Dr. Moo Strategic Brand Thinker

Dr. Moo Strategic Brand Thinker Dr. Moo | Strategic Brand Thinker
Thinking about brands in an age where customers can leave at any moment.

Focused on building brands that last —
brands customers do not simply stay with,
but choose to stay with.

อ่านแล้วปังนะเล่มนี้… หลังจากอ่านจบ ทำให้มุมมองบางอย่าง (ของอาจารย์เอง) ต่อคำว่า “ความขยัน” เปลี่ยนไปจริง ๆ ... (พูดจากใ...
28/12/2025

อ่านแล้วปังนะเล่มนี้… หลังจากอ่านจบ ทำให้มุมมองบางอย่าง (ของอาจารย์เอง) ต่อคำว่า “ความขยัน” เปลี่ยนไปจริง ๆ ... (พูดจากใจเลย 55+)

เลยอยากลอง recap 10 Key Takeaways จากหนังสือ The ONE Thing – กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเราๆ ไว้ใช้คิดและทบทวนอะไรบางอย่างในชีวิต ก่อนเริ่มต้นปีใหม่ 😊

และนี่คือ EP แรก “เมื่อ ดร.หมู อยากลุกขึ้นมาสรุปหนังสือ (กับเค้าบ้าง)”

1. ความสำเร็จไม่ได้มาจากการทำหลายอย่าง แต่มาจากการทำ “ถูกอย่าง”
ปัญหาของคนทำงานยุคนี้ ไม่ใช่ไม่ขยัน
แต่คือ ขยันผิดจุด
เราถูกสอนให้ทำให้เยอะ ทำให้เร็ว ทำให้ครบ
แต่ไม่ค่อยมีใครสอนให้ถามว่า
“สิ่งที่ทำอยู่ สร้างผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์จริงไหม?”

2. Multitasking ไม่ใช่ความสามารถ แต่คือข้อจำกัดของสมอง
Multitasking ดูเหมือนเก่ง
แต่จริง ๆ คือการสลับโฟกัสไปมา
สิ่งที่หายไปพร้อมกันคือ
การคิดลึก (Deep Thinking)
และนั่นคือเหตุผลที่งานระดับ master ไม่เคยเกิด

3. ลำดับความสำคัญ มีได้แค่ “หนึ่งเดียว” ในช่วงเวลาหนึ่ง
คำว่า Priorities ทำให้หลายคนสับสน
เพราะความจริงคือ
เราไม่สามารถโฟกัสเชิงคุณภาพกับหลายเรื่องพร้อมกันได้
ถ้าทุกอย่างสำคัญ
แปลว่า… เรายังไม่ตัดสินใจ

4. คำถามทรงพลังที่สุด ไม่ใช่ “ทำยังไง” แต่คือ “ควรทำอะไร”
หนังสือเล่มนี้เสนอคำถามเดียวที่ทรงพลังมาก
“อะไรคือสิ่งเดียว ที่ถ้าทำแล้ว
สิ่งอื่นจะง่ายขึ้น หรือไม่จำเป็นต้องทำเลย?”
นี่คือคำถามของ นักกลยุทธ์
ไม่ใช่คนแก้ปัญหารายวัน

5. เป้าหมายระยะยาวจะพังทันที ถ้าวันนี้ไม่มีโฟกัส
หลายคนมี Vision ใหญ่
แต่ล้มเหลวเพราะไม่สามารถแปลง Vision
ให้กลายเป็น ‘สิ่งเดียวของวันนี้’

6. วินัยมีไว้สร้างนิสัย ไม่ได้มีไว้แบกทั้งชีวิต
เรามักเข้าใจว่าวินัยคือการฝืน
แต่หนังสือบอกว่า วินัยคือเครื่องมือ ชั่วคราว
เพื่อสร้างระบบและนิสัยที่ถูกต้อง

7. สิ่งที่สำคัญจริง ต้องถูก “จองเวลา” อย่างชัดเจน
ถ้า ONE Thing ไม่มีที่อยู่ในปฏิทิน
มันจะโดนงานเร่งด่วน งานของคนอื่น
และ notification กินทุกครั้ง

8. ความสมดุลไม่ใช่ 50/50 แต่คือการรู้ว่า “ช่วงนี้กำลังทุ่มเพื่ออะไร”
Work-life balance แบบเท่ากันตลอดเวลาไม่มีจริง
มีแค่ Work-life counterbalance
บางช่วงต้องไม่สมดุล
เพื่อสร้างอิสระและสมดุลในระยะยาว

9. ผลลัพธ์ยิ่งใหญ่ เกิดจากการทำสิ่งเล็กที่ถูกต้อง ซ้ำ ๆ
ความสำเร็จไม่ได้ dramatic
แต่มันสะสมจากการทำเรื่องเดิม
ในทิศทางที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง
Brand, Career, Business
ไม่ได้พังหรือโตจากวันเดียว
แต่มาจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำ

10. ชีวิตไม่ต้องการ effort มากขึ้น แต่ต้องการ focus ที่แม่นขึ้น
ปัญหาของคนเก่งไม่ใช่ไม่พยายาม
แต่พยายามกระจายเกินไป
จนพลังไม่เคยไปถึงจุดคุ้มทุน

ดังนั้น ถ้าจะให้สรุปแบบมี “กลยุทธ์”
เลิกยุ่ง = เริ่มชนะ
เลือกสิ่งเดียวให้ถูก = ทุกอย่างจะง่ายขึ้นเอง

The ONE Thing คือหนังสือที่สอนให้
“คิดแบบนักกลยุทธ์ ไม่ใช่คนทำงานหนัก”
ขอให้ทุกคนเจอ The One Thing ของตัวเอง แล้วทำให้สนุกกับมันนะค่ะ 😊

  💛
11/03/2024

💛

 . การอ่านคือรากฐานที่ดี อ่าน เพื่อวันพรุ่งนี้ :) วันนี้ คุณอ่าน เพื่อตัวคุณเองหรือยังค่ะ ? Enjoy reading & happy weeken...
09/03/2024

.
การอ่านคือรากฐานที่ดี
อ่าน เพื่อวันพรุ่งนี้ :) วันนี้ คุณอ่าน เพื่อตัวคุณเองหรือยังค่ะ ?
Enjoy reading & happy weekend everyone. :)



Monday's motivation. รักในสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่รัก :)
04/03/2024

Monday's motivation.
รักในสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่รัก :)



17/11/2023


สรุป 9 เทรนด์การตลาด ที่ Philip Kotler พูดในงาน World Marketing Forum | BrandCase
วันนี้มีงาน World Marketing Forum ครั้งที่ 3 จัดขึ้นโดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย
โดยจัดขึ้นที่อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ในวันที่ 16-17 พ.ย. 2566

พาร์ตหนึ่งที่น่าสนใจคือ “คุณฟีลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler)” บิดาการตลาดสมัยใหม่ ผู้เขียนหนังสือเล่มดังอย่าง Marketing 5.0
ได้ Video-in เข้ามาในช่วงหนึ่งของงานด้วย

คุณฟีลิป คอตเลอร์ พูดเรื่องอะไรบ้าง ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ ใน 9 ข้อ

1. ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ดีมากขึ้น ครบถ้วนขึ้น

ผู้บริโภคสามารถค้นหาบริษัท เพื่อดูผลิตภัณฑ์ ราคา ความคิดเห็นของผู้บริโภคคนอื่น ๆ เกี่ยวกับบริษัทหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้
อีกทั้งยังสามารถเปรียบเทียบ ให้เห็นการขายผลิตภัณฑ์เดียวกัน ในราคาที่ต่ำกว่า

ดังนั้นบริษัทจะต้องทำให้ลูกค้าพึงพอใจในตัวผลิตภัณฑ์ ไม่เช่นนั้นลูกค้าอาจแสดงความคิดเห็น และแสดงมุมมองที่ไม่ดีต่อบริษัทได้

2. ในขณะเดียวกันนักการตลาดก็ฉลาดขึ้น

นักการตลาดมีข้อมูลมากขึ้นกว่าที่เคยมีในอดีต ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับความต้องการของตลาด คู่แข่ง ช่องทางการตลาด

นักการตลาดทุกวันนี้ยังสามารถเข้าถึง และรู้ข้อมูลที่เกี่ยวกับคู่แข่งมากขึ้น
เช่น โฆษณาหรือราคา ทำให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ทันที

อีกทั้งนักการตลาดจะสามารถทำงานได้เร็วขึ้น เพราะมีการใช้ระบบการตลาดอัตโนมัติ เข้ามาช่วยทำงานมากขึ้น
รวมถึงการซื้อโฆษณาจาก Facebook, Google และช่องทางอื่น ๆ เพื่อเพิ่มยอดขายให้ได้มากกว่าสมัยก่อน

3. อีคอมเมิร์ซจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าจากที่บ้านได้ และถึงแม้ว่ายอดขายในร้านจะมีสัดส่วนมากกว่ายอดขายออนไลน์ แต่ยอดขายออนไลน์กลับมีการเติบโตที่เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโรคระบาดที่ผ่านมา ทำให้แบรนด์และบริษัทต่าง ๆ ต้องทำงานและแก้โจทย์กันหนักมากขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาหาแบรนด์

จากการเติบโตที่สำคัญนี้ ทำให้แบรนด์เริ่มหันมาขายสินค้าให้ลูกค้าโดยตรง โดยไม่ผ่านการฝากขายหน้าร้าน
แต่เปลี่ยนเป็นการเปิดร้านออนไลน์เป็นของตัวเองแทน

4. อนาคตของการตลาดรูปแบบใหม่ ได้แก่
- AI (Social, Digital, Algorithms)
- Marketing Automation
- Customer Journey Mapping
- Touchpoint Marketing
- Personas Marketing
- Content Marketing
- Influencer Marketing

5. “MarTech” หรือเทคโนโลยีการตลาด เป็นเรื่องสำคัญมากต่อจากนี้

อย่างการเข้ามาของ AI, ChatGPT และการตลาดเสมือนจริง จะเข้ามามีบทบาทในเรื่องของการตลาดมากขึ้น และเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการทำธุรกิจ

เช่น
- ปัญญาประดิษฐ์ (Al) และอัลกอริทึม
- สื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย
- การจดจำเสียงและใบหน้า
- Big Data และการเรียนรู้ของแช็ตบอต,
- AR และ VR เทคโนโลยีเสมือนจริง
- Intelligent Virtual Agents เอเจนซีการตลาดในโลกเสมือน
- เครื่องจักรอัตโนมัติ (หุ่นยนต์ โดรน ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง)
- ระบบเซนเซอร์ และ Internet of Things

6. ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ทุกคนต้องช่วยกันและบริษัทต้องหันมาใส่ใจความยั่งยืนมากขึ้น เช่น ลดการใช้พลาสติก การรีไซเคิล ลดการใช้รถยนต์ และลดการบินให้น้อยลง

พวกนี้จะเกี่ยวกับเรื่องความยั่งยืนที่คนสมัยใหม่ให้ความสำคัญมาก และจะมีอิทธิพลต่อการทำการตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ

7. หลักการสำคัญของการตลาดยุคใหม่ ได้แก่

- ตั้งเป้าหมายในการตอบสนอง หรือสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

- กลยุทธ์ 4A’s (รับรู้, เข้าถึง, ยอมรับ และความสามารถในการจ่าย)

- กลยุทธ์ 4P's (สินค้า, ราคา, สถานที่ และโปรโมชัน)

- กลยุทธ์ 4C (บริษัท, ลูกค้า, ผู้ร่วมงาน และคู่แข่ง)

- การทำ STP การแบ่งส่วนตลาด, การกำหนดเป้าหมาย และการวางตำแหน่งของตัวเอง

- กลยุทธ์ 5A's (สร้างการรับรู้, ดึงดูดความสนใจ, นำเสนอคำตอบของคำถาม เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจ, การตัดสินใจซื้อ และแนะนำให้เกิดการบอกต่อ)

- กระบวนการทางการตลาดเริ่มจาก:
Market Research -> การทำ STP (Segmenting-Targeting-Positioning)
-> Targeting Marketing -> Value Proposition -> Marketing Plan -> Implementing -> Control

8. คอนเซปต์หรือแนวคิดใหม่ ๆ ที่กำลังเข้าสู่โลกการตลาด ได้แก่
- Atmospherics บรรยากาศ
- Societal Marketing การตลาดที่เอาความต้องการของสังคมเป็นตัวตั้ง
- Demarketing การลดการทำการตลาด คือทำน้อย ๆ แต่มีประสิทธิภาพมาก ๆ
- Regenerative Marketing การตลาดที่ปรับแบรนด์ให้มีคุณค่าต่อสังคม

9. เทรนด์การตลาดในอนาคต

- ผู้ซื้อจะสามารถเลือกแบรนด์ที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาหรือพนักงานขาย

- ความสำเร็จทางการตลาดจะขึ้นอยู่กับ การกำหนดราคาที่ฉลาด การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และการมีช่องทางตลาดที่โดดเด่น

- ความครีเอทิฟทางการตลาดสำคัญ ต้องสร้างการตลาดเชิงประสบการณ์ให้ลูกค้ามีส่วนร่วม

- นักการตลาดจะใช้ประโยชน์จาก Customer Journey Mapping, Touchpoint Marketing, Personas, Content และ Influencer Marketing

พูดง่าย ๆ คือ นักการตลาดต้องรู้ลักษณะความต้องการของลูกค้า และต้องรู้จังหวะในการเข้าหาลูกค้า
ซึ่งตัวอินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ จะมีส่วนสำคัญในการสื่อสาร

- AI และ Machine Learning จะมีส่วนเป็นอย่างมาก ในการระบุและวิเคราะห์หาคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าที่ดีที่สุด

สุดท้าย คุณฟีลิป คอตเลอร์ กล่าวว่า

“ภายใน 5 ปี ถ้าธุรกิจของคุณยังอยู่ในจุดเดิมที่คุณอยู่ในตอนนี้ คุณอาจจะเจ๊งเลยก็ได้
ถ้าคุณไม่เพิ่มเติมในเรื่องความยั่งยืน เข้าไปในตัวธุรกิจของคุณ คุณจะไปไม่รอดแน่นอน”

Nice to know this. Beyond the 5 forces..
01/08/2023

Nice to know this.
Beyond the 5 forces..

Six Forces โมเดลวิเคราะห์ การแข่งขันทางธุรกิจ ที่สมบูรณ์กว่า Five Forces | BrandCase
คนที่ทำธุรกิจ หรือเคยศึกษาเรื่องธุรกิจมาบ้าง น่าจะเคยได้ยินคำว่า “Five Forces Model”
ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์การแข่งขันทางการตลาดของ Michael E. Porter ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ ในด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์การแข่งขันในการทำธุรกิจ

ในเวลาต่อมา Five Forces Model ได้ถูกต่อยอดจนถูกพัฒนามาเป็น Six Forces Model ที่ช่วยให้โมเดลการวิเคราะห์ธุรกิจสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม..

Six Forces Model ที่ว่านี้ สมบูรณ์กว่า Five Forces Model ในประเด็นไหน ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ

ก่อนอื่นเรามาดูที่มาที่ไปของ Five Forces Model กันก่อนว่าเป็นอย่างไร

Five Forces Model ถูกคิดค้นโดย Michael E. Porter ซึ่งเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งเครื่องมือนี้เป็นแนวคิดที่น่าสนใจเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ภาวะการแข่งขันทางธุรกิจ

โดย Five Forces Model ถูกนำมาตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Harvard Business Review เมื่อปี 1979

แม้จะเป็นเครื่องมือที่ดูเรียบง่ายเพราะทำการวิเคราะห์เพียงแค่ 5 ปัจจัยหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะการแข่งขันในการทำธุรกิจ

แต่เครื่องมือนี้ได้รับการยอมรับว่า เป็นเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์การแข่งขันทางการตลาดที่ทรงพลังอย่างมาก ซึ่งทั้งธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถนำไปใช้ได้

ปัจจุบัน เครื่องมือนี้ได้ถูกพัฒนาด้วยการเพิ่มปัจจัยที่ใช้ในการวิเคราะห์มาอีก 1 อย่าง จนทำให้เครื่องมือนี้ถูกเรียกว่า “Six Forces Model”

โดย Six Forces Model นั้นประกอบไปด้วย

1. การแข่งขันของผู้เล่นที่อยู่ในอุตสาหกรรม (Competition)

จุดนี้คือ การวิเคราะห์ว่า ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ มีสภาพการแข่งขันเป็นอย่างไร

เช่น ถ้าจำนวนคู่แข่งในอุตสาหกรรมมีมาก ผู้เล่นในอุตสาหกรรมอาจมีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้น้อยกว่า มีผู้เล่นน้อยราย

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมนั้นกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตเร็วหรือช้า
หากโตช้าแล้ว การแข่งขันก็มีแนวโน้มที่จะรุนแรง เพราะผู้เล่นแต่ละรายจะพยายามหาทางเพื่อทำให้ธุรกิจอยู่รอด

เช่น การใช้กลยุทธ์การตัดราคา ซึ่งจะส่งผลกระทบกับผู้เล่นหลายรายในอุตสาหกรรม

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ ก็เช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันของผู้เล่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมสูง

หลายบริษัทที่เข้าไปประมูลงานต้องพยายามลดราคาประมูลให้ต่ำ เพื่อให้มีโอกาสชนะการประมูลงาน

แต่การแข่งขันด้วยการตัดราคา จะทำให้สุดท้ายผู้ที่ได้รับงานประมูลไปได้กำไรน้อย และในบางกรณีถึงกับขาดทุน

2. การคุกคามของคู่แข่งหน้าใหม่ (Threat of New Entrants)

อุตสาหกรรมที่คู่แข่งเข้ามาลำบาก จะทำให้ผู้เล่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดิม มีแนวโน้มที่จะเจอการแข่งขันน้อย และมีโอกาสที่จะทำกำไรมากกว่าอุตสาหกรรมที่คู่แข่งเข้ามาแข่งขันง่าย

ซึ่งความยากง่ายนี้ เกิดมาจากหลายปัจจัย
เช่น เงินลงทุนหรือทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ เทคโนโลยีในการผลิต ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตร ความเชี่ยวชาญ การประหยัดจากขนาด นโยบายหรือสัมปทานจากภาครัฐ

เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปูนซีเมนต์ ธุรกิจเหล่านี้ เป็นธุรกิจที่คู่แข่งเข้ามาลำบาก เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมมักเกิดจากผู้เล่นรายเดิม ๆ

หรือแม้ว่าธุรกิจสาธารณูปโภค อย่างการผลิตและจำหน่ายน้ำประปา ก็เป็นอีกธุรกิจที่คู่แข่งเข้ามาลำบาก เนื่องจากต้องได้รับใบอนุญาตหรือสัมปทานในการทำธุรกิจ

3. การคุกคามจากสินค้าหรือการบริการทดแทน (Threat of Substitutes)

เราเคยตั้งคำถามไหมว่า สินค้าและบริการที่เรากำลังทำนั้น จะมีอะไรที่สามารถมาทดแทนได้หรือไม่ ? เพราะถ้ามี อาจทำให้ลูกค้าเลือกที่จะหันไปซื้อสินค้าและบริการอื่นทดแทนได้

ธุรกิจเช่าวิดีโอหรือแผ่นซีดี น่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เนื่องจากเจอการคุกคามของสินค้าหรือการบริการอื่นมาทดแทนหรือถูกดิสรัปต์ ไปเรียบร้อย

สมัยก่อนถ้าเราอยากดูหนัง เราต้องไปเช่าวิดีโอหรือแผ่นซีดี แต่สมัยนี้อย่างที่ทุกคนรู้ เราสามารถเลือกดูหนังต่าง ๆ ผ่านผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิงหลายรายในปัจจุบัน

จนทำให้ทุกวันนี้ ถ้ามีคนถามเราว่า เราไปร้านเช่าวิดีโอหรือแผ่นซีดี ครั้งสุดท้ายเมื่อไร เชื่อว่าหลายคนตอบไม่ได้เพราะมันนานจนเราลืมไปแล้ว..

4. อำนาจการต่อรองของลูกค้า (Bargaining Power of Customers)

อุตสาหกรรมที่ลูกค้ามีอำนาจในการต่อรองสูง หมายถึงว่า ลูกค้าหรือผู้ซื้อมีทางเลือกมากมายในการซื้อสินค้าและบริการ

ซึ่งกรณีนี้ทำให้ลูกค้าอาจขอซื้อสินค้าในราคาต่ำลงได้ง่าย และผู้ขายก็ต้องยอม ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้ลดลง หรือการขอเพิ่มคุณภาพสินค้ามากขึ้น ซึ่งอาจทำให้บริษัทมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

และในกรณีกลับกัน สินค้าและบริการที่ลูกค้าหรือผู้ซื้อมีทางเลือกน้อย อำนาจการต่อรองของลูกค้าจะต่ำ

ตัวอย่างสินค้าที่คนซื้อมีอำนาจต่อรองน้อย ที่เห็นชัด ๆ ก็อย่างเช่น พ็อปคอร์น-เครื่องดื่ม หน้าโรงหนังเมเจอร์

ทาง Major บอกว่า Gross Margin หรือ อัตรากำไรขั้นต้นของการขายพ็อปคอร์นและเครื่องดื่ม อยู่ที่ประมาณ 55-60% ซึ่งอัตรากำไรระดับนี้ ถือว่าค่อนข้างสูง

คือที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าโรงหนังมีกฎห้ามเอาอาหารและเครื่องดื่มจากข้างนอก เข้าโรงภาพยนตร์

เพราะฉะนั้นคนที่อยากซื้อน้ำ ก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าอยากซื้อขนมทานตอนดูหนัง ก็ต้องยอมจ่ายตามราคาที่เมเจอร์ขาย นั่นเอง

5. อำนาจต่อรองจากซัปพลายเออร์ (Bargaining Power of Suppliers)

ธุรกิจเราอาจมีปัญหา ถ้าซัปพลายเออร์ที่จัดหาสินค้า หรือส่งสินค้าให้เรา ขอขึ้นราคาหรือยกเลิกการส่งสินค้าและบริการหรือวัตถุดิบมาให้

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องหมายเหตุก็คือ บางครั้งซัปพลายเออร์ก็อาจกลายมาเป็นคู่แข่งเสียเองก็มี

เช่น ASUS ที่เมื่อก่อนเป็นซัปพลายเออร์ทำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้แก่บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ แต่ทุกวันนี้ ASUS ก็กลายมาเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เสียเอง

ส่วน Forces สุดท้ายที่ถูกเพิ่มขึ้นมาจาก Five Forces ก็คือ
6. สินค้าที่ต้องใช้ร่วมกัน (Complementary Products)

สินค้าที่มีความต้องการใช้ร่วมกันสูง หมายความว่า
ถ้าธุรกิจไหนเติบโตได้ดี อีกธุรกิจหนึ่งก็มีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย และถ้าอีกธุรกิจหนึ่งย่ำแย่ ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบไปยังอีกธุรกิจหนึ่งด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่าง สินค้าที่มีระดับความต้องการใช้ร่วมกันสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

หรือเครื่องคอมพิวเตอร์กับระบบปฏิบัติการ ที่ต้องเป็นของที่ต้องมาคู่กันเสมอ ขาดกันไปไม่ได้เลย

ในทางตรงข้ามถ้าสินค้าของเราไม่จำเป็นต้องใช้ร่วมกับสินค้าอื่น กรณีนี้ระดับความต้องการใช้ร่วมกันของธุรกิจเราก็จะต่ำนั่นเอง

อ่านมาถึงตรงนี้ เราน่าจะพอเข้าใจเรื่อง Six Forces Model ซึ่งใช้ในการวิเคราะห์การแข่งขันในเชิงธุรกิจ ให้รอบคอบและครบถ้วนทุก ๆ ด้านกันไปแล้ว

สำหรับใครที่กำลังทำธุรกิจ หรือวางแผนกำลังจะทำ
ลองใช้ Six Forces Model เป็นหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจกันได้ ซึ่งเครื่องมือนี้ ก็คงช่วยให้เรารอบคอบขึ้น และเห็นธุรกิจของเราชัดขึ้นได้..

References
-https://en.wikipedia.org/wiki/Porter%27s_five_forces_analysis
-https://en.wikipedia.org/wiki/Six_forces_model

Better Tomorrow Together. Cr. the momentum        #เลือกตั้ง66  #เลือกตั้ง  #ผลคะแนนการเลือกตั้ง2566  #สสบัญชีรายชื่อ
14/05/2023

Better Tomorrow Together.
Cr. the momentum
#เลือกตั้ง66 #เลือกตั้ง #ผลคะแนนการเลือกตั้ง2566 #สสบัญชีรายชื่อ

14/05/2023


#พรรคก้าวไกล ยังนำ! ⁣

ผลคะแนนเลือกตั้ง 2566 อย่างไม่เป็นทางการ เวลา 00.48 น. จาก กกต. นับคะแนนแล้ว 89% พรรคก้าวไกล ได้คะแนนที่นั่ง ส.ส. รวม 151 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบ่งเขต 113 คน และ ส.ส.ปารตี้ลิสต์ 38 คน⁣

ขณะที่พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนที่นั่ง ส.ส. รวม 142 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบ่งเขต 112 คน และ ส.ส.ปารตี้ลิสต์ 30 คน⁣

📌 เกาะติดผลเลือกตั้งได้ที่นี่ https://www.thairath.co.th/election66⁣

#เลือกตั้ง66 #เลือกตั้ง2566 #เริ่มใหม่ไทยแลนด์ #ไทยรัฐออนไลน์

ที่อยู่

81 Noble Above (Wireless/Ruamrudee), Lumpini, Pathumwan
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66948919789

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Dr. Moo Strategic Brand Thinkerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Dr. Moo Strategic Brand Thinker:

แชร์