25/07/2026
รีวิวชีวิต: ศึกปะทะ "นิ่วในถุงน้ำดี" ที่ทนมาเป็นปีเพราะคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะ!
เรื่องนี้ผ่านมาเป็น 10 ปีแล้วครับ แต่วีรกรรมความเจ็บปวดยังฝังใจ เลยอยากเอาประสบการณ์ตรงมาแชร์ เผื่อใครมีอาการคล้ายๆ กัน จะได้รีบไปหาหมอแต่เนิ่นๆ
= = = =
EP. 1: จุดเริ่มต้นของความปวดร้าว (ปี 2557 - 2559)
ย้อนกลับไปตอนนั้น อาการแรกที่มาเยือนคือ "ปวดลิ้นปี่ทะลุหลัง" แถมกลางคืนกำลังหลับเพลินๆ ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะแสบร้อนกลางอก เจ็บคอเหมือนมีน้ำเปรี้ยวๆ ตีกลับขึ้นมา อาการพวกนี้เป็นๆ หายๆ นึกอยากจะมาก็มา เป็นอยู่ 2-3 วันก็หายไป ทิ้งช่วงไปสัก 3-4 เดือนก็กลับมาใหม่
ด้วยความชะล่าใจ เราก็คิดว่า "เออ... คงไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวก็หาย" แต่เปล่าเลยครับ จากที่นานๆ มาที กลายเป็นมาเดือนละครั้ง และใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะดีขึ้น
จนทนไม่ไหว ต้องแวะไปคลินิกใกล้บ้าน คุณหมอฟันธงเบื้องต้นว่า "น่าจะโรคกระเพาะ เพราะกินข้าวไม่ตรงเวลา" แต่ในใจเราค้านหัวชนฝา เพราะเช้า-กลางวันกินข้าวบริษัทตรงเวลาเป๊ะ บ่ายๆ หิวก็กินขนมปัง เลิกงานกลับถึงบ้านทุ่มสองทุ่มก็กินข้าวมื้อเย็น ชีวิตวนลูปแบบนี้ตลอด มันจะไปผิดเวลาตอนไหน?
= = = =
EP. 2: ร่างกายประท้วงขั้นสุด (มีนาคม ปี 2560)
คราวนี้อาการกำเริบหนักแบบกะเอาตาย ร่างกายส่งสัญญาณเตือนรัวๆ ชนิดที่ว่าทนต่อไปไม่ไหวแล้ว:
ปวดลิ้นปี่หนักมาก: เหมือนมีใครเอามือกดขยี้ไว้ตลอดเวลา เดินตัวงอเป็นกุ้ง
ปวดหลังสุดบรรยาย: ปวดเหมือน "ยักษ์" เอามือมาบีบหลัง! นั่งไม่ได้เลย ต้องนอนอย่างเดียวถึงจะทุเลา
อาการข้างเคียงสุดพิลึก: คันยุบยิบตามหน้าตามตัวเหมือนมดเดินขบวนพาเหรด ผะอืดผะอมตลอดเวลา ท้องป่องทั้งที่กินอะไรไม่ค่อยลง
สภาพร่างพังพินาศ: ตาขาวกลายเป็นสีเหลืองและตัวเหลืองอ๋อยเหมือน "ตกลงไปในถังข้าวหมกไก่" น้ำหนักฮวบจาก 75 กก. เหลือ 55 กก. ภายใน 2 เดือน! (ลดไป 20 กิโล!) ฉี่สีน้ำตาล อึสีเทา จนใครเห็นก็ทักว่าโทรมหนัก
= = = =
EP. 3: มหกรรมเดินสายหาหมอ และผลตรวจที่หักมุม
ทนสภาพตัวเองไม่ไหว เลยพุ่งตัวไปโรงพยาบาลเอกชน หมอจับเจาะเลือดและอัลตราซาวด์ด่วน ผลออกมาคือ "ท่อน้ำดีตีบ ถุงน้ำดีโป่งพอง ค่าตับพุ่งปรี๊ด!" หมอสั่งแอดมิททันที แต่ด้วยพลังแห่งความงก (และสิทธิประกันสังคมที่มี) เราเลยขอเอกสารผลตรวจทั้งหมดเพื่อย้ายไปโรงพยาบาลรัฐตามสิทธิ
หลังจากรอกระบวนการตามระบบ ในที่สุดก็ได้พบหมอศัลยกรรมเฉพาะทาง หมอสั่งแอดมิทด่วนเพื่อ CT Scan คืนนั้นเลย
ผล CT Scan: ภาพไม่ค่อยชัด แต่ดูคล้ายมีก้อนอะไรติดที่ตับอ่อน (ตอนนั้นใจแป้วมาก กลัวเป็นเนื้อร้าย) อวัยวะข้างในอักเสบบวมไปกดทับเส้นประสาท (นี่เอง... สาเหตุที่ยักษ์เอามือบีบหลัง!) หมอให้กินยาลดอักเสบไปก่อน รอส่องกล้องอีก 2 วัน
วันส่องกล้องสุดระทึก: โดนฉีดยาหลับไป ตื่นมานึกว่าเสร็จแล้ว ที่ไหนได้ หมอบอก "ส่องไม่ได้ครับ คอคนไข้แคบกว่าปกติ" ถ้าฝืนส่องจะเป็นอันตราย! (โอ๊ยยยย คอแคบไปอีก!)
สรุปคือ หมอให้กลับบ้านไปกินยาลดอักเสบ เจาะเลือดดูค่าตับเรื่อยๆ และนัดทำ MRI ในอีก 1 เดือนถัดมา
= = = =
EP. 4: บทสรุปของศัตรูตัวฉกาจ และทางออก
ผล MRI ออกมาแล้ว! ข่าวดีคือ ท่อน้ำดีไม่ตีบและไม่อักเสบแล้ว (เพราะยาหมอดี) แต่ผู้ร้ายตัวจริงคือ "นิ่วในถุงน้ำดี ลักษณะเป็นเม็ดทรายละเอียด"
คุณหมอแนะนำให้ "ผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกไปเลย" เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันนิ่วหลุดไปอุดท่อน้ำดีซ้ำ และลดความเสี่ยงมะเร็งในอนาคต หมอยังเสริมความมั่นใจด้วยประโยคเด็ดว่า "คุณแม่หมอก็เป็นแบบนี้ หมอก็แนะนำให้แม่เอาออกเหมือนกัน" เจอคำนี้เข้าไป... รออะไรล่ะครับ ผ่าเลย!
= = = =
EP. 5: บอกลาถุงน้ำดี ด้วยวิธีเจาะ 3 รู
รอคิวอีก 2 เดือน ก็ได้แอดมิทมาผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) วิธีนี้ดีมากตรงที่แผลเล็กเท่าเหรียญบาท แค่ 3 จุด (ลิ้นปี่, สะดือ, เอว) ฟื้นตัวไว
แต่ไฮไลท์หลังผ่าตัดคือ "อาการปวดลม" ครับ เพราะตอนผ่าตัดหมอต้องเป่าลมเข้าไปในท้องเพื่อเปิดพื้นที่ ลมที่ค้างอยู่มันจะไปดันอวัยวะและเส้นประสาท ทำให้ปวดหลังร้าวไปหมด วิธีแก้ที่พยาบาลแนะนำคือ "ต้องลุกเดินฮะ!" เดินเบาๆ ไปมา เพื่อไล่ลมออก ใครจะเรอ จะตด ปล่อยออกมาให้หมด ไม่ต้องเขิน!
= = = =
EP. 6: ชีวิตใหม่ในร่างไร้ถุงน้ำดี (รีวิว 10 ปีต่อมา 2569)
หลังจากเอาถุงน้ำดีออกไป สิ่งที่ต้องปรับตัวในช่วงแรกคือ: ระบบขับถ่าย: ช่วง 2 สัปดาห์แรกจะถ่ายเหลวสลับปกติ บางวันถ่ายเหลว 2-3 รอบ แต่พอร่างกายปรับตัวได้ ทุกอย่างก็กลับมาปกติ
การกิน: ต้องพยายามลดของทอด ของมัน เมนูโปรดอย่างปูผัดผงกะหรี่ หรือ ข้าวมันไก่ ก็ต้องเพลาๆ ลงบ้าง
ปัจจุบันผ่านมา 10 ปีแล้ว ร่างกายแข็งแรงปกติดี ไม่มีปัญหาอะไรกวนใจอีกเลยครับ!
ใครที่มีอาการปวดจุกแน่นลิ้นปี่ร้าวไปหลังเรื้อรัง อย่าคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะแบบผมนะครับ รีบไปตรวจเช็กให้ชัวร์ดีกว่า สุดท้ายนี้ รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับทุกคน!
https://taklongtamban.blogspot.com/2026/07/cholelithiasis.html