SMART Money Plus"

SMART Money Plus" ที่ปรึกษา

16/03/2026

เด็ก 18 ปี เริ่มธุรกิจจากในห้องตัวเอง
จนรายได้กว่า 10 ล้านบาท
"ด้วยเครื่องพิมพ์ 3D"
วิธีคิดและหาลูกค้าได้ไง
(สรุปมาให้ในโพสต์นี้)
Michael Satterlee วัย 18 ปี ได้โพสต์วิดีโอกำลังดื่มกระป๋องน้ำ จากสิ่งที่เขาเรียกว่า "tactical reload can holder" อุปกรณ์ที่ดูเหมือนที่รองแก้วธรรมดา แต่สนุกกว่ามาก
ในวิดีโอนั้น ขณะที่เขาดื่มโซดาหมด กระป๋องอีกกระป๋องหนึ่งก็เลื่อนเข้ามาในเฟรม เขากดที่ใส่กระป๋องลงไป ทำให้กระป๋องเก่ากระเด็นออกไป และเขาก็เริ่มดื่มกระป๋องที่สองต่อ คลิปนี้มียอดวิวกว่า 50 ล้านครั้งบน Instagram
ตามข้อมูลจาก Business Insider ผู้ชมต่างทึ่งกับปัจจัยแปลกใหม่ของสินค้า พร้อมกับความเร็วในดื่มโซดาของเขาจากหลายพันคอมเมนต์ แต่นั่นคือการแสดงที่ดี เพราะ Satterlee บอกว่าเขาเททิ้งกระป๋องไว้ก่อนและ "แกล้งทำเป็นดื่มในเวลาไม่ถึงสองวินาที"
คลิปไวรัลนี้มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซของเขา Cruise Cup ซึ่งขายสินค้าพิมพ์ 3มิติหลากหลายรูปแบบ รวมถึงที่ใส่กระป๋องขายดีนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เพียงเดือนเดียว เขาสร้างยอดขายได้ 9.9 ล้านบาท ซึ่ง Business Insider ได้ตรวจสอบจากภาพหน้าจอ Shopify dashboard แล้ว
"ผมคุ้นเคยกับคำสั่งซื้อที่ทะลักเข้ามาและรู้สึกเป็นอย่างไร เมื่อวิดีโอที่โพสต์ไปไวรัล" เขาสามารถทำให้บัญชี Instagram ของ Solefully ให้มีผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คน แต่เขาจำเป็นต้องซื้อเครื่องพิมพ์ 3 มิติเพิ่มเพื่อรองรับคำสั่งซื้อสินค้า Cruise Cup ที่เพิ่มขึ้น
"เมื่อคุณพิมพ์สินค้าขนาดใหญ่ อาจใช้เวลา 10 ชั่วโมง ถ้าได้คำสั่งซื้อ 10 รายการ คุณจะต้องใช้เวลาพิมพ์ 100 ชั่วโมง" เขาอธิบาย "สำหรับ Solefully ผมสามารถรักษาคำสั่งซื้อทั้งหมดได้ด้วยเครื่องพิมพ์ราว 50 เครื่อง แต่เมื่อ Cruise Cup โด่งดัง มันบ้าคลั่งมาก ผมซื้อเครื่องพิมพ์เป็นชุดๆ ละ 30 เครื่องแต่ยังตามไม่ทัน"
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติ 50 เครื่อง หรือ 100 เครื่อง สิ่งที่ Satterlee พิสูจน์ให้เห็นคือ ไอเดียที่แตกต่างบวกกับความเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการจากคลิปไวรัล สามารถเปลี่ยนเด็กมัธยมปลายให้กลายเป็นผู้ประกอบการที่สร้างรายได้หลักล้านต่อเดือนได้จริง
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง Business Insider

ประหยัด = ออม✌🏻
01/03/2026

ประหยัด = ออม✌🏻

ประหยัดเงินได้ 1,000 บาท = หาเงินเพิ่มได้ 1,000 บาท
นี่คือแนวคิด “การบริหารเงิน” ที่ “คนหัวการค้า” เข้าใจดีมันเป็นอย่างดี
ลองจินตนาการดูนะครับ...
คุณกำลังนั่งทำงานอย่างหนัก หัวฟูจนแทบไม่ได้พัก เพื่อหาเงินเพิ่มอีก 1,000 บาทในเดือนนี้
แต่ในขณะเดียวกัน คุณกลับไม่ทันได้สังเกตว่า แค่กาแฟแก้วละ 120 บาทที่ซื้อทุกวัน
มันทำให้เงินคุณหายวับไปแบบไร้ประโยชน์ถึง 3,600 บาทในเดือนเดียว
เจ็บไหม ?
เจ็บสิ เพราะสิ่งที่เราหาเงินมาอย่างยากลำบาก
ดันมลายหายไปกับสิ่งที่เราไม่ได้ "คิดให้ดี" ก่อนจ่าย
นี่แหละ... "หัวการค้า" ที่แท้จริง
ไม่ใช่แค่หาเงินเก่ง
แต่รู้วิธีรักษาเงินให้อยู่ในมือ
และใช้เงินให้คุ้มค่า
จนเงินนั้นสามารถ "ทำงานแทนเรา" ได้ในที่สุด
(1.) เงินที่ประหยัดได้ = เงินที่หาเพิ่มได้โดยไม่ต้องเหนื่อยเพิ่ม
คนส่วนใหญ่คิดว่า ถ้าอยากรวยก็ต้องหาเงินเพิ่ม...ถูก แต่ไม่ทั้งหมด !!
การหาเงินเพิ่มมันเหนื่อย เพราะเราต้องเพิ่มชั่วโมงงาน เพิ่มความเครียด เพิ่มความกดดัน
แต่การประหยัด คือการ "ไม่เสีย" เงินที่ไม่จำเป็น
มันเหมือนการหาเงินเพิ่ม โดยที่ไม่ต้องเสียเหงื่อแม้แต่หยดเดียว
เช่น ลดการซื้อของออนไลน์ที่ "ไม่ได้จำเป็น" หรือสมัครสมาชิกที่ไม่เคยใช้
ถ้าคุณประหยัดค่ากาแฟแก้วละ 120 บาทได้ 25 วันในเดือน
นั่นคือ 3,000 บาทที่คุณ "หาเพิ่ม" ได้โดยไม่ต้องทำโอทีเลย
(2.) ไม่ใช่แค่ “ประหยัด”...แต่ต้อง “ฉลาดจ่าย” ด้วย
คนหัวการค้าจะไม่งกจนชีวิตแย่
แต่จะ "จ่ายเพื่อสิ่งที่มีมูลค่า" และตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออก

แทนที่จะซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูกแต่คุณภาพต่ำ
เขาจะเลือกซื้อเสื้อแบรนด์คุณภาพดีที่ใช้งานได้ยาวนานกว่า
อาจจ่ายแพงขึ้นตอนนี้...แต่คุ้มในระยะยาว
"ประหยัด" ไม่ได้หมายความว่า "ต้องถูก"
แต่หมายถึง “การใช้เงินให้เกิดมูลค่าสูงสุด” ต่างหากครับ
(3.) คนที่รักษาเงินได้ดี...รวยเร็วกว่า
ลองคิดดูง่ายๆครับ.. ถ้าคุณมีรายได้เดือนละ 50,000 บาท แต่ใช้เกือบหมดทุกเดือน
เทียบกับคนที่มีรายได้ 30,000 บาท แต่เก็บได้ 10,000 บาททุกเดือน
ใครจะมีเงินล้านก่อน?
แน่นอนว่าต้องเป็น “คนที่รักษาเงินเก่งกว่า”
ที่จะเป็น “คนที่มีเงินล้าน” ก่อน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ คุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ คนที่รวยติดอันดับโลก แต่ยังใช้ชีวิตเรียบง่าย
เขาไม่ได้แค่หาเงินเก่ง แต่เขาใช้เงินให้งอกเงยและเก็บรักษามันไว้ได้
(4.)ตัดรายจ่ายเล็ก ๆ แต่สร้างผลกระทบใหญ่
คุณเคยสังเกตไหมว่า รายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมกันทีไร...ยอดพุ่งทุกที
อย่างการซื้อขนม ซื้อกาแฟ ซื้อของที่ไม่ได้วางแผน
"หัวการค้า" จะจัดการตรงนี้ก่อน
เพราะเงินที่ดูเหมือนเล็ก ๆ มันสะสมกลายเป็น "เงินก้อนใหญ่" ได้
แค่คุณลองไม่สั่งชานมไข่มุกแก้วละ 80 บาทสักเดือน
คุณจะเหลือเงินในกระเป๋าอีก 2,400 บาทแบบง่าย ๆ
นี่เป็นแค่การยกตัวอย่าง ขอร้องทัวร์ชานมไข่มุกอย่าลงผมเลยนะครับ
ลองไปปรับใช้ตามสถานการณ์ของตัวเองดูครับ
(5.)”การประหยัด” คือ “Leverage” (ตัวช่วยเพิ่มพลัง) พอร์ตการลงทุนของคุณในระยะยาว
เงินที่คุณประหยัดได้ในวันนี้...
สามารถกลายเป็นเงินลงทุนที่จะเติบโตในอนาคต
ลองคิดดูว่า ถ้าคุณประหยัดเดือนละ 5,000 บาท
แล้วเอาเงินนี้ไปลงทุนที่ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10%
ใน 10 ปีข้างหน้า เงินก้อนนั้นจะเติบโตกลายเป็น 1,037,760 บาท
นี่แหละ คือสิ่งที่ “คนหัวการค้า” รู้ว่า
“การประหยัด” วันนี้...
คือการสร้าง "อิสรภาพการเงิน" ในวันหน้า
เพราะคนที่จะ “ร่ำรวยอย่างมั่นคง” ในอนาคต
แค่ "หาเงิน" เก่งอย่างเดียวไม่พอ
แต่ต้องรู้จัก "เก็บ" และ "ใช้" เงินให้เป็น
เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการประหยัดในสิ่งที่ไม่จำเป็น
แล้วคุณจะรู้ว่า...
การประหยัดเงินวันนี้ = การหาเงินเพิ่มแบบง่ายที่สุดที่คุณเคยมองข้าม
ได้เวลาสร้าง Fastlane (ทางด่วนสู่ความมั่งคั่ง) ของคุณเอง
"Rich Hacker"
แฮกการเงิน เติบโตเร็ว ไม่มีสิ้นสุด
รวมสุดยอด "หนังสือเบิกเนตรการเงิน"
ที่จะช่วยยกระดับ "การเงินและการลงทุน"
ชีวิตของคุณไปตลอดกาล
แพ็ค 4 เล่ม ราคาพิเศษ พร้อมส่งฟรี !!
ทั้งหมดเพียงแค่ 1,590 บาทเท่านั้น
จากปกติราคา 2,350 บาท
ถ้าหากสนใจสั่งซื้อ สามารถพิมพ์ "A4" ใคอมเมนต์นี้
หรือ Inbox ทาง LINE ผ่านลิงก์ข้างล่างนี้มาได้เลยครับ
> https://lin.ee/48L6dT
เขียนโดย

22/02/2026

หาเงิน ”จนรวยล้นฟ้า“
ตอนตายเอาไปไม่ได้สักบาท
คือ คำพูดของคน "ไม่มีเงิน"
เพราะคนที่ "มีเงิน" รู้ดีว่า
สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่ "ตัวเงิน"
แต่คือ "อิสรภาพ" ในการใช้ชีวิต
ในวันที่ยัง “มีลมหายใจ” ต่างหาก
เขียนโดย ทีมงาน #สมองไหล
#สังคมคนสร้างธุรกิจจากศูนย์
หนังสือ จับล้านแรก ด้วยมือเปล่า : Million Secret
นี่ไม่ใช่หนังสือแรงบันดาลใจ
แต่คือ คู่มือทำเงินจากประสบการณ์จริง 5 ปี
→ ตั้งแต่วันที่ผมยังไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร
→ เริ่มฝึก “ทักษะมูลค่าสูง”
→ เปลี่ยนเป็นรายได้เสริม
→ สร้างระบบธุรกิจ
→ จนพาตัวเองไปจับ “ล้านแรก” ตั้งแต่อายุ 24
โดยผมได้ “ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก” เพื่อให้เหลือแค่ 3 อย่างที่ทำเงินได้จริง
1. How to ทำยังไงให้เริ่มมีรายได้
2. Framework โครงสร้าง + โมเดล ที่ทำซ้ำได้
3. Action Plan อ่านจบ มีแผนภาคปฏิบัติ ทำตามได้ทันที
ทั้งหมดนี้อยู่ในหนังสือ Million Secret : สูตรลับ ล้านแรก
ไม่ว่าคุณจะเริ่มจากศูนย์ หรือ กำลังมีของอยู่แล้ว แต่ยังไปไม่ถึงล้าน
หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนมาเพื่อ “พาคุณไปสู่เป้าหมายนั้น”
ชุดหนังสือ Million Secret : สูตรลับ ล้านแรก ประกอบด้วย
1. หนังสือเสียง Million Secret (แบบมีวิดีโอประกอบ) มูลค่า 3,990
แถมฟรี !!
2. eBook Million Secret มูลค่า 990
3. Viral Factor Checklist เช็กลิสต์ไวรัล ที่ Influencer และ เพจดังใช้ ก่อนโพสต์คลิปทุกครั้ง
มูลค่า 1,990
🎁 พิเศษ 20 คนแรก รับฟรี !!
4. 10X Sales Post สคริปท์ สูตรลับโพสต์ขายป้ายยา ที่สร้างค่าคอม 100,000 บาท จาก Affiliate ใน 1 คลิป มูลค่า 590 บาท
รวมทั้งหมดมูลค่า 7,560 บาท
แต่วันนี้ คุณจะได้ทั้งหมดนี้
🔴 ในราคาเพียง 1,590 บาท เท่านั้น !!
"รีบกดลิงก์” ข้างล่าง
แล้วรับขุมทรัพย์ทั้งหมดไปได้เลย !!
ย้ำอีกครั้งว่า ทั้งหมดนี้ เพียง 1,590 บาท เท่านั้น !!
https://m.me/432860907260347?ref=askproduct_15906007

วิธีเริ่มต้นธุรกิจแบบคนเดียวด้วย AI
30/07/2025

วิธีเริ่มต้นธุรกิจแบบคนเดียวด้วย AI

วิธีเริ่มต้นธุรกิจแบบคนเดียวด้วย AI
สิ่งที่คุณยังต้องทำเหมือนเดิม (แม้จะมี AI แล้ว)
คุณยังคงต้องรู้เรื่องพื้นฐานของการทำธุรกิจอยู่ดี เช่น
.
•การหา Traffic (จะเอาคนมาจากไหน?)
•การทำ Content (คนจะรู้จักเราผ่านอะไร?)
•การตั้ง Offer ที่มีคุณค่า
•การเขียน Landing Page, Copy, CTA
•การเข้าใจว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย (Customer Avatar)
.
สิ่งเหล่านี้คือ “ความเข้าใจเชิงกลยุทธ์” ที่ไม่มี AI ตัวไหนคิดแทนคุณได้ทั้งหมด
แต่ข่าวดีคือ...AI ทำให้ทุกอย่างข้างต้น “เสร็จไวกว่าเดิมมาก”
ถ้าคุณรู้ว่ากำลังทำอะไร และใช้เครื่องมือถูกจุด
.
จากคนไม่ชอบทำการตลาด → กลายเป็นคนใช้ AI ทำเงินได้หลักล้าน Dan Koe เป็นนักเขียนและครีเอเตอร์ผู้มีชื่อเสียงด้านธุรกิจดิจิทัล เขาเล่าว่าเขาชอบการเขียน ชอบแชร์ไอเดีย ชอบสร้างเนื้อหาลึกๆ แต่เขาไม่ชอบเลยเวลาต้องนั่งวิจัยตลาด คิดหัวข้อ เขียน sales copy เขียน benefits testimonials อะไรพวกนี้
.
และนั่นคือจุดที่ AI เข้ามาช่วยได้พอดี
.
> AI ไม่ใช่นักเขียนที่เก่งที่สุดในโลก
แต่มันคือ “ผู้ช่วยที่ไม่มีวันหลับ” ที่พร้อมทำทุกอย่างให้คุณในเวลาอันรวดเร็ว
ถ้าคุณรู้จักสั่งมันถูกวิธี
.
ถ้าอยากทำเงินระดับ 3 ล้าน – 30 ล้านต่อปี ต้องคิดแบบ “เจ้าของธุรกิจจริงๆ”
Dan Koe ชอบใช้วิธีคำนวณ “ย้อนกลับ” เพื่อวางเป้าหมาย
เช่น ถ้าอยากมีรายได้ 33 ล้านบาทต่อปี แปลว่า
.
•เดือนละ ≈ 2.75 ล้านบาท
•วันละ ≈ 91,700 บาท
.
ทีนี้ก็แค่คิดต่อว่า จะทำเงิน 91,700 บาทต่อวันได้ยังไง?
.
ตัวอย่าง:
.
•ขายสินค้าราคา 4,950 บาท → ต้องขายวันละ 18 ชิ้น
•ขาย Subscription 825 บาท → ต้องมีคนสมัครวันละ 111 คน
•รับลูกค้าแบบ Premium 165,000 บาท → แค่ 1 คนทุก 2 วัน
•หรือทำแบบผสมก็ได้ เช่น ขายสินค้า + รับบริการ
.
คุณจะเห็นทันทีว่า…
การหารายได้ไม่ได้ยาก ถ้ามี “กลยุทธ์” และ “ระบบ” ที่ทำซ้ำได้
แล้ว AI เข้ามาอยู่ตรงไหนของระบบนี้?
AI ไม่ได้มาแทนคุณ
แต่มาช่วยคุณ "ทำสิ่งน่าเบื่อให้ไวขึ้น" และ "ลดภาระที่คุณไม่ถนัด"
.
มาดูกันว่า AI ช่วยคุณสร้างธุรกิจแบบคนเดียวได้ยังไงในแต่ละขั้นตอน พร้อมตัวอย่างเครื่องมือจริงที่ใช้ได้เลย:
.
1. เริ่มจาก Personal Brand Strategy
> สร้างจุดยืนและแนวทางการเล่าเรื่องของแบรนด์
ว่าเราจะพูดกับใคร เรื่องอะไร และด้วยน้ำเสียงแบบไหน
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้:
.
•ChatGPT (Custom GPT): ให้ช่วยตั้ง positioning / core message
•Brandmark / Looka: สร้างโลโก้และ mood board เบื้องต้น
•Typeform + GPT: ใช้สร้างแบบสอบถามตัวตน → เอา insight มากลั่นแนวทางแบรนด์
.
2. ใช้ AI สร้าง Customer Avatar
> รู้จักลูกค้าในระดับลึกว่าเขาคิดอะไร ชอบแบบไหน มีปัญหาอะไร
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้:
.
•ChatGPT: ใช้ prompt เช่น “ช่วยสร้าง customer persona สำหรับคนที่...”
•MakeMyPersona by HubSpot: มีฟอร์มให้กรอกแล้วสร้างเป็น Avatar อัตโนมัติ
•SparkToro: ไม่ใช่ AI โดยตรงแต่ใช้ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย
.
3. สร้าง Irresistible Offer
> ทำข้อเสนอให้เด็ดจนคนปฏิเสธไม่ได้
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้:
.
•Copy .ai / ChatGPT: ปั้นข้อเสนอจาก customer pain → gain → offer
•Prompt เช่น: “เขียน 3 ข้อเสนอขายคอร์สการเงิน ที่เจาะคนอายุ 30+ ที่รู้สึกว่ารายได้ไม่พอ”
.
4. เขียน Landing Page & Sales Copy
> เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นหน้าเว็บที่ขายได้จริง
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้:
•Jasper / Copy .ai: สร้าง copy สำหรับ landing page ทั้งชุด
•ChatGPT + Notion AI: ใช้เขียนยาว แล้วแปลงเป็น section สั้น
•Durable / Framer AI: เว็บสร้าง landing page จาก keyword หรือ brief ที่คุณให้

5. สร้าง Content & Traffic
> สร้างโพสต์ บทความ วิดีโอ เพื่อดึงคนเข้าเว็บ
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้:
.
•ChatGPT + Keyword Tool: วางโครงเนื้อหาให้ทั้ง blog, carousel, Twitter thread
•Opus Clip / Submagic: ตัดวิดีโอยาวให้กลายเป็น short content แบบไวรัล
•Pika / Runway: สร้างวิดีโอจาก prompt
•ElevenLabs / D-ID: สร้างเสียงหรือ AI Avatar พูดแทนตัวคุณ
.
6. สร้าง ระบบช่วยลงมือทำ
> แปลงเป้าหมายใหญ่เป็นแผนเล็กๆ แบบไม่ล้า
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้:
.
•Taskade AI / Notion AI: สร้าง project plan อัตโนมัติ
•Tability: ใช้ติดตาม OKRs และ daily focus
•Reclaim .ai: จัดตารางงานอัตโนมัติให้ตรงกับ priority ที่ตั้งไว้
.
.
ทุกตัวอย่างด้านบน...คุณสามารถเริ่มได้ฟรี หรือใช้แพ็กเกจราคาเบาๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด แต่ใช้ "เท่าที่จำเป็น" แล้วทำให้สุด
สรุปแล้ว AI ไม่ใช่ทางลัด แต่มันคือ “ทางเร็ว”
สิ่งที่คุณต้องมี
•ความเข้าใจกลไกธุรกิจพื้นฐาน
•การรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย
•การกล้าทดสอบสิ่งใหม่
•และเครื่องมือ (AI + Platform + Prompt + Workflow) ที่เข้ากัน
ถ้าคุณมีของพวกนี้...
คุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจแบบ “คนเดียว” ได้จริง โดยไม่ต้องเป็นอัจฉริยะ และที่สำคัญ คุณไม่ต้องรอให้พร้อม 100% ถึงเริ่ม
คุณแค่ต้อง “เข้าใจสิ่งที่ทำ” และ “ใช้ AI ให้ทำสิ่งที่คุณไม่อยากทำแทน” ใครเริ่มก่อน คนนั้นจะเร็วกว่าตลาดเสมอครับ
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

📍
01/03/2025

📍

รายได้จาก ‘งานประจำ’
มีเพดานของมันเสมอ
แต่รายได้จาก ‘ทักษะ’ นั้น
จะไม่มีเพดานจำกัดไว้
(วิธีเปลี่ยนทักษะเป็นเครื่องผลิตเงิน)
"เงินเดือนเพิ่มขึ้นปีละครั้ง แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกเดือน"
นี่คือ ความจริงที่หลายคนกำลังเผชิญ ในขณะที่บางคนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะทำงานน้อยลง
ความแตกต่างอยู่ที่พวกเขาไม่ได้ขายแค่เวลา แต่พวกเขาขาย "ทักษะ”
Naval Ravikant ผู้ก่อตั้ง AngelList เคยกล่าวไว้ว่า "Earn with your mind, not your time"
คุณต้องเปลี่ยนจากการขายเวลาเป็นการขายความคิดและทักษะเพื่อสร้างรายได้
เพราะ ทักษะ คือ "คันโยก" ที่ช่วยทวีคูณผลลัพธ์ของงาน คุณสามารถใช้ทักษะเดียวสร้างรายได้ได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการรับงานอิสระ สร้างคอร์สสอนออนไลน์ หรือต่อยอดเป็นธุรกิจ
ไม่เหมือนกับงานประจำ ที่รายได้ของคุณถูกจ่ายตามเวลาที่คุณใช้ในงาน
และถ้าตอนนี้คุณอยากเปลี่ยนทักษะให้ทำเงินเหมือนเครื่องผลิตเงินนี้ คือ 3 ขั้นตอนที่คุณเริ่มได้
1.ฝึกทักษะที่ตลาดต้องการ
เลือกทักษะที่คนส่วนใหญ่ต้องการไม่ว่าจะเป็น การเขียน, Digital marketing, การลงทุน, การเขียนโค้ด หรือการขาย แล้วฝึกฝนให้ชำนาญ
2.ใช้ Leverage สร้างรายได้แบบไร้เพดาน
Leverage หมายถึง “ตัวทวีคูณ” ที่สามารถทำให้ทักษะของคุณทวีมูลค่าให้มากขึ้นเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า
Naval Ravikant ได้พูดว่า "Code and media are permissionless leverage.”
Permissionless leverage คือตัวทวีที่ไม่ต้องการต้นทุนในการผลิตซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น
คุณสามารถใช้ Code ในการสร้างโปรแกรมให้คนใช้และซื้อได้ เหมือนกับ Lovable AI แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับสร้าง Software ด้วย AI ที่สร้างรายได้ 10 ล้านเหรียญภายในเวลา 8 สัปดาห์ ด้วยพนักงานหลักสิบ
หรือ การใช้ leverage อย่าง Media สร้างคอนเทนต์ลงบน Social media ซึ่งทำให้ Dan Koe Solopreneur ชื่อดังชาวอเมริกา สร้างรายได้เกือบ 7 ล้านเหรียญ ภายใน 1 ปี ด้วยการขายคอร์สออนไลน์ของเขา
3.ใช้ระบบและเทคโนโลยีขยายรายได้
นอกจาก การใช้ Leverage แล้ว การมี “ระบบที่ดี” จะช่วยให้คุณทำเงินได้แม้ในขณะที่คุณกำลังหลับ
เช่น การมีระบบการขายคอร์สออนไลน์ หรือ การวางระบบ Marketing และ Sale Funnel เพื่อช่วยขายสินค้าหรือบริการ โดยที่คุณไม่ต้องใช้เวลาของตัวเอง
ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นเพียง 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมของการเปลี่ยนทักษะให้เป็นเครื่องผลิตเงิน
แต่สิ่งที่สำคัญ คือ คุณต้องรู้ว่า ตัวเองมีทักษะหรือความเชี่ยวชาญอะไรที่สามารถต่อยอดไปกับ 3 ขั้นตอนนี้ได้
> แจกฟรี! อีบุ๊ก Reading list 30 เล่มต้องอ่านเพื่อคนทำงานวัย 22 - 30s
อยากได้อีบุ๊กเล่มนี้: คอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ว่า 30B
เขียนโดย #วิชานอกห้อง
| ปลดล็อกตัวเองไปให้ไกล

โครงการใหม่ๆกว่า31,00 โครงการ🎊
14/02/2025

โครงการใหม่ๆกว่า31,00 โครงการ🎊

ในปี 2024 ที่ผ่านมาตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศของ BOI สูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี มีโครงการใหม่ทั้งหมดราวๆ 3,100 โครงการ นักลงทุนที่เข้ามามีทั้งบริษัทจากสหรัฐฯ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เอเชีย ทำให้ ‘นิคมอุตสาหกรรม’ ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีอยู่
[ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ นิคมทำเลทองใกล้กรุงเทพ เสริมแกร่งด้วยเงินทุน 3 เจ้าสัว ]
ไม่นานมานี้ 3 เจ้าสัวได้แก่ เฟรเซอร์ส, โรจนะ, เอเชีย อินดัสเตรียล เอสเตท รวมตัวกันเปิดนิคมอุตสาหกรรมใหม่ภายใต้โครงการ “อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” ด้วยงบลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท ทำเลที่ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 32 ของถนนบางนา-ตราด จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งนับเป็นทำเลทองของอุตสาหกรรมไทยใกล้กรุงเทพฯ ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ เชื่อมต่อจากถนนบางนา-ตราด สู่ทางพิเศษกรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่ (Motorway)
นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมต่อกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ และท่าเรือแหลมฉบังในเวลาเพียง 60 นาที เหมาะกับการเป็นศูนย์กลางธุรกิจโลจิสติกส์ อุตสาหกรรม และการค้าระหว่างประเทศ
ภายในอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA THE EASTERN GATEWAY) นับเป็น “The First Industrial Tech Ecosystem in Thailand” หรือ ระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจรรูปแบบใหม่บนพื้นที่กว่า 4,600 ไร่ ซึ่งประกอบไปด้วย แคมปัสด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี พื้นที่โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรมอารยะ ตลอดจนโซนไลฟ์สไตล์และบริการต่างๆ ศูนย์กลางการให้บริการชุมชน และโครงการที่อยู่อาศัย
[ 6 องค์ประกอบหลักของนิคม ]
1.) Industrial Tech Campus (แคมปัสด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี) พื้นที่ที่ถูกออกแบบให้เป็นแคมปัสของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง (Data Center) โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
2.) Logistics Park (พื้นที่โลจิสติกส์) พื้นที่สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า ด้วยทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งได้อย่างสะดวก จึงเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการ ความคล่องตัวในการขนส่งสินค้าทั้งภายในและต่างประเทศ
3.) ARAYA Industrial Estate (นิคมอุตสาหกรรมอารยะ) พื้นที่สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และตั้งอยู่ในพื้นที่ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนต่างๆ ตามนโยบายของภาครัฐ
4.) Lifestyle & Amenities (โซนไลฟ์สไตล์และบริการต่างๆ) พื้นที่รีเทล ไลฟ์สไตล์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของโครงการที่มุ่งเน้นการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน
5.) Community Services Centre (ศูนย์กลางการให้บริการชุมชน) ศูนย์กลางในการให้บริการชุมชน และช่วยเหลือลูกค้าของโครงการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สวนสาธารณะ ลู่วิ่ง และสนามฟุตซอล
6.) Residential Project (โครงการที่อยู่อาศัย) เตรียมจัดสรรพื้นที่สำหรับพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหาร ที่ทำงานในโครงการ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี และลดความจำเป็นในการเดินทาง สอดคล้องกับแนวคิด Work-Live-Play
‘กมลกาญจน์ คงคาทอง’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด เล่าให้ฟังว่า อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” ไม่ใช่เพียงนิคมอุตสาหกรรม แต่เป็นอสังหาริมทรัพย์เชิงธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ในรูปแบบของระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรม เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยข้อได้เปรียบ ทั้งด้านเงินลงทุนที่แข็งแกร่ง ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าที่ได้มาจากการผสานความร่วมมือระหว่าง 3 บริษัท จะผลักดันให้โครงการประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ ปักหมุดหมายใหม่ใน การสร้างผลกระทบเชิงบวกให้เศรษฐกิจของประเทศ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
นิคมได้รับความสนใจและเริ่มมีการติดต่อพูดคุยกลุ่มลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม Semiconductor & Electronics, กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), กลุ่มธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ (Pharmaceuticals), ธุรกิจการขนส่งและกระจายสินค้า (Logistics) และกลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และยังคงเปิดรับลูกค้าในเซ็กเมนต์ใหม่ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบันเราอยู่ระหว่างการพิจารณา EIA คาดอาจจะเสร็จภายในปลายปีนี้ และเปิดให้บริษัทเทคโนโลยีจากเยอรมนีที่ตกลงซื้อที่ดินกว่า 100 ไร่ เข้าพัฒนาโรงงานได้ในช่วงกลางปีหน้า”

🤨🧐
08/02/2025

🤨🧐

ทุก "ความสำเร็จ" เริ่มจาก
"ความตั้งใจ" เล็กๆ
เมื่อ “ทำซ้ำๆ” ทุกวัน
มันก็กลายเป็น "พฤติกรรม"
เมื่อ “ทำจนติดตัว”
มันก็กลายเป็น "นิสัย"
เมื่อ “ทำจนคล่องแคล่ว”
มันก็กลายเป็น "ความชำนาญ"
จนวันหนึ่ง มันก็ “หลอมรวม”
กลายเป็น "ตัวตน" ของคุณ
นี่คือเหตุผลที่ว่า…
ทำไมบางคนจึงดูเหมือน "สำเร็จ"
โดย “ไม่ต้องพยายาม"
เขียนโดย ทีมงาน #สมองไหล
#สังคมคนสร้างธุรกิจจากศูนย์

27/01/2025

รถไฟฟ้าฟรีวันแรกคึกคัก คนแห่นั่ง 1.63 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 45.29% สายสีทอง-เหลือง-ชมพู ฮอต
อ่านข่าวในคอมเมนต์
#รถไฟฟ้าฟรี #มติชนออนไลน์

16/01/2025

8 ทักษะสร้างรายได้สูง
ที่น่าจับตาในปี 2025
โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ความสำเร็จในอาชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ความรู้ทางเทคนิคอย่างเดียว แต่ต้องผสมผสานกับทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นด้วย
จากรายงานล่าสุดของ McKinsey & Company ชี้ให้เห็นว่า มีทักษะบางอย่างที่บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะช่วยตอบโจทย์ธุรกิจได้ตรงจุด ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณโดดเด่นในการสมัครงาน แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนสายงานหรือย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่นได้ง่ายขึ้นด้วย
1. Generative AI (GenAI)
ปัจจุบัน AI ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หลายบริษัทกำลังนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และกำลังมองหาคนที่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสูง แต่ต้องรู้จักใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยงาน
โดยเฉพาะการเขียน prompt หรือคำสั่งให้ AI ทำงานได้ตามที่เราต้องการ งานในสายนี้มีตั้งแต่วิศวกร AI ที่เขียนโปรแกรม ไปจนถึงนักวางกลยุทธ์ที่คิดว่าจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ เงินเดือนในสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 3.5-4.7 ล้านบาทต่อปี
2. Data analysis
ทุกวันนี้ข้อมูลคือขุมทรัพย์ของทุกธุรกิจ บริษัทต่างๆ ต้องการคนที่สามารถแปลงข้อมูลให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการใช้โปรแกรมพื้นฐานอย่าง Excel ไปจนถึงเครื่องมือขั้นสูงอย่าง Python หรือ R
สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักตั้งคำถาม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย งานในสายนี้มีความต้องการสูงมาก ตั้งแต่นักวิเคราะห์ธุรกิจ นักวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล รายได้อยู่ที่ประมาณ 3-4.2 ล้านบาทต่อปี
3. Software development
โลกดิจิทัลทำให้การเขียนโปรแกรมกลายเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ได้แค่เขียนโค้ด แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ การทดสอบ ไปจนถึงการดูแลรักษา ทักษะที่สำคัญคือการใช้เครื่องมือต่าง ๆ
เช่น Git สำหรับจัดการโค้ด Docker สำหรับสร้างและจัดการระบบ และความรู้ภาษาโปรแกรมมิ่งต่างๆ อย่าง Python, Java หรือ C++ งานด้านนี้มีตั้งแต่นักพัฒนาแอพ วิศวกรระบบ ไปจนถึงวิศวกร DevOps รายได้อยู่ที่ประมาณ 3.3-4.2 ล้านบาทต่อปี
4. User experience
ไม่ว่าจะเป็นแอพหรือเว็บไซต์ที่ดีแค่ไหน ถ้าใช้งานยากก็ไม่มีประโยชน์ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ UX หรือการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้สำคัญมาก งานด้านนี้ต้องเข้าใจทั้งการออกแบบและพฤติกรรมของผู้ใช้ ต้องรู้จักทำวิจัย ทดสอบ และปรับปรุงการใช้งานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
บางครั้งต้องทำงานร่วมกับทีมการตลาดด้วย มีตำแหน่งตั้งแต่นักออกแบบ UX/UI นักวิจัย UX ไปจนถึงนักออกแบบผลิตภัณฑ์ รายได้อยู่ที่ประมาณ 2.5-3.3 ล้านบาทต่อปี
5. Web development
เว็บไซต์คือหน้าตาของธุรกิจในโลกออนไลน์ นักพัฒนาเว็บต้องรู้ทั้งเรื่องการเขียนโค้ดและการออกแบบ ต้องเข้าใจเรื่อง SEO เพื่อให้เว็บติดอันดับการค้นหา
และต้องทำให้เว็บใช้งานได้ดีบนทุกอุปกรณ์ มีงานตั้งแต่นักพัฒนาฝั่งหน้าบ้าน (Front-end) ฝั่งหลังบ้าน (Back-end) ไปจนถึงนักพัฒนาแบบครบวงจร (Full-stack) รายได้อยู่ที่ประมาณ 2.5-3.2 ล้านบาทต่อปี
6. Project management
ทุกโครงการใหญ่ต้องมีคนคอยประสานงาน จัดการเวลา งบประมาณ และดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ผู้จัดการโครงการต้องมีทั้งทักษะการบริหารจัดการและการสื่อสารที่ดี ต้องรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และทำงานร่วมกับคนหลายฝ่าย
มีตำแหน่งตั้งแต่ผู้ประสานงานโครงการ ผู้จัดการโครงการ ไปจนถึงผู้จัดการโปรแกรม รายได้อยู่ที่ประมาณ 2.3-3.3 ล้านบาทต่อปี
7. Account management
ความสัมพันธ์กับลูกค้าคือหัวใจของธุรกิจ ผู้จัดการบัญชีลูกค้าต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และหาวิธีช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ
ต้องมีทักษะการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง และการแก้ปัญหา งานมีตั้งแต่ผู้จัดการบัญชี นักพัฒนาธุรกิจ ไปจนถึงผู้จัดการฝ่ายขาย รายได้อยู่ที่ประมาณ 2.3-3.9 ล้านบาทต่อปี
8. Content creation and management
ในยุคที่ทุกคนบริโภคเนื้อหาตลอดเวลา การสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและตรงใจกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเล่าเรื่อง และความเข้าใจในการตลาดดิจิทัล รวมถึงต้องรู้จักใช้ข้อมูลวิเคราะห์ผลงานด้วย
งานมีตั้งแต่ผู้จัดการโซเชียลมีเดีย นักการตลาดเนื้อหา ไปจนถึงผู้จัดการแบรนด์ รายได้อยู่ที่ประมาณ 1.9-3.9 ล้านบาทต่อปี
การพัฒนาทักษะเหล่านี้นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้แล้ว ยังสร้างความมั่นคงในอาชีพ เปิดโอกาสการทำงานระดับโลก และช่วยพัฒนาตัวเองให้เติบโตในสายอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มสำคัญที่น่าจับตาคือการผสมผสานทักษะข้ามสาย การเรียนรู้ตลอดชีวิต การทำงานแบบยืดหยุ่น การใช้ AI เป็นผู้ช่วย และความสำคัญของทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ที่จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง
https://bit .ly/3C40AJa

26/11/2024

รวมมาให้แล้ว
9 สูตรการขายยอดนิยม
คนที่ทำธุรกิจหลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า “บทเรียนที่ค่าและราคาแพงที่สุด มาจากประสบการณ์ความล้มเหลวของตัวเอง” แต่บางครั้งเราก็สามารถเรียนรู้จากสูตรสำเร็จที่มีคนเคยทำมาแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องล้มเองก่อนก็ได้
โดยเฉพาะกับการขายที่บางคนอาจยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แม้จะเคยฟังผู้บริหารหรือนักธุรกิจหลายคนพูดเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการตลาด แต่เมื่อนำมาใช้จริงก็ยังสับสนและใช้ไม่เป็นบ้าง ดังนั้น 100WEALTH จึงได้รวบรวมสูตรการขายที่ทำตามได้จริง และสามารถตีผลลัพทธ์กลับมาเป็นตัวเงิน
9 สูตรการขายที่สำเร็จ ประกอบไปด้วย...
สูตรการขาย AIDA
กลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้อธิบายกระบวนการต่าง ๆ ของการทำตลาดที่หลายธุรกิจนำมาเป็นโมเดลพื้นฐานที่สามารถสร้างยอดขายให้กับธุรกิจของตัวเองได้ โดย AIDA ย่อมาจาก
O Attention (ทำให้รู้จัก)
- ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักสินค้าหรือบริการของคุณก่อน อาจเปิดด้วยพาดหัวหรือข้อความเปิดที่ดึงดูดความสนใจ
O Interest (ทำให้สนใจ)
- สร้างความสนใจโดยเน้นประโยชน์ของผลิตภัณฑ์หรือบริการ
O Desire (ทำให้เกิดความต้องการ)
- กระตุ้นความต้องการด้วยคำเชิญชวนที่ทำให้คนอยากได้โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาของคน
O Action (ทำให้เกิดการตัดสินใจ)
- ปิดการขายด้วยการเร่งให้คนรีบตัดสินใจ หลายคนอาจคุ้นกับคำว่า “ซื้อทันที” “สินค้ามีจำนวนจำกัด” “หมดแล้วหมดเลย” “จองด่วน”
สูตรการขาย SPIN
เทคนิคสร้างความต้องการด้วยคำถามซึ่งคิดค้นโดย Neil Rackham และได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากองค์กรระดับโลกอย่าง “Microsoft” แล้วว่าพวกเขาใช้สูตรนี้ในการขายจริง โดย SPIN ย่อมาจาก
O Situation (วิเคราะห์สถานการณ์ของลูกค้า)
• ก่อนจะเริ่มขายสินค้าหรือบริการให้ลูกค้า ต้องเข้าใจก่อนว่าลูกค้าเป็นใคร
• กำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน วิเคราะห์ว่าปัญหาที่พวกเขาอาจจะเจอคืออะไร
O Problem (ทำให้ลูกค้าเห็นปัญหา)
- ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่พวกเขากำลังเจออยู่ในตอนนี้คืออะไร เจาะลึกถึงปัญหาที่ลูกค้ามีไปเรื่อย ๆ
O Implication (ขยายปัญหาของลูกค้าให้ชัดเจน)
• ขยายปัญหานั้นไปว่า หากไม่แก้ไขมันจะกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร
• ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความน่ากลัว และพร้อมที่จะรับฟังวิธีการแก้ปัญหาจากคุณ
O Need-Payoff (ถามชี้นำเพื่อใช้เป็นทางออกสำหรับลูกค้า)
- สุดท้ายค่อยนำไปสู่ทางแก้ไขว่าสินค้าหรือบริการนี้ จะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไร
สูตร Challenger Sale
บางธุรกิจ การใช้เทคนิคการขายแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถใช้ได้ผลอีกต่อไป การท้าทายวิธีคิดของลูกค้า และนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและมุมมองใหม่ ๆ ด้วยการเน้นที่ไปที่คุณค่าของสินค้าหรือบริการ
O Teach สำหรับลูกค้าที่มีความรู้ในเรื่องสินค้ามาก
• การนำเสนอข้อมูลทั่วไปอาจทำให้พวกเขาเบื่อ ดังนั้นให้เน้นไปที่คุณค่าของสินค้า บอกไปให้ตรงเลยว่ามันสามารถแก้ไขปัญหาพวกเขาได้ยังไง
• ซึ่งการทำแบบนี้ได้ มันต้องเริ่มจากการท้าทายความคิด และสังเกตลูกค้าก่อน
O Tailoring ปรับวิธีสื่อสารลูกค้า
• การทำธุรกิจจำเป็นต้องเจอลูกค้าหลากหลายรูปแบบ ซึ่งการขายแต่ละวิธีก็ไม่ได้เหมาะกับลูกค้าทุกคน เพราะแต่ละคนก็มีความคิดที่แตกต่างกัน
• ดังนั้นนักขายที่ดีต้องคอยสังเกตและปรับวิธีการสื่อสารของตัวเอง ให้เข้ากับแต่ละคน รู้ว่าต้องรับมือยังไง
O Taking control รู้ตัวว่าลูกค้าต้องการอะไร
• สิ่งสำคัญในการปิดการขายคือ รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และลูกค้ากังวลเรื่องอะไรที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ
• เช่น หากลูกค้ากังวลเรื่องราคา คุณอาจเสนอทางเลือกเพิ่มเติมที่ช่วยเหลือลูกค้าในด้านนี้ได้ แต่จำเอาไว้ว่าดีลไหนที่ไม่คุ้มค่า ก็ไม่จำเป็นต้องแลกมันเพื่อปิดการขายก็ได้
สูตรการขาย 7 ขั้นตอน
สูตรการขาย 7 ขั้นตอน เป็นกระบวนการที่ครอบคลุมในการชี้นำผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าผ่านช่องทางการขายและการปิดดีล จะประกอบไปด้วย
O การหาโอกาส (Prospecting)
O การมีคุณสมบัติ (Qualifying)
O การสร้างสายสัมพันธ์ (Rapport building)
O การประเมินความต้องการ (Needs assessment)
O การนำเสนอ (Presentation)
O การจัดการข้อโต้แย้ง (Objection handling)
O ปิดการขาย (Closing)
สูตรการขายเชิงปรึกษา
สูตรนี้เน้นแนวทางการให้คำปรึกษาที่เน้นการทำความเข้าใจความต้องการของผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า โดยจะประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนคือ
O ต้องการแยกแยะ (Needs identification)
O ต้องการยืนยัน (Needs confirmation)
O ต้องการความพึงพอใจ (Needs satisfaction)
O ความต้องการตรวจสอบ (Needs review)
สูตรการขายมูลค่า
การขายที่เน้นในเรื่องของการบอกคุณค่าเฉพาะของผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนคือ
O ทำความเข้าใจความต้องการและลำดับความสำคัญของผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า (Understand the prospect's needs and priorities)
O สื่อสารมูลค่าของข้อเสนอของคุณ (Communicate the value of your offer)
O แสดงผลลัพธ์ให้ลูกค้าเห็น (Demonstrate the return on investment)
O ปิดการขาย (Close the deal)
สูตรการขาย 80/20
การขายที่เน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อมากที่สุด 20% โดยใช้ทรัพยากรให้กับพวกเขามากขึ้น ประกอบไปด้วย
O วิเคราะห์กลุ่มลูกค้า 20% แรกว่าเป็นใคร (Identify the top 20% of prospects)
O สร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา (Build relationships with them)
O ปรับแต่งแนวทางของคุณตามความต้องการและความชอบของพวกเขา (Customize your approach based on their needs and preferences)
O ปิดการขาย (Close the deal)
สูตรการขายอ้างอิง
สูตรนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่มีอยู่เพื่อสร้างโอกาสในการขายและการขายใหม่ ประกอบด้วยสามขั้นตอนคือ
O ระบุแหล่งการอ้างอิงที่เป็นไปได้ (Identify potential referral sources)
O สร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา (Build relationships with them)
O ขอการอ้างอิง (Ask for referrals)
สูตรการขายโซลูชัน
วิธีการนี้จะเน้นในเรื่องของการปรับตัวให้ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เป็นการขายสิ่งที่ลูกค้าต้องการสิ่งที่ลูกค้ามองหา แม้ว่าบางครั้งสิ่งนั้นลูกค้าเองก็ไม่ทราบว่าคืออะไร ซึ่งสามารถทำได้โดยวิธีการเหล่านี้
O ระบุความต้องการและความท้าทายของผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า (Identify the prospect's needs and challenges)
O นำเสนอโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการเหล่านั้น (Present a solution that addresses those needs)
O แสดงให้เห็นถึงคุณค่าและ ROI ของโซลูชัน (Demonstrate the value and ROI of the solution)
O ปิดการขาย (Close the deal)
สูตรการขายเหล่านี้ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารทำตามได้และสำเร็จจริง ซึ่งบทเรียนราคาแพงในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องมาจากบทเรียนของตัวเองเสมอไป แต่เราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นได้เช่นกัน
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

26/11/2024

ในทุก ๆ วันควรมีช่วงเวลา
"Deep Work"
ทำสิ่งเดียวให้เสร็จก่อน
เคยรู้สึกแบบนี้ไหม?
"อยากเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ แต่ไม่มีเวลา"
"อยากเริ่มธุรกิจเสริม แต่งานประจำก็เหนื่อยมากพอแล้ว"
"อยากเรียนต่อ แต่ไม่รู้จะแบ่งเวลายังไงดี"
โลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็ว ทักษะที่ใช้ได้วันนี้ อาจเก่าไปแล้วสำหรับพรุ่งนี้ “การพัฒนาตัวเองไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น” ปัจจัยหลักที่สำคัญคือ “เวลา” ในเมื่อทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น “ความท้าทายอยู่ที่การจัดการเวลาและพลังงานที่มี”
คำแนะนำจาก Cal Newport ผู้เขียน "Deep Work" บอกว่าเราควรกำหนดช่วงเวลา "Deep Work" ที่ชัดเจนและปกป้องช่วงเวลานั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเรียนรู้ของเราเป็นไปได้อย่างราบรื่นและทำให้เราพัฒนาตัวเองได้สม่ำเสมอ “แม้ทำงานประจำ”
1. มองการเรียนรู้เหมือนการเล่นเกม ทำให้เห็นเส้นทางชัดเจน
ตั้งเป้าหมายชัดเจน กำหนด "ภารกิจหลัก" (Main Quest) ที่ต้องการบรรลุ , แบ่งเป็น "ภารกิจรอง" (Side Quests) ที่จัดการได้ , สร้าง "Skill Tree" ของทักษะที่ต้องพัฒนา , วัดความก้าวหน้าเหมือน "แต้มประสบการณ์" Experience Points ในเกม
2. จัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเต็มที่กับการเรียนรู้
สร้างตารางการเรียนที่ชัดเจน กำหนดเวลาเฉพาะสำหรับการเรียนรู้ในแต่ละสัปดาห์ , ใช้แอปหรือปฏิทินในการติดตามการเรียน , แบ่งช่วงเวลาเรียนเป็นเวลาสั้น ๆ (25-30 นาที) แนะนำให้ลองทำตามเทคนิค Pomodoro
ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที ทำอยู่อย่างนี้จนครบ 4 รอบแล้วพัก 15-30 นาที เป็นวิธีจัดเวลางานและเวลาพักที่ลงตัวของ Francesco Cirillo ที่ถูกใช้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1980
ข้อดีของการใช้ เทคนิค Pomodoro คือ ช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น มีแรงจูงใจเพราะมีเวลาที่ชัดเจนเป็นตัวกำหนด ลดปัญหาความเครียดและเหนื่อยล้า
3. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โฟกัสแต่เรื่องที่เกิดประโยชน์
จัดการสิ่งรบกวน หาพื้นที่เรียนที่เงียบสงบ , จำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย , บอกถึงสิ่งที่เรากำลังทำ และเป้าหมายกับคนรอบข้างเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ต้องการสมาธิ
4. ดูแลตัวเอง รักษาแรงจูงใจให้ดีเพื่อกำลังใจในการทำต่อไป
การดูแลสุขภาพด้วยการพักผ่อนให้เพียง ทานอาหารที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จัดการความเครียด และเตือนตัวเองถึงเป้าหมายและประโยชน์ที่จะได้รับ
5. ปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาเส้นทางที่เหมาะสม
ทบทวนความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเปิดใจรับวิธีการใหม่ ๆ ยืดหยุ่นและอดทนหากสิ่งที่เราพยายามไม่สำเร็จ มองความล้มเหลวเป็นโอกาสในการเรียนรู้
การเรียนรู้คู่กับการทำงานเต็มเวลาอาจดูเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยการผสมแนวคิดและการจัดการเวลาที่ดี จะทำให้เราสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพได้
"ความสำเร็จไม่ได้มาจากแรงจูงใจชั่วคราว แต่มาจากการสร้างระบบและนิสัยที่ดี" เริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อย และค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
(Reference in comment)
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

ที่อยู่

480 อ่อนนุช สุขุมวิท 77, สวนหลวง, แขวงสวนหลวง
Bangkok
10250

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SMART Money Plus"ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์