ตามหามายา สุดขอบฟ้าอเมริกากลาง

ตามหามายา สุดขอบฟ้าอเมริกากลาง ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ตามหามายา สุดขอบฟ้าอเมริกากลาง, โฆษณา/การตลาด, Bangkok.

12/08/2020

Planet Blue รับจัดนำเที่ยวแบบ Private Tour ท่องเที่ยวเส้นทางแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครทั่วโลก เพจนี้เป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท่านั้น ถ้าต้องการแสดงความคิดเห็นและติดตามโปรแกรมเที่ยวอื่นๆ ของบริษัท ขอเชิญที่หน้าหลัก Facebook ของบริษัทครับ

สนใจติดต่อ บริษัท พลาเน็ทบลู จำกัด
8/299 อาคารเดอะไลท์เฮ้าส์ ชั้น 2 ห้อง 203
ถ.เจริญนคร เขตคลองสาน กทม. 10600
Tel: 028612098-9, 098-885-8842, 098-865-2094
Line ID :
Instagram : planetblue_travel
https://www.facebook.com/planetbluetravel/?__tn__=HH-R

ร่วมค้นหาธรรมชาติ วัฒนธรรม ในเส้นทาง

มหานครเตโอติอัวกัน Teotihuacan ถือกำเนิดขึ้นโดยชาวเผ่าลึกลับร่วมสมัยกับมายาโบราณ แต่ถูกชาวแอสเท็กซ์ค้นพบหลังการล่มสลายหล...
12/08/2020

มหานครเตโอติอัวกัน Teotihuacan ถือกำเนิดขึ้นโดยชาวเผ่าลึกลับร่วมสมัยกับมายาโบราณ แต่ถูกชาวแอสเท็กซ์ค้นพบหลังการล่มสลายหลายศตวรรษ นักโบราณคดียังไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ที่สร้างมหานครเตโอติอัวกันนี้ขึ้นมาคือใครกันแน่ เราไม่ทราบแม้กระทั่งว่าพวกเขาเคยสื่อสารกันด้วยภาษาอะไร มีตัวเขียนแบบใด ล่มสลายลงไปเมื่อไรหรือด้วยสาเหตุใด นอกจากนั้นชื่อเรียกต่างๆที่เรารู้จักในปัจจุบันทั้งถนนสายยักษ์ที่พาดผ่านเมืองและชื่อเมืองเตโอติฮัวคานเองนั้นล้วนแล้วแต่เป็นชื่อที่ ชาวแอสเท็กซ์ Aztecs ซึ่งบุกเข้ามาหลังจากที่ชนเผ่าดั้งเดิมแห่งเตโอติฮัวคานได้ละทิ้งนครแห่งนี้ออกไปนานหลายร้อยปีแล้วเป็นผู้ตั้งให้ทั้งสิ้น คำว่า “เตโอติฮัวคาน” Teotihuacan ในภาษาของชาวแอสเท็กซ์มีความหมายว่า “นครแห่งปวงเทพ” City of the Gods นอกจากกลุ่มพีระมิดขนาดใหญ่สามองค์ที่เป็นจุดเด่นของเมืองแล้ว อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของเตโอติฮัวคานก็คือ “ถนนมรณะ” Avenue of the Dead ซึ่งเชื่อมพีระมิดทั้งสามองค์เข้าไว้ด้วยกัน

คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วทำไมชาวแอสเท็กซ์ถึงได้เข้ามายึดนครแห่งนี้เอาไว้เป็นของตัวเอง คำตอบที่ฟังดูเข้าเค้าที่สุดในมุมของนักโบราณคดีก็คือหนึ่งในโครงสร้างขนาดยักษ์ของเตโอติฮัวคานสามารถตอบโจทย์ตำนานการสร้างโลกของชาวแอสเท็กซ์ได้อย่างชัดเจน ชาวแอสเท็กซ์เชื่อว่ามหานครที่เขาค้นพบแห่งนี้เป็นจุดกำเนิดของโลกและดวงอาทิตย์ดวงที่ 5 ดวงนี้ พวกเขาจึงเห็นว่านครแห่งนี้คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเข้ามาครอบครอง อีกทั้งยังรับเอารูปแบบของผังเมืองและสถาปัตยกรรมจากเตโอติฮัวคานกลับไปประยุกต์ใช้กับเมืองหลวงของชาวแอสเท็กซ์เองที่ นครเทน็อคช์ทิทลัน Tenochtitlan ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเม็กซิโกซีตีปัจจุบันด้วย

ถนนมรณะ Calzada de los Mu***os ถนนสายหลักของมหานครฯที่มีความกว้างถึง 92 เมตร เป็นที่ตั้งของมหาปิรามิดทั้งสาม ได้แก่ ปิรามิดสุริยัน Piramide del Sol ปิรามิดจันทรา Piramide de la Luna และ ปิรามิดงูใหญ่ประดับขนนก Feathered Serpent Pyramid บนถนนแห่งนี้ชาวแอสเท็กซ์ยังฝังระบบทางเดินน้ำฝนอยู่ด้านล่างเพื่อแจกจ่ายไปสู่เมืองทั้งสองข้างทางบ่งบอกถึงความเจริญทางการวางผังเมืองที่ชาวมายาเคยมี แต่ที่ได้ชื่อว่าถนนแห่งความตายเพราะชาวแอสเท็กซ์เห็นว่าเป็นถนนที่มีปิรามิดที่เป็นที่ฝังศพของเจ้านครอยู่เรียงรายสองข้างทาง

ปลายสุดของถนนแห่งความตายนี้คือที่ตั้งของ ปิรามิดจันทรา Piramide de la Luna ซึ่งตั้งตะหง่านล้อหุบเขาเชร์โร กอร์โดทางด้านหลัง กำเนิดของปิรามิดจันทราเป็นปริศนาในหมู่นักโบราณคดีจนทุกวันนี้ การขุดค้นพบซากศพทั้งคนและสัตว์นานาชนิดที่บ่งบอกการตายอย่างทารุณ ทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่า ชาวมายามีวัฒนธรรมการบูชายัญอย่างแน่นแฟ้น ซากศพลักษณะเดียวกันนี้ปรากฎอยู่ที่ ปิรามิดงูใหญ่ประดับขนนก Feathered Serpent Pyramid เช่นกัน

ปิรามิดสุริยัน Piramide del Sol ซึ่งเป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดนี้คาดว่าสร้างขึ้นใน ค.ศ. 100 และต่อเติมจนมีขนาดดังปัจจุบัน และยังเป็นปิรามิดที่สูงเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย บนยอดของปิรามิดยังมีวิหารอยู่ด้านบน เพื่อบูชาเทพเจ้าซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพิธีบูชายัญอีกเช่นกัน ชมภาพเขียนเทพเจ้าจากัวร์ พร้อมเครื่องทรงประดับขนนกที่ชาวแอซเทกซ์จารึกไว้ใน พระราชวังจากัวร์ Jaguar Palace และที่วิหารหอยสังข์ Temple of Plumed Conch Shell ชมภาพเขียนหอยสังข์ประดับขนนก และภาพเขียนนกอิทรีย์พ่นน้ำบนเมล็ดฟักทอง ที่ชาวเตโอติอัวกันเปรียบกับฟ้าที่ประทานน้ำมาสู่พื้นโลก

เมืองปาชูกา เดอ โซโต Pachuca de Soto เป็นเมืองที่มีขนาดมีประชากรประมาณ 300,000 คน ตั้งอยู่ในรัฐอิดัลโก Hidalgo ซึ่งตอนกล...
12/08/2020

เมืองปาชูกา เดอ โซโต Pachuca de Soto เป็นเมืองที่มีขนาดมีประชากรประมาณ 300,000 คน ตั้งอยู่ในรัฐอิดัลโก Hidalgo ซึ่งตอนกลางของประเทศเม็กซิโก เมืองนี้ในระหว่างศตวรรษที่ 18 ถึง 19 เคยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเหมืองแร่เงินซึ่งครอบครองโดยชาวสเปน แต่ไม่ใช่เฉพาะชาวสเปนเท่านั้นที่เข้ามามีอิทธิพลที่นี่ ชาวอังกฤษและชาวยุโรปอื่นๆก็เดินทางมาด้วย ทำให้เมืองนี้มีหลากหลายทั้งทางด้านประชากรและวัฒนธรรม และที่นี่ยังเป็นสถานที่ใช้แข่งฟุตบอลครั้งแรกในทวีปอเมริกาอีกด้วย

ในช่วงศตวรรษที่ 20 อุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้ปิดตัวลง ทำให้เมืองนี้มีสถานะทางเศรษฐกิจด้อยลง และประชากรก็ไม่มีการขยายตัว แต่ในปัจจุบันศตวรรษที่ 21 ปาชูกามีอัตราการเจริญเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการก่อสร้างโครงการต่างๆ เกือบทุกหนทุกแห่งในเมือง เขตเมืองได้ขยายออกไปทั้งบริเวณหุบเขาและเชิงตีนเขา ความเจริญเติบโตของเมืองปาชูกา ทำให้มีการโยกย้ายของผู้คนเข้ามาทำมาหากิน โดยเฉพาะผู้คนจากเมืองใหญ่คือเม็กซิโกซิตี้ สิ่งที่ติดตามมาด้วยก็คือเกิดมีชุมชนแออัด จึงเกิดมีโครงการหนึ่งเรียกว่า Pachuca Painting ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของ ชุมชนแออัดย่านพาลมิตาส Las Palmitas ซึ่งเป็นที่อยู่ของคนยากจน ตั้งอยู่บริเวณส่วนที่เป็นเชิงเขา ให้เป็นงานศิลปะบนฝาผนังที่ใหญ่ที่สุด สร้างสรรค์โดยกลุ่มศิลปิน Graffiti ที่เรียกตัวเองว่า German Crew โดยมี เอนริเก้ โกเมซ อดีตสมาชิกแก๊งค์เป็นผู้อำนวยการโครงการ ซึ่งเขามีจุดประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของชุมชนจากที่เป็นลบให้ดูดีขึ้น และต้องการสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน พวกเขาใช้เวลาสร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นนี้ถึง 14 เดือนโดยเริ่มจากการโน้มน้าวเจ้าของบ้านให้อนุญาต และตามด้วยสีขาวเป็นการรองพื้น มีบ้านเรือนทั้งหมด 200 หลังคา ใช้สีไปทั้งหมด 20,000 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร ภาพวาดนี้สีสันจะออกไปในโทน สว่าง สดใส มีทั้งสีลาเวนเดอร์ สีเขียว สีส้ม สีเหลือง เมื่อมองมาจากที่ไกลจะเห็นเป็นริ้วแถบสีสันสดใส โค้งและพลิ้วหมุนอย่างสวยงาม

ชม เมืองปาชูก้า Pachuca เริ่มจากจัตุรัสอิสรภาพ Plaza Independencia ศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมือง อันเป็นที่ตั้งของ หอนาฬิกาอนุสรณ์สถาน Monumental Clock ที่สร้างด้วยหินสีขาว สูง 40 เมตร เพื่อเฉลิมฉลองอิสรภาพ 100 ปี จุดเด่นของหอนาฬิกาอยู่ที่รูปปฏิมากรรมหินอ่อนจากคาร์ราร่าหญิงสาว 4 นางที่เป็นสัญญลักษณ์ของยุคสำคัญของเม็กซิโก เสียงของนาฬิกานี้เหมือนกับนาฬิกา Big Ben ที่ลอนดอน เพราะผลิตจากโรงงานเดียวกัน

ชมงานศิลปะที่โดดเด่นงดงามอีกแห่งของเมืองปาชูก้าที่ ลานวัฒนธรรมเบน กูเรี่ยน Ben Gurion Cultural Plaza ที่ตั้งอยู่ในย่าน Silver Zone ที่ใจกลางของสวนธารณะ ชม ลานโมเสคขนาดใหญ่ที่ใช้แผ่นกระเบื้องโมเสคกว่า 2,000 ชิ้น สร้างภาพสีสันสดใสในธีม Homage to Women บนพื้นของสวนสาธารณะครอบคลุมพื้นที่กว่า 32,00 ตร.เมตร

เมืองกัมเปเช Campeche ตั้งอยู่บนอ่าวเม็กซิโก เป็นท่าเรือหลักของคาบสมุทรยูคาทานจากศตวรรษ 16 ถึงที่ 18 ในยุคอาณานิคมมันเป็...
04/08/2020

เมืองกัมเปเช Campeche ตั้งอยู่บนอ่าวเม็กซิโก เป็นท่าเรือหลักของคาบสมุทรยูคาทานจากศตวรรษ 16 ถึงที่ 18 ในยุคอาณานิคมมันเป็นพอร์ตที่สำคัญที่สุดในคาบสมุทรยูคาทานและความมั่งคั่งของเมือง ทำให้มันเป็นเป้าหมายสำหรับการโจมตีบ่อยครั้งโดยโจรสลัดอังกฤษ, ฝรั่งเศสและดัตช์ ถูกปล้นและทำลายเมืองหลายต่อหลายครั้ง เพื่อป้องกันท่าเรือจากการโจมตี ราชสำนักสเปนสั่งสร้างป้อมปราการของเมือง ป้อมปราการเดิมที่ล้อมรอบเมืองทั้งเมืองยังคงอยู่ รวมทั้งกำแพงและประตูเมืองให้บรรยากาศโรแมนติก ปัจจุบันป้อมนี้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและประตูเมืองเป็นที่จัดแสดงแสงเสียงถึงเรื่องราวในยุคโจรสลัด

ชม สองป้อมปราการบนเนินเขานอกเมืองที่ ป้อมปราการ ซาน โฮเซ่ Fuerte de San Jose มีจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางการทหารในยุคอาณานิคม และ ป้อมปราการ ซาน มิเกล Fuerte de San Miguel โชว์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ของชาวมายันที่สวยงาม

ชม ป้อม ซาน คาร์ลอส Baluarte de San Carlos และป้อมโซลิแดด Baluarte de la Soledad สองในเจ็ดปราการที่สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ และเยี่ยมชม วิหารแห่งซานโฮเซื Ex-Templo de San Jose แห่งคริสตจักรนิกายเยซูอิตที่ประดับด้านหน้าวิหารอย่างอลังการด้วยกระเบื้องสีฟ้าและสีเหลือง และปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชม คฤหาสถ์ Casa del Teniente del Rey ที่พักเดิมของข้าหลวงใหญ่แห่งกษัตริย์สเปน

แหล่งโบราณคดีแห่งปาเลงเก้ Palenque Archeological Site ที่ตั้งห่างจากตัวเมืองไปราว 7 กิโลเมตรชม วิหารแห่งจารึก Temple of ...
04/08/2020

แหล่งโบราณคดีแห่งปาเลงเก้ Palenque Archeological Site ที่ตั้งห่างจากตัวเมืองไปราว 7 กิโลเมตร

ชม วิหารแห่งจารึก Temple of the Inscriptions ที่เป็นอาคารสูงที่สุด สร้างโดยกษัตริย์ปากัล มีหลุมศพจำนวนมากซึ่งเป็นหลักฐานการถูกทรมานอย่างเหี้ยมโหดในพิธีบูชายัญ และยังเป็นที่พบแท่นศิลาจารึกที่มีถูกบันทึกด้วยอักษรภาพไฮโรกรีฟิกทั้งตรงทางขึ้นปีรามิดและในหลุมศพกษัตริย์ปากัลมหาราช ถัดลงมาทางใต้ลานพิธี คือ เดอะ ครอส กรุ๊ป The Cross Group ซึ่งเป็นมหาวิหารสามแห่งที่กษัตริย์บาห์ลุมพระโอรสของกษัตริย์ปากัลได้สร้างขึ้น มหาวิหารทั้งสามได้แก่ วิหารแห่งสุริยเทพ Temple of the Sun วิหารแห่งกากบาท Temple of the Cross และ วิหารแห่งกากบาทย่อย Temple of the Foliated Cross ได้รับการยกย่องจากนักโบราณคดีให้เป็นสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ของชาวมายา

ชม พระราชวังโบราณแห่ง ปาลังเก้ The Palace พระราชวังที่ประกอบด้วยหมู่อาคารที่ซับซ้อน เชื่อมต่อด้วยระเบียงที่สวยงามโดดเด่น และลานกว้างรอบๆพระราชวัง ระหว่างระเบียงทางเดิน จะพบงานแกะสลักมากมาย ในพระราชวังนี้จะมีหอสังเกตุการณืสำหรับตรวจการสูงโดดเด่นจากอาคารอื่นๆ

ชม ท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ Aqueduct ที่สร้างด้วยหินก้อนใหญ่ในห้องเก็บของใต้ดินสูงสามเมตร ที่นำน้ำจากแม่น้ำโอตูลุม Otulum ให้ไหลผ่านใต้พื้นของพลาซ่า

วิหารแห่งสิงห์ Temple of the Lion ที่ 200 เมตร ทางทิศใต้ของกลุ่มวิหารหลัก ได้ชื่อมาจากรูปปั้นของกษัตริย์นั่งบนบัลลังก์เสือจากัวร์

พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์แห่งชาติ National Anthropology and History Museum ซึ่งเป็นที่รวมรวมงานผีมือของเม็กซ...
29/07/2020

พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์แห่งชาติ National Anthropology and History Museum ซึ่งเป็นที่รวมรวมงานผีมือของเม็กซิโก, เครื่องถ้วยโถโอชาม และยังมีที่จัดแสดงความเป็นมาของชาวพื้นเมืองเม็กซิโก ทุกเผ่าพันธุ์ เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของชาวโอลเม็ก โทลเท็กซ์ มายา แอสเท็กซ์ และอีกหลายเผ่าพันธุ์ที่ก่อสร้างอารยธรรมเมโสอเมริกา Mesoamerica พิพิธพันธ์แห่งนี้ยังเก็บรวบรวมงานศิลปะสำคัญๆ มากมายที่ขุดค้นพบในเม็กซิโกที่สำคัญอีกมาก

เม็กซิโก (อังกฤษ: Mexico; สเปน: México) หรือชื่อทางการคือ สหรัฐเม็กซิโก (อังกฤษ: United Mexican States; สเปน: Estados Un...
29/07/2020

เม็กซิโก (อังกฤษ: Mexico; สเปน: México) หรือชื่อทางการคือ สหรัฐเม็กซิโก (อังกฤษ: United Mexican States; สเปน: Estados Unidos Mexicanos) เป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ มีพรมแดนทางทิศเหนือจรดสหรัฐอเมริกา ทิศใต้และทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศตะวันออกเฉียงใต้จรดกัวเตมาลา เบลีซ และทะเลแคริบเบียน ส่วนทิศตะวันออกจรดอ่าวเม็กซิโก เนื่องจากครอบคลุมพื้นที่ถึงเกือบ 2 ล้านตารางกิโลเมตร เม็กซิโกจึงเป็นประเทศที่มากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของทวีปอเมริกา และเป็นอันดับที่ 15 ของโลก นอกจากนี้ยังมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก โดยมีการประมาณไว้ว่า เมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ประเทศนี้มีจำนวนประชากร 128,632,000 ล้านคน

หลังจากได้รับเอกราชจากประเทศสเปน ก็มีการตกลงว่าจะตั้งชื่อประเทศใหม่แห่งนี้ตามชื่อเมืองหลวงคือ กรุงเม็กซิโกซิตี ซึ่งมีชื่อดั้งเดิมในสมัยก่อตั้งว่า "เม็กซิโก-เตนอชตีตลัน" (Mexico-Tenochtitlan) มีที่มาจากชื่อของชนเผ่าเม็กซิกา (Mexica) ซึ่งเป็นชนกลุ่มหลักในอารยธรรมแอซเท็กอีกทอดหนึ่ง ส่วนต้นกำเนิดของชื่อเม็กซิกานั้นยังไม่ทราบชัดเจน มีการตีความไปหลาย ๆ ทาง มีข้อสันนิษฐานว่า มาจากคำในภาษานาอวตล์ว่า "เมชตลี" (Mextli) หรือ "เมชิตลี" (Mēxihtli) ซึ่งเป็นชื่อลับของเทพเจ้าวิตซีโลโปชตลี (Huitzilopochtli) เทพเจ้าแห่งสงครามและผู้คุ้มครองชาวแอซเท็ก (หรือชาวเม็กซิกา) ในกรณีนี้ Mēxihco [เมชิโก] จึงอาจจะแปลว่า "สถานที่ซึ่งเมชตลีทรงสถิตอยู่"[8]

อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่า Mēxihco ประกอบขึ้นจากคำว่า mētztli ("พระจันทร์"), xictli ("สะดือ", "ศูนย์กลาง" หรือ "ลูกชาย") และคำปัจจัย -co (สถานที่) ซึ่งโดยรวมแล้วแปลได้ว่า "สถานที่ใจกลางพระจันทร์" หรือ "สถานที่ใจกลางทะเลสาบพระจันทร์" ทะเลสาบพระจันทร์นี้หมายถึงทะเลสาบเตซโกโก (Lake Texcoco) ระบบทะเลสาบที่เชื่อมถึงกัน (โดยมีทะเลสาบเตซโกโกตั้งอยู่ตอนกลาง) ในบริเวณนี้มีรูปร่างเหมือนกระต่าย ซึ่งเป็นรูปเดียวกับที่ชาวแอซเท็กเห็นจากพระจันทร์ และกรุงเตนอชตีตลันนั้นก็ตั้งอยู่บนเกาะใจกลาง (หรือสะดือ) ของทะเลสาบ (หรือกระต่าย/พระจันทร์) เหล่านี้พอดี[9] นอกจากนี้ยังมีข้อสมมุติฐานที่กล่าวว่าชื่อนี้มาจากคำว่า "เมกตลี" (Mēctli) ซึ่งเป็นชื่อของเทพธิดาประจำดอกโคม (maguey) อีกด้วย[9]

เม็กซิโกตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากบนทวีปดังกล่าวแล้ว เม็กซิโกยังมีกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเล็ก ๆ ในอ่าวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน อ่าวแคลิฟอร์เนีย และมหาสมุทรแปซิฟิก (ได้แก่เกาะกวาดาลูเปและหมู่เกาะเรบียาคีเคโดที่อยู่ห่างไกลออกไป) อีกด้วย พื้นที่เกือบทั้งหมดของเม็กซิโกแผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ โดยมีบางส่วนของคาบสมุทรบาฮากาลิฟอร์เนียตั้งอยู่บนแผ่นแปซิฟิกและแผ่นโกโกส ในทางธรณีฟิสิกส์ นักภูมิศาสตร์บางกลุ่มจัดให้ดินแดนของประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันออกของคอคอดเตอวนเตเปกอยู่ในภูมิภาคอเมริกากลาง แต่ในทางภูมิศาสตร์การเมือง เม็กซิโกเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอเมริกาเหนือร่วมกับแคนาดาและสหรัฐอเมริกา

เม็กซิโกมีเนื้อที่ทั้งหมด 1,972,550 ตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีขนาดเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 14 ของโลก เม็กซิโกมีพรมแดนทางทิศเหนือร่วมกับสหรัฐอเมริกายาว 3,141 กิโลเมตร โดยใช้แม่น้ำบราโบที่คดเคี้ยวเป็นพรมแดนธรรมชาติตั้งแต่เมืองซิวดัดคัวเรซไปทางทิศตะวันออกจนถึงอ่าวเม็กซิโก และตั้งแต่เมืองซิวดัดคัวเรซไปทางทิศตะวันตกจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิกจะมีทั้งแม่น้ำและสิ่งก่อสร้างเป็นแนวแบ่งเขตสองประเทศไว้ ส่วนทางทิศใต้ เม็กซิโกมีพรมแดนร่วมกับกัวเตมาลายาว 962 กิโลเมตร และมีพรมแดนร่วมกับเบลีซยาว 250 กิโลเมตร

ประเทศเม็กซิโก (อังกฤษ: Mexico; สเปน: México) หรือชื่อทางการคือ สหรัฐเม็กซิโก (อังกฤษ: United Mexican States; สเปน: Estados Unidos Mexicanos) เป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ มีพรมแดนทางทิศเหนือจรดสหรัฐอเมริกา ทิศใต้และทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศตะวันออกเฉียงใต้จรดกัวเตมาลา เบลีซ และทะเลแคริบเบียน ส่วนทิศตะวันออกจรดอ่าวเม็กซิโก เนื่องจากครอบคลุมพื้นที่ถึงเกือบ 2 ล้านตารางกิโลเมตร เม็กซิโกจึงเป็นประเทศที่มากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของทวีปอเมริกา และเป็นอันดับที่ 15 ของโลก นอกจากนี้ยังมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก โดยมีการประมาณไว้ว่า เมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ประเทศนี้มีจำนวนประชากร 128,632,000 ล้านคน

หลังจากได้รับเอกราชจากประเทศสเปน ก็มีการตกลงว่าจะตั้งชื่อประเทศใหม่แห่งนี้ตามชื่อเมืองหลวงคือ กรุงเม็กซิโกซิตี ซึ่งมีชื่อดั้งเดิมในสมัยก่อตั้งว่า "เม็กซิโก-เตนอชตีตลัน" (Mexico-Tenochtitlan) มีที่มาจากชื่อของชนเผ่าเม็กซิกา (Mexica) ซึ่งเป็นชนกลุ่มหลักในอารยธรรมแอซเท็กอีกทอดหนึ่ง ส่วนต้นกำเนิดของชื่อเม็กซิกานั้นยังไม่ทราบชัดเจน มีการตีความไปหลาย ๆ ทาง มีข้อสันนิษฐานว่า มาจากคำในภาษานาอวตล์ว่า "เมชตลี" (Mextli) หรือ "เมชิตลี" (Mēxihtli) ซึ่งเป็นชื่อลับของเทพเจ้าวิตซีโลโปชตลี (Huitzilopochtli) เทพเจ้าแห่งสงครามและผู้คุ้มครองชาวแอซเท็ก (หรือชาวเม็กซิกา) ในกรณีนี้ Mēxihco [เมชิโก] จึงอาจจะแปลว่า "สถานที่ซึ่งเมชตลีทรงสถิตอยู่"[8]

อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่า Mēxihco ประกอบขึ้นจากคำว่า mētztli ("พระจันทร์"), xictli ("สะดือ", "ศูนย์กลาง" หรือ "ลูกชาย") และคำปัจจัย -co (สถานที่) ซึ่งโดยรวมแล้วแปลได้ว่า "สถานที่ใจกลางพระจันทร์" หรือ "สถานที่ใจกลางทะเลสาบพระจันทร์" ทะเลสาบพระจันทร์นี้หมายถึงทะเลสาบเตซโกโก (Lake Texcoco) ระบบทะเลสาบที่เชื่อมถึงกัน (โดยมีทะเลสาบเตซโกโกตั้งอยู่ตอนกลาง) ในบริเวณนี้มีรูปร่างเหมือนกระต่าย ซึ่งเป็นรูปเดียวกับที่ชาวแอซเท็กเห็นจากพระจันทร์ และกรุงเตนอชตีตลันนั้นก็ตั้งอยู่บนเกาะใจกลาง (หรือสะดือ) ของทะเลสาบ (หรือกระต่าย/พระจันทร์) เหล่านี้พอดี[9] นอกจากนี้ยังมีข้อสมมุติฐานที่กล่าวว่าชื่อนี้มาจากคำว่า "เมกตลี" (Mēctli) ซึ่งเป็นชื่อของเทพธิดาประจำดอกโคม (maguey) อีกด้วย[9]

เม็กซิโกตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากบนทวีปดังกล่าวแล้ว เม็กซิโกยังมีกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเล็ก ๆ ในอ่าวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน อ่าวแคลิฟอร์เนีย และมหาสมุทรแปซิฟิก (ได้แก่เกาะกวาดาลูเปและหมู่เกาะเรบียาคีเคโดที่อยู่ห่างไกลออกไป) อีกด้วย พื้นที่เกือบทั้งหมดของเม็กซิโกแผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ โดยมีบางส่วนของคาบสมุทรบาฮากาลิฟอร์เนียตั้งอยู่บนแผ่นแปซิฟิกและแผ่นโกโกส ในทางธรณีฟิสิกส์ นักภูมิศาสตร์บางกลุ่มจัดให้ดินแดนของประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันออกของคอคอดเตอวนเตเปกอยู่ในภูมิภาคอเมริกากลาง แต่ในทางภูมิศาสตร์การเมือง เม็กซิโกเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอเมริกาเหนือร่วมกับแคนาดาและสหรัฐอเมริกา

เม็กซิโกมีเนื้อที่ทั้งหมด 1,972,550 ตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีขนาดเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 14 ของโลก เม็กซิโกมีพรมแดนทางทิศเหนือร่วมกับสหรัฐอเมริกายาว 3,141 กิโลเมตร โดยใช้แม่น้ำบราโบที่คดเคี้ยวเป็นพรมแดนธรรมชาติตั้งแต่เมืองซิวดัดคัวเรซไปทางทิศตะวันออกจนถึงอ่าวเม็กซิโก และตั้งแต่เมืองซิวดัดคัวเรซไปทางทิศตะวันตกจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิกจะมีทั้งแม่น้ำและสิ่งก่อสร้างเป็นแนวแบ่งเขตสองประเทศไว้ ส่วนทางทิศใต้ เม็กซิโกมีพรมแดนร่วมกับกัวเตมาลายาว 962 กิโลเมตร และมีพรมแดนร่วมกับเบลีซยาว 250 กิโลเมตร

เมืองตูล่า Tula เคยเป็นเมืองหลวงชื่อ ทอลลัน Tollan ของจักวรรดิโทลเท็ก Toltec Empire ที่เจริญรุ่งเรืองในยุด ค.ศ. 900 - 11...
29/07/2020

เมืองตูล่า Tula เคยเป็นเมืองหลวงชื่อ ทอลลัน Tollan ของจักวรรดิโทลเท็ก Toltec Empire ที่เจริญรุ่งเรืองในยุด ค.ศ. 900 - 1100 ระหว่างหลังการล่มสลายของ มหานครเตโอทิฮัวกัน Teotihuacan และก่อนการก่อตั้ง นครเทน็อคช์ทิทลัน Tenochtitlan ของชาวแอสเท็กซ์ Aztecs ตั้งอยู่ในหุบเขาตูล่า Tula Valley ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐอีดัลโก Hidalgo หรือทางตะวันตกเฉียงเหนือของเม็กซิโกซิตี้

โทลเท็กซ์ Toltecs จาก เมืองทอลลัน Tollan (เมืองตูลา Tula ในปัจจุบัน) ในหุบเขาเม็กซิโก พวกเขาเป็นพวกกระหายเลือดมากที่สุด และพิชิตเมืองของชาวเม็กซิกันเป็นอันมาก ระหว่างศตวรรษที่ 900 ถึง 1100 ทรัพย์สมบัติของพวกเขาได้มาจากการค้าขายแก้วภูเขาไฟ เชื่อกันว่าชาวโทลเท็กซ์ได้รุกรานเข้าไปถึง นครชิเชนอิชซ่า Chichen Itza ของชาวมายันในคาบสมุทรยูคาตัน และก่อสร้างวิหารหลายแห่งเพิ่มเติมในสไตล์ของโทลเท็กซ์

ศูนย์กลางของนครหลวงโบราณที่ วิหารแห่งทลาฮูซคาลปันเตคัห์ทลิ Temple of Tlahuizcalpantecuhtli หรือ วิหารเจ้าบ้านแห่งดาวอรุณรุ่ง Lord of the House of the Morning Star หรือมักเรียกอีกชื่อว่า ปิรามิดแห่งเควท์ซาลโคท์ล' Pyramid of Quetzalcoatl ที่มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับ ปิรามิดแห่งชิเชน อิทซ่า Pyramid of Chichen Itza เป็นปิรามิดขั้นบันได 5 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นลานกว้าง ประดับด้วยรูปศิลาแกะสลักจากหินอัคนีสูง 4 เมตรในรูปของนักรบโทลเท็กซ์ ที่อาจเป็นผู้ปกครองที่เป็นตัวแทนของมหาเทพเควท์ซาลโคท์ล รูปแกะสลักทั้งสี่ทำหน้าที่เป็นเสาค้ำยันหลังคาวิหารที่ทรุดพังไปแล้ว ที่ฐานของปิรามิดฝั่งตรงข้ามบันได มีภาพแกะสลักเป็นรูปเสือจากัวร์ นกอินทรีย์ และ หัวกระโหลก

เดินผ่านลานรูปตัว L ที่เชิงบันไดที่เต็มไปด้วยเสาค้ำซึ่งเคยรองรับหลังคางทางเดินที่นักบวช และขุนนางเคยใช้เดินจากปิรามิดหลัก ไปยัง ปิรามิดสุริยเทพ Pyramid of the Sun ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า และยอดปิรามิดทรุดพังไปบางส่วน

ชม พระราชวังเกมาโด้ Quemado Palace หรือมักเรียกกันว่า พระราชวังที่ถูกเผา Burnt Palace ที่ถูกเผา ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงฐานราก และเสาค้ำยันอาคารที่เหลือรอดจากการถูกเผาในอดีต

กำแพงอสรพิษโคตเตปันลิ Coatepantli ทางด้านเหนือของปิรามิดหลัก ชมภาพแกะสลักนูนต่ำเป็นรูปงูกำลังกินมนุษย์

พิพิธภัณฑ์จอร์จ อาร์ อโคสต้า Jorge R. Acosta Museum และ ศูนย์ปฐมนิเทศกัวดาลูเป้ มาสตาเช่ Guadalupe Mastache Orientation Center พิพิธภัณฑ์ชื่อตามนักโบราณคดีคนหนึ่งที่ทำงานในพื้นที่มาหลายปีแล้ว ภายในจัดเป็นส่วนต่างๆ จัดแสดงงานหินแกะสลักและซากโครงกระดูกมนุษย์ที่ได้จากการขุดค้น ศูนย์การปฐมนิเทศยังมี การแสดงวัตถุที่ขุดค้นได้ พร้อมนิทรรศการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอารยธรรมโทลเท็กซ์ กับอารยธรรมอื่นๆในเมโสอเมริกา

เมืองวิลล่าแอร์โมซ่า Villahermosa เมืองหลวงที่สวยงามของรัฐทาบาสโก้ ตังอยู่ริมแม่น้ำยิฮัลว่า Grijalva River จัดตั้งโดยชาว...
29/07/2020

เมืองวิลล่าแอร์โมซ่า Villahermosa เมืองหลวงที่สวยงามของรัฐทาบาสโก้ ตังอยู่ริมแม่น้ำยิฮัลว่า Grijalva River จัดตั้งโดยชาวสเปนในปี ค.ศ. 1826 ภายใต้การนำของ ซาน ฮวน เบาติสต้า

ชม พิพิธภัณฑ์โบราณคดีกลางแจ้ง ลาเวนต้า Parque-Museo de La Venta สถานที่เที่ยวที่มีความแปลกตาและโดดเด่นกว่าที่อื่นๆเพราะภายในลาเวนตาปาร์คซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ยังมี สวนสัตว์และสวนประวัติศาสตร์ที่มีศิลปวัฒนธรรมของชาวโอลเม็กซ์จำนวนมาก นักโบราณคดีขุดพบหลักฐานเกี่ยวกับอารยธรรมโอลเมคที่เก่าแก่ที่สุดบนทวีปอเมริกาและได้ชื่อว่าเป็นมารดาแห่งอารยธรรมเมโสอเมริกาโบราณ ที่นี่เคยแป็นศูนย์กลางการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่แหล่งรวมของมหาปีรามิดและลานพิธีกรรมต่างๆ แท่นบูชา และศีรษะศิลายักษ์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวโอลเม็กซ์ที่นักโบราณคดีขุดค้นพบ คาดว่าถูกสร้างขึ้นประมาณเจ็ดร้อยปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเรียกกันว่า โอลเม็กซ์เฮด Giant Olmec Head นี้มีขนาดสูงถึง 2.2 เมตรและมีน้ำหนักหลายตัน นักโบราณคดียังไม่สามารถสรุปได้ว่าชาวโอลเม็กซ์ที่หายสาปสูญไปนั้นใช้วิทยาการอะไรในการแกะสลักท่อนหินขนาดใหญ่และใช้เครื่องมืออะไรในการเคลื่อนไหวสิ่งเหล่านี้ การได้ชม โอลเม็กซ์เฮดจึงเป็นประสบการณ์ที่เทียบได้กับการได้ชมปีรามิดของชาวมายาหรือชาวอียิปต์นั่นเอง

ชม พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาท้องถิ่น Museo Regional de Antropologia
Carlos Pellicer Camara ที่จัดแสดงเรื่องราวของชนพื้นเมืองเมโสอเมริกาโบราณ ตั้งแต่ โอลเม็ก มายา แอสเท็กซื และชนเผ่าอื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งเครื่องปั้นดินเผา รูปปั้นดิน และหยกแกะสลัก

พิพิธภัณฑ์โบราณคดีกลางแจ้ง ลาเวนต้า Parque-Museo de La Venta สถานที่เที่ยวที่มีความแปลกตาและโดดเด่นกว่าที่อื่นๆเพราะภายใ...
29/07/2020

พิพิธภัณฑ์โบราณคดีกลางแจ้ง ลาเวนต้า Parque-Museo de La Venta สถานที่เที่ยวที่มีความแปลกตาและโดดเด่นกว่าที่อื่นๆเพราะภายในลาเวนตาปาร์คซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ยังมี สวนสัตว์และสวนประวัติศาสตร์ที่มีศิลปวัฒนธรรมของชาวโอลเม็กซ์จำนวนมาก นักโบราณคดีขุดพบหลักฐานเกี่ยวกับอารยธรรมโอลเมคที่เก่าแก่ที่สุดบนทวีปอเมริกาและได้ชื่อว่าเป็นมารดาแห่งอารยธรรมเมโสอเมริกาโบราณ ที่นี่เคยแป็นศูนย์กลางการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่แหล่งรวมของมหาปีรามิดและลานพิธีกรรมต่างๆ แท่นบูชา และศีรษะศิลายักษ์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวโอลเม็กซ์ที่นักโบราณคดีขุดค้นพบ คาดว่าถูกสร้างขึ้นประมาณเจ็ดร้อยปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเรียกกันว่า โอลเม็กซ์เฮด Giant Olmec Head นี้มีขนาดสูงถึง 2.2 เมตรและมีน้ำหนักหลายตัน นักโบราณคดียังไม่สามารถสรุปได้ว่าชาวโอลเม็กซ์ที่หายสาปสูญไปนั้นใช้วิทยาการอะไรในการแกะสลักท่อนหินขนาดใหญ่และใช้เครื่องมืออะไรในการเคลื่อนไหวสิ่งเหล่านี้ การได้ชม โอลเม็กซ์เฮดจึงเป็นประสบการณ์ที่เทียบได้กับการได้ชมปีรามิดของชาวมายาหรือชาวอียิปต์นั่นเอง

เมืองวิลล่าแอร์โมซ่า Villahermosa เมืองหลวงที่สวยงามของรัฐทาบาสโก้ ตังอยู่ริมแม่น้ำยิฮัลว่า Grijalva River จัดตั้งโดยชาวสเปนในปี ค.ศ. 1826 ภายใต้การนำของ ซาน ฮวน เบาติสต้า

ชม พิพิธภัณฑ์โบราณคดีกลางแจ้ง ลาเวนต้า Parque-Museo de La Venta สถานที่เที่ยวที่มีความแปลกตาและโดดเด่นกว่าที่อื่นๆเพราะภายในลาเวนตาปาร์คซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ยังมี สวนสัตว์และสวนประวัติศาสตร์ที่มีศิลปวัฒนธรรมของชาวโอลเม็กซ์จำนวนมาก นักโบราณคดีขุดพบหลักฐานเกี่ยวกับอารยธรรมโอลเมคที่เก่าแก่ที่สุดบนทวีปอเมริกาและได้ชื่อว่าเป็นมารดาแห่งอารยธรรมเมโสอเมริกาโบราณ ที่นี่เคยแป็นศูนย์กลางการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่แหล่งรวมของมหาปีรามิดและลานพิธีกรรมต่างๆ แท่นบูชา และศีรษะศิลายักษ์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวโอลเม็กซ์ที่นักโบราณคดีขุดค้นพบ คาดว่าถูกสร้างขึ้นประมาณเจ็ดร้อยปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเรียกกันว่า โอลเม็กซ์เฮด Giant Olmec Head นี้มีขนาดสูงถึง 2.2 เมตรและมีน้ำหนักหลายตัน นักโบราณคดียังไม่สามารถสรุปได้ว่าชาวโอลเม็กซ์ที่หายสาปสูญไปนั้นใช้วิทยาการอะไรในการแกะสลักท่อนหินขนาดใหญ่และใช้เครื่องมืออะไรในการเคลื่อนไหวสิ่งเหล่านี้ การได้ชม โอลเม็กซ์เฮดจึงเป็นประสบการณ์ที่เทียบได้กับการได้ชมปีรามิดของชาวมายาหรือชาวอียิปต์นั่นเอง

ชม พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาท้องถิ่น Museo Regional de Antropologia
Carlos Pellicer Camara ที่จัดแสดงเรื่องราวของชนพื้นเมืองเมโสอเมริกาโบราณ ตั้งแต่ โอลเม็ก มายา แอสเท็กซื และชนเผ่าอื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งเครื่องปั้นดินเผา รูปปั้นดิน และหยกแกะสลัก

อูชมาล Uxmal นับเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่ไม่แพ้อารยธรรมโอลเม็กซ์ นักโบราณคดีสันนิฐานว่าถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณ 800 ปีก...
29/07/2020

อูชมาล Uxmal นับเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่ไม่แพ้อารยธรรมโอลเม็กซ์ นักโบราณคดีสันนิฐานว่าถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณ 800 ปีก่อนคริสตกาล แต่กลับถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมาเมื่อเมืองชิเชน อิซซ่าถูกสร้างขึ้นมาแทนที่โบราณสถานอูชมาล (Uxmal) ซึ่งมีเนื้อที่ถึง 150 ไร่ สถาปัตยกรรมเป็นกลุ่มอาคารต่ำล้อมรอบด้วยลานกว้าง ตกแต่งด้วยลวดลายสัญลักษณ์และรูปปั้นเทพแห่งฝนที่มีจมูกยาว แช็ค Chac นักท่องเที่ยวจำนวนมากหลงใหลเสน่ห์ของอูชมาล (Uxmal) มากกว่าเมืองอื่นเพราะผู้คนบางตาไม่พลุกพล่านเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ และยังมีจุดชมวิวหลายจุดซึ่งที่อื่นไม่มี ความโดดเด่นของอูชมาล (Uxmal) อีกอย่างคือโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนเนินเขาของที่ราบลุ่มยูคาทาน จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อ ปู๊ก (Puuc) ซึ่งเป็นศิลปมายาแขนงย่อยอีกแบบหนึ่ง

ปิรามิด ออฟ แมจิกเชี่ยน Pyramid of the Magician เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่องค์การยูเนสโก้ยกย่องให้เป็นมรดกโลกในยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยปิรามิดแห่งนี้มีลักษณะโค้งมน บนยอดปิรามิดมีห้องประกอบพิธีกรรม มีรูปสลักเทพชะมุลห์ประดับกรอบประตู และตามบันไดทางขึ้นทำให้ที่นี่แตกต่างจากปิรามิดทรงเหลี่ยมทั่วไปของชาวมายา นอกจากนี้จุดชมวิวบน มหาปิรามิด Grand Pyramid ซึ่งมีความสูง 19.8 เมตร เป็นจุดที่เห็นมหานครโบราณได้อย่างทั่วถึง

พระราชวังหลวง Governor Palace เป็นที่อาศัยของเจ้าผู้ครองนครอูกซ์มัล Uxmal พระราชวังแห่งนี้โดดเด่นด้วยลวดลายประดับภายนอกตัวอาคารมีความงดงามประณีตที่สุดในโบราณสถานอูกซ์มัล(Uxmal) และยังงดงามเป็นหนึ่งในศิลปะแบบปุ๊ก และยังเป็นจุดชมวิวที่ทำให้เห็นความอลังการของปิรามิด ออฟ แมจิกเชี่ยน และอาคารโดยรอบอย่างชัดเจน

ด้านขวาของปิรามิด คือ อารามนางชี นันเนอรี่ ควอแดรงเกิล Nunnery Quadrangle อาคารที่มีลวดลายประดับที่งดงามมากที่สุดในอุกซ์มัล มีลักษณะเป็นลานสนามหญ้ารูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบไปด้วยอาคารทั้งสี่ด้านซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นลานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวมายา

ส่วนด้านซ้ายของปิรามิด คือ บ้านเต่า The House of Turtles ซึ่งมีชื่อเรียกมาจากรูปปั้นเต่าบนผนัง

ชิเชน อิทซ่า Chichen Itza โบราณสถานอีกแห่งหนึ่งในจำนวนโบราณสถานมากมายที่ชาวมายาสร้างไว้เป็นอนุสรณ์สถานของเทพเจ้าผู้กระหา...
29/07/2020

ชิเชน อิทซ่า Chichen Itza โบราณสถานอีกแห่งหนึ่งในจำนวนโบราณสถานมากมายที่ชาวมายาสร้างไว้เป็นอนุสรณ์สถานของเทพเจ้าผู้กระหายเลือด และมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะที่เป็นที่ประดิษฐาน ปฏิทินมายาที่ทำนายวันสิ้นโลกในปี ค.ศ. 2012 อันโด่งดัง โบราณสถานแห่งนี้แม้จะเป็นสถานที่งดงามแต่ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ยืนยันความโหดเหี้ยมของชาวมายาป่าเถื่อนแม้จะมีสติปัญญาอันสูงส่ง และด้วยความที่ ชิเชน อิทซา มีหลักฐานของอารยธรรมมายันที่ใหญ่ที่สุด และสมบูรณ์ที่สุดในเม็กซิโกจึงได้รับการประกาศให้เป็น 1 ใน7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการโหวตของคนทั่วโลกนับแต่ปี ค.ศ. 2007 เป็นต้นมา

วิหารที่ใหญ่ที่สุด คือ วิหารนักรบเทมโปล เด ลอสเกร์เรรอส Templo de los Guerreros เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ทรงปิรามิดยอดตัด เดิมทีมีหลังคาไม้ฉาบปูนวิหารแห่งนี้มีเสาแกะรูปสลักนูนต่ำแลดูคล้ายนักรบ หลายๆรูปยังคงสภาพสีดั้งเดิมบางสีไว้ได้ มีเสาที่เรียงรายนับหลายร้อยต้นรอบวิหารเป็นซากปรักหักพัง

ปิรามิดแห่งเทพเจ้าคูคุลคาน The Castle Pyramid of Kukulcan เทพเจ้าสูงสุดของชาวมายาซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์

ชุมนุมพันเสา Group of a Thousand ที่แสดงให้เห็นถึงความพิเศษในเชิงสถาปัตยกรรมด้านการจัดวางองค์ประกอบของเนื้อที่และพื้นที่การใช้งาน

วิหารเสือจากัวร์ Temple of the Jaguars ชื่อของสิ่งปลูกสร้างนี้มาจากรูปสลักขบวนเสือจากัวร์ที่อยู่บนอาคารด้านหน้าวิหารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมมายา-โทลเท็ลนี้สร้างขึ้นในราวปี ค.ศ. 900-1100 ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าการรบระหว่างชาวมายากับชาวโทลเท็ล

สนามบอล Ball Court Complex หรือ เฆโก เด เปโลตา Juego de Pelota อันเป็น 1 ใน 7 แห่งที่ใช้สำหรับการละเล่นอย่างหนึ่งที่ใหญ่โตที่สุด บานกรุตลอดแนวผนังด้านข้างของสนามบอล ถูกตกแต่งด้วยภาพเรื่องราวเหตุการณ์จากเกมบอลภาพอันน่าสยดสยองที่บรรยายการบั่นศีรษะเหยื่อต่อหน้าผู้เล่นทั้งสองฝ่ายเรื่องเล่าว่าด้วยการสร้างโลกของชาวมายา มีอยู่หลายตอนที่เกี่ยวกับเกมบอลที่เล่นกันทั้งในโลกนี้และปรโลกสิ่งนี้เองที่บ่งบอกถึงนัยสำคัญทางศาสนาของเกมนี้

ที่อยู่

Bangkok
10600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตามหามายา สุดขอบฟ้าอเมริกากลางผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์