of Genitalia เพราะกลุ่มหลุมศพกว่า 600 แห่ง ตั้งปักไว้ด้วยแท่งหินสลักเป็นรูปอวัยวะเพศชายและหญิง เพื่อแสดงเพศของศพที่ถูกฝังอยู่ในหลุมศพ แท่งหินที่ปักไว้บนหลุมศพเพศชาย มีความสูงตั้งแต่ 1 เมตร ถึง 5 เมตร รูปทรงกระบอกและสลักขอบด้านบนของแท่งหินคล้ายรูปองคชาติ ส่วนแท่งหินของศพเพศหญิงจะสั้นกว่า ผู้ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนของผู้หญิงนั้นสั้นกว่าและสลักยอดเสาไว้ด้วยวงกลม 2 วงและสลักรอยกากบาท เพื่อแสดงถึงอวัยวะเพศหญิง ต้นกำเนิดของสุสานนั้นไม่เป็นที่รู้แน่ชัด เนื่องจากไม่มีจารึกใดๆไว้ที่หลุมศพ แต่เชื่อว่าเป็นของชนเผ่าเติร์กเมนเร่ร่อนในอิหร่านตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเชี่ยวชาญการฝึกม้า แต่ก็มีอีกสมมุติฐานว่าเป็นของชนเผ่าโบราณเมื่อราว 1,000 ปีที่แล้ว โดยชนเผ่าที่บูชาด้วยลึงค์จากเอเชียกลาง หรือ อินเดีย

เมืองกอนบัด คาบุส Gonbad Qabus หนึ่งในเมืองโบราณของจังหวัดโกเลสตาน ประกอบไปด้วยชนกลุ่มน้อยหลายเชื้อชาติ โดยมีชนกลุ่มน้อย...
07/07/2020

เมืองกอนบัด คาบุส Gonbad Qabus หนึ่งในเมืองโบราณของจังหวัดโกเลสตาน ประกอบไปด้วยชนกลุ่มน้อยหลายเชื้อชาติ โดยมีชนกลุ่มน้อยเติร์กเมนเป็นกลุ่มพเมืองที่มีสัดส่วนเยอะที่สุด

หอคอยกอนบัด คาบุส Gonbad Qabus Tower สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1006 เป็นหอคอยอิฐทรงกรวยรูปแปดเหลี่ยมยอดสอบเข้า เส้นผ่าศูนย์กลาง 17 เมตร สูง 53 เมตร ตั้งอยู่บนฐานลึก 9 เมตรที่ปกป้องหอยคอยแห่งนี้มาหลายศตวรรษ ชื่อ Gonbad-e Qabus หมายถึง ยอดโดมของคาบุส ที่กษัตริย์กิลันชาห์ Gilanshah สร้างอุทิศให้กับพระบิดา คาบุส อิบ โวซึมกีร์ Qābus Ibn Voshmgir ผู้แต่งหนังสือ คาบุสนาเมห์ Qaboosnameh ซึ่งเป็นคำแนะนำในการปกครองบ้านเมือง ซึ่งทำให้พระองค์ประสบความสำเร็จในการปกครองบ้านเมืองในยุคสมัยของพระองค์

หอคอยแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างเดียวที่ยังคงหลงเหลือมาในยุคที่อาณาจักรกอร์กัน Gorgan เมืองหลวงของศิลปะและวิทยาศาสตร์ถูกทำลายโดยชาวมองโกล หอคอยกอนบัด คาบุส เป็นผลงานชิ้นเอกอันงดงามของสถาปัตยกรรมอิสลามเนื่องจากรูปทรงที่สวยงาม สมมาตร และมีสัดส่วนงดงาม ตั้งอยู่บนผนังกว้าง 3 ม. โดมมีเปลือกสองชั้นหลังคาทรงกรวยด้านนอกและเปลือกทรงครึ่งซีก

ที่อยู่

Bangkok
10600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อิหร่าน ตามรอยเส้นทางสายไหมในเปอร์เซียผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์