05/05/2019
#แนะนำซีรีส์ Memories of the Alhambra (ดูได้ทาง Netflix)
_____________________________________
เป็นธรรมดาที่ทุกๆการดูซีรีส์เกาหลีมักจะพาเราไปสู่อาการ "ติดงอมแงม" อยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยเนื้อเรื่องที่น่าติดตามตลอด, ความสัมพันธ์ของพระนางที่มีเสน่ห์จนหยุดดูไม่ได้ ไปจนถึงวิธีการลำดับเรื่องที่โน้มน้ามความรู้สึกของผู้ชมได้ดี แต่สำหรับ "Memories of the Alhambra" ที่กำลังฉายใน Netflix อยู่ตอนนี้ ดูจะแตกต่างจากเรื่องก่อนๆที่เราเคยชมมาสักหน่อย เพราะนอกจากซีรีส์จะมีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วน มันยังมาพร้อมกับการทดลองใหม่ๆที่น่าสนใจภายใต้เรื่องราว Sci-fi ที่ถูกผนวกเข้ากับ Romance, Drama และ Thriller ได้อย่างกลมกล่อมจนเกิดเป็นเรื่องราวที่สนุกและครบเครื่องความรู้สึกที่หลากหลายมากๆอย่างน่าประทับใจ
Memories of the Alhambra เล่าเรื่องราวของ ยูจินอู เจ้าของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในประเทศ ที่กำลังลงทุนทดลองและพัฒนา “คอนแทคเลนส์ AR” ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทั่วไปของมนุษย์ โดยเขาได้เดินทางมายัง กรานาดา, สเปน เพื่อติดต่อทางธุรกิจกับ จองเซจู โปรแกรมเมอร์ที่บอกว่าตนนั้นมีเกมระดับอัจฉริยะที่สามารถใช้งานควบคู่กับคอนแทคเลนส์ของเขาได้ , กระนั้น จองเซจู ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยขณะเดินทางกลับ สัญญาที่จะสร้างกำไรมหาศาลของ ยูจินอู จึงหยุดชะงัก เดือดร้อนให้เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อตามหา แต่ทันใดนั้นเองเขาก็ได้เจอกับ จองฮีจู เจ้าของโฮสเทลในเมืองแห่งนี้ ผู้เป็นพี่สาวของ จองเซจู และจุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ในเมืองเวทมนตร์แห่งนี้ของเธอและเขา
แค่ฟังพล็อตหลายๆคนก็อาจจะตกใจแล้วว่าทำไมมันแหวกแนวขนาดนี้ ซึ่งเนื้อในจริงๆ Memories of the Alhambra ก็เป็นแบบนั้น มันคือเรื่องราว Sci-fi ที่หยิบเอาเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง AR (Augmented reality) มาใช้งานควบคู่กับเกมระดับอัจฉริยะที่คิดและสร้างขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ , ผู้ชมจะได้พบกับโครงสร้างของเกมที่สลับซับซ้อนแต่ถูกย่อยให้เข้าใจได้ง่ายและสนุก พร้อมๆกับถูกเขียนขึ้นควบคู่กับเส้นเรื่อง โรแมนติก และ ดราม่า เพื่อทำให้เนื้อหาลุ่มลึกและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์กว่าเดิม (ซึ่งเราว่าอันนี้เขาเขียนเก่งมาก แบบเห้ย เข้ากันได้อย่างแนบเนียนเฉยเลย)
กระนั้น แม้ว่าพล็อตหลักของซีรีส์จะเป็น Sci-fi แต่สิ่งที่ดีงามและน่าชื่นชมไม่แพ้กันจาก Memories of the Alhambra ก็คือพาร์ทโรแมนติกนั่นเอง เราชอบความสัมพันธ์ของ ยูจินอู กับ จองเซจู มากๆ เป็น Relationship ที่ดูสุขุมแต่ก็แฝงความน่ารักๆเอาไว้ด้วย อาจจะไม่ได้โมเมนต์โรแมนติกเยอะมาก แต่ทุกๆที่จังหวะมันได้จะกลายเป็น Magic Moment อยู่เสมอ - ซึ่งสิ่งที่ทำให้เส้นความรักของเรื่องนี้สนุกคือการเขียนบทควบคู่ไปกับสถานการณ์ในเส้นเรื่อง Sci-fi ได้อย่างฉลาด ใครที่ดูแล้วก็จะจำโมเมนต์เด็ดๆของเรื่องได้ มันมักจะเป็นซีนที่มีหลายๆเส้นเรื่องซ้อนกันอยู่ตลอด แต่จะถูกเล่าและคลี่คลายได้ด้วยฉากๆเดียว อาทิ ซีนกอดหน้าโรงพยาบาล - ใครดูแล้วคงจะเข้าใจได้เลยว่ามัน โรแมนติก/เศร้า/เจ็บปวด มากแค่ไหน
อีกอย่างที่น่าสนใจ คือเราชอบที่แม้ว่าหนังจะพูดถึงเทคโนโลยี AR ที่กำลังมีในโลกปัจจุบัน แต่การมาถึงของเกม อาลัมบรา ที่ตัวละครเอกได้เผชิญนั้นเขากลับมองว่ามันเป็น “เวทมนตร์” เสียมากกว่า ราวกับว่ามันคืออีกโลกหนึ่งที่เขาไม่เคยได้สัมผัส (ซึ่งซีรีส์ขยี้ตรงนี้เอาไว้ดีมากๆ คือการพูดถึงเส้นแบ่งของความเป็นวิทยาศาสตร์กับแฟนตาซีเหนือธรรมชาติ) เช่นเดียวกับ ความรัก ที่ซีรีส์ได้เปรียบเปรยเอาไว้เช่นกันว่ามันคือเรื่อง "น่าอัศจรรย์" ที่มนุษย์รู้สึกรัก ผูกพัน และทำดีให้กับใครสักคน ซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง ยูจินอู กับ จองเซจู ตลอดทางที่พวกเขาได้รู้จักกัน คอยช่วยเหลือกันและกัน ไม่ว่าจะเลวร้ายและสาหัสสักแค่ไหนก็จะพากันฝ่าฟันมันไปให้ได้ ซึ่งสำหรับเรา สิ่งนี้นี่แหละที่ทำให้เราได้เห็นว่าเทคโนโลยีเกมล้ำโลกอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นเวทมนตร์ในเรื่องนี้ , ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เป็นดั่งเรื่องมหัศจรรย์ดีๆด้วยเช่นเดียวกัน - ซึ่งมันโรแมนติกมากกกก
แอดดูมาถึงอีพีที่ 12 แล้ว แม้ว่าแรกๆจะยังไม่มีโมเมนต์โรแมนติกมากแต่เชื่อเถอะว่าวิธีพัฒนาความสัมพันธ์มันคุ้มค่าต่อการรอคอยมากๆ เขาใช้วิธี “น้อยแต่ได้เยอะ” ตลอด คือไม่ได้มารัวๆ แต่จะอาศัยจังหวะที่ถูกต้องเล่นงานคนดูเอา ไม่ว่าจะฉากโรแมนติกกุ๊กกิ๊ก หรือแม้แต่ฉากเฮิร์ทๆ ล้วนเป็นซีนดีๆที่น่าจดจำเลย ซึ่งส่วนหนึ่งต้องชมการแสดงของ ฮยอนบิน และ พัคชินฮเย ด้วยแหละที่เคมีกันและกันมันมหาศาลมากๆ ไม่ว่าจะในฉากที่กัดกันหรือ (กำลังจะ) รักกันก็ตาม
Memories of the Alhambra เป็นหนึ่งในซีรีส์เกาหลีที่ไม่อยากให้พลาด เพราะเอาจริงๆเรื่องทั้งหมดไม่ได้แข็งแรงเฉพาะแค่พาร์ทโรแมนติกเท่านั้น แต่ในแง่ของความเป็นทริลเลอร์ สืบสวนสอบสวนมันก็สนุกและน่าติดตามเช่นเดียวกัน (ได้ผู้กำกับจาก Stranger และคนเขียนบทจาก W มา) พาร์ทเล่นเกม AR ก็เจ๋งมากๆเหมือนกัน โดยเฉพาะฟังก์ชั่นต่างๆที่อยู่ข้างใน ผสมผสานความน่ากลัวและตื่นตาตื่นใจในเวลาเดียวกัน ใครจะไปคิดว่าดูๆอยู่จะเจอโมเมนต์บู๊ล้างผลาญแบบ John Wick (2014) หรือเอาชีวิตรอดจากซอมบี้แบบ Resident Evil 4 (เกม) ซึ่งนี่ก็ยังเหลืออีกสัก 3-4 ตอน เลยคิดว่ายังไงเขาคงมีทีเด็ดซ้อนไว้อีกเพียบ
ใครสนใจเปิด Netflix ดูได้เดี๋ยวนี้เลยครับ ถือว่าแนะนำแล้วนะ !