09/09/2026
ยอดขายยังโต แต่เงินสดอาจไม่พอ—โจทย์ SMEs ในโลกปี 2027
สงครามไม่ได้กระทบธุรกิจแค่วันที่น้ำมันขึ้นราคา แต่กระทบตั้งแต่วันที่วัตถุดิบมาช้า ต้องจ่ายเงินซื้อของแพงขึ้น และรอเก็บเงินจากลูกค้านานขึ้น ธุรกิจจึงอาจยังขายได้ แต่ต้องใช้เงินหมุนมากกว่าเดิม
ณ เช้าวันที่ 9 กันยายน ราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่มีเรือสินค้าเพียง 6 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 วันราว 12 ลำ
เมื่อเช้านี้ ผมได้มีโอกาสไปแบ่งมุมมองเรื่องผลของ Geopolitics ต่อธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs บนเวที Morning Wealth on Stage ในงาน Secret Sauce 2026 ครับ
Geopolitics (ความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านอำนาจ ความมั่นคง และความขัดแย้งระหว่างประเทศ) ไม่ได้เข้ามากระทบธุรกิจแค่พาดหัวข่าว แต่เข้าผ่าน ราคา ระยะเวลาส่งมอบ และกระแสเงินสด ซึ่งสุดท้ายก็จะสะท้อนออกมาในงบการเงินครับ
นี่คือ สามประเด็นที่ผมนำมาแลกเปลี่ยนบนเวที ครับ
1. ปี 2027 โลกยังค้าขาย แต่กติกา คู่ค้า และต้นทุนกำลังเปลี่ยนไป
IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.4% ในปี 2027 แต่การฟื้นตัวจะไม่เท่ากัน ประเทศและธุรกิจที่เชื่อมกับ AI เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานใหม่จะได้แรงส่ง ขณะที่ผู้นำเข้าพลังงานและธุรกิจที่มีต้นทุนสูงจะยังถูกกดดัน ด้าน WEF จัดให้ Geoeconomic Confrontation หรือการใช้การค้า การเงิน และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือแข่งขันระหว่างประเทศ เป็นความเสี่ยงสำคัญอันดับต้นของโลก
ผมจึงเสนอให้มองโลกข้างหน้าผ่านกรอบ 3R
Rivalry — กฎเกมเปลี่ยน ทั้งภาษี Export Controls แหล่งกำเนิดสินค้า และมาตรฐานใหม่
Rewiring — คำสั่งซื้อ Supplier เส้นทางขนส่ง และฐานผลิตกำลังย้ายตำแหน่ง
Risk Pricing — ความเสี่ยงถูกคิดรวมในราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ประกัน ค่าเงิน และเงื่อนไขเครดิต ไม่ใช่แค่ในราคาสินค้าเท่านั้น
ประเทศไทยมีโอกาสจริง จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรกปี 2569 ที่สูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท โดยกว่า 1.12 ล้านล้านบาทอยู่ในธุรกิจดิจิทัล แต่ต้องไม่ลืมว่า คำขอลงทุนยังไม่เท่ากับเงินลงทุนจริง และเงินลงทุนจริงก็ยังไม่เท่ากับรายได้ที่จะลงมาถึง SME ไทยโดยอัตโนมัติ โจทย์จึงอยู่ที่การเชื่อมบริษัทไทยเข้าสู่ Supply Chain ผ่านมาตรฐาน ทักษะ เทคโนโลยี และเงินทุนหมุนเวียน
2. จากฮอร์มุซถึงงบการเงินของ SMEs: ของแพงเป็นแค่จุดเริ่มต้น ปัญหาถัดไปคือกำไรและเงินสด
โดยสายพานผลกระทบของ Geopolitics อธิบายได้ด้วย 6C
Chokepoint → Commodity → Cargo, Cover & Currency → Cost & Customer → Cash Conversion → Credit
กล่าวคือ จุดคอขวดทำให้วัตถุดิบแพงขึ้น ตามด้วยค่าขนส่ง ค่าประกัน และค่าเงิน ต้นทุนขายจึงเพิ่ม ขณะที่ลูกค้าอาจซื้อน้อยลงหรือเปลี่ยนไปซื้อสินค้าราคาต่ำกว่า สุดท้ายเงินจะติดอยู่ในสต็อกและลูกหนี้มากขึ้น ก่อนกลายเป็นความต้องการวงเงินระยะสั้น
ข้อมูล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม ดัชนีราคาฝั่งผู้ผลิต (PPI) ของไทยเพิ่มขึ้น 9.1% y/y ขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 2.53% y/y ส่วนต่างนี้ ไม่ใช่สูตรคำนวณว่ากำไรจะลดลงเท่าไร แต่เป็นสัญญานเตือนว่าแรงกดดันต้นน้ำกำลังวิ่งเร็วกว่าราคาที่ผู้บริโภคจ่ายโดยเฉลี่ย
เจ้าของธุรกิจจึงควรถามว่า ต้นทุนจริงของเราเพิ่มเท่าไร ขึ้นราคาสุทธิได้เท่าไร สต็อกต้องถือนานขึ้นหรือไม่ ลูกค้าจ่ายช้าลงหรือไม่ และ Supplier กำลังลดวันเครดิตหรือเปล่า
เพราะธุรกิจอาจมียอดขายเพิ่ม แต่ Margin ลด เงินสดลด และหนี้ระยะสั้นเพิ่มพร้อมกัน
3. อย่าบริหารธุรกิจด้วย Forecast เพียงอย่างเดียว: เตรียมสองแผน และรู้ว่าเมื่อไรต้องเปลี่ยนแผน
ภาวะที่ระบบพลังงานโลก/ global supply chains ยังเดินได้/ทำงานได้ แต่ยังผันผวน ธุรกิจควรใช้แนวทาง Lean with Options—ควบคุมต้นทุน พร้อมทำกระแสเงินสดล่วงหน้า 13 สัปดาห์ เตรียม Supplier และเส้นทางสำรอง ปรับราคาและเงื่อนไขรายสินค้า และรักษาเงินสดกับวงเงินที่พร้อมใช้
แต่หากวัตถุดิบสำคัญมาไม่ทัน ไม่มีประกันรองรับ หรือ Lead Time ยาวกว่าสต็อกที่เหลืออยู่ เป้าหมายต้องเปลี่ยนเป็น Protect Cash & Continuity—เปิดใช้ทางเลือกที่ผ่านการทดสอบแล้ว จัดลำดับ Order ตามเงินสดและความสำคัญของลูกค้า รักษาวัตถุดิบ Critical และคุยกับธนาคาร ลูกค้า และ Supplier ก่อนเงินขาดมือ
ในโลกที่มีความไม่แน่นอนเช่นปัจจุบัน สิ่งที่แยกผู้ชนะออกจากผู้แพ้ จึงไม่ใช่ชื่ออุตสาหกรรม แต่คือ Pricing Power, Net FX Exposure, Cash Conversion Cycle และสภาพคล่องที่พร้อมใช้
ปี 2027 ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่คาดการณ์อนาคตทุกครั้ง แต่มาจากการมีทางเลือกที่พร้อมใช้ก่อนคู่แข่ง และคือคนที่เปลี่ยน Order ให้เป็น Cash ได้ โดยไม่ปล่อยให้ Margin และงบดุลเสียหายระหว่างทาง
เป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ