Read Play Love ลาออกมาอ่านหนังสือ

Read Play Love ลาออกมาอ่านหนังสือ ฉัน (พยายาม) อ่านหนังสือทุกวัน! เอ้า! ใครใคร่อ่าน - อ่าน ใครใคร่ซื้อ - ซื้อ

Follow me to find out why reading makes you sexy! ฮี่ๆ

02/03/2022

อายุสามสิบ (กว่า) การงานก็ดี ชีวิตรักก็ดี การเงินก็พอถูไถ เป็นคุณจะเลือกทำอะไรต่อกับชีวิต

ในระหว่างที่คุณกำลังคิด หรือเปิดไฟล์ Bucket lists เพื่อรีเช็คเป้าหมายถัดไป

เขาคนนี้ลาออกจากงานประจำ แล้วเลือกไป “อินเดีย”

ไม่ได้แค่ไปเที่ยว 3 วัน 7 วัน แต่เขาเลือกไปเรียนภาษาอังกฤษที่อินเดียถึง 1 ปีเต็ม

เซอร์ไพรส์มาก สำหรับคนที่ไม่เคยแม้แต่จะไปเที่ยวอินเดียมาก่อน และไม่ได้มีใจผูกสมัครรักใคร่ใฝ่ฝันถึงการเหยียบดินโคลน(ปนขี้)ในเมืองแขก กลับอาจหาญกล้าตัดสินใจแคะกระปุก หอบเงินเก็บ บอกลาการงานที่มั่นคง แบกกระเป๋า ไปเช่าห้อง ใช้ชีวิตเป็นนักเรียน (อีกครั้ง) ในอายุอานามเข้าวัยรุ่นตอนปลายๆ

คงถือเป็นเรื่องท้าทายพอประมาณ หากไปลงคอร์สสั้นๆประเดี๋ยวประด๋าว พอให้หายเบื่อกับชีวิต แต่พอบอกว่าขอเวลา 1 ปี กับปลายทางที่ “ปูเน่ - อินเดีย” มันเลยกลายเป็นเรื่องท้าทายมากกกกก สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษเข้าขั้นติดลบ ความกล้าในการพูดแทบจะเป็น 0 และถูกปลูกฝังความขี้หดตดหายมาจากการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางประเทศไทยที่มีตำรวจตรวจแกรมม่าอยู่ทุกมุมหลืบถนน

เขาผลักตัวเองออกไป ทั้งไปเรียน และใช้ชีวิตประจำวันในที่ที่ไม่มีใครฟังภาษาไทยออก และปักธงว่า ใน 1 ปี ภาษากูต้องดีขึ้น

…….

อินเดีย ถ้าไม่รักก็เกลียดเลย สำหรับตัวเราเองจัดอยู่ในกลุ่มคนที่รักอินเดีย ก็ยังรู้สึกว่า การเตรียมตัวเพื่อไปอยู่ยาวๆ เป็นปี ต้องเป็นเรื่องบันเทิงไม่น้อย แต่ “เดียร์” (ผู้เขียน) ก็ทำได้ และปรับตัวได้ดีมากๆ เสียด้วย

เดียร์เป็นนักเรียนที่ดี ตั้งใจเข้าเรียน (เกือบทุกคลาส) แม้จะมีตอแหลอาจารย์แอบหนีไปเที่ยวเลย์ ไปเมากลิ้งที่กัว ไปพลอดรักที่ทัชมาฮาลบ้าง ก็ไม่ว่ากัน เพราะถือว่าไม่บ่อยเลย (ถ้าเทียบกับเราๆ ท่านๆ สมัยเป็นนักศึกษาขาโดด) แต่หัวใจหลักๆเดียร์โฟกัสที่การมาฝึกภาษาจริงจังจนต้องยกนิ้วให้ นอกห้องเรียน เดียร์ขยันท่องตำรา ฝึกภาษาอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการ hang out กับกลุ่มคนไทย เอาตัวเองไปวางไว้ในที่ที่มีโอกาสได้พูดได้สื่อสารเยอะๆ ความมุ่งมั่นของเดียร์ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน รวมถึงเราด้วย

ไม่พอ…เดียร์ยังพยายามเข้าถึงแก่นความเป็นอินเดียผ่านการใช้ชีวิตประจำวันแบบกลมกลืนไปกับแขก เที่ยวผับ ขับมอไซค์ ใช้บริการโรงหมอ แล้วยังขออัพเลเวลขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการพาร่างแห้งๆ ของตัวเองเข้าไปให้พี่แขกช่วยเทรนด์ในแน่นฟิตเปรี๊ยะแบบพิมพ์นิยมบอลลีวูด และด้วยวินัยของเดียร์และเทรนเนอร์สุดเก๋า เขาก็ทำได้ดีอีกแล้ว

แต่สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในเล่มนี้ก็คือการที่เดียร์ยังทำให้เราเห็นถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นจริงใจ ทั้งระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกัน เพื่อนที่ฟิตเนส เพื่อนที่ตลาด และคนรอบ ๆ ตัวตลอดหนึ่งปี ใครว่าแขกไว้ใจไม่ได้ ตลอดหนึ่งปีที่ปูเน่ เดียร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่จริงหรอก แน่นอนว่าคนร้ายๆ ก็มี แต่คนดีๆ ก็มาก และเดียร์ก็ได้พบและเก็บเกี่ยวสายสัมพันธ์ไว้มากเสียด้วย ซึ่งมิตรภาพแบบที่เดียร์เล่า บอกเลยว่า ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ในหนังสือบันทึกการเดินทางเล่มไหน เพราะการไปเที่ยวแบบสามวันเจ็ดวัน มันย่อมเห็นอะไรไม่ชัดเท่ากับคนที่เห็นหน้ากันแทบจะทุกวันเป็นปี

บอกตรงๆ ว่า เราเคยไบแอสกับหนังสือบันทึกการเดินทางแบบไทยๆ ไอ้ค่าที่มันสนใจแต่สถานที่ แต่ไม่เคยลงลึก หรือผูกมิตร พูดคุยกับใคร อาจด้วยเวลาที่น้อยเกินไป หรืออุปนิสัยส่วนตัวก็ตามแต่ ทำให้ภาพลักษณ์อินเดียที่ได้รับรู้มันดูแบนราบ หรือฉูดฉาดเกินจริง ส่วนใหญ่ก็จะมาในทำนองว่า ไปไหนมาบ้าง ได้ทำอะไรหรือเจออะไรเปิ่นๆบ้างไหม (สถานที่) สวยไหม แต่มันแทบไม่เคยมีชีวิตของคนท้องถิ่นอยู่ในนั้นแบบจริงๆจังๆ มีแค่เดินผ่านเฟรม อยู่ในองค์ประกอบของภาพถ่าย หรือไม่ก็เป็นตัวตลกหรือจุดวิกฤติในเรื่องเล่านิดๆหน่อยๆ แต่กับเรื่องเล่าของเดียร์ได้ให้มุมมองที่ต่างออกไป มีใครหลายๆ คนอยู่ในเรื่องเล่า และไม่ใช่ผิวเผิน แต่เป็นการรู้จัก และระลึกถึงจนเกิดเป็นเรื่องเล่า

บอกก่อนว่า หนังสือเล่มนี้จะไม่มีย่อหน้าไหนเลยที่บ่งบอกว่าเดินทางไปยังไง นั่งรถกี่สาย ลงสถานีไหน โดนแขกโกงไปกี่คน มีวัวกี่ตัว เหยียบขี้กี่ครั้ง อาหารแขกมีอะไรบ้าง หรือมีอะไรวายป่วงให้ขำขันตามสไตล์หนังสือรีวิวท่องเที่ยวอินเดียแบบที่เห็นพิมพ์ออกมาขายอยู่บ่อยๆ

แต่หนังสือเล่มนี้กลับเลือกจะบอกคุณอย่างเรียบง่าย ละสภาพบ้านเมืองไว้เป็นฉากหลังเลือนๆ ตัวเอกในเรื่องเล่าของเขามีชีวิต นอกจากพูดถึงตัวเขาเอง ก็จะเป็นเรื่องเพื่อนๆ ซะทั้งหมด เราจะได้รู้ว่า พระหลวงพี่ที่สนิทกินอยู่อย่างไรในอินเดีย วีรกรรมของไอ้เพื่อนเกาหลี ความแสนดีของครูสอนพิเศษ และมิตรภาพผ่านการยกเวทของเดียร์กับเทรนเนอร์กล้ามแน่น และชีวิตประจำวันของคนไทยในต่างแดนก็เท่านั้น แต่มันกลับเพลิดเพลินเจริญใจจนวางไม่ลง เราเรียกมันว่า มนต์เสน่ห์ของความธรรมดา

เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ เรากลับมองเห็นความเป็นชีวิต ของทั้งคนอินเดีย และของทั้งเดียร์เองได้มากกว่าเล่มไหนๆ และเราชอบมันมาก ดูเหมือนเดียร์คงผ่านการใช้ชีวิตที่เคยโลดโผนมาพอสมควรจนไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นตูมตามกับความเป็นอินเดียมากนัก สำหรับเขา การใช้ชีวิตในอินเดียหนึ่งปี ก็เป็นเพียงหนึ่งในกิจกรรมของชีวิต ที่ผ่านมา ดื่มด่ำ เก็บเกี่ยว และผ่านไป เราชอบในความธรรมดาที่เดียร์เขียนถึงคนอินเดีย เพราะเหตุผลที่เราชอบประเทศอินเดีย ก็เพราะความธรรมชาติ และความธรรมดานี่แหละ ไม่ใช่ “ความแปลก” “แตกต่าง” หรือ “เอะอะมะเทิ่ง” “คาดเดาไม่ได้” จนเกิดวาทกรรม “ตีแขกก่อนตีงู” อย่างที่นักท่องเที่ยวหลายๆ คน พยายามส่งสารออกมาผ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็เพิ่งจะรู้จักอินเดียแค่ไม่กี่วัน

เหมือนที่เดียร์กำลังบอกเราว่า “อย่าด่าอินเดีย” (ถ้ายังไม่ได้ทำความรู้จักให้ดีพอ)

เล่มนี้สำหรับเราจึงจัดอยู่ในกลุ่ม หนังสือบันทึกชีวิตนักเรียนไทยในต่างแดน ที่ต่อให้คุณไม่ได้สนใจอยากไปอินเดีย ก็อ่านได้ และมีพลังในการเติมเชื้อไฟให้ชีวิตได้ดีเสียด้วย พอเราอ่านจบ เราไม่ได้อยากเก็บกระเป๋าออกไปเที่ยวไหน แต่อยากไปเรียนต่อ หรือพัฒนาสกิลชีวิตอะไรสักอย่าง…นี่คือเรื่องจริง หนังสือที่ดีมันมีพลังขนาดนั้นเลยล่ะคุณ

หนังสือ : อย่าด่าอินเดีย บันทึกชีวิตดิบเถื่อนที่เมืองปูเน่
ผู้เขียน : อินทรชัย พาณิชกุล
สำนักพิมพ์ : แมวจร
ราคาปก : 300 บาท

______________________________

ติดตามรีวิวหนังสือเล่มอื่นๆ ได้ที่
https://www.facebook.com/happiestkids.th/
หรือเวปไซต์
https://happiestkids.wixsite.com/ourhome/

#อย่าด่าอินเดีย #รีวิวหนังสือ #สำนักพิมพ์แมวจร

24/01/2022

คนญี่ปุ่นมีระเบียบวินัย เพราะมีจิตสำนึกที่ดี..จริงหรือ?

อันที่จริงแล้ว หากเราลองสังเกตสิ่งรอบตัวในบ้านเมืองญี่ปุ่น เราจะพบกลไกหนึ่งที่ทำงานอยู่ มันคือการออกแบบเชิงกายภาพที่อยู่รอบตัวในชีวิตประจำวันนั่นเอง

เพราะคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่อาจแยกขาดจาก “เมืองที่ดี” การออกแบบเมืองที่ดีจึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของชีวิตที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย

การออกแบบมีผลกับเราแค่ไหน?

พฤติกรรมของคนญี่ปุ่นที่เราเห็นเบื้องหน้าไม่ได้มาจากจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แน่นอนว่า ต้องมีใครหลายๆ คนที่อยากจะทำตามอำเภอใจบ้าง แต่เพราะการออกแบบเพื่อการอยู่ร่วมกัน และกฏระเบียบที่บังคับใช้ มันถูกวางไว้อย่างรัดกุมจนทำให้การแหกกฏไม่ใช่เรื่องง่ายในสังคมญี่ปุ่น

การออกแบบเพื่อสร้างกฏระเบียบเหล่านี้ยังสอดคล้องกับ “กฏแห่งความยุ่งเหยิง” ที่ว่า เมื่อเราปล่อยให้ระบบหรือสิ่งต่างๆ อยู่ของมันไปโดยไม่ควบคุมสุดท้ายแล้วมันจะดำเนินไปในเส้นทางที่ไร้ระเบียบยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป หากจะคงความเป็นระเบียบไว้ เราต้องวางเงื่อนไข หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อควบคุมคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

แต่ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่า การออกแบบเงื่อนไขหรือกฏเกณฑ์ที่ดี ต้องไม่หวังพึ่งจิตสำนักหรือวินัยส่วนตัวของผู้คนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อมนุษย์ต้องมาอยู่ร่วมกันเป็นหมู่มากแน่นอนว่า เราไม่อาจบังคับให้ทุกคนมีความรู้สึกนึกคิดที่เหมือนกันได้

และการออกแบบเพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ใช้รถและคนเดินถนนก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบของผู้มีอำนาจในญี่ปุ่นที่ดี และเห็นผลได้จริง

‘ทางม้าลาย แดนศักดิ์สิทธ์ของคนเดินเท้า’

ทุกคนที่เคยได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนญี่ปุ่นมาก็น่าจะรู้สึกไม่ต่างกันว่า ทางม้าลายที่ญี่ปุ่นนั้นข้ามง่ายและปลอดภัยจริงๆ เป็นเหมือนแดนศักดิ์สิทธิ์ทุกครั้งที่ก้าวลงไป รถก็จะหยุดให้ทางเสมอ น่าคิดว่าเขาทำได้อย่างไร

แน่นอนว่าความง่ายในการข้ามถนนในญี่ปุ่นนั้นไม่ได้มาจากการพึ่งพาจิตสำนึกของผู้ขับขี่เพียงอย่างเดียว แต่ยังประกอบขึ้นจากสภาพทางม้าลายที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อซัพพอร์ทคนเดินเท้า ตลอดจนบทลงโทษที่ผู้ขับขี่รถจะได้รับหากทำผิดกฎ ละเมิดสิทธิ์คนเดินถนน

อย่างแรกเลย คือทางม้าลายที่ญี่ปุ่นมันช่างกว้างใหญ่เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ และจะแปรผันให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ ถ้าบริเวณไหนที่มีผู้สัญจรเยอะทางม้าลายก็จะกว้างตามไปด้วย

นอกจากนี้ ‘สี’ ของทางม้าลายก็สดและคมชัด เพราะเขาใช้สารที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสงได้ดีมาทา ทำให้เวลากลางวันแดดกระทบก็เห็นชัด เวลากลางคืนกระทบไฟหน้ารถก็เห็นชัดเช่นกัน เพราะสีคือด่านแรกที่ช่วยให้คนขับมองเห็นง่ายและรู้ตัวว่าต้องเตรียมหยุด

นอกจากสัญญาณไฟคนข้ามและตัวเลขนับถอยหลังบอกเวลาให้คนเดินรู้ว่าควรข้ามดีไหม ก็ยังมี “เสียง” ดังออกมาด้วยเพื่อใช้บอกผู้พิการทางสายตาให้รับรู้สัญญาณการข้ามถนนไปด้วยพร้อมๆ กัน

เราอาจได้เห็นทางม้าลายดีไซน์หลากหลาย ทั้งแบบห้าแยก แบบทแยงมุม ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินของคนในถิ่นนั้น ๆ

และทางเชื่อมระหว่างทางเท้ากับทางม้าลายจะถูกออกแบบให้เป็นทางลาด ที่มีความชันประมาณ 5-9% เท่านั้น ทำให้ทุกคนสามารถเดินหรือเข็นวีลแชร์ หรือแม้แต่ลากกระเป๋าใบใหญ่ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะสะดุดแต่อย่างใด ซึ่งทางลาดนี้ เป็นหนึ่งในแนวคิดการออกแบบ “การเข้าถึงได้ทุกคน (Accessibilities)” ที่ทุกคนสามารถใช้ทางเท้าได้อย่างปลอดภัย ไร้รอยต่อ เพราะเขามองว่า หากจุดใจจุดหนึ่งถูกตัดขาดจากกัน ก็จะถือว่าการออกแบบนั้นล้มเหลว

ส่วนพฤติกรรมคนขับก็สำคัญ ที่เอื้อความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ทางม้าลาย ซึ่งโดยทั่วไป สำหรับถนนในตัวเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น จะกำหนดขีดจำกัดความเร็วไว้ที่ 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะที่ในซอยเล็กๆ จะกำหนดให้ขับได้ไม่เกิน 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น คนขับจึงสามารถมองเห็นผู้ใช้ทางม้าลายและเตรียมตัวหยุดรถได้ทัน

ส่วนสัญญาณไฟสำหรับผู้ขับขี่ ก็จะไม่มีการนับเวลาถอยหลัง เพื่อป้องกันการขับขี่ฝ่าสัญญาณไฟในช่วงวินาทีสุดท้าย การเกิดอุบัติเหตุจากการฝ่าสัญญาญไฟโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเกิดขึ้นน้อยมากในญี่ปุ่น

จะเห็นว่าการออกแบบเป็นไปอย่างสอดคล้องกันหมด

ในแง่บทลงโทษล่ะ?

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า งานออกแบบเพื่อสังคมที่ดี ต้องไม่พึ่งพาจิตสำนึกหรือวินัยของคน จนมากเกินไป หากแต่หมายถึงการวางกฏระเบียบที่ถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดรัดกุม โดยเฉพาะในเรื่องการให้ทางคนข้ามถนนนี้ ถือว่า กฏหมายญี่ปุ่นให้ความคุ้มครองคนเดินเท้าอย่างจริงจังมากๆ โดยมีทั้งการหักคะแนนผู้ขับขี่ และโดนปรับ และถ้าโทษสะสมเยอะๆ นั่นหมายถึงการถูกยึดใบขับขี่. นี่ยังไม่รวมถึงการประมาทหรือละเมิดกฎหมายจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่คนเดินทางเท้า แม้อุบัติเหตุนั้นไม่ถึงชีวิตก็ตาม แต่ผู้ขับขี่เองจะได้รับโทษหนักจนชีวิตเปลี่ยน หรือหมดอนาคตแบบชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว

สะพานลอยจำเป็นไหม ?

ต้องบอกก่อนว่า ในกระเทศที่เจริญแล้ว จะเป็นที่เข้าใจกันดีว่า สะพานลอยนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่คนเดินถนน แต่ถูกสร้างมาเพื่อคนขับรถต่างหาก เพราะมันคือการอำนวยความสะดวกให้รถยนต์ไม่ต้องหยุด แต่ผลักภาระให้คนเดินต้องแบกร่างไต่บันไดขึ้นไป เพื่อไม่ให้การจราจรบนท้องถนนต้องหยุดชะงัก

และที่แย่ไปกว่านั้นคือ สะพานลอย ถูกสร้างมากจากแนวคิดที่ตรงข้ามกับการให้ประโยชน์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยสิ้นเชิง เพราะคนพิการ คนชรา และสตรีมีครรภ์ เด็กเล็ก หรือแม้แต่คนปกติดีที่มีสัมภาระหนัก จะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการสร้าง “สะพานลอย” และเพราะเหตุนี้ ในสังคมที่ให้คุณค่ากับพลเมืองผู้ใช้ถนนและทางสัญจรทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จึงไม่ค่อยมีสะพานลอยให้เห็นยังไงล่ะ

เข้าใจเสียใหม่ว่า การข้ามทางม้าลาย ไม่ใช่ความประมาท ความมักง่าย หรือความขี้เกียจ อย่างที่บางประเทศใช้กล่าวโทษคนเดินถนนนะจ๊ะ แต่เป็นสิทธิที่คนเดินถนนทุกคนพึงกระทำได้ และควรทำได้อย่างปลอดภัยด้วย

และที่น่าคิดอีกอย่างคือ การสร้างทางม้าลาย เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด ที่รัฐจะสามารถอำนวยความสะดวกเพื่อประชาชนได้ เพราะต้นทุนการสร้างสะพานลอย กับต้นทุนการสร้างทางม้าลายนั้นต่างกันลิบลับ ไม่ต้องแจกแจงราคาก็น่าจะรู้ด้วยตาเปล่า ว่าการสร้างทางม้าลาย นั้นประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณ และง่ายดายขนาดไหน

จากทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงสรุปได้ว่า

1.ออกแบบทางม้าลายที่ดี
2.วินัยของคนขับ
และ3.การบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัดรัดกุม

3 สิ่งนี้ต้องทำงานควบคู่กันไปจึงจะลดปริมาณอุบัติเหตุและความสูญเสียบนท้องถนนได้อย่างเป็นรูปธรรม

เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะ “บังคับพฤติกรรมคน” จงทำดี จงทำดี จงทำดี ผ่านการกล่อมศีลธรรมเพื่อเค้นเอาจิตสำนึกด้านดีของเค้าเหล่านั้นออกมาเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคม แต่เราสามารถ “ออกแบบเงื่อนไข” และ “สร้างกลไก” เพื่อโน้มน้าวให้คนทำในสิ่งที่ถูกต้องได้

เช่น ถ้าคุณไม่หยุดรถก่อนถึงทางม้าลายคุณโดดจับตัดคะแนนนะ มีผลย้อนหลังนะ และถูกยึดใบขับขี่ได้นะ และถ้าคุณขับรถชนคนบนทางม้าลาย แม้ไม่ได้รับบาดเจ็บ คุณก็จะได้รับโทษร้ายแรงนะ กลัวมั้ย ถ้ากลัว อย่าทำ! เพราะรัฐเอาจริง เป็นต้น

จะเห็นว่า เมื่อกฏหมายบังคับใช้อย่างเคร่งครัด จริงจัง และคาดโทษไว้สูง ผู้ใช้รถก็จะมีความระวังระวังอย่างมาก พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีจิตสำนึกห่วงใยสวัสดิภาพคนเดินเท้าหรอก

แต่แน่นอนว่าเกือบทุกคนล้วนห่วงใยสวัสดิภาพในชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อเกิดอะไรขึ้นมาแล้ว มีแต่เสียกับเสีย เพราะค่าเสียโอกาสที่ผู้ใช้รถต้องจ่ายนั้นมันรุนแรงมากเหลือเกินในกฏหมายญี่ปุ่น”

🦓🚶🏻‍♂️🧑🏻‍🦯👩🏽‍🦽🚗

*สรุปความส่วนหนึ่งจากหนังสือ
"ใส่ใจไว้ในเมือง LIVABLE JAPAN"
โดย โบ๊ท Japan Perspective

อ่านต่อ >> https://happiestkids.wixsite.com/ourhome/post/book-review-livable-japan
_________________________
Japan Zebra Crossing (Piece of the World series) Art Print
📷 Photo Courtesy of churates
https://society6.com/product/japan-zebra-crossing-piece-of-the-world-series_print

21/01/2022

Growth Hacker คืออะไร
คือพนักงานที่มีหน้าที่ธรรมดาๆ อย่างหนึ่ง นั่นคือ การทำให้ธุรกิจเติบโตด้วยทุกวิธีเท่าที่จะเป็นไปได้ ตำแหน่งนี้กำลังเข้ามาแทนหัวหน้าและเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดที่มีอยู่เดิม หน้าที่หลักคือการใส่สุดยอดความคิดทางการตลาดทั้งหลายเข้าไปในผลิตภัณฑ์ในระหว่างการสร้างมันขึ้นมา Growth Hacker มักเชี่ยวชาญในการตั้งสมมติฐาน การทดสอบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้บริษัทเกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด

กลยุทธ์แฮ็กการเติบโต คือการโยนสูตรการตลาดแบบดั้งเดิมทิ้งไป แล้วแทนที่การหาลูกค้าที่ทดสอบได้ วัดผลได้ และขยายตัวได้ พวกเขามักหมกมุ่นกับการไล่ล่าหาผู้ใช้และวางแผนเพื่อพัฒนาการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะที่การตลาดแบบดั้งเดิม กลับไม่สามารถนำเสนอผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมได้ แต่กลับทุ่มงบประมาณไปอย่างมากมายไปกับสิ่งนามธรรมอย่างการสร้างแบรนด์ สร้างการตระหนักรู้ และการมองเห็นของกลุ่มที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกค้าของตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่งบประมาณการตลาดจะเอื้อ ในขณะที่ Growth Hacker กลับมีกลยุทธ์และเครื่องมือที่ชัดเจนกว่า เพื่อล็อคเป้าการสื่อสารไปหาเฉพาะคนที่ใช่เท่านั้น ไม่ใช่สื่อสารกับทุกคน เพราะจุดมุ่งหมายหลักของพวกเขาคือการสร้าง Conversion นั่นเอง

หนังสือเล่มนี้ จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้น หรืออินโทร ให้นักการตลาดยุคเก่า และบุคคลทั่วไปที่สนใจได้เริ่มเข้าไปทำความรู้จักกับทักษะใหม่ที่เหมาะสมกับภาคธุรกิจในปัจจุบันมากกว่า จนถึงขนาดที่องค์กร startups หลายองค์กรยกย่องว่านี่คือทักษะที่จำเป็นที่สามารถมาเป็น Game Changer ให้กับธุรกิจได้เลยทีเดียว และด้วยทักษะของพวกเขาเหล่านี้ แน่นอนว่าจะมาขโมยความสำคัญของนักการตลาดที่ยังติดกับกรอบการทำงานในรูปแบบเดิมๆ ความโดดเด่นสุดๆ ของ Growth Hacker คือการโฟกัสที่ผลลัพธ์ในแง่ของการ Deliver Conversion อย่างดุเดือด เอาเป็นเอาตาย และที่เจ๋งไปกว่านั้น คือพวกเขาสนใจลงทุนและลงแรงเฉพาะกับสิ่งที่คาดการณ์ได้ และวัดผลได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดยุคเก่ามักหลีกเลี่ยงหรือยังอ่อนประสบการณ์ในแง่มุมนี้มากนัก ในหนังสือเล่มนี้จะบอกเราว่า หากนักการตลาดแบบดั้งเดิมยังผลาญงบประมาณแบบไม่ดูหน้าดูหลังอย่างที่ทำกันอยู่ต่อไปแล้วล่ะก็ อาจถึงคราวอวสานของสายอาชีพคุณในเร็วๆ นี้ และคุณคงไม่รู้ว่า Startup ชื่อดังระดับโลก หลายต่อหลายองค์กร เติบโตมาได้ด้วยกลยุทธ์พลิกธุรกิจของทีม Growth Hackers มือฉมัง มิหนำซ้ำ หลายๆ องค์กรที่คุณรู้จักดี เมื่อครั้งที่เค้าเริ่มก่อนตั้ง จนกระทั่งประสบความสำเร็จ เขาไม่สนใจจัดจ้างนักการตลาดแบบทั่วไป แต่กลับยอมทุ่มงบประมาณมากมายเพื่อซื้อตัวคนที่มี Mindset ของ Growth Hacker มาร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน

เล่มนี้ บางๆ อ่านง่าย อย่างที่บอกแหละ ว่าจัดอยู่ในระดับผิวๆ อินโทรว่าด้วย การเริ่มทำความรู้จักกับ Growth Hacker สำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับแอดมิน ซึ่งเป็นทีมงานในสายการตลาดของธุรกิจ Startup อยู่แล้ว กลับคาดหวังอะไรที่มากกว่าสิ่งที่ผู้เขียนสาธยายมาก (แบบวกไปวนมา) แต่ก็เข้าใจได้ว่า การ Growth Hack ให้สำเร็จในแต่ละประเภทธุรกิจนั้น ไม่มีรูปแบบตายตัว แม้กระทั่ง Skills ที่คาดหวังสำหรับตำแหน่ง Growth Hackers ในแต่ละองค์กร ก็ยังเป็นเรื่องที่ลื่นไหลมากๆ แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เป็นทักษะ Must Have สำหรับสายอาชีพนี้ คือ พวกเขามักมีมุมมองต่อธุรกิจและผลิตภัณฑ์นั้นๆ อย่างเฉียบคม ทะลุปรุโปร่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดยุคเก่าที่เก่งกาจในแง่ของการเป็น ‘นักสื่อสาร’เป็นหลัก แต่มักไม่โดดเด่นในทักษะและมุมมองของ ‘นักธุรกิจ’ จึงไม่แปลกที่การเข้าไปมีส่วนร่วมของนักการตลาดยุคเก่าที่จะเริ่มทำงานหลังจากที่ผลิตภัณฑ์สร้างเสร็จแล้วจะให้ผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ยากกว่า หรือมีโอกาสสูญเปล่าทางงบประมาณมากกว่า หากปัญหาเริ่มมาตั้งแต่การพัฒนาไอเดียผลิตภัณฑ์หรือการเคาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่อาจตีความผิดไปได้
ในขณะที่ Growth Hacker อาจเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่มในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เลยทีเดียว

ถึงจะไม่ว้าวกับหนังสือเล่มนี้มากนัก แต่ก็ยังหวังว่าจะมีหนังสือที่พูดถึงทักษะนี้ออกมาเรื่อยๆ นะ เราว่ามีประโยชน์มากเลย ทั้งในแง่คนทำงาน และผู้ประกอบการที่อยากสำเร็จภายใต้งบประมาณที่จำกัด

_________________

ชื่อหนังสือ : GROWTH HACKER MARKETING การตลาดแบบไม่ต้องทำการตลาด
ผู้เขียน : Ryan Holiday
สำนักพิมพ์ : WE LEARN
ราคาปก : 175 บาท

05/11/2021

🏊🏻‍♀️เต่าตนุไม่เคยต้านกระแสคลื่น แต่มันจะใช้ประโยชน์จากคลื่นแทน

เหตุผลที่ฉันว่ายตามมันไม่ทัน เพราะฉันตีขาตลอดเวลา ไม่ว่ากระแสน้ำจะพัดไปทางไหน แรกๆ ก็โอเคอยู่หรอก ฉันเกาะติดมันไปได้เรื่อยๆ บางครั้งต้องผ่อนแรงเตะน้ำด้วยซ้ำ แต่ยิ่งว่ายต้านกระแสคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่งเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเหนื่อยเท่านั้น หมายความว่า พอถึงเวลาที่คลื่นพัดออกจากฝั่ง ฉันจะไม่มีแรงพอท่ีจะใช้ประโยชน์จากมัน.

เมื่อคลื่นพัดเข้าหาฝั่งและพัดออกจากฝั่งลูกแล้วลูกเล่า ฉันก็เริ่มเหนื่อยล้าและมีประสิทธิภาพน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่เต่าตนุเคลื่อนไหวไหลล่องไปตามกระแสน้ำเป็นอย่างดี มันถึงว่ายน้ำได้เร็วกว่าฉันไงล่ะ

เต่าตนุตัวนั้นสอนว่า ถ้าไม่เป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ตัวเองทำ คุณจะสูญเสียพลังงานไปกับสิ่งอื่นๆ มากมาย ฉะนั้น พอถึงวันที่มีโอกาสได้ทำสิ่งที่อยากจะทำ คุณก็จะไม่เหลือกำลัง หรือเวลาให้สิ่งนั้นแล้ว

ในแต่ละวัน มีคนมากมายพยายามชักจูงคุณให้คุณใช้เวลาและพลังงานไปกับพวกเขา ลองคิดถึงข้อความและอีเมลของคุณสิ ถ้าคุณเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการขาย และการบริการทุกอย่างที่ได้รับแจ้ง คุณก็จะไม่เหลือเวลาว่าง ซึ่งสุดท้ายแล้ว พวกมันก็เป็นแค่โฆษณา

บวกกับคนที่อยากจะดึงดูดให้คุณหันมาสนใจรายการโทรทัศน์ กิจกรรมออนไลน์ ไหนจะสถานที่ดื่มกิน จุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวอีก ในไม่ช้าคุณจะพบว่าตนเองแค่ทำสิ่งที่ "คนอื่นทำ" มากกว่าสิ่งที่ตนเอง "ต้องการทำจริงๆ"
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ…
-The Why Cafe' คาเฟ่สำหรับคนหลงทาง -
ผู้เขียน John Strelecky
สำนักพิมพ์ Be(ing)

_________________________

ติดตามรีวิวหนังสือเล่มอื่นๆ ได้ที่
https://www.facebook.com/happiestkids.th/
หรือเวปไซต์
https://happiestkids.wixsite.com/ourhome/

26/10/2021

พวกเขาดูมีความสุขดี...? พวกเขา "พยายามมีความสุข" ? หรือพวกเขาถูก "คอรัปชั่นความสุข" ไปแล้ว

21/10/2021

ตัดตอน #สาระสำคัญ จากหนังสือ #โลกหมุนรอบกลัว

Chapter 8 สัตว์ประหลาดกับความกลัว :

การต่อสู้กับ “ความกลัว” ผ่านมุมมองจากหนังเรื่อง A Quiet Place มหันตภัยโลกไร้เสียง

**หมายเหตุ : เพื่ออรรถรสในการอ่าน ควรหาหนังเรื่องนี้มาดูก่อน

A Quiet Place จำลองโลกอนาคตที่มีสัตว์ประหลาดเผ่าพันธุ์หนึ่งที่จะพุ่งเข้าไปสังหารมนุษย์ทันทีที่ส่งเสียงดัง ไม่ว่าจะเสียงพูด เสียงเดิน แม้กระทั่ง ตด ไอ จาม ก็ไม่เว้น

มนุษย์ไม่สามารถสู้มันได้เพราะมัน โหดกว่า ไวกว่า มีพละกำลังมากกว่า เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า การต่อสู้ก็ไม่มีเหลืออยู่ในความคิดของมนุษย์ พวกเขายอมรับสภาพอยู่อย่างสยบยอม ชีวิตเต็มไปด้วยความเงียบสงัดปกคลุมไปด้วยความกลัว ถ้าใครเหนื่อยต่อการประคองชีวิตก็ยินยอมตายไปในภาวะสิ้นหวัง

แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่มนุษย์ไม่รู้ก็คือ นอกจากที่มนุษย์กลัวสัตว์ประหลาด พวกมันเองก็มีสิ่งที่กลัวเหมือนกัน
พวกมันก้าวร้าวเพื่อปกป้องตัวเองจากความกลัว พวกมันกลัว "เสียง" นั่นเอง
ยิ่งดัง ยิ่งทนไม่ได้ เจ็บปวดทุรนทุรายทรมาน
การฆ่าต้นเหตุแห่งเสียง จึงปกป้องมันจากความกลัวนั้น


มนุษย์ในเรื่อง A Quiet Place มีอยู่ 2 ประเภท
1. ยอมแพ้ แล้วอยู่แบบเงียบๆ เพื่อประคองชีวิต และเผ่าพันธุ์ต่อไป
2. ลุกขึ้นสู้ เพื่ออยู่อย่างมีสงบ "สุข" ดีกว่าหลบๆ ซ่อนๆ สู้เพื่อทวงคืน "เสียง" เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของคนที่รัก ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือ ‘ลูกๆ’

การลุกขึ้นสู้จึงต้องอาศัยความกล้าหาญมหาศาลและเราก็ได้เห็นว่า ความกล้าหาญบางครั้งก็มาจากความกลัว กลัวมากจนอยากยุติ "มัน" เสียที

พวกเขาสู้ด้วย ‘เสียง’

แม้รู้ทั้งรู้ว่า การส่งเสียง อาจจะทำให้ชีวิตของตัวเองต้องมอดม้วยไปก็ตาม แต่ก็ดีกว่าเงียบต่อไป แล้วอยู่อย่าง หวาดกลัว อยู่เหมือน ‘ตายทั้งเป็น’


ที่ผ่านมามนุษย์สู้ด้วยพละกำลังซึ่งสู้สัตว์ประหลาดไม่ได้มาโดยตลอด จนมาสู้ด้วยเสียงซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สัตว์ประหลาดกลัว ยิ่งมันรำคาญก็ยิ่งต้องส่งเสียงให้ดังขึ้น ยิ่งมันเกรี้ยวกราดก็ยิ่งส่งเสียงให้มันฟัง

และเมื่อมนุษย์ได้เห็นว่า เสียงของตัวเอง มีอำนาจ มีพลัง
พวกเขาก็จะพบว่าสัตว์ประหลาดไม่ได้ยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์ขนาดนั้น

ดังนั้น การใช้ชีวิตแบบไม่ส่งเสียงจึงเป็นการใช้ชีวิตแบบต้องฝืนธรรมชาติมนุษย์ คือการถูกลิดรอนสิทธิพื้นฐานในการเป็นมนุษย์ ยิ่งผ่านไปก็จะยิ่งทำให้เรารู้สึกไร้พลังอำนาจ ยิ่งรู้สึกตัวเล็กลง ยิ่งไม่เห็นคุณค่าของเสียงที่เรามี

ยิ่งผู้คนใช้ชีวิตแบบ "อยู่เป็น" คือพยายามทำตัวเงียบมานาน ผู้คนก็จะเริ่มชินกับการใช้ชีวิตแบบไม่ส่งเสียง จนลืมไปแล้วว่า เสียงของเรามีค่าแค่ไหน


ความเงียบในสังคมไร้เสียง ใน A Quiet Place สำหรับมนุษย์คือความ "เงียบสงัด" ไม่ใช่ เงียบสงบ คือความเงียบงันท่ามกลางความกลัวปกคลุม แต่สำหรับสัตว์ประหลาด ความเงียบนี้คือความสงบสุขและช่วยเพิ่มอำนาจให้มันอยู่เหนือมนุษย์มากขึ้น

หากใจยังไม่ยอมรับกับการครองอำนาจของสัตว์ประหลาดย่อมมีโอกาสที่จะสู้เพื่อชัยชนะเพราะการที่มองไม่เห็นหนทางชนะในวันนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่สามารถชนะไปตลอดกาล หากรุ่นพ่อแม่ไม่สามารถเอาชนะก็ยังมีคนรุ่นหลังต่อไป

แต่ถ้าถอดใจยินยอมให้สัตว์ประหลาดเป็นใหญ่โดยไม่รู้สึกโกรธแค้นที่มันกดขี่เรา ใจไม่ต่อต้านที่มันทำให้เราต้องใช้ชีวิตแบบผิดธรรมชาติของมนุษย์ ไม่พยายามที่จะส่งเสียงใดๆ แม้จะมีโอกาสแล้วส่งต่อ “ความกลัว” ให้ลูกหลานยอมรับในความสิ้นหวังนั่นคือความพ่ายแพ้อย่างถาวร

เพราะที่จุดนั้นเท่ากับว่าเราไม่เหลือตัวเลือกแบบ Fight or Flight อีกแล้ว ต่อให้มีโอกาสเข้ามาก็ไม่คิดจะพยายามหาทางสู้อีกต่อไป มันคือจุดที่มนุษย์ไม่มีวันที่จะกลับมามีอำนาจในโลกใบเดิมได้อีกเลย

นอกจากเรื่องนี้ ยังมีบทวิเคราะห์ "ความกลัว" ด้วยมุมมองทางจิตวิทยา ผ่านหนังและซีรีส์ ที่ว่าด้วย คน ผี ปีศาจอีกหลายเรื่อง ทั้ง It , The Exorcism of the Emily Rose , The Wailing , Babadook , The Haunting of Hill House ฯลฯ ลองไปหามาอ่านดูนะคะ 🙂

_________________________

ติดตามรีวิวหนังสือเล่มอื่นๆ ได้ที่
https://www.facebook.com/happiestkids.th/

หรือเวปไซต์
https://happiestkids.wixsite.com/ourhome/

14/10/2021

#สรุปสาระสำคัญ จากหนังสือ "อิ | คิ | ไก เหตุผลของการมีชีวิตอยู่"

เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ของคุณคืออะไร?
หลายคนอาจจะนึกไม่ออก ให้เราลองนึกถึงเหตุผลที่เราตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้านั้นเพราะอะไร

ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าทุกคนย่อมมีเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ซ่อนอยู่ในตัวเอง
"อิคิไก" คือ "เหตุผลส่วนบุคคล" คือ "หลักคิด" หรือ "ความดื่มด่ำ" กับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน การได้ลิ้มรสกาแฟหอมอร่อยกับแสงแดดอุ่นๆ ในตอนเช้า การได้อ่านหนังสือดีๆ ได้กินข้าวกับครอบครัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่เราตื่นนอนในทุกวัน เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

อิคิไก คือปรัชญาการใช้ชีวิตของญี่ปุ่นที่แฝงอยู่และถูกหลอมรวมมานาน ไม่ได้มุ่งไปที่ "เป้าหมาย" อย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคุณค่าในตัว การสร้างความสุขในสิ่งที่ทำ การมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีจิตใจที่แจ่มใส และจิตวิญญาณที่มุ่งมั่น

อิคิไก ให้จุดประสงค์แก่ชีวิตของคุณ ให้ความอุตสาหะเพื่อก้าวต่อไป

การค้นหาอิคิไกนั้น ไม่ยาก และก็ไม่ง่าย

เริ่มจากการตอบตัวเองให้ได้ว่า
-อะไรคือคุณค่าทางจิตใจที่สูงสุดของคุณ
-อะไรคือสิ่งเล็กๆ ที่ให้ความสุขแก่คุณ

คุณจำเป็นต้องค้นหาอิคิไกในสิ่งเล็กๆ ให้เจอเสียก่อน พยายามจับอารมณ์ความรู้สึกของตนเองด้วยความละเอียดอ่อน ราวกับฟังเสียงหัวใจ
คุณต้องเริ่มต้นเล็กๆ คุณต้องอยู่ตรงนี้ ตอนนี้ อยู่กับปัจจุบัน

สำคัญที่สุดก็คือ คุณไม่สามารถหรือไม่ควรไปกล่าวโทษสภาพแวดล้อมว่าที่นั่นที่นี่ไม่มีอิคิไก เพราะในท้ายที่สุด มันขึ้นอยู่กับคุณเอง ที่จะค้นพบอิคิไกของคุณในวิถีทางของคุณ อิคิไก อยู่ "ข้างใน" หาใช่ "ข้างนอก"

สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ อิคิไก เป็นการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม ไม่สำคัญว่าธรรมชาติของสภาพแวดล้อมนั้นจะเป็นเช่นไร ผู้ที่ค้นพบอิคิไกจะค้นพบความสุขที่สูงส่งไปกว่าคุณค่าเรื่องแพ้ชนะ การมีอิคิไกจะช่วยให้เราทำอย่างดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ โดยไม่สนใจว่ามันยากเย็นแค่ไหน

หากคุณชัดเจน และเป็นหนึ่งเดียวกับ อิคิไกของคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ตราบที่คุณยังมีอิคิไก คุณก็สามารถสาละวนอยู่กับมันไปจนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตไปได้ คุณสามารถกลับคืนสู่สถานที่ปลอดภัย ที่ซึ่งคุณจะเริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่ในชีวิตนี้ได้อีกครั้ง

สำหรับบางคน การใช้ชีวิตของพวกเขาเองที่ยืดหยัด หรือหมกมุ่นกับการทำบางสิ่งมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งเป้าไปที่ความสมบูรณ์แบบ หรือเป็นเลิศและทะลุประโปร่งกับสิ่งนั้น มากกว่าสนใจไปที่รางวัลหรือเงินทอง นั่นก็ถือว่าเป็นหนึ่งในรูปธรรมของอิคิไกสำหรับเขา เพราะการกระทำสิ่งนั้น "ให้คุณค่า" และ "พลังใจ" สำหรับชีวิตของเขา

คนเหล่านี้จะยอมเหน็ดเหนื่อยทุ่มเทกำลัง ใช้ชีวิตอยู่เพื่ออุทิศให้กับการสร้างสรรค์เพียงสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวให้ดี ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม แม้ผลตอบแทนที่ได้ อาจเป็นเพียงรอยยิ้มมุมปากของเขาเองเท่านั้น

เพราะมันคือเหตุผล ของการลืมตาตื่นในทุกๆ เช้าของเขานั่นเอง เหตุผลของ "ความสุขในชีวิต"

อิคิไก ในการตีความสำหรับบางคน คือ การแสวงหาความสุขส่วนตัวในชีวิต ไม่เป็นไรเลยถ้าคนอื่นจะมองไม่เห็นคุณค่าพิเศษนั้น คุณสามารถค้นหาและบ่มเพาะอิคิไกของตนเอง ให้มันเติบโตอย่างลับๆ ช้าๆ จนกระทั่งถึงเวลาผลิดอกออกผล

อิคิไก อาจหมายถึง การค้นพบ ให้นิยาม และชื่นชมกับเรื่องดีๆ ในชีวิตที่มีความหมายสำหรับคุณ และเต็มใจที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อดื่มด่ำและทำมัน

ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ บางทีอาจจะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นวิชาจิ๋ว อย่างการทอดไข่เจียว เพราะแม้แต่การทอดไข่เจียวให้อร่อย ก็ยังมีเทคนิคให้เรียนรู้ฝึกฝนไม่รู้จบ

(ลองไปฟังเพลง "นายไข่เจียว" ของวงเฉลียง ประกอบการอ่านหนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นค่ะ ^^
https://www.youtube.com/watch?v=6ggcPVKV9mQ

🙂

ติดตามรีวิวหนังสือเล่มอื่นๆ ได้ที่
https://www.facebook.com/happiestkids.th/
หรือเวปไซต์
https://happiestkids.wixsite.com/ourhome/

____________________________________
#รีวิวหนังสือ #พัฒนาตนเอง #ปรัชญาความสุข #อิคิไก #แนวคิดญี่ปุ่น

07/09/2021

ค้นพบแบรนด์ ME ที่มีหนึ่งเดียวในโลก ที่จะทำให้คุณไม่ต้องลาออกจากที่ไหนต่อไป …แด่เธอ…หนุ่มสาวผู้เพียรพยาย...

บันทึกการเดินทางไป… “ #ประเทศบ้านเพื่อน” โดย นัท ศุภวาทีนี่คือการเดินทางของคนที่ไม่ได้ออกสำรวจประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไปสำรา...
07/09/2021

บันทึกการเดินทางไป… “ #ประเทศบ้านเพื่อน” โดย นัท ศุภวาที

นี่คือการเดินทางของคนที่ไม่ได้ออกสำรวจประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไปสำราญในประเทศ “บ้านเพื่อน”

จะเรียกว่าอิจฉาก็ได้…แต่เรายอมรับอย่างไม่อายเลยว่า อิจฉาชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ “นัท ศุภวาที” อยู่เสมอ
นัท ไม่ใช่เศรษฐี สุลต่านที่ไหน

เป็นเพียงชายธรรมดาที่กล้าก้าวเท้าออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชีวิต
กล้าตั้งคำถาม และกล้าออกไปทดลอง

เพราะชีวิตไม่เคยมีคำว่าพร้อม ถ้าอยากรู้ ก็ออกไปลุยเลย

นัททำให้เราเข้าใจแบบนั้น ผ่านเรื่องราวการเดินทางของเขาในหนังสือทุกๆ เล่ม

หลังจากที่เคยหูตาวาว จนชวนให้ลาออกจากงานไปใช้ชีวิตเป็น “วูฟเฟ่อร์” ในหนังสือ “อยู่ญี่ปุ่นอย่างหมาป่า” หนังสือบันทึกประสบการณ์การเดินทางเล่มแรกของนัท เราก็กลายเป็นแฟนคลับตัวหนังสือของเขามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเดินทางไปเกาหลี ในฐานะ “อาสาสมัคร” ทำงานแลกที่นอนในโฮสเทล

และการท่องเที่ยวสุดวายป่วง ชนิดที่คน “เคย” เดินทางไปอินเดียอย่างเรา ยังรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ “บ้า เกิน เบอร์” ไปมาก ในหนังสือเรื่อง “แขกรับเชิญ”

มาจนถึงเล่มล่าสุดนี้ ที่เราอ่านช้ากว่าคนอื่นเค้าไปเป็นปี แต่กลับกลายเป็นว่า เป็นช่วงจังหวะที่ดีเหลือเกิน ที่ได้หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “ประเทศบ้านเพื่อน : Neighbourdude Country” ค่ะ
นัท เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อรวบรวมประสบการณ์การเดินืางออกไปนอกประเทศอีกเช่นเคย ต่างกันตรงที่ว่า ครั้งนี้เค้าไม่ได้ไปในฐานะคนแปลกหน้าเพื่อไปหาประสบการณ์ใดๆ แต่เป็นการเดินทางไปเพื่อเจอหน้าคนเคยๆ
นัท เดินทางไปเยี่ยม “ประเทศ” ที่เป็นบ้านเพื่อนของเขา

น่าอิจฉาขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่า ในวัย 30 กว่าของนัท ที่ถ้าเป็นคนปกติ มีแต่ปริมาณเพื่อนจะร่อยหรอ แม้แต่เราเองก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก ว่าหลังจากเรียนจบมาเป็น 10 ปี ยังเหลือเพื่อนที่สนิทพอจะไปแวะหา หรือเยี่ยมเยียนถามไถ่ ได้อยู่กี่คน อาจจะเหลือเพียงหลักสิบ หรือไม่ก็หลักหน่วย มีคนกล่าวว่า ในวัยที่มากขึ้น เราจะค้นพบว่า เราเหลือเพื่อนสนิทในชีวิตอยู่ไม่กี่คน แต่คำกล่าวนี้ใช้ไม่ได้กับนัท

ในวัยที่เพิ่มขึ้นของนัท ดูเหมือนว่า ปริมาณเพื่อนของเขากลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกที ไม่รู้ว่า จะเกินเลยไปไหม หากใช้คำว่า ทุกประเทศที่เขาเดินทางไป อย่างน้อย ต้องมีสักหนึ่งคนที่เขารู้จักสนิทสนม จะใช้คำว่า “เพื่อน” ได้อย่างไม่ติดขัดเคอะเขิน นัทบอกเสมอว่ามันเป็นโชคเขาเขาที่มักได้พบปะแต่คนดีๆ

แต่เราว่า นั่นออกจะถ่อมตัวเกินไป เป็นเพราะนัทเองต่างหาก ที่มีบุคลิกน่าคบหา จนทำให้คนที่แม้รู้จักกันเพียงช่วงเวลาสั่นๆ เพียงข้ามคืน นัทก็สามารถเปลี่ยนพวกเขาเป็น “เพื่อนชั่วชีวิต” ได้อย่างง่ายดาย

เล่มนี้ นัทจะพาเราไปรู้จัก เพื่อนๆ ของเขา ทั้งใน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ลาว อินเดีย สก๊อตแลนด์ ที่แม้เพื่อนบางคนจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน หรือห่างหายหายกันไปนานเป็นสิบปี แต่เพราะ นัทเป็นนัท ความสัมพันธ์ก็กลับมา “ต่อติด” ได้อย่างง่ายดาย สำหรับเรา หนังสือ “ประเทศบ้านเพื่อน” เล่มนี้ ไม่ใช่หนังสือบันทึกประสบการณ์การเดินทางของผู้ชายชื่อนัท ศุภวาที เหมือนเล่มที่ผ่านๆ มา แต่เป็นหนังสือ “บันทึกมิตรภาพ” ของคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ที่ทำให้ผู้อ่านอย่างเรา ได้ทลายกำแพงแห่งความกังวลใจไปได้ ว่าการจะมีเพื่อนสักคน ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพียงแค่พกพาความความจริงใจไว้เต็มกระเป๋า แล้วก็ตีตั๋วออกเดินทางไปเล้ยยย
ถึงนัทจะบอกว่า นี่อาจเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายของเขา และตอนนี้เขากำลังสนุกกับการได้ทดลองใช้ชีวิตอยู่ในประเทศใต้หวัน แต่สำหรับเรา กลับเชื่อมั่นและตั้งตารอว่า หนังสือเล่มต่อไปของนัท จะยิ่งหนักแน่นและเติบโตขึ้น ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น แต่แน่นอนว่า มันจะยังคงอัดแน่นไปด้วยความสดใส และความเรียลในสไตล์ของนัท และที่สำคัญ ต้องฉากหลังเป็นประเทศใต้หวัน และคงมีหญิงสาวสักคนที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตให้กับนัท โดยมีความสัมพันธ์ที่มากกว่า “เพื่อน” ให้ผู้อ่านอย่างเราได้เลือดลมสูบฉีดสักที 🙂

แถม : เมื่อไม่นานมานี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนนักอ่านท่านหนึ่งโดยบังเอิญ ในวันนั้น เราแลกเปลี่ยนหนังสือบันทึกการเดินทางกันเล่มหนึ่ง และเรื่องราวหนังสือของนัท ก็เข้ามาในบทสนทนาระหว่างเรา
เราทั้งคู่ มีตัวหนังสือของนัท เป็นหนึ่งแรงขับในการตัดสินใจที่บ้าบิ่นครั้งหนึ่งของชีวิต คือ การตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อใช้ชีวิตแบบที่ "อยากรู้" แม้ตอนนี้เราทั้งคู่ จะยังไม่ได้ "ออกเดินทาง" ไปลองใช้ชีวิตที่ต่างประเทศดูอย่างที่ตั้งใจ เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครเสียใจหรือเสียดายกับการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะแค่ "กล้าที่จะเริ่ม" ก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกแล้วล่ะค่ะ
____________________________________
ชื่อหนังสือ : ประเทศบ้านเพื่อน
ผู้เขียน : นัท ศุภวาที
สำนักพิมพ์ : minimore (ในเครือ Salmon Books)
ราคาปก : 330.- บาท
ติดตามรีวิวหนังสือเล่มอื่นๆ ได้ที่
https://www.facebook.com/happiestkids.th/
หรือเวปไซต์
https://happiestkids.wixsite.com/ourhome/

#หนังสือบันทึกการเดินทาง #สำนักพิมพ์แซลมอนบุ๊ค #นัทศุภวาที #หนังสือท่องเที่ยว

15/08/2021

ตั้งแต่ปี 2009, 2010 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐประหาร พฤษภาคม 2014 ผมพบว่าประเทศไทยอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ เปราะบาง ล้าหลัง และป่าเถื่อนที่สุด. เกิดมาจนอายุจะ 50 ไม่เคยมีช่วงไหนหนักหนาสาหัสเท่านี้ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง พังพินาศ เรื่องสิทธิเสรีภาพไม่ต้องพูดเพราะมันไม่มี และไม่มีทีท่าว่าจะมี ในท่ามกลางการล่มสลายในฤดูมรสุม และในห้วงยามอ่อนแสงสิ้นหวังเช่นนี้ ผมเห็นว่าถ้าปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปตามประเทศ เราก็จะอ่อนแอ เปราะบาง และพังพินาศไปกับความวิปริตผิดเพี้ยนของคนมีอำนาจผู้เกาะกุมชะตากรรมของประเทศ
ทางออกที่ผมนึกออกมีสองอย่าง
ข้อแรก ออกจากกรุงเทพไปหาที่อยู่ใหม่ ที่หายใจสะดวกกว่า ค่าครองชีพถูกกว่า
ข้อสองแสวงหาความรู้ เรียนหนังสือ ยามที่จิตใจบอบช้ำ เหนื่อยหน่าย คับแค้น ยาที่ดีที่สุดคือ ความรู้ ...

"ว่ายน้ำเป็น ย่อมดีกว่าว่ายไม่เป็น"

จากตอนหนึ่งของหนังสือ
วัยหนุ่ม - รวมความเรียงคัดสรรในรอบ 15 ปี ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Read Play Love ลาออกมาอ่านหนังสือผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Read Play Love ลาออกมาอ่านหนังสือ:

แชร์