Medee.PR Public Relations Consulting Service, KOL, Communication Training

อินฟลูตัวเล็ก สร้างอิมแพคได้ดีที่สุด!
06/02/2026

อินฟลูตัวเล็ก สร้างอิมแพคได้ดีที่สุด!

สรุปอินไซต์ การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ในไทย “อินฟลูตัวเล็ก สร้างอิมแพกต์ได้ดีสุด” จาก Anymind - MarketThink
- ล่าสุด Anymind ได้ออกรายงาน “การตลาดอินฟลูเอนเซอร์” หรือที่มีชื่อเต็มว่า State of Influencer Marketing Report 2026 ซึ่งมีอินไซต์ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับอินฟลูเอนเซอร์ในไทย ที่แบรนด์สามารถนำไปปรับใช้ได้

แล้วอินไซต์การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?
MarketThink สรุปมาให้เป็นข้อ ๆ

รายงานเป็นการเก็บข้อมูลครอบคลุมเกือบ 7,000 แคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ และอินฟลูเอนเซอร์มากกว่า 1.1 ล้านราย ใน 10 ตลาดเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ กัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม และไทยด้วย

โดยในบทความนี้ จะเจาะเฉพาะอินไซต์การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในไทย พบว่า

1. การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในไทย

ประเภทคอนเทนต์ที่อินฟลูเอนเซอร์ในไทยนิยมสร้างสรรค์มากที่สุด
- อันดับ 1 เอนเตอร์เทนเมนต์
- อันดับ 2 แฟชั่นและความงาม
- อันดับ 3 อาหารและเครื่องดื่ม
- อันดับ 4 ท่องเที่ยว
- อันดับ 5 ครอบครัว, ไลฟ์สไตล์ และบ้าน

อุตสาหกรรมที่แบรนด์เลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์มากที่สุด
- อันดับ 1 กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็น 39.4%
- อันดับ 2 กลุ่มแฟชั่นและความงาม

ซึ่งทั้ง 2 เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่อินฟลูเอนเซอร์สามารถใช้คอนเทนต์รีวิว การป้ายยา หรือทำ Affiliate Marketing ในการกระตุ้นความต้องการ และการตัดสินใจซื้อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. Nano และ Micro Influencers ช่วยสร้างยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้ดี

ในรายงานชี้ให้เห็นว่า Nano Influencers ที่มีผู้ติดตาม 1,000 - 10,000 บัญชี และ Micro Influencers ที่มีผู้ติดตาม 10,000 - 100,000 บัญชี มีอัตราการสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงกว่า Macro Influencers ที่มีผู้ติดตาม 100,000 - 1,000,000 บัญชีอย่างมีนัยสำคัญ

สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ความจริงใจ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และความใกล้ชิดกับครีเอเตอร์มากขึ้น

ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มเล็ก สามารถสร้างบทสนทนาและอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อได้ลึกกว่าในระดับคอมมิวนิตี

3. แบรนด์หันมาเน้นอินฟลูเอนเซอร์ ที่สร้างผลลัพธ์ มากกว่าแค่ สร้างการรับรู้

จากการสำรวจแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในภูมิภาค APAC ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า

ปีที่แล้ว แบรนด์หันมาเน้นอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยสร้างผลลัพธ์ให้แบรนด์ได้มากขึ้น เช่น ช่วยสร้างยอดขายได้ มากกว่าแค่ช่วยแบรนด์สร้างการรับรู้ (Brand Awareness)

โดยปี 2025 เห็นการเติบโตของแคมเปญที่เน้นผลลัพธ์คิดเป็น 42.47% ของแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 30.67% ในปี 2024 และ 28.24% ในปี 2023

คุณอุมามณฑ์ ศิริลักษณาพร Chief Commercial Officer ประเทศไทย ของ AnyMind Group บอกว่า

“อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ของผู้บริโภคเพียงช่วงใดช่วงหนึ่งอีกต่อไป

ในปี 2026 เราจะเห็นอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลมากขึ้น กับวิธีที่ผู้บริโภคค้นหาสินค้า เชื่อมั่นในสินค้า และตัดสินใจซื้อสินค้า

ซึ่งการตลาดอินฟลูเอนเซอร์จะสร้างคุณค่าได้สูงสุดเมื่อเข้าไปอยู่ในทุกช่วงของเส้นทางผู้บริโภค และมีเป้าหมายทางด้านผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน”

4. TikTok ขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่แบรนด์เลือกใช้ทำแคมเปญการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์

โดย TikTok ก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มหลัก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็น 66.0% ของแคมเปญผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ในประเทศไทย 64.3% ในฟิลิปปินส์ และ 62.9% ในเวียดนาม

สะท้อนถึงจุดแข็งของ TikTok ด้านคอนเทนต์สั้น การค้นพบสินค้าผ่านคอนเทนต์บันเทิง และผลลัพธ์ที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้า

- อินไซต์ทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่า แบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จ จะไม่ใช่แบรนด์ที่เลือกใช้แค่ “อินฟลูเอนเซอร์ที่ใหญ่ที่สุด” อีกต่อไป

แต่เป็นแบรนด์ที่สามารถออกแบบ การเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ ให้สอดรับกับแพลตฟอร์ม พฤติกรรมผู้บริโภค และเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

#การตลาด
#อินฟลูเอนเซอร์

“อีเทอนิตี้ แอทวัน” จัดงานฉลองเปิดตัว “AVATR CENTER RAMA 6 SHOWROOM” โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม “AVATR”ที่...
22/12/2025

“อีเทอนิตี้ แอทวัน” จัดงานฉลองเปิดตัว “AVATR CENTER RAMA 6 SHOWROOM” โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม “AVATR”ที่สุดทันสมัยใจกลางเมือง พร้อมเผยโฉม AVATR 11 Royal Edition นิยามใหม่ของความหรูหราในโลกยานยนต์ไฟฟ้า
บริษัท อีเทอนิตี้ แอทวัน จํากัด ผู้แทนจำหน่าย“AVATR” (อวาทาร์) แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมจาก CHANGAN หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนําของจีน จัดงานฉลองเปิดตัว“AVATR CENTER RAMA 6 SHOWROOM by Eternity At One” โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม “อวาทาร์” ที่สุดทันสมัยใจกลางเมือง บนเนื้อที่กว่า 4,000 ตร.ม.
พร้อมเปิด AVATR Cafe By black and milk แห่งแรกของโลก เพื่อสร้าง Brand Experience Extension ให้ลูกค้าได้สัมผัสตัวตนและไลฟ์สไตล์ของแบรนด์ในรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงง่ายขึ้น เจาะทำเลทองถนนพระราม 6 รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมสร้างประสบการณ์ความประทับใจการขับเคลื่อนยนตรกรรมระดับพรีเมียมให้ลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ใจกลางเมือง และบริการหลังการขายสุดพรีเมียมได้อย่างสมบูรณ์แบบครบวงจร ไฮไลต์ในงานยังมีการเผยโฉม AVATR 11 Royal Edition นิยามใหม่ของความหรูหราในโลกยานยนต์ไฟฟ้าที่ผสานเทคโนโลยีและดีไซน์อย่างลงตัว
โดยมีเหล่าเซเลบริตี้และดารานักร้องชื่อดังมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง อาทิ ดีเจ เพชรจ้า, แป้ง อรจิรา, ปีเตอร์ คอร์ปไดเรนดัล, ป๊อป-อารียา สิริโสภา, แหนม รณเดช วงศาโรจน์, ภูริ หิรัญพฤกษ์ ฯลฯ
สำหรับบรรยากาศในงานเปิดตัว AVATR CENTER RAMA 6 SHOWROOM ในค่ำคืนนี้ได้ จัดขึ้นภายใต้ธีม “Redefining Grace Through Innovation” สร้างนิยามใหม่แห่งความสง่างามผ่านนวัตกรรม สะท้อนถึงความหรูหรา สง่างาม ผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยสอดรับกับยนตรกรรมระดับพรีเมียม โดยหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ได้เวลาพบอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในงาน คือ การเผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด AVATR 11 Royal Edition นิยามใหม่ของความหรูหราในโลกยานยนต์ไฟฟ้าที่ผสานเทคโนโลยีและดีไซน์อย่างลงตัว พร้อมเปิดตัว “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม” ในฐานะแบรนด์ แอมบาสซาเดอร์คนแรกของ Eternity At One ก่อนจะให้ปล่อยให้แขกผู้มีเกียรติได้เพลิดเพลินกับมินิคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีพจากวง SEASON FIVE
คุณทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีเทอนิตี้ แอทวัน จํากัด กล่าวว่า บริษัท อีเทอนิตี้ แอทวัน จำกัด ได้รับความไว้วางใจจาก CHANGAN ให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า AVATR ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งหลังจากเราได้เปิดรูมโชว์รูม AVATR ที่บางนาไปเมื่อปีที่แล้ว ปรากฎว่าลูกค้าได้ให้การตอบรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น AVATR 11 โปรดักส์เรือธงระดับพรีเมียมในเครือ CHANGAN เป็นอย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้มียอดจองเข้ามาอย่างล้นหลามต่อเนื่องถึงปัจจุบัน และที่พิเศษไปกว่านั้นเราได้ คุณอนันดา เอเวอริงแฮม มาเป็น แบรนด์ แอมบาสซาเดอร์ให้กับ Eternity At One เพราะเป็นผู้มีสไตล์เฉพาะตัว สามารถถ่ายทอดความหรูหราและความลึกซึ้งในทุกมิติของชีวิตได้อย่างลงตัว ซึ่งสะท้อนตัวตนของแบรนด์อีเทอนิตี้ แอทวัน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของแบรนด์ AVATR ในอนาคต และ สะท้อนความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า เราได้ทุ่มงบกว่า 50 ล้าน รีโนเวทปรับโฉมเนรมิตโชว์รูม AVATR CENTER RAMA 6 SHOWROOM เพิ่มเป็นแห่งที่ 2 มาพร้อมกับการออกแบบที่ทันสมัย สะท้อนอัตลักษณ์ความเรียบหรู เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการให้บริการลูกค้า พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ประกอบด้วย พื้นที่โชว์รถยนต์ไฟฟ้า AVATR โซนส่งมอบรถ และ พื้นที่พักผ่อน ห้องรับรองที่แสนสบายสุดพรีเมียม พร้อมนำ Digital Solutions และ AI มาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์สุดล้ำค่ารองรับบริการหลังการขายอย่างครบวงจร บนทำเลทอง ถนนพระราม 6 ใจกลางเมือง ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ คนทำงานระดับผู้บริหาร และ กลุ่มครอบครัวในเมือง” คุณทรงวิทย์ กล่าว
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด AVATR 11 Royal Edition นิยามใหม่ของความหรูหราในโลกยานยนต์ไฟฟ้าที่ผสานเทคโนโลยีและดีไซน์อย่างลงตัว เพิ่มความหรูหรามากขึ้น ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ช่วงล่างใช้เทคโนโลยี Magnetorheological Dampers ตัวถังสองโทน สีเทาและดำ ตกแต่งด้วยเส้นขอบสีเงินสตาร์ไลน์สุดหรู เสริมด้วยล้อแม็กลายดาว 7 แฉกขนาด 22 นิ้ว ภายในห้องโดยสาร หนังแท้แบบกึ่งอนิลิน ที่นั่ง VIP 4 ที่นั่ง รวมถึงพื้นที่พักผ่อนด้านหลังซึ่งมาพร้อมที่วางแขนแบบลอยตัว ฟังก์ชันนวด 8 จุด และระบบชาร์จไร้สาย 50 วัตต์
สนใจสามารถนัดชมรถ และทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่ AVATR CENTER RAMA 6 SHOWROOM และ AVATR CENTER BANGNA SHOWROOM สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB Page: AVATR Eternity At One หรือ Call Center 02-036-5888 และ Website: https://avatr-eternityatone.com
#อีเทอนิตี้แอทวัน
#รถอีวี #อนันดาเอเวอร์ริ่งแฮม

ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยบูม!
20/03/2025

ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยบูม!

: ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยบูม หลังแบรนด์แห่ใช้เป็นช่องทางสื่อสารหลักแทนการโฆษณาในสื่อเดิม :
ตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย มีอัตราการเติบโตต่อปีเฉลี่ย 20-30% และเนื่องจากพฤติกรรมใช้เวลาในโลกออนไลน์ เฉลี่ยอยู่ที่ 7 ชั่วโมง 25 นาทีต่อวัน
ถือว่าสูงติดอันดับโลก และการใช้งานโซเชียลมีเดียที่สูงถึง 71.5% มากกว่าผู้ใช้งานทั่วโลกที่มีเพียง 63.9% (อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยของ Global WebIndex เดือนกุมภาพันธ์ 2025) สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยปรับเปลี่ยนมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์กันมากขึ้น
ปัจจุบันมี Megatrends (แรงผลักดันขนาดใหญ่) ที่ส่งผลต่อการผลิตเนื้อหาและส่งผลกระทบต่ออนาคตวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่น่าสนใจ 4 ประเด็น ประกอบด้วย
1. เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็น โลกเสมือนหรือ AI ได้เปิดโอกาสให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ขยายขีดความสามารถในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ อย่างไรก็ตาม ครีเอเตอร์ควรต้องคำนึงถึงขอบจำกัด ลิขสิทธิ์และข้อมูลที่ถูกต้องของเนื้อหาที่นำเสนอ
2. คุณภาพของสื่อ แพลตฟอร์มและภาครัฐพยายามเข้ามาควบคุมและกำกับดูแลมากขึ้นจากปัญหาเฟคนิวส์หรือการสร้างสื่อที่นำเสนอข้อมูลเท็จ รวมทั้งสื่อที่ผิดลิขสิทธิ์
3. Creator as Mainstream Media ปัจจุบันผู้บริโภคเชื่อใจและอยากฟังความคิดเห็นของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ทำให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์มีส่วนร่วมในสื่อกระแสหลักมากขึ้น
4. ค่านิยมในสังคม ครีเอเตอร์สามารถสร้างสรรค์สื่อที่มีประโยชน์ให้กับสังคม สิ่งแวดล้อม และช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
ซึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนร่วมกันของทุกภาคส่วนในวงการ ครีเอเตอร์ต้องเรียนรู้ เตรียมตัว และปรับตัวอยู่เสมอ



อ่านต่อ : https://www.thumbsup.in.th/thai-influencer-and-creator

>>> ช่องทางการติดตาม Thumbsup in Thailand
page : in Thailand
Website : www.thumbsup.in.th
Twitter : https://twitter.com/thumbsupTH
Youtube : ThumbsupinTh

เม็ดเงินโฆษณาไทย ลงสื่อดิจิทัล 38,938 ล้านบาท 1 ใน 3 ลงในอินฟลูเอนเซอร์!!
24/02/2025

เม็ดเงินโฆษณาไทย ลงสื่อดิจิทัล 38,938 ล้านบาท 1 ใน 3 ลงในอินฟลูเอนเซอร์!!

ประเทศแห่ง 'อินฟลูเอนเซอร์'
อาชีพที่มีคนไทยทำอยู่ 3 ล้านคน
อาจจะฟังแล้วไม่เหมือนเรื่องจริง แต่ยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า ตอนนี้ในประเทศไทยมีคนทำอาชีพ 'อินฟลูเอนเซอร์' แบบเต็มเวลาอยู่เกือบ 3 ล้านคนแล้ว นอกจากนั้น ถ้านับเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ตัวเล็กตัวน้อยที่ทำแบบไม่เต็มเวลาด้วย เราจะมีประชากรกลุ่มนี้เกือบ 10 ล้านคน
จริงๆ อาจจะต้องเริ่มจากตรงนี้ คือ แม้เราจะเรียกว่า อินฟลูเอนเซอร์ แต่จริงๆ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Influencer Marketing อย่าง Tellscore เรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า 'คอนเทนต์ครีเอเตอร์' (content creator) ต่างหาก
โดยเมื่อช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา Tellscore ระบุว่า ตอนนี้ประเทศไทยมี คอนเทนต์ครีเอเตอร์ มากถึง 9 ล้านคน โดยแบ่งเป็น 'คอนเทนต์ครีเอเตอร์แบบเต็มเวลา' (Full Time) จำนวน 2 ล้านคน และ 'คอนเทนต์ครีเอเตอร์แบบไม่เต็มเวลา' (Part Time) จำนวน 7 ล้านคน
เกณฑ์ของ Tellscore ที่จะนับว่าใครเป็นหรือไม่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ คือ ขอแค่คุณเคยรับงานและรับเงินแลกกับการทำคอนเทนต์ 1 ครั้งก็เท่ากับคุณได้กลายเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์แล้ว
สอดคล้องกันกับรายงานล่าสุดของ MI GROUP ที่ระบุว่า ประเทศไทยมี 'อินฟลูเอนเซอร์' จำนวนเกือบ 3 ล้านคน เติบโตพรวดเดียว 1 ล้านคนจากปีก่อนหน้า
ซึ่ง MI GROUP ได้แบ่งอินฟลูเอนเซอร์ในไทยออกตาม 'จำนวนผู้ติดตาม' เป็น 5 กลุ่มดังนี้
- เซเลบ & MEGA (ผู้ติดตามเกิน 1 ล้าน) มีอยู่หลักร้อยคน
- MACRO (ผู้ติดตาม 1 แสน-1 ล้าน) มีอยู่หลักพันคน
- MID-TIER (ผู้ติดตาม 5 หมื่น-1 แสน) มีอยู่หลักหมื่นคน
- MICRO (ผู้ติดตาม 1 หมื่น-5 หมื่น) มีอยู่หลักแสนคน
- NANO (ผู้ติดตามไม่เกิน 1 หมื่น) มีอยู่หลักล้านคน
โดยกลุ่ม NANO ที่มีผู้ติดตามไม่เกิน 10,000 คนนั้น รวมถึงกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าที่ผันตัวมาทำคอนเทนต์ เพื่อขายของด้วย
ถ้าสงสัยว่าทำไมประเทศไทยถึงมี 'อินฟลูเอนเซอร์' มากขนาดนี้ก็ต้องบอกว่า เพราะเม็ดเงินที่มากยังไงล่ะ
[ ธุรกิจในไทย ทุ่มเงินจ้าง 'อินฟลู' มากกว่าชาติไหนๆ ]
ข้อมูลของ MI GROUP บอกว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทยได้ใช้ 'เงินโฆษณา' ลงไปกับสื่อดิจิทัลมากที่สุด ด้วยจำนวนเงินที่มากถึง 38,938 ล้านบาท
โดยเงิน 1 ใน 3 ของเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัลไทยถูกทุ่มลงไปให้กับ 'อินฟลูเอนเซอร์' หรือถ้าลองคำนวณแบบคร่าวๆ ดูจะเห็นว่า มีเงินมากกว่า 1 หมื่นล้านบาทที่ถูกจ่ายให้กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์
ซึ่งทาง MI GROUP ก็ยืนยันว่า ไทย ถือเป็นประเทศที่ 'อินฟลูเอนเซอร์' ได้รับส่วนแบ่งจากเม็ดเงินโฆษณาสื่อดิจิทัลมากกว่าชาติอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากชาติเอเชียอื่นๆ อย่างเช่น จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วน 14%, 5% และ 4% ตามลำดับ
คำถามคือ ทำไมธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ ที่ขายสินค้าและบริการในประเทศไทยถึงเลือกจะทุ่มเม็ดเงินลงไปให้กับอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าชาติอื่นๆ
[ 3 เหตุผลที่ทำให้ธุรกิจในไทยเลือกลงเงินกับ 'อินฟลูเอนเซอร์' ]
1) คนไทยชอบโดนป้ายยามาก : คนไทย 49 ล้านคนใช้โซเชียล กว่า 80% ติดตามอินฟลูและซื้อสินค้าตามรีวิวอินฟลู แถมยังชอบช้อปออนไลน์มากๆ
2) เพิ่มยอดขายลำบาก : เศรษฐกิจฝืดเคือง แบรนด์เพิ่มยอดขายลำบาก-มีงบจำกัด อินฟลูเอนเซอร์คือกลุ่มคนที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้ทันทีทันใด มากกว่าการลงเงินไปกับการยิงแอดหรืออื่นๆ
3) Affiliate พัฒนาไว : Affiliate Marketing แปะลิงก์ป้ายยา ติดตะกร้า พัฒนาเร็ว ทำได้ง่าย บางคนอยากหารายได้ ไม่ได้อยากเป็นอินฟลู
[ แบรนด์เลือกเบอร์ใหญ่น้อยลง เน้นเบอร์เล็กหลายๆ คนแทน ]
ปัจจุบันเทรนด์ของ 'อินฟลูเอนเซอร์' กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดย Dataxet ได้รวบรวมบทสัมภาษณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านอินฟลูเอนเซอร์หลายคนอย่างเช่นผู้บริหาร Anymind และ Rainmaker โดย Brand Inside ได้สรุปเทรนด์อินฟลูไทยที่กำลังเปลี่ยนไปออกมาเป็น 4 ข้อหลักๆ ได้แก่
1) แบรนด์เลือกใช้ 'อินฟลูเบอร์ใหญ่' น้อยลง และหันไปใช้อินฟลูเบอร์เล็กมากขึ้น
2) อินฟลูเฉพาะทางที่มีความถนัดเฉพาะด้านและเน้นทำคอนเทนต์เฉพาะเจาะจงลงไป
3) สายข่าว-ครอบครัว-สัตว์เลี้ยง ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง
4) Brand as Publisher แบรนด์หันมาผลิตคอนเทนต์เองมากขึ้น บางแบรนด์แทบไม่ได้จ้างอินฟลูเอนเซอร์อีกเลย
อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วจะบอกว่าประเทศนี้เป็นประเทศแห่งอินฟลูเอนเซอร์คงไม่ผิด เรียกว่าเดินไปสิบก้าวจะต้องเจอคนเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์แล้ว 1 คน แล้วคุณล่ะเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไหม หรือมีคนรอบตัวเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์อยู่กี่คน?

#ธุรกิจคิดใหม่

ตลาดเสริมความงามมูลค่า 75000ล้านบาท!!!
24/02/2025

ตลาดเสริมความงามมูลค่า 75000ล้านบาท!!!

🔴 ตลาดเสริมความงาม 75,000 ล. ชะลอตัว ผู้หญิงทำงานอิ่มตัว กลุ่มผู้ชาย, 50+ มาแรง
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินตลาดเสริมความงามไทยปี 2568 โตต่ำด้วยรายได้ตลาด 75,000 ล้านบาท ขยายตัวเพียง 2.7% จากปี 2567 เพิ่มขึ้น 4% หลังตลาดเริ่มเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากข้อจำกัดในกลุ่มลูกค้าหลักอย่างผู้หญิงวัยทำงานที่มีแนวโน้มลดลง
แต่เห็นการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าชายและผู้สูงวัยที่เริ่มเข้ารับบริการเสริมความงามเพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคหน้าใหม่มีโอกาสที่จะตัดสินใจง่ายขึ้นผ่านการวางแผนใช้เงินภายใต้ความสามารถในการผ่อนการชำระในอนาคต ช่วยชดเชยและสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต
ตลาดเสริมความงามเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 ทำให้กระแสการดูแลภาพลักษณ์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกลง ทำให้บริการเสริมความงามสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ตามการคาดการณ์ของสถาบันวิจัย Grand View Research ตลาดเสริมความงามทั่วโลกจะมีมูลค่ากว่า 5 ล้านล้านบาทในปี 2567 และขยายตัวเป็น 11.5 ล้านล้านบาทในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ คือ การขยายตัวของตลาดเสริมความงามแบบหัตถการ (Non-Invasive Products) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเสริมความงามโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ที่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการศัลยกรรมผ่าตัด (Invasive Products)
นอกจากนี้ บริการหัตถการยังสามารถเสริมผลลัพธ์จากการศัลยกรรม ทำให้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าหลากหลายทั้งลูกค้าเดิมและกลุ่มใหม่ที่ต้องการทางเลือกที่ปลอดภัยและมีความเสี่ยงต่ำ หนุนตลาดเสริมความงามมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเสริมความงามก็มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วตามกระแสโลก สอดคล้องกับการประเมินของ ttb analytics ที่รวบรวมข้อมูลรายได้ผู้ประกอบในช่วงปี 2562-2566 พบว่ารายได้เติบโตเฉลี่ยที่ 14% ต่อปี
แต่ในปี 2567 คาดว่าจะเติบโต 4% จากปี 2566 ด้วยมูลค่าตลาด 73,000 ล้านบาท
และประเมินว่าปี 2568 นี้ คาดว่าอุตสาหกรรมเสริมความงามจะขยายตัวต่ำอยู่ที่ 2.7% โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท
สาเหตุที่ทำให้แนวโน้มอุตสาหกรรรมเสริมความงามของไทยไม่โตไปตามกระแส เนื่องมาจากปัจจัยฉุดรั้งสำคัญ ได้แก่
1) ภาวะอิ่มตัวของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าหลักในผู้หญิงวัยทำงาน
2) ราคาค่าบริการที่ค่อนข้างสูงถือเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสำหรับกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากการนำเข้าเครื่องมือและเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ และ
3) กำลังซื้อผู้บริโภคที่ถูกจำกัดด้วยรายได้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้นช้า เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดเสริมความงามใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเกาหลีใต้ซึ่งมีขื่อเสียงในด้านการให้บริการเสริมความงาม โดยเทียบรายได้ต่อการเข้าบริการต่อครั้ง พบว่าคนไทยอาจต้องทำงานถึง 25 วัน ขณะที่สหรัฐฯ หรือเกาหลีใต้ทำงานเพียงแค่ 1-3 วัน
แม้ว่าจะมีแรงกดดันตลาดผู้บริโภคไทยมากขึ้น แต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลความงามมากขึ้น จึงไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการใช้บริการไม่ว่าระดับอายุ เพศ และรายได้ ด้วยการศึกษาเชิงลึกถึงพฤติกรรมผู้บริโภคของ ttb analytics พบ 3 ประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
1. ตลาดกลุ่มผู้ชายได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีอัตราการขยายตัวสูงถึง 65% ขณะที่กลุ่มลูกค้าผู้ชายวัยทำงาน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนหลักของตลาดก็มีการขยายตัวที่ 20% ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการหันมาดูแลตัวเองของผู้ชายทั่วโลกมากขึ้น
สะท้อนได้จากการเติบโตของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกาย (Mans Grooming) จากข้อมูลของ Global Market Insights ที่คาดว่ามูลค่าตลาดโลกของผลิตภัณฑ์นี้จะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 5.6% ในช่วงปี 2567-2575
2. ตลาดกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป กำลังกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ด้วยความพร้อมทางการเงินที่มากกว่ากลุ่มวัยอื่น ๆ ทำให้กลุ่มนี้เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับธุรกิจเสริมความงาม จากการสำรวจพบว่า กลุ่มลูกค้าอายุ 50 ปีขึ้นไปมีค่าใช้จ่ายต่อคนสูงกว่ากลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยถึง 2 เท่า
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับการชะลอวัย คาดว่ากลุ่มนี้จะมีแนวโน้มขยายตัวจากโครงสร้างประชากรในกลุ่มลูกค้าอายุ 40-50 ปี มีขนาดใหญ่ในปัจจุบัน และจะกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในอนาคต
3. ตลาดกลุ่มผู้บริโภคหน้าใหม่มีแนวโน้มตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยนิยมซื้อสินค้าหรือบริการที่สามารถผ่อนชำระได้หลายงวด ซึ่งช่วยลดภาระจากการจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว สอดคล้องกับหลักการบริโภคข้ามเวลา (Intertemporal Consumption) ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่มีการวางแผนการเงินล่วงหน้า
จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายด้านความงามในประเทศไทย พบว่า การใช้บัตรเครดิตผ่อนชำระมีค่าใช้จ่ายต่อคนสูงกว่าการจ่ายเต็มจำนวนถึง 6 เท่า และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 57% ในปัจจุบัน
โดยสรุป ตลาดเสริมความงามในประเทศไทยถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ภายใต้กระแสความนิยมในการดูแลและปรับปรุงภาพลักษณ์ แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากข้อจำกัดด้านอุปสงค์ในกลุ่มลูกค้าหลักที่ชะลอตัว
แต่หากพิจารณาในระยะยาว ตลาดยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการขับเคลื่อนจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี กระแสการใส่ใจสุขภาพความงาม และการขยายกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น ควบคู่ไปกับการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้าที่ต้องการความพึงพอใจมากขึ้นในด้าน “มาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพ” จะกลายเป็นกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเสริมความงามในอนาคต
#ตลาดเสริมความงาม #ศัลยกรรม #กลุ่มผู้หญิงทำงาน

10 เทคนิคเพิ่มยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์💰💰💰
08/11/2024

10 เทคนิคเพิ่มยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์💰💰💰

🔴 แนะนำพื้นฐานเบื้องต้น 10 เทคนิคการขายผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อสร้างรายได้แบบก้าวกระโดด.
🔴 10 Online Sales Techniques to Generate Exponential Income.
1. ใช้ Content Marketing อย่างมีกลยุทธ์
- การสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและดึงดูดความสนใจ เช่น บทความ บล็อก โพสต์บนโซเชียลมีเดีย หรือวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณ จะช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ และดึงดูดผู้ติดตามใหม่ๆ ได้

2. โฆษณาผ่าน Social Media อย่างแม่นยำ
- ใช้การโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, TikTok โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าของคุณ เช่น เพศ อายุ พื้นที่ความสนใจ และการใช้ชีวิต เพื่อให้โฆษณาเข้าถึงคนที่มีโอกาสกลายเป็นลูกค้าสูงที่สุด

3. Personalized Marketing (การตลาดเฉพาะบุคคล)
- ใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคมาวิเคราะห์และปรับเนื้อหาโฆษณาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่น การส่งอีเมลที่แนะนำสินค้าที่ผู้ใช้เคยสนใจ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำและการสร้างความภักดีต่อแบรนด์

4. การใช้ Influencer Marketing
- การร่วมงานกับ Influencers ที่มีฐานผู้ติดตามที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการ นอกจากนี้ยังเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่อาจยังไม่รู้จักแบรนด์ของคุณ

5. จัดโปรโมชั่นและข้อเสนอพิเศษ
- เช่น ส่วนลดในช่วงเวลาจำกัด ซื้อ 1 แถม 1 หรือจัดส่งฟรี วิธีเหล่านี้ช่วยดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น และสามารถกระตุ้นยอดขายได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาโปรโมชั่น

6. การสร้าง Landing Page ที่น่าสนใจ
- ใช้หน้าเว็บไซต์ที่ออกแบบมาดี สะอาดตา และเน้นจุดขายหรือข้อเสนอพิเศษเพื่อให้ผู้ใช้ทำการสั่งซื้อหรือกรอกข้อมูลได้ง่าย หน้า Landing Page ที่ดีจะช่วยเพิ่มอัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้า

7. Optimize SEO และ Keywords
- การทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับในผลการค้นหา ช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการนั้นๆ อยู่แล้ว ทำให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะคลิกเข้ามาชมและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

8. Live Commerce
- ใช้ฟีเจอร์ Live บนแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อสาธิตหรือแนะนำสินค้าแบบสดๆ มีการตอบคำถามลูกค้าแบบเรียลไทม์ เทคนิคนี้ช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ต้องการในทันที และเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น

9. การใช้ Retargeting Ads
- โฆษณาติดตามลูกค้าที่เคยเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือดูสินค้าของคุณมาก่อนผ่านช่องทางโฆษณาต่างๆ เช่น Facebook หรือ Google Ads วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าที่เคยสนใจกลับมาซื้อสินค้าได้อีกครั้ง

10. สร้าง Community และการตอบโต้กับลูกค้า
- การสร้างกลุ่มหรือชุมชน เช่น กลุ่ม Facebook หรือ LINE Community ทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเอง และสร้างความภักดีในระยะยาว

การใช้เทคนิคเหล่านี้ร่วมกันและปรับให้เหมาะกับแบรนด์ จะช่วยให้การขายออนไลน์ของคุณเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มยอดขายได้อย่างก้าวกระโดด!
ที่มา : ประมวลข้อมูลโดย ChatGPT


Influencer Marketing!!!
28/08/2024

Influencer Marketing!!!

วันนี้แบรนด์ใช้งบการตลาดไปกับ Influencer สัดส่วนมากถึง 25-30% ของหนึ่งมีเดียแพลน จากปีที่ผ่านมาใช้เพียง 15-20% ต่อมีเดียแพลนเท่านั้น

และภาพรวมทั้งระบบโฆษณาแบรนด์ใช้งบไปกับ Influencer Marketing มากถึง 8,000 ล้านบาท ไม่รวมการตลาดในรูปแบบ Affiliate Marketing

อ่านเพิ่ม https://marketeeronline.co/archives/372357

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

0818604217

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Medee.PRผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์