19/08/2026
“New or Never การรีเซ็ตวงการในยุค Top Creative in Reach” จาก NeuMerlin X
“เศรษฐกิจไทยไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยบริษัทใหญ่เพียงกลุ่มเดียวอีกแล้ว มีผู้ผลิตและแบรนด์เล็กจำนวนมากที่สร้างของดี แต่สื่อสารไม่เก่ง ถ้าคนเหล่านี้เข้าถึงครีเอทีฟตัวท็อปได้ เขาก็มีโอกาสไปไกลขึ้น และครีเอทีฟไทยก็จะเติบโตไปพร้อมกับเขา” ผู้บริหาร NeuMerlin X ระบุ
สิ่งที่ NeuMerlin X ต้องการคือให้ระบบ “X” ทำหน้าที่ผลักดันชื่อของคนเหล่านั้นขึ้นมาอยู่ในสปอตไลต์ ให้ครีเอทีฟไทยสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเอง และอาจเติบโตไปสู่การเป็นบุคลากรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
วิสัยทัศน์นี้ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจระดับจุลภาค เพราะผู้ประกอบการรายเล็กและ SME จำนวนมากผลิตสินค้าได้ดี แต่ขาดความสามารถด้านการสื่อสาร เมื่อไม่สามารถเข้าถึงครีเอทีฟระดับสูง สินค้าที่มีศักยภาพจึงอาจเติบโตช้ากว่าที่ควร
เพราะฉะนั้นการที่ทำให้ “Top Creative” อยู่ในระยะที่ธุรกิจขนาดต่างๆ เข้าถึงได้ จึงอาจช่วยให้แบรนด์ไทยเดินจากธุรกิจท้องถิ่น ไปสู่แบรนด์ระดับประเทศ และก้าวสู่ตลาดโลกได้เร็วขึ้น
NeuMerlin X จึงไม่ได้พยายามเข้ามาแทนที่เอเจนซี่แบบเดิมทั้งหมด แต่เสนอทางเลือกใหม่ให้กับตลาด ทางเลือกที่ลูกค้าเลือกคนทำงานได้ ครีเอทีฟมีพื้นที่สร้างชื่อของตัวเอง และขนาดของแบรนด์ไม่ควรเป็นกำแพงที่ขวางการเข้าถึงความคิดสร้างสรรค์คุณภาพสูงอีกต่อไป
New or Never ถ้าไม่ใหม่ก็ไร้ประโยชน์ รีเซ็ตวงการโฆษณา ผ่านโมเดลใหม่ ‘Top Creative in Reach’ โดย NeuMerlin X
วงการโฆษณาเคยเชื่อกันมานานว่า หากแบรนด์ต้องการงานระดับท็อป ก็ต้องเดินเข้าหาเอเจนซี่ระดับท็อป พร้อมเตรียมงบประมาณระดับท็อปไปด้วย อดีตสมการนี้อาจเคยทำงานได้ดี แต่ปัจจุบันทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว NeuMerlin X จึงเกิดขึ้นในฐานะ “Independent Creative Network” หรือเครือข่ายครีเอทีฟอิสระ ที่พยายามนำครีเอทีฟระดับ ECD และ CD มือฉมัง นำมาเชื่อมต่อกับแบรนด์ผ่านโมเดลการทำงานที่คล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม
Marketing Oops! เราได้รับการเปิดเผยแบบเจาะลึกถึงรูปแบบการทำงานโฉมใหม่นี้จาก คุณกฤต กฤตยชญ์ โอภาสสถาวร Executive Creative Partner, NeuMerlinX และ คุณช้าง ทวิภัทร เทศประทีป Chief Executive Officer and Business & Commercial Perspective, NeuMerlinX ที่จะมาเล่าถึงการพลิกโฉมการทำงานโฆษณาและแคมเปญการตลาดใหม่ที่จะช่วยให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่มากกว่านั้นยังช่วยยกระดับบุคลากรในวงการโฆษณาได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
[ “New or Never” สารตั้งต้นแห่งความสดใหม่ พลิกโฉมวงการครั้งสำคัญ ]
“New or Never” แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากคำโฆษณาที่สร้างขึ้นมาให้ฟังดูเท่ แต่ตั้งอยู่บนพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ที่มองหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับแบรนด์หรือบริษัท เพราะการทำสิ่งเดิมเพิ่มขึ้นอีกชิ้น โดยไม่มีความแตกต่างเพียงพอ อาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์ต่างจากการยืนอยู่ที่เดิมมากนัก
ดังนั้น หากถามว่าอะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดในวงการโฆษณา คำตอบของผู้บริหาร NeuMerlin X ก็คือการเริ่มจากคำว่า “คน”
เพราะฉะนั้น เมื่อพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนและความต้องการของผู้บริโภคหมุนเร็วขึ้น โครงสร้างเอเจนซี่แบบเดิมอาจไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนทีม เปลี่ยนทักษะ หรือเปลี่ยนมุมมองได้เร็วในระดับเดียวกัน วงการเอเจนซี่และการทำงานในรูปแบบเดิมๆ จึงอาจจะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
[ ครีเอทีฟเก่งอยู่ในระบบ แต่ลูกค้าอาจไม่ได้ครีเอทีฟที่ “ใช่” ]
หนึ่งใน Pain Point ที่ NeuMerlin X มองเห็น คือการเข้าถึงครีเอทีฟระดับท็อปยังคงผูกติดกับชื่อและขนาดของเอเจนซี่ แต่การเข้าถึงโครงสร้างดังกล่าวมีต้นทุนที่สูง ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนของแบรนด์ขนาดกลาง แบรนด์เล็ก หรือ SME ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่อาจไม่มีโอกาสใช้ทรัพยากรด้านความคิดสร้างสรรค์ในระดับเดียวกัน นอกจากนี้ อีกข้อจำกัดคือ เมื่อแบรนด์เซ็นสัญญากับเอเจนซี่แล้ว ทีมที่ได้รับมอบหมายอาจมาจากคิวงาน ทรัพยากรที่มีอยู่ หรือการจัดสรรกำลังคนภายใน มากกว่าจะพิจารณาว่าใครคือครีเอทีฟที่เหมาะที่สุดกับโจทย์นั้นจริงๆ
เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คือช่องว่างที่ NeuMerlin X พยายามเข้าไปแก้ ผ่านแนวคิด “เลือกครีเอทีฟให้เหมาะกับงาน แทนการเลือกงานให้เหมาะกับโครงสร้างที่มีอยู่”
[ Independent Creative Network ที่ลูกค้าเลือกคนทำงานได้ตั้งแต่ต้น ]
NeuMerlin X ได้วางตัวเองเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมครีเอทีฟอิสระระดับ CD และ ECD ซึ่งเคยมีประสบการณ์จากเอเจนซี่ใหญ่ ความแตกต่างสำคัญคือ ครีเอทีฟไม่ได้ถูกซ่อนไว้หลังชื่อเอเจนซี่ แต่ถูกนำมาอยู่ด้านหน้า ลูกค้าสามารถดูผลงาน ประสบการณ์ วิธีคิด และเลือกบุคคลหรือทีมที่เห็นว่าเหมาะกับโจทย์ของตัวเองได้ตั้งแต่ต้น แทนที่จะรอให้เอเจนซี่จัดสรรทีมมาให้ภายหลัง
โดย NeuMerlin X ให้นิยามโมเดลการทำงานใหม่นี้ว่าเป็น “Top Creative in Reach” ซึ่งหมายถึงการทำให้ครีเอทีฟระดับท็อปอยู่ในระยะที่แบรนด์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องผ่านโครงสร้างที่มีความซับซ้อนและไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนระดับเดียวกับเอเจนซี่ขนาดใหญ่
แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า In Reach ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ราคาถูก” แต่หมายถึงการลดระยะห่างระหว่างแบรนด์กับคนทำงาน ทำให้ธุรกิจที่เคยไปไม่ถึงครีเอทีฟระดับแนวหน้า มีทางเลือกเพิ่มขึ้น
[ Certified Network คัดคุณภาพก่อนรับเข้าระบบ ]
ทั้งนี้ NeuMerlin X วางตัวเองเป็น Certified Network โดยครีเอทีฟต้องผ่านการคัดเลือกจากผลงาน ประสบการณ์ วิธีคิด และความเชื่อที่มีต่อแนวคิด “New or Never” อย่างเข้มข้น
ทั้งนี้ การบริหารงานยังวางหลักให้ครีเอทีฟหนึ่งคนโฟกัสกับหนึ่งโปรเจกต์ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อลดปัญหาที่พบได้บ่อยในระบบเอเจนซี่ ซึ่งครีเอทีฟอาจต้องดูหลายแอคเคาท์พร้อมกันจนไม่มีเวลาเจาะลึกโจทย์ใดโจทย์หนึ่ง ในขณะที่หน้าที่ทางธุรกิจ การประสานงาน งบประมาณ และการจัดการลูกค้า จะถูกดูแลโดยทีม Account Service ซึ่งจะทำให้ฝั่งครีเอทีฟสามารถทุ่มสมาธิให้กับงานความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่
ทั้งหมดนี้ ทำให้เราเห็นนิยามใหม่ที่ชัดเจนขึนของ NeuMerlin X บนแนวคิด “Top Creative in Reach” เพื่อให้ครีเอทีฟระดับท็อปที่อยู่ใกล้กว่า เข้าถึงง่ายกว่า และพร้อมถูกจับคู่กับโจทย์ที่เหมาะสมกว่า โดยเฉพาะในยุคที่มีข้อจำกัดด้านบัดเจ็ต และกำลังรอโอกาสเปลี่ยนสินค้าดีให้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็น และหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ต้องการหลุดหนีจาก Comfort zone แบบเดิมๆ ที่นี่อาจจะเป็นคำตอบให้กับคุณก็ได้.
📍อ่านบทความเต็มได้ที่ https://www.marketingoops.com/exclusive/interview-exclusive/neumerlin-x/