02/03/2022
อายุสามสิบ (กว่า) การงานก็ดี ชีวิตรักก็ดี การเงินก็พอถูไถ เป็นคุณจะเลือกทำอะไรต่อกับชีวิต
ในระหว่างที่คุณกำลังคิด หรือเปิดไฟล์ Bucket lists เพื่อรีเช็คเป้าหมายถัดไป
เขาคนนี้ลาออกจากงานประจำ แล้วเลือกไป “อินเดีย”
ไม่ได้แค่ไปเที่ยว 3 วัน 7 วัน แต่เขาเลือกไปเรียนภาษาอังกฤษที่อินเดียถึง 1 ปีเต็ม
เซอร์ไพรส์มาก สำหรับคนที่ไม่เคยแม้แต่จะไปเที่ยวอินเดียมาก่อน และไม่ได้มีใจผูกสมัครรักใคร่ใฝ่ฝันถึงการเหยียบดินโคลน(ปนขี้)ในเมืองแขก กลับอาจหาญกล้าตัดสินใจแคะกระปุก หอบเงินเก็บ บอกลาการงานที่มั่นคง แบกกระเป๋า ไปเช่าห้อง ใช้ชีวิตเป็นนักเรียน (อีกครั้ง) ในอายุอานามเข้าวัยรุ่นตอนปลายๆ
คงถือเป็นเรื่องท้าทายพอประมาณ หากไปลงคอร์สสั้นๆประเดี๋ยวประด๋าว พอให้หายเบื่อกับชีวิต แต่พอบอกว่าขอเวลา 1 ปี กับปลายทางที่ “ปูเน่ - อินเดีย” มันเลยกลายเป็นเรื่องท้าทายมากกกกก สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษเข้าขั้นติดลบ ความกล้าในการพูดแทบจะเป็น 0 และถูกปลูกฝังความขี้หดตดหายมาจากการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางประเทศไทยที่มีตำรวจตรวจแกรมม่าอยู่ทุกมุมหลืบถนน
เขาผลักตัวเองออกไป ทั้งไปเรียน และใช้ชีวิตประจำวันในที่ที่ไม่มีใครฟังภาษาไทยออก และปักธงว่า ใน 1 ปี ภาษากูต้องดีขึ้น
…….
อินเดีย ถ้าไม่รักก็เกลียดเลย สำหรับตัวเราเองจัดอยู่ในกลุ่มคนที่รักอินเดีย ก็ยังรู้สึกว่า การเตรียมตัวเพื่อไปอยู่ยาวๆ เป็นปี ต้องเป็นเรื่องบันเทิงไม่น้อย แต่ “เดียร์” (ผู้เขียน) ก็ทำได้ และปรับตัวได้ดีมากๆ เสียด้วย
เดียร์เป็นนักเรียนที่ดี ตั้งใจเข้าเรียน (เกือบทุกคลาส) แม้จะมีตอแหลอาจารย์แอบหนีไปเที่ยวเลย์ ไปเมากลิ้งที่กัว ไปพลอดรักที่ทัชมาฮาลบ้าง ก็ไม่ว่ากัน เพราะถือว่าไม่บ่อยเลย (ถ้าเทียบกับเราๆ ท่านๆ สมัยเป็นนักศึกษาขาโดด) แต่หัวใจหลักๆเดียร์โฟกัสที่การมาฝึกภาษาจริงจังจนต้องยกนิ้วให้ นอกห้องเรียน เดียร์ขยันท่องตำรา ฝึกภาษาอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการ hang out กับกลุ่มคนไทย เอาตัวเองไปวางไว้ในที่ที่มีโอกาสได้พูดได้สื่อสารเยอะๆ ความมุ่งมั่นของเดียร์ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน รวมถึงเราด้วย
ไม่พอ…เดียร์ยังพยายามเข้าถึงแก่นความเป็นอินเดียผ่านการใช้ชีวิตประจำวันแบบกลมกลืนไปกับแขก เที่ยวผับ ขับมอไซค์ ใช้บริการโรงหมอ แล้วยังขออัพเลเวลขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการพาร่างแห้งๆ ของตัวเองเข้าไปให้พี่แขกช่วยเทรนด์ในแน่นฟิตเปรี๊ยะแบบพิมพ์นิยมบอลลีวูด และด้วยวินัยของเดียร์และเทรนเนอร์สุดเก๋า เขาก็ทำได้ดีอีกแล้ว
แต่สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในเล่มนี้ก็คือการที่เดียร์ยังทำให้เราเห็นถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นจริงใจ ทั้งระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกัน เพื่อนที่ฟิตเนส เพื่อนที่ตลาด และคนรอบ ๆ ตัวตลอดหนึ่งปี ใครว่าแขกไว้ใจไม่ได้ ตลอดหนึ่งปีที่ปูเน่ เดียร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่จริงหรอก แน่นอนว่าคนร้ายๆ ก็มี แต่คนดีๆ ก็มาก และเดียร์ก็ได้พบและเก็บเกี่ยวสายสัมพันธ์ไว้มากเสียด้วย ซึ่งมิตรภาพแบบที่เดียร์เล่า บอกเลยว่า ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ในหนังสือบันทึกการเดินทางเล่มไหน เพราะการไปเที่ยวแบบสามวันเจ็ดวัน มันย่อมเห็นอะไรไม่ชัดเท่ากับคนที่เห็นหน้ากันแทบจะทุกวันเป็นปี
บอกตรงๆ ว่า เราเคยไบแอสกับหนังสือบันทึกการเดินทางแบบไทยๆ ไอ้ค่าที่มันสนใจแต่สถานที่ แต่ไม่เคยลงลึก หรือผูกมิตร พูดคุยกับใคร อาจด้วยเวลาที่น้อยเกินไป หรืออุปนิสัยส่วนตัวก็ตามแต่ ทำให้ภาพลักษณ์อินเดียที่ได้รับรู้มันดูแบนราบ หรือฉูดฉาดเกินจริง ส่วนใหญ่ก็จะมาในทำนองว่า ไปไหนมาบ้าง ได้ทำอะไรหรือเจออะไรเปิ่นๆบ้างไหม (สถานที่) สวยไหม แต่มันแทบไม่เคยมีชีวิตของคนท้องถิ่นอยู่ในนั้นแบบจริงๆจังๆ มีแค่เดินผ่านเฟรม อยู่ในองค์ประกอบของภาพถ่าย หรือไม่ก็เป็นตัวตลกหรือจุดวิกฤติในเรื่องเล่านิดๆหน่อยๆ แต่กับเรื่องเล่าของเดียร์ได้ให้มุมมองที่ต่างออกไป มีใครหลายๆ คนอยู่ในเรื่องเล่า และไม่ใช่ผิวเผิน แต่เป็นการรู้จัก และระลึกถึงจนเกิดเป็นเรื่องเล่า
บอกก่อนว่า หนังสือเล่มนี้จะไม่มีย่อหน้าไหนเลยที่บ่งบอกว่าเดินทางไปยังไง นั่งรถกี่สาย ลงสถานีไหน โดนแขกโกงไปกี่คน มีวัวกี่ตัว เหยียบขี้กี่ครั้ง อาหารแขกมีอะไรบ้าง หรือมีอะไรวายป่วงให้ขำขันตามสไตล์หนังสือรีวิวท่องเที่ยวอินเดียแบบที่เห็นพิมพ์ออกมาขายอยู่บ่อยๆ
แต่หนังสือเล่มนี้กลับเลือกจะบอกคุณอย่างเรียบง่าย ละสภาพบ้านเมืองไว้เป็นฉากหลังเลือนๆ ตัวเอกในเรื่องเล่าของเขามีชีวิต นอกจากพูดถึงตัวเขาเอง ก็จะเป็นเรื่องเพื่อนๆ ซะทั้งหมด เราจะได้รู้ว่า พระหลวงพี่ที่สนิทกินอยู่อย่างไรในอินเดีย วีรกรรมของไอ้เพื่อนเกาหลี ความแสนดีของครูสอนพิเศษ และมิตรภาพผ่านการยกเวทของเดียร์กับเทรนเนอร์กล้ามแน่น และชีวิตประจำวันของคนไทยในต่างแดนก็เท่านั้น แต่มันกลับเพลิดเพลินเจริญใจจนวางไม่ลง เราเรียกมันว่า มนต์เสน่ห์ของความธรรมดา
เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ เรากลับมองเห็นความเป็นชีวิต ของทั้งคนอินเดีย และของทั้งเดียร์เองได้มากกว่าเล่มไหนๆ และเราชอบมันมาก ดูเหมือนเดียร์คงผ่านการใช้ชีวิตที่เคยโลดโผนมาพอสมควรจนไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นตูมตามกับความเป็นอินเดียมากนัก สำหรับเขา การใช้ชีวิตในอินเดียหนึ่งปี ก็เป็นเพียงหนึ่งในกิจกรรมของชีวิต ที่ผ่านมา ดื่มด่ำ เก็บเกี่ยว และผ่านไป เราชอบในความธรรมดาที่เดียร์เขียนถึงคนอินเดีย เพราะเหตุผลที่เราชอบประเทศอินเดีย ก็เพราะความธรรมชาติ และความธรรมดานี่แหละ ไม่ใช่ “ความแปลก” “แตกต่าง” หรือ “เอะอะมะเทิ่ง” “คาดเดาไม่ได้” จนเกิดวาทกรรม “ตีแขกก่อนตีงู” อย่างที่นักท่องเที่ยวหลายๆ คน พยายามส่งสารออกมาผ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็เพิ่งจะรู้จักอินเดียแค่ไม่กี่วัน
เหมือนที่เดียร์กำลังบอกเราว่า “อย่าด่าอินเดีย” (ถ้ายังไม่ได้ทำความรู้จักให้ดีพอ)
เล่มนี้สำหรับเราจึงจัดอยู่ในกลุ่ม หนังสือบันทึกชีวิตนักเรียนไทยในต่างแดน ที่ต่อให้คุณไม่ได้สนใจอยากไปอินเดีย ก็อ่านได้ และมีพลังในการเติมเชื้อไฟให้ชีวิตได้ดีเสียด้วย พอเราอ่านจบ เราไม่ได้อยากเก็บกระเป๋าออกไปเที่ยวไหน แต่อยากไปเรียนต่อ หรือพัฒนาสกิลชีวิตอะไรสักอย่าง…นี่คือเรื่องจริง หนังสือที่ดีมันมีพลังขนาดนั้นเลยล่ะคุณ
หนังสือ : อย่าด่าอินเดีย บันทึกชีวิตดิบเถื่อนที่เมืองปูเน่
ผู้เขียน : อินทรชัย พาณิชกุล
สำนักพิมพ์ : แมวจร
ราคาปก : 300 บาท
______________________________
ติดตามรีวิวหนังสือเล่มอื่นๆ ได้ที่
https://www.facebook.com/happiestkids.th/
หรือเวปไซต์
https://happiestkids.wixsite.com/ourhome/
#อย่าด่าอินเดีย #รีวิวหนังสือ #สำนักพิมพ์แมวจร