Sathit Talaengsatya

Sathit Talaengsatya Strategizing macroeconomic data for your business strategy// เพราะข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญกับการตัดสินใจทางธุรกิจของคุณ.

06/02/2026
ขอ repost อีกครั้งครับ ช่วยกัน Reposition Thailand ในโลกที่กำลัง reset กติกาและระเบียบโลกใหม่ครับ
22/01/2026

ขอ repost อีกครั้งครับ ช่วยกัน Reposition Thailand ในโลกที่กำลัง reset กติกาและระเบียบโลกใหม่ครับ

ประเด็นที่กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปตลอดกาล คงหนีไม่พ้นเรื่องที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกา.....

ประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ประเด็นหนึ่ง คือ เงินฝืดจากหนี้ (Debt-deflation dynamics) ครับรายละเอียด:  https://w...
06/01/2026

ประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ประเด็นหนึ่ง คือ เงินฝืดจากหนี้ (Debt-deflation dynamics) ครับ

รายละเอียด: https://www.uobgroup.com/assets/web-resources/research/pdf/MN_260106B.pdf

2026 เป็นปีที่ต้องลงมือทำ ให้ประเทศได้ไปต่อ ประชาชนคนไทยได้กลับมาลืมตา อ้าปากอีกครั้งครับ ก่อนที่จะอยู่ในกับดัก ไปตลอดกา...
31/12/2025

2026 เป็นปีที่ต้องลงมือทำ ให้ประเทศได้ไปต่อ ประชาชนคนไทยได้กลับมาลืมตา อ้าปากอีกครั้งครับ ก่อนที่จะอยู่ในกับดัก ไปตลอดกาล

https://www.bangkokbiznews.com/finance/wealth/1214548 #

ปี 2568 เศรษฐกิจไทยเห็นรอยร้าวใต้ฐานรากชัดเจนขึ้น คือ ‘เงินฝืดจากหนี้’ Debt Deflation ที่กำลังเป็น ‘วงจรงูกินหาง’ ที่....

กนง. ลดดอกเบี้ยอีก ร้อยละ 0.25 ในการประชุมวันที่ 17 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี ตามคาด มีข้อสังเกตุและป...
17/12/2025

กนง. ลดดอกเบี้ยอีก ร้อยละ 0.25 ในการประชุมวันที่ 17 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี ตามคาด

มีข้อสังเกตุและประเด็นน่าสนใจ ดังนี้

1. จากถ้อยแถลงล่าสุดของ กนง. ประเมินโทนโดยรวมมีความผ่อนคลายเพิ่มขึ้น คณะกรรมการระบุชัดเจนถึง “สัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว” และ “ความเสี่ยงที่สูงขึ้น” เพื่อสนับสนุนเหตุผลให้ “ผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น” ทั้งเพื่อหนุนการฟื้นตัวและบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินอื่นและนโยบายภาครัฐ ในภาพรวม มีการประเมินที่ชัดเจนมากขึ้นว่า สินเชื่อโดยรวมยังหดตัว คุณภาพสินเชื่อของกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง และ SMEs เผชิญข้อจำกัดสภาพคล่องจากการเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัดและผลของเงินบาทแข็ง ทั้งนี้ ธปท. ชี้ด้วยว่า แม้การลดดอกเบี้ยช่วยลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมและภาระหนี้ แต่อุปสรรคของ SMEs และกลุ่มเปราะบางเกิดจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น สะท้อนว่า “ข้อจำกัดหลัก” คือความต้องการรับความเสี่ยงและคุณภาพเครดิต มิใช่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว จึงเน้น “มาตรการเฉพาะจุด” ควบคู่ท่าทีผ่อนคลาย

2. ขณะเดียวกัน ธปท. ให้สัญญาณที่สำคัญ 2 ประเด็น ที่จะกำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน ในระยะข้างหน้า

(1) การแข็งค่าของเงินบาทเด่นชัดขึ้น กนง. จะยกระดับการติดตาม และพิจารณาวิธีบริหารธุรกรรม FX ที่กดดันค่าเงิน โดยรวมถึงการกำกับเชิงธุรกรรมต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เกี่ยวกับทองคำ

(2) ย้ำความจำเป็นในการคงเสถียรภาพมหภาคการเงิน (macro-financial stability) และการดำเนินนโยบายภายใต้ “พื้นที่นโยบายจำกัด (limited policy space)” พร้อมชี้ว่า การเติบโตต่ำของไทยมีมิติ “เชิงโครงสร้าง” ที่ต้องใช้นโยบายแบบบูรณาการ เกินกว่าการปรับดอกเบี้ย โดยสรุป สะท้อนไปทาง “ผ่อนคลายแบบค่อยเป็นค่อยไป และเฉพาะจุด หากจำเป็น” เพื่อพยุงวัฏจักร มากกว่าการใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือหลักแก้ข้อจำกัดการเติบโตระยะกลาง

2. อย่างไรก็ดี เรามองว่ายังมีแนวโน้มผ่อนคลายต่อเนื่อง ในช่วงปี 2569–2570 และคงมุมมอง “ลดอีก 25 bps” ในการประชุม กนง. วันที่ 25 ก.พ. 2569 (แม้มีความเสี่ยงเลื่อนไปประชุมถัดไป) ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

(1) แนวโน้มเติบโตยังซบเซา ต่ำกว่าศักยภาพ และความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักรที่อ่อนลง และแรงกดดันเชิงโครงสร้าง

(2) เงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยง “หนี้สิน-เงินฝืด (debt-deflation risks)” โดยทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริง และภาระหนี้ที่แท้จริงสูงยืดเยื้อ กดดันการใช้จ่ายและการลงทุนของครัวเรือนและ SMEs ที่มีระดับหนี้ที่สูงอยู่แล้ว และ

(3) ภาวะการเงินและสินเชื่อโดยรวมยังตึงตัว สะท้อน การเปิดรับความเสี่ยง (risk appetite) ที่ต่ำและหลักเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อที่เข้มขึ้นของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะต่อ SMEs และผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้กลไกส่งผ่านจากดอกเบี้ยที่ต่ำสู่ “การเข้าถึงสินเชื่อโดยรวม” ยังไม่เต็มที่ จึงอาจต้องใช้การผ่อนคลายนโยบายการเงิน ควบคู่ไปกับมาตรการเฉพาะจุดต่อไป

3. การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพสะท้อนถึง “ช่องว่างผลผลิตติดลบ (negative output gap)” ที่ยืดเยื้อ อำนาจการกำหนดที่ราคาต่ำ และแรงกดดันเงินเฟ้อด้านต่ำที่ยืดเยื้อ ในกรณีของไทย การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังช้าและไม่ทั่วถึง อุปสงค์ในประเทศถูกจำกัดจากรายได้ที่ฟื้นช้า สินเชื่อที่หดตัว ภาระหนี้คงค้างสูง และโครงสร้างประชากรสูงวัยที่กดดันแนวโน้มการบริโภค-การลงทุน ท่ามกลางช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ขณะที่อุปสงค์ต่างประเทศถูกกดดันจากเงินบาทแข็ง (กระทบการแข่งขันด้านราคาของท่องเที่ยวและส่งออกสินค้า) รวมถึงความไม่แน่นอนนโยบายการค้าสหรัฐฯ กระแสกีดกันทางการค้า และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ในสภาวะการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่แผ่วลงจากทศวรรษก่อนหน้า

สัญญาณ “หนี้-เงินฝืด (debt deflation)” เริ่มปรากฏชัด เงินเฟ้อทั่วไปติดลบ ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1.0% ภาวะการเงินและสินเชื่อยังคงตึงตัว ทำให้มูลค่าหนี้ที่แท้จริง และภาระชำระหนี้ที่แท้จริงปรับสูงขึ้น แม้อัตรากู้ยืมที่เป็นมูลค่าตัวเงิน (nominal terms) ลดลง ผลลัพธ์คือ การลดหนี้ที่มากขึ้นของเอกชน ทำให้อุปสงค์ภาคเอกชนอ่อนแรง และจะส่งผลให้เงินเฟ้อต่ำอยู่แล้วยืดเยื้อมากขึ้น ฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ต่ำกว่าศักยภาพและทำให้ “ภาระหนี้สูง (elevated debts)” ยาวนานขึ้นไปอีก

4. GDP deflator ติดลบต่อเนื่อง GDP Deflator เป็นตัวชี้วัดราคาครอบคลุมกว้างกว่าดัชนี CPI ส่งสัญญาณสภาพเงินฝืด ตั้งแต่ไตรมาส 1/2568 หากมองย้อนกบับไปในประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจไทย จะพบว่า GDP deflator ติดลบ มักเกิดร่วมกับ Shocks ขนาดใหญ่ (เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตการเงินโลก โควิด-19) ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน (nominal terms) หดตัว แม้ “ราคาสินค้าจำเป็น” บางรายการยังไม่ปรับลงรวดเร็ว เราเห็นพ้องกับ ธปท. ว่า “CPI ติดลบ” เพียงลำพังไม่เท่ากับเงินฝืดตามตำรา และการลดลงพร้อมกันทุกหมวด CPI อาจไม่เกิดง่ายจากความฝืดของราคา/ค่าแรง (sticky prices and wages) และราคาที่มีการควบคุมราคา แต่การโฟกัสแคบ ๆ กับ “ความกว้างของ CPI ติดลบ” อาจพลาดกลไก ในเชิงมหภาคที่สำคัญยิ่งในปัจจุบัน คือ “หนี้-เงินฝืด (debt-deflation dynamics)” ที่เริ่มฝังตัวแล้ว ในบริบทหนี้ครัวเรือนสูง การเติบโตช้าและไม่ทั่วถึง (sluggish and uneven economic upturn) และสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่หดตัว เงินเฟ้อต่ำที่ยืดเยื้อเท่ากับการเร่ง “ภาระหนี้ที่แท้จริง” กระตุ้นพฤติกรรมลดหนี้-ออมเชิงป้องกัน กดอุปสงค์โดยรวมให้อ่อนแอลงไปอีก ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อต่ำด้านอุปทาน (จากอุปทานภายในที่ดี มาตรการภาครัฐ และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่มีราคาถูก) ยิ่งเอื้อต่อภาวะเงินเฟ้อต่ำโดยรวม

นัยเชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “รอให้ CPI ติดลบวงกว้าง” เพื่อยืนยันปัญหา แต่คือ “ป้องกันแรงกดดันต่อรายได้ของครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้ไหลลึก” ซึ่งอาจต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงรุก และใช้มาตรการเฉพาะจุดมากกว่าที่จะประเมินว่า “ความเสี่ยงเงินฝืดต่ำ”

5. มี “ความขัดกัน” ในเรื่องการสื่อสารเชิงนโยบายของ ธปท. แม้ กนง. คาดว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวเป็นบวกในระยะข้างหน้า แต่ก็ยอมรับว่า การเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ และอุปสงค์โดยรวมยังคงเปราะบาง SMEs ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ เผชิญการแข่งขันรุนแรง การเข้าถึงสินเชื่อต่ำ และผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท พร้อมกับสินเชื่อโดยรวมยังหดตัว การใช้จ่ายครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชนยังคงซบเซา และสถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะ SMEs รายได้แรงงานทีเปราะบาง ซึ่งจำกัดการบริโภค ส่วนภายนอก กนง. ชี้ว่ามีปัจจัยกดดันชัดเจนมากขึ้น ได้แก่ การส่งออกสินค้าเริ่มได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการท่องเที่ยวยังคงน่าจะฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงปี 2569–2570

แต่กลับประเมินว่า แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังคงมีจำกัดและมีความเสี่ยงเงินฝืดต่ำ และพยายามสื่อว่าความอ่อนแรงด้านราคายังไม่เกิดขึ้นเป็น “วงกว้าง” แต่ก็ชี้ว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ต่ำยาวขึ้น จากช่องว่างผลผลิต ภาวะการเงินและสินเชื่อที่ตึงตัว และรายได้ ตลอดจน อุปสงค์ภาคต่างประเทศที่ซบเซา

6. ระบบเศรษฐกิจการเงินไทยพึ่งพาธนาคารเป็นหลัก การเติบโตที่ต่ำและยืดเยื้อ จึงส่งผ่านสู่แรงกดดันในภาพรวมของเศรษฐกิจ ผ่านช่องสินเชื่ออย่างรวดเร็ว การเติบโตของสินเชื่อทั้งธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจอ่อนลง และสินเชื่อธนาคาร (ไม่รวมระหว่างธนาคาร) หดตัวต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2566 ซึ่งยาวนานกว่าปกติ เนื่องจากธนาคารเป็นแหล่งเงินทุนภายนอกหลัก โดยเฉพาะครัวเรือนและภาคธุรกิจที่มีสัดส่วน SMEs สูง เมื่อการปล่อยกู้จำกัด ผลกระทบจึงเป็นระบบ บั่นทอนการบริโภคและการลงทุน เพิ่มแรงกดดันต่อการรีไฟแนนซ์-กระแสเงินสด และชะลอการฟื้นตัวของรายได้ของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ทำให้การฟืนตัวเชิงวัฏจักรของเศรษฐกิจไทยยิ่งยากและท้าทายขึ้น

ข้อจำกัดมิใช่เพียง “ความเสี่ยงของผู้กู้” แต่รวมถึงเกณฑ์ให้สินเชื่อที่เข้มและความระมัดระวังจากการกำกับด้านนโยบาย ซึ่งแม้จะเป็นการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับภาคการเงิน แต่กลับเป็น “ผลเชิงวัฏจักรไปในทิศทางเดียวกัน (procyclical)” ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ส่งผลเชิงโครงสร้างคือ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้น้อย การทำหน้าที่ตัวกลางของธนาคารที่สะดุด จึงจำกัดความสามารถในการลงทุน-อัปเกรด-เปลี่ยนผ่านสู่กิจกรรม “new S-curve” (เช่น EV แบตเตอรี่-ชิ้นส่วน semiconductors อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง) ทำให้แม้ FDI ภาพรวมแข็งแกร่ง แต่ spillover สู่ผู้ประกอบการในประเทศกลับจำกัด กระทบต่อความพยายามในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เพื่อการเติบโตใหม่ของประเทศในท้ายที่สุด

7. ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำเมื่อเทียบต่างประเทศ สอดคล้องปัจจัยพื้นฐานภายใน ซึ่งก็สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน (แนวโน้มการเติบโตทีต่ำ ช่องว่างผลผลิตติดลบ เงินเฟ้อต่ำ) และสอดคล้องกับ Taylor's Rule ซึ่งบ่งชี้ “อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม ควรอยู่ในระดับต่ำ” ในสภาวะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโตเช่นปัจจุบัน และเงินเฟ้อต่ำ

ปัจจุบัน—ท่ามกลางความไม่แน่นอนภายนอก และความจำเป็นเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมใหม่ (new S-curve industries)—ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียง “สงวนพื้นที่นโยบาย” แต่ต้องทำให้ “เงื่อนไขการเงินจริง” ไม่ตึงเกินความจำเป็น การเน้น “พื้นที่จำกัดทางนโยบาย” มากเกินไป เสี่ยงทำให้ความระมัดระวังกลายเป็น “ปัจจัยกดดันเชิงวัฏจักร (procyclical)” ยิ่งตอกย้ำให้การเติบโตของสินเชื่อต่ำ และการลงทุนซบเซา ชะลอการจัดสรรทรัพยากรเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (productivity) โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ที่พึ่งพาธนาคารเป็นหลัก และบั่นทอนเสถียรภาพผ่านการเติบโตที่อ่อนแอ และภาระหนี้จริงที่หนักขึ้น มุมมองที่สร้างสรรค์กว่า คือ “พื้นที่นโยบายเป็นตัวแปรที่ปรับได้ (endogenous)” ผ่านการพยุงการฟื้นตัวยั่งยืน และพาเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย ซึ่งจะช่วย “กู้พื้นที่ทางนโยบาย (policy space)” คืนได้ในระยะถัดไป ขณะเดียวกันก็ควรใช้มาตรการเฉพาะจุด แก้ไขภาวะการตึงตัวทางการเงิน (target measures/policies) โดยไม่ลดทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน (macro-financial stability)

สรุป มองไปข้างหน้า กนง. น่าจะ “ลดอีก 25 bps” ในไตรมาสแรก ปี 2569 ส่งผลให้อัตรานโยบายอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเป็น “terminal rate ภายใต้กรณีฐาน” นอกจากนี้ คาดว่าจะมี “มาตรการเฉพาะจุด” เพื่อคลายข้อจำกัดด้านการเงินของครัวเรือนที่เปราะบาง สนับสนุน SMEs และบริษัทที่พึ่งพาระบบธนาคาร รวมถึงปรับปรุงกลไกส่งผ่านสินเชื่อ โดยดำเนินควบคู่กับท่าทีผ่อนคลายของนโยบายการเงิน เพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพระยะสั้น โดยมีเป้าหมายในระยะยาว คือยกระดับการลงทุน-ผลิตภาพ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เครื่องยนต์เติบโตใหม่ โดยไม่พึ่ง “เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบาย” เพียงเครื่องมือเดียว

Link:https://www.uobgroup.com/assets/web-resources/research/pdf/MN_251218.pdf

ส่วนหนึ่งที่พอจะอธิบายได้จากปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า เมื่อเปรียบเทียบกับ USD คือ เงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรไท...
12/12/2025

ส่วนหนึ่งที่พอจะอธิบายได้จากปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า เมื่อเปรียบเทียบกับ USD คือ เงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยสุทธิ (พื้นที่สีแดง) ซึ่งนักลงทุนคงประเมินแล้วว่า ธปท. มีโอกาสสูงที่จะลดอัตราดอกเบี้ยงในการประชุมวันที่ 17 ธ.ค. 2568 เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นช่วงเดือน เม.ย. 2568 ครับ

แข็งเรื่อยๆ ยุบสภาเหรอ ไม่สามารถทำอะไรได้
12/12/2025

แข็งเรื่อยๆ ยุบสภาเหรอ ไม่สามารถทำอะไรได้

การประชุม กนง. 17 ธ.ค. นี้ เรายังคงประเมินว่า ธปท. น่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เพื่อช่วยสนับสนุน เศรษฐกิจไทย ครั...
11/12/2025

การประชุม กนง. 17 ธ.ค. นี้ เรายังคงประเมินว่า ธปท. น่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เพื่อช่วยสนับสนุน เศรษฐกิจไทย ครับ กว่า 40% ของแรงงานทั้งหมดยังอยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว เมื่อเทียบกับระดับก่อนโควิด-19 ผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้วครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมhttps://www.uobgroup.com/assets/web-resources/research/pdf/MN_251211A.pdf

มุมมองเศรษฐกิจปี 2569 ครับ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ครับ
08/12/2025

มุมมองเศรษฐกิจปี 2569 ครับ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ครับ

อัพเดตเศรษฐกิจไทยเศรษฐกิจไตรมาส 3/25681. GDP ขยายตัว 1.2%YoY ชะลอลงชัดจาก 2.8% ในไตรมาส 2 และหดตัว 0.6%QoQ sa ต่ำกว่าที่...
18/11/2025

อัพเดตเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไตรมาส 3/2568
1. GDP ขยายตัว 1.2%YoY ชะลอลงชัดจาก 2.8% ในไตรมาส 2 และหดตัว 0.6%QoQ sa ต่ำกว่าที่เราประเมินไว้ (+1.4%YoY และ −0.3%QoQ sa) เฉลี่ย 9 เดือนแรกปีนี้ เศรษฐกิจขยายตัว 2.4%YoY สะท้อนแรงส่งที่อ่อนลง โดยได้รับแรงพยุงหลักจากอุปสงค์ภาคเอกชน ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

2. แนวโน้มไตรมาส 4 และปี 2569
โมเมนตัมการเติบโตจะอ่อนลงต่อในไตรมาส 4/2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 แม้มีมาตรการการคลังในไตรมาส 4/2568 และการท่องเที่ยวทยอยฟื้น โดยคาด GDP ไตรมาส 4 ชะลอสู่ระดับ 0.7%YoY จาก 1.2%YoY ในไตรมาส 3/2568

3. คาดการณ์ทั้งปี 2568 และ 2569
ยังคงคาดเศรษฐกิจขยายตัว 2.0% ในปี 2568 และชะลอสู่ 1.8% ในปี 2569 โดยปี 2569 จะเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักร ทั้งนี้ เศรษฐกิจคาดฟื้นสู่ 2.5% ในปี 2570 เมื่อแรงขับเคลื่อนหลักกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐและอุปสงค์ภายนอก ท่ามกลางภาวะการเงินที่ผ่อนคลายลงทั้งในและต่างประเทศ

4. ความเสี่ยงเงินฝืดและนโยบายการเงิน
หากพิจารณาจาก GDP deflator ล่าสุดซึ่งสะท้อนแรงกดดันราคาในระดับกว้างขวางในระบบเศรษฐกิจกว่าตัวเลข CPI ความเสี่ยงเงินฝืดกำลังเด่นชัดขึ้นผ่านกลไก “หนี้–เงินฝืด (debt-deflation)” เมื่อประกอบกับผลการเติบโตที่อ่อนกว่าคาด ยิ่งตอกย้ำมุมมองว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในเดือนธันวาคม 2568 แตะระดับ 1.25% ณ สิ้นปี

รายละเอียดเพิ่มเติม:https://www.uobgroup.com/assets/web-resources/research/pdf/MN_251118.pdf

อัพเดตเศรษฐกิจไทย: อัตราเงินเฟ้อในเดือนตุลาคม 2568สัญญาณไม่สู้ดีนัก จากทั้งภาวะการปล่อยเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และ SFIs  เ...
06/11/2025

อัพเดตเศรษฐกิจไทย: อัตราเงินเฟ้อในเดือนตุลาคม 2568

สัญญาณไม่สู้ดีนัก จากทั้งภาวะการปล่อยเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และ SFIs เงินเฟ้อที่ติดลบส่วนสำคัญมาจากอุปสงค์ที่อ่อนแอลงชัดเจนครับ (bad deflation)

1. ในเดือนตุลาคม อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ลดลง 0.76% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ซึ่งลึกกว่าระดับ −0.72% YoY ในเดือนกันยายน และต่ำกว่าทั้งประมาณการของ Reuters (−0.70% YoY) และของเราเอง (−0.66% YoY) การลดลงดังกล่าวเป็นผลจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของภาครัฐควบคู่กับราคาสินค้าอาหารและพลังงานที่ปรับลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน) ชะลอลงต่อเนื่องที่ 0.61% YoY จาก 0.65% YoY ในเดือนก่อน สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่อยู่ในระดับต่ำ

2. ในช่วง 10 เดือนแรกของปี (ม.ค.–ต.ค.) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ −0.09% YoY ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.87% YoY กระทรวงพาณิชย์ ยังคงประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2568 ที่ 0.0% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการล่าสุดของ ธปท.

3. จากข้อมูลล่าสุด เรายังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยไว้ที่ −0.1% ในปี 2568 และ −0.3% ในปี 2569 โดยคาดว่าจะทยอยฟื้นตัวสู่ระดับ +0.4% ในปี 2570

4. แม้แรงกดดันเงินฝืดที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ ธปท. จำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินลึกกว่ากรณีฐานของเรา โดยเมื่อพิจารณาว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอและแรงส่งทางการคลังมีแนวโน้มลดลง เราคาดว่า ธปท. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุม กนง. เดือนธันวาคม และปรับลดอีกครั้งในระดับเดียวกันในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเป็นระดับสุดท้าย (terminal rate) ภายใต้กรณีฐานของเรา

รายละเอียด:https://www.uobgroup.com/assets/web-resources/research/pdf/MN_251106.pdf

31/10/2025

มาเล่าเศรษฐกิจให้ทุกท่านฟังครับ เปิดฟังแก้เครียด

ที่อยู่

1674/219 New Petchaburi Road Makkasan Ratchathewi
Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66952646446

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sathit Talaengsatyaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Sathit Talaengsatya:

แชร์