Brand Wealth An Integrated Communications Agency specializing in developing desired Image and Reputation of Corporate and Product brands.

The company provides integrated solutions covering Public Relations, Investor Relations, CSR and Event Marketing

17/08/2026
GUNKUL Q2/2569 แข็งแกร่ง กวาดรายได้ 2,823 ล้านบาท โตแรง 42%รับแรงหนุน PDP พร้อมลงทุนพลังงานสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐาน●  ...
14/08/2026

GUNKUL Q2/2569 แข็งแกร่ง กวาดรายได้ 2,823 ล้านบาท โตแรง 42%
รับแรงหนุน PDP พร้อมลงทุนพลังงานสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐาน

● GUNKUL เผยครึ่งปีแรกรายได้รวมพุ่งเกิน 5,400 ล้านบาท รายได้และกำไรไตรมาส 2/2569 โตแกร่ง 41.5% และ 18.7% YoY ตามลำดับ ปัจจัยหนุนหลักมาจากกลุ่มธุรกิจก่อสร้างและกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงเติบโตสูง

● พอร์ตพลังงานสะอาดทะลุเป้า 2,000 เมกะวัตต์ก่อนกำหนด จ่อเซ็น PPA เพิ่มเติมต่อเนื่อง สิ้นปีเตรียมรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ COD เพิ่มเติมอีก 3 โครงการ รวมทั้งสิ้น 88.3 เมกะวัตต์ (Equity MW)

● สถานะ Backlog จ่อรับรู้รายได้ปี 2569 – 2570 กว่า 4,300-4,500 ล้านบาท ครึ่งปีหลังเตรียมเดินเกมส์รุกขับเคลื่อนโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและ AI สอดรับมาตรการภาครัฐในทุกมิติ

นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) เผยว่า “ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,822.5 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 41.5% โดยรายได้จากฝั่งธุรกิจก่อสร้างเติบโตเกือบ 2 เท่าตัว จากการส่งมอบงานโครงการรับเหมาก่อสร้างทั้งทางภาครัฐและเอกชนหลายโครงการที่ทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงรายได้ในฝั่งธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เติบโตเพิ่มขึ้น 22.0% ในส่วนของธุรกิจผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายจากโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดสามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมาย และมีโครงการที่จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มเติมในปีนี้อีก 88.3 เมกะวัตต์ (Equity MW) โดยในภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 2/2569 แข็งแรง บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 574.9 ล้านบาท สร้างการเติบโต 18.7% เทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน

ในภาพรวมครึ่งปีแรก บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 5,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าเติบโตได้ดี ในส่วนธุรกิจผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายจากโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดยังคงสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตตามเป้าหมาย โดยเมื่อรวมกับ Backlog ที่รอรับรู้รายได้ภายในปีนี้ มั่นใจรายได้ปี 2569 เป็นไปตามเป้าหมาย 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ปัจจัยหนุนจากแผนในการปรับปรุงโครงสร้างไฟฟ้าของประเทศไทยที่ทาง ภาครัฐได้มีการวางงบการลงทุนไว้เกือบ 100,000 ล้านบาท ครอบคลุมการลงทุนสายส่งในพื้นที่ EEC การลงทุนขยายระบบสายส่ง และการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Grid เชื่อมั่นจะเป็นปัจจัยหนุนให้ Backlog บริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา GUNKUL ประสบความสำเร็จในกลุ่มธุรกิจพลังงานสะอาด บรรลุเป้าเมกะวัตต์สะสม 2,000 เมกะวัตต์ได้ก่อนกำหนด จากการคว้าเมกะโปรเจกต์โซลาร์ลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนขนาด 784 เมกะวัตต์ที่ประเทศฟิลิปปินส์มาได้สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันมีกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity Installed Capacity) รวม 2,121 เมกะวัตต์

จากพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดทั้งหมด 2,121 เมกะวัตต์ บริษัทฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ในระหว่างพัฒนาและรอรับรู้รายได้ในช่วงปี 2569-2573 มากถึง 1,502 เมกะวัตต์ โดยจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในสิ้นปี 2569 และปี 2570 เป็นจำนวน 88 เมกะวัตต์ และ 801 เมกะวัตต์ ตามลำดับ ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทฯ มีแผนในการประมูลโครงการเพื่อเพิ่มเมกะวัตต์สะสมอย่างต่อเนื่องและพร้อมเข้าร่วมในทุกมาตรการสอดคล้องกับ PDP 2026 ฉบับใหม่ที่มีแนวโน้มการขยายตัวโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศเพิ่มเติมสูงถึง 20,000-30,000 เมกะวัตต์ ไม่รวมกับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นจากมาตรการโซลาร์ภาคชุมชน และโครงการพลังงานสะอาดอื่นๆ อาทิ Direct PPA และการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับโครงข่ายที่วางไว้กว่า 10,485 เมกะวัตต์ ภายใต้แผนการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้นรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center และ EV

นอกเหนือไปจากโครงการในสเกลระดับประเทศ ในส่วนของแผนการดำเนินงานครึ่งปีหลัง บริษัทฯ พร้อมเดินหน้ายกระดับบริการโซลูชั่นด้านพลังงานสะอาดโดยมุ่งเน้นการปลดล็อกศักยภาพการใช้พลังงานสะอาดในกลุ่มภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่ภาคครัวเรือน ผ่านโมเดล Solar + Battery ที่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญมากกว่าการติดระบบโซลาร์อย่างเดียว ทั้งนี้ จากมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปล่าสุดที่ออกมา ซึ่งภาครัฐมีแผนจะออกงบสนับสนุน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือนร่วมกับระบบ Net-billing ที่ผู้ใช้ไฟสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบการไฟฟ้า โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือนคาดการณ์มูลค่าตลาดราวๆ 200,000 ล้านบาท จะเป็นอีกเป็นแรงกระเพื่อมให้เกิดการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกลุ่มลูกค้าครัวเรือนต่อจากนโยบายลดหย่อนภาษี 200,000 บาทที่ได้ประกาศออกมาช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งทาง GUNKUL ได้มีธุรกิจให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อประดับบ้านอยู่อาศัยที่ดูแลแบบครบวงจรตั้งแต่ออกแบบ ติดตั้งและดูแลหลังการขาย

GUNKUL พร้อมสร้างการเติบโตในทุกมิติจากจุดแข็งในด้านรูปแบบการทำธุรกิจที่ครบวงจรและครอบคลุมทั้ง Energy Value Chain ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับบริษัทฯ ในการรองรับมาตรการภาครัฐทั้งหมดที่มุ่งเน้นผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นในทุกสเกล สามารถดูแลลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำในทุกแรงดันไฟฟ้า และพร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญเข้าไปในอุตสาหกรรมใหม่ ที่โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านพลังงานสีเขียวเป็นฐานในการเติบโต ในขณะเดียวกันบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารโครงสร้างการเงินเพื่อให้เกิดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น พร้อมสร้างมูลค่าที่จับต้องได้ต่อผู้ใช้พลังงานในทุกบทบาทและนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างตลาดไฟฟ้าเสรีที่ไม่เพียงช่วยปลดล็อกจากกติกาใหม่ทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังยกระดับศักยภาพของตลาดพลังงานไทยให้พร้อมต่อการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ของประเทศในระยะยาว บนวิสัยทัศน์ในการเป็นพาร์ตเนอร์ด้านพลังงานสีเขียวที่ขับเคลื่อนโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและ AI (Energy & AI Infrastructure)

14/08/2026

MAGURO ครึ่งปีหลัง ซูชิสายพานจองเต็มถึงเดือนกันยา เตรียมเปิดแบรนด์ขนม “Age.3” และอาหารอีสาน “หลาย”

ล่าสุด บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ผู้นำธุรกิจร้านอาหารระดับพรีเมียม

ทั้ง MAGURO, HITORI SHABU, SSAMTHING TOGETHER, Tonkatsu AOKI, KIWAMIYA, CouCou, BINCHO, IPPE KOPPE, Chopman และ Kaiten Sushi Ginza Onodera

ได้รายงานผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569

กวาดรายได้รวม 1,139 ล้านบาท เติบโตขึ้น 32%
ทำกำไรสุทธิ 74 ล้านบาท โตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้บริษัทระบุว่า การเติบโตดังกล่าว มีปัจจัยหลักมาจาก “การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง”

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา MAGURO เร่งสปีดเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นถึง 13 สาขา ขยายจากเดิมที่มี 45 สาขาในไตรมาส 2 ปี 2568 ขึ้นมาเป็น 58 สาขาในไตรมาส 2 ปี 2569 คิดเป็นจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นถึง 29%

ซึ่งฐานลูกค้าใหม่ที่เข้ามาใช้บริการสาขาและแบรนด์ใหม่ ๆ เหล่านี้ ได้เข้ามาช่วยชดเชยยอดขายต่อสาขาเดิมที่ลดลงตามกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าทำแคมเปญโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายและขยายฐานลูกค้าในระยะยาว ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 48.3% ซึ่งลดลงเพียงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 48.7%

ขณะที่กำไร EBITDA พุ่งแตะ 286 ล้านบาท เติบโตถึง 38% คิดเป็นอัตรากำไร EBITDA ที่ 25.1% สะท้อนถึงพื้นฐานการดำเนินธุรกิจที่มั่นคง

ส่วนในครึ่งปีหลัง MAGURO ใช้ “กลยุทธ์การขยายพอร์ตธุรกิจ” บนสองแนวทางหลักที่เดินหน้าคู่กันไป

แนวทางแรกคือ การนำเข้าแบรนด์ดังระดับโลกจากต่างประเทศ

เริ่มจากการเปิดตัวแบรนด์ดังอย่างร้านซูชิสายพานพรีเมียม Kaiten Sushi Ginza Onodera เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาด จนยอดจองที่นั่งเต็มไปจนถึงเดือนกันยายนนี้แล้ว

และร้านขนมทอดชื่อดังจากย่านกินซ่าอย่าง Age.3 (อาเกะซัง) ที่จะตามมาในเดือนตุลาคม โดยทั้งสองแบรนด์ใหม่นี้จะช่วยเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มบริษัทฯ ให้ครอบคลุมตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน

แนวทางที่สองคือ การพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง

เตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง หลาย (Laii) ร้านอาหารอีสานร่วมสมัย ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ณ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา

นอกจากอาหารคาวหวานแล้ว MAGURO ยังรุกจับกลุ่มคนเมืองและ Gen Z ด้วยการร่วมมือกับ YOTEI ในเครือ SEACONBEV เปิดตัวเครื่องดื่ม Yotei Light Ume เพื่อเติมเต็มประสบการณ์มื้ออาหารให้ครบเครื่องยิ่งขึ้นด้วย..

Reference : ข่าวประชาสัมพันธ์ MAGURO Group

MAGURO Group โตสวนกระแส รายได้ครึ่งปีแรก 1,139 ล้านบาท เติบโต 32% ไตรมาส 2 กำไรโต 23% เดินหน้าขยายสาขา มั่นใจโมเมนตัมแข็...
14/08/2026

MAGURO Group โตสวนกระแส รายได้ครึ่งปีแรก 1,139 ล้านบาท เติบโต 32% ไตรมาส 2 กำไรโต 23% เดินหน้าขยายสาขา มั่นใจโมเมนตัมแข็งแกร่งต่อเนื่องไตรมาส 3 พร้อมมุ่งตามเป้าเปิดสาขาและแบรนด์ใหม่รับครึ่งปีหลัง

บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ผู้นำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีระดับพรีเมียมในประเทศไทย เผยผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 (1H69) มีรายได้รวม 1,139 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 74 ล้านบาท เติบโต 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากการเร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความสามารถในการรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางภาวะกำลังซื้อในประเทศที่ยังคงชะลอตัว สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทฯ

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกสะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณาเฉพาะไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 578 ล้านบาท เติบโต 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (2Q68) และเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า (1Q69) ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 40 ล้านบาท เติบโต 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นถึง 13 สาขา จาก 45 สาขาในไตรมาส 2 ปี 2568 เป็น 58 สาขาในไตรมาส 2 ปี 2569 คิดเป็นจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นถึง 29% ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้รายได้ไตรมาสนี้เติบโตได้ถึง 29% แม้ว่ายอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) จะยังคงอ่อนตัวลงราว 6% ตามกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ฐานลูกค้าใหม่ที่ขยายตัวจากสาขาและแบรนด์ใหม่ในเครือ ช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ทำให้ภาพรวมผลประกอบการยังคงเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง

ด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าทำแคมเปญโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ใหม่ในเครืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าในระยะยาว โดยสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่และสร้างความคุ้นเคยกับแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 48.3% ลดลงเล็กน้อยจาก 48.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 286 ล้านบาท เติบโต 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไร EBITDA ที่ 25.1% ตอกย้ำพื้นฐานการดำเนินธุรกิจที่มั่นคง

นายจักรกฤติ กล่าวเสริมว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนสำคัญจากแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯ เตรียมเปิดสาขาใหม่อีกหลายสาขาในไตรมาสนี้ นำโดย "Kaiten Sushi Ginza Onodera" ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียมจากเครือ ONODERA GROUP ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 ถือเป็นแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 30,000 คนต่อเดือน ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ โดยปัจจุบันมียอดจองที่นั่งเต็มต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายนนี้ ตอกย้ำความสำเร็จของกลยุทธ์การขยายพอร์ตธุรกิจด้วยการนำเข้าแบรนด์ดังระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสองแนวทางหลักที่บริษัทฯ ใช้ขับเคลื่อนการเติบโต ควบคู่ไปกับการพัฒนาแบรนด์ของตัวเองเพื่อขยายสู่การเป็นเครือร้านอาหารครบวงจร และคาดว่าจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมพร้อมดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ให้กับกลุ่มบริษัทฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์และแบรนด์อย่างต่อเนื่อง อาทิ ความร่วมมือกับ YOTEI ในเครือ SEACONBEV เปิดตัวเครื่องดื่ม "Yotei Light Ume" ในราคา 69 บาท เพื่อเสริมประสบการณ์มื้ออาหารให้กับกลุ่ม Gen Z และคนเมือง พร้อมเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้ง "หลาย" (Laii) ร้านอาหารอีสานร่วมสมัย ที่จะเปิดให้บริการวันที่ 1 กันยายนนี้ ณ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา และ "Age.3" (อาเกะซัง) แบรนด์ขนมทอดชื่อดังจากย่านกินซ่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเปิดสาขาแรกในไทยที่ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ในเดือนตุลาคมนี้ สะท้อนกลยุทธ์การกระจายพอร์ตธุรกิจและสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ให้กับกลุ่มบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2

กลยุทธ์การขยายพอร์ตธุรกิจของ MAGURO Group วางอยู่บนสองแนวทางหลักที่เดินหน้าควบคู่กัน ได้แก่ การนำเข้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ นำโดย Kaiten Sushi Ginza Onodera จากญี่ปุ่นที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม และการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อขยายสู่การเป็นเครือร้านอาหารครบวงจรที่ครอบคลุมทุกมื้ออาหารและทุกกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะ "หลาย" (Laii) ร้านอาหารอีสานร่วมสมัย ที่กำลังจะเปิดให้บริการต้นเดือนกันยายนนี้ ณ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างมากตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดตัว และร้านของหวาน "Age.3" (อาเกะซัง) ที่จะตามมาในเดือนตุลาคม โดยทั้งสองแบรนด์ใหม่นี้จะช่วยเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มบริษัทฯ ให้ครอบคลุมตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน ตอกย้ำการเป็นเครือร้านอาหารครบวงจรที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในทุกโอกาส

"เรามั่นใจว่าทิศทางผลการดำเนินงานของ MAGURO Group จะยังคงเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง จากทั้งแผนขยายสาขาใหม่ในหลากหลายแบรนด์ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกกลุ่ม และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เราจะเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม" นายจักรกฤติ กล่าวสรุป

ปัจจุบัน MAGURO Group บริหารร้านอาหารในเครือรวมกว่า 58 สาขา ครอบคลุมหลากหลายแบรนด์ ทั้ง MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่นและซูชิระดับพรีเมียม, HITORI SHABU ร้านชาบูและสุกียากี้หม้อเดี่ยวสไตล์คันไซ, SSAMTHING TOGETHER ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี, Tonkatsu AOKI ร้านหมูทอดทงคัตสึต้นตำรับจากญี่ปุ่น, KIWAMIYA ร้านแฮมเบิร์กต้นตำรับจากญี่ปุ่น, CouCou ร้านอาหาร All-Day Dining สไตล์ตะวันตก, BINCHO ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่าน, IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับ และ Chopman แบรนด์ข้าวมันไก่ผ่านช่องทางเดลิเวอรี พร้อมเดินหน้าขยายแบรนด์ใหม่ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

WASH โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 2569 เติบโต 11% ขยายร้าน WashXpress ทะลุ 644 สาขา กลยุทธ์ติดแอร์ได้ผล SSSG สาขาติดแอร์สูงกว่าค่...
13/08/2026

WASH โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 2569 เติบโต 11% ขยายร้าน WashXpress ทะลุ 644 สาขา กลยุทธ์ติดแอร์ได้ผล SSSG สาขาติดแอร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 15% ขยายบริการ ครบวงจร “ซัก-อบ-พับ-ส่งถึงบ้าน” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ "WASH" หนึ่งในผู้นำธุรกิจให้บริการร้านสะดวกซักครบวงจรชั้นนำของไทย ภายใต้แบรนด์ "WashXpress" รายงานผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569) โดยมีรายได้รวม 524.57 ล้านบาท เติบโต 10.64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 262.47 ล้านบาท เติบโต 3.72% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้อยู่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

นายชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาสนี้สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ Company-Own & Operate ที่บริษัทฯ ยึดถือมาโดยตลอด โดยรายได้จากการให้บริการซึ่งเป็นรายได้หลักเติบโต 9.11% ในงวด 6 เดือน และเติบโต 3% ในไตรมาสนี้ ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานที่แท้จริง ยังคงเติบโต 5.16% ในงวด 6 เดือน แตะระดับ 269.10 ล้านบาท ตอกย้ำว่าธุรกิจหลักของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่งและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงเร่งลงทุนขยายสาขาและยกระดับสาขาเดิม

ด้านการขยายสาขา บริษัทฯ เดินหน้าเปิดสาขาใหม่ได้ตามแผนอย่างต่อเนื่อง โดยใน 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ เปิดสาขาใหม่แล้วรวม 53 สาขา สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เปิดได้ 34 สาขา ในจำนวนนี้เป็นการเปิดสาขาใหม่ในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มอีก 28 สาขา สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เปิดเพียง 15 สาขา หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่งผลให้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 WashXpress มีสาขารวมทั้งสิ้น 644 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทฯ บริหารเอง 565 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 79 สาขา ครอบคลุม 22 จังหวัดทั่วประเทศไทย เพิ่มขึ้นจาก 21 จังหวัดในไตรมาสก่อน สะท้อนความต่อเนื่องของแผนขยายธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นคุณภาพของการขยายสาขาควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานการให้บริการ บริษัทฯ ได้ปรับเป้าหมายจำนวนสาขาใหม่ในปี 2569 จาก 100 สาขา เป็น 80 สาขา ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและทำเลที่มีศักยภาพในปัจจุบัน

ไฮไลต์สำคัญของไตรมาสนี้คือผลตอบรับเชิงบวกจากการลงทุนติดตั้งเครื่องปรับอากาศ (A/C Store) ซึ่งบริษัทฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2569 โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วรวม 87 สาขา จากฐาน 17 สาขาเมื่อสิ้นปี 2568 และมีแผนติดตั้งเพิ่มอีก 30 สาขาให้ครบตามเป้าหมาย 100 สาขาภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ทั้งนี้ จากการติดตามผลอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ พบว่ากลุ่มสาขาที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วมีอัตราการเติบโตของ SSSG สูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของบริษัทฯ ที่สูงสุดถึง 15 Percentage Point ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและสร้างการเติบโตของยอดขายต่อสาขาได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายบริการมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิด "Convenient Lifestyle" อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริการซัก-อบ-พับ (Wash-Dry-Fold) เปิดให้บริการแล้วกว่า 274 สาขา บริการรีดผ้าเปิดให้บริการแล้ว 9 สาขา และบริการ Delivery รับ-ส่งผ้าถึงบ้านเปิดให้บริการครอบคลุมแล้ว 162 สาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ช่วยสร้าง Recurring Income ที่มั่นคงในระยะยาว

นายชิษณุพันธ์ กล่าวเสริมว่า "ผลประกอบการของ WASH ยังคงสะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งการเติบโตของรายได้ การขยายสาขาที่เดินหน้าได้เร็วกว่าปีก่อน และผลตอบรับที่ดีเกินคาดจากการลงทุนยกระดับสาขาด้วยเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากลยุทธ์ที่บริษัทฯ วางไว้เดินมาถูกทาง เรายังคงเดินหน้าติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้ครบ 100 สาขาภายในไตรมาส 3 นี้ พร้อมมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภคทุกภูมิภาค และเพิ่มบริการ Delivery ทำให้ WashXpress ให้บริการแบบครบวงจรเป็นรายแรกของไทย เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว"

สำหรับอัตราการเติบโตของรายได้จากสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth: SSSG) ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 3.6% ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 8.8% ซึ่งเป็นผลหลักจากฐานเปรียบเทียบที่สูงในปีก่อน เนื่องจากในไตรมาส2 ของปี 2568 มีปริมาณฝนตกมากกว่าปกติ ทำให้การตัดสินใจเข้าใช้บริการเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ขณะที่ปี 2569 สภาพอากาศร้อนและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณการใช้บริการในลักษณะดังกล่าวลดลงตามไปด้วย ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ปรับลดลงตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ฐานลูกค้าประจำของบริษัทฯ ยังคงเหนียวแน่นและกลับมาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ ตอกย้ำจุดแข็งของธุรกิจร้านสะดวกซักในฐานะบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (Essential Service)

ด้านสถานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 2,825.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.01% จากสิ้นปี 2568 ตามการลงทุนขยายสาขาและยกระดับสาขาเดิมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทฯ ยังคงรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุนในระดับที่เหมาะสม โดยได้รับแรงหนุนจากฐานทุนที่แข็งแกร่งขึ้นภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ทั้งนี้ กำไรสุทธิงวด 6 เดือนอยู่ที่ 32.32 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 13.15 ล้านบาท ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสัดส่วนต้นทุนคงที่ โดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์สิทธิการใช้และอาคารอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสาขาใหม่ที่เปิดเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าปีก่อน ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการปิดปรับปรุงสาขาเพื่อติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และการเพิ่มงบประมาณด้านการตลาดเพื่อสร้าง Brand Awareness และขยายฐานลูกค้าใหม่ตามแผนกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทฯ ซึ่งฝ่ายบริหารมองว่าเป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะถัดไป

อัลฟา แคปปิตอล เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจการเงิน ชูจุดแข็งบริหารสินทรัพย์กว่า 20 ปี เปิดตัว Alpha Fin รุกตลาดขายฝากอสังหาฯ ...
11/08/2026

อัลฟา แคปปิตอล เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจการเงิน ชูจุดแข็งบริหารสินทรัพย์กว่า 20 ปี เปิดตัว Alpha Fin รุกตลาดขายฝากอสังหาฯ ครบวงจร
รองรับตลาดขายฝากขยายตัวต่อเนื่อง

บริษัท อัลฟาแคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ อัลฟา (ACPG) ผู้นำด้านการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ของไทย ประกาศขยายธุรกิจครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัว "Alpha Fin" ธุรกิจให้บริการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ นับเป็นการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเดิมของกลุ่มบริษัทที่สั่งสมมายาวนาน มีความเข้าใจในกระบวนการต่าง ๆ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในทุกขั้นตอน สู่การให้บริการทางการเงินทางเลือกที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้นแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ

นายวีร์ จารุนันท์ศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟาแคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงที่มาของการขยายธุรกิจในครั้งนี้ว่า การเปิดตัว Alpha Fin เกิดจากการมองเห็นโอกาสในการนำจุดแข็งของ อัลฟา แคปปิตอล ด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ มาต่อยอดเป็นบริการทางการเงินทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของทรัพย์สิน โดยเฉพาะในช่วงที่การเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารมีความเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ธุรกิจขายฝากกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มเติบโตกว่า 20 % ซึ่งตลาดขายฝากและจำนองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี สอดคล้องกับความต้องการสภาพคล่องของเจ้าของทรัพย์สินและนักลงทุนที่มองหาทางเลือกทางการเงินนอกเหนือจากระบบธนาคาร Alpha Fin พร้อมที่จะเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลักที่มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือในตลาดนี้

บริการขายฝากของ Alpha Fin มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเสริมสภาพคล่องทางการเงินโดยไม่ต้องขายทรัพย์สินทิ้งอย่างถาวร ด้วยกระบวนการที่โปร่งใส เป็นธรรม และรวดเร็ว อาศัยความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์และการตรวจสอบสิทธิทางกฎหมายอย่างรอบด้าน ทำให้ลูกค้าได้รับวงเงินที่เหมาะสมกับมูลค่าทรัพย์สินจริง พร้อมเงื่อนไขการไถ่ถอนที่ยืดหยุ่นและชัดเจน เหมาะสำหรับกลุ่มเจ้าของธุรกิจ SME ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเร่งด่วน นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการสภาพคล่องระหว่างรอการขาย รวมถึงเจ้าของทรัพย์สินที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมได้ โดยจุดแข็งสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้ผู้ขายฝากคือการเป็นบริษัทในเครือ ACPG ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการเงินและบริหารสินทรัพย์มาอย่างมั่นคงยาวนานกว่า 20 ปี มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและพันธมิตรในวงกว้าง

มุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มขายฝากอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่และน่าเชื่อถือที่สุดในไทย

เป้าหมายของอัลฟา แคปปิตอล ในการพัฒนา Alpha Fin ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้ให้บริการขายฝากรายหนึ่งในตลาด แต่คือการสร้าง Alpha Fin ให้เป็นแพลตฟอร์มขายฝากอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่และน่าเชื่อถือที่สุดในประเทศไทย ที่เชื่อมโยงเจ้าของทรัพย์สินกับแหล่งเงินทุนอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยอาศัยจุดแข็งที่แตกต่างจากผู้ให้บริการขายฝากทั่วไปในตลาด ได้แก่

· มาตรฐานประเมินมูลค่าทรัพย์สินและตรวจสอบสิทธิทางกฎหมายในระดับเดียวกับธุรกิจบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน ต่อยอดจากประสบการณ์บริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ของ ACPG กว่า 20 ปี

· กระบวนการทำงานที่เป็นระบบและใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนที่มักพบในผู้ให้บริการขายฝากรายย่อยทั่วไป

· เครือข่ายแหล่งเงินทุนและพันธมิตรที่หลากหลาย ช่วยจับคู่เจ้าของทรัพย์สินกับแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว

· ฐานลูกค้าและพันธมิตรเดิมจากธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ ACPG ที่ต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจให้ Alpha Fin เติบโตได้อย่างมั่นคง

การดำเนินธุรกิจของ Alpha Fin อาศัยจุดแข็งสำคัญของ ACPG ที่มีประสบการณ์ตรงในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทั้งด้านการการคัดเลือกทรัพย์และประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงความเข้าใจในกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบสิทธิและกระบวนการทางกฎหมาย ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรในตลาด NPL/NPA ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และบริหารความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน

การเปิดตัว Alpha Fin ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ ACPG ในการสร้างแพลตฟอร์มด้านสินทรัพย์และสภาพคล่องที่ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (AMC) ไปจนถึงการให้ทางเลือกทางการเงินแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะลูกค้าฐานเดิมของบริษัท ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดเป็นแหล่งโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ สอดคล้องกับกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทในการสร้างการเติบโตผ่านการขยายธุรกิจบนพื้นฐานของความเชี่ยวชาญเดิม

WASH ฉลอง 8 ปี ร้าน WashXpress จัดคาราวาน เปิดตัวบริการ Deliveryซัก อบ พับ พร้อมรับส่ง ถึงบ้าน อย่างเป็นทางการ มอบสิทธิ์...
10/08/2026

WASH ฉลอง 8 ปี ร้าน WashXpress จัดคาราวาน เปิดตัวบริการ Delivery
ซัก อบ พับ พร้อมรับส่ง ถึงบ้าน อย่างเป็นทางการ มอบสิทธิ์ซักฟรี 3 วันให้ลูกค้าใหม่ พร้อมลุ้นรางวัลแคมเปญใหญ่ "Anniversary ซักผ้าไม่พัก รักนาน 8 ปี"

บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH ผู้บริหารร้านสะดวกซักครบวงจรชั้นนำของไทยภายใต้แบรนด์ "WashXpress" จัดกิจกรรม "ขบวนคาราวาน WashXpress เปิดประสบการณ์ใหม่ รับ-ส่ง ผ้า ถึงบ้าน" เพื่อฉลองโอกาสครบรอบ 8 ปี ในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 พร้อมเปิดตัวบริกรรับ-ส่งผ้าถึงบ้านแบบ Delivery อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำเป้าหมายการขยายบริการให้ครอบคลุมและเข้าถึงลูกค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้แคมเปญใหญ่ประจำปี "Anniversary ซักผ้าไม่พัก รักนาน 8 ปี" ที่ WashXpress ร่วมกับ Speed Queen แบรนด์เครื่องซักผ้าอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก จัดต่อเนื่องตลอดเดือนสิงหาคมนี้

นายชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา WASH เติบโตอย่างต่อเนื่องจากความไว้วางใจของลูกค้าที่ใช้บริการร้านสะดวกซักภายใต้แบรนด์ WashXpress กิจกรรมขบวนคาราวานในครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าในชุมชนรอบสาขา พร้อมทั้งเป็นการเปิดตัวบริการรับ-ส่งผ้าถึงบ้านแบบ Delivery อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้การซักผ้าเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับลูกค้า ไม่ต้องเดินทางมาที่ร้านด้วยตนเอง เพียงแจ้งรับผ้าผ่านแอปพลิเคชัน ทีมงานก็พร้อมไปรับถึงหน้าบ้านและนำมาส่งคืนเมื่อซัก-อบเสร็จเรียบร้อย ทั้งนี้ ความร่วมมือกับ Speed Queen พันธมิตรผู้ผลิตเครื่องซักผ้าอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก ยังเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานเครื่องซักผ้าในทุกสาขาของ WashXpress ให้มีประสิทธิภาพและรองรับการให้บริการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาบริการให้ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานการให้บริการที่ WASH ยึดถือมาโดยตลอด

กิจกรรมขบวนคาราวาน WashXpress เปิดประสบการณ์ใหม่ รับ-ส่ง ผ้า ถึงบ้าน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เริ่มปล่อยขบวนที่ WashXpress สาขาลาดพร้าววังหิน 28 ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปจนถึงจุดสิ้นสุดที่ WashXpress สาขาสุขุมวิท 50 พร้อมแจกใบปลิวแนะนำโปรโมชันบริการรับ-ส่งผ้าถึงบ้านแบบ Delivery สำหรับลูกค้าใหม่ ในราคาเริ่มต้นเพียง 50 บาท เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่ทดลองใช้บริการรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในพื้นที่ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและทดลองใช้บริการรับ-ส่งผ้าถึงบ้านแบบ Delivery จำนวนเพิ่มขึ้น เพียงนัดหมายผ่านแอปพลิเคชัน ทีมงานจะไปรับผ้าถึงหน้าบ้านและนำมาส่งคืนเมื่อซักเสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องหิ้วผ้าหนัก ๆ มาที่ร้านด้วยตนเองอีกต่อไป ปัจจุบันมีสาขาที่ให้บริการรับ-ส่งผ้าถึงบ้านแบบ Delivery แล้วกว่า 139 สาขา และมีสาขาที่ให้บริการใกล้บ้านลูกค้ารวมกว่า 600 สาขาทั่วประเทศ

WashXpress มอบโปรโมชันพิเศษต้อนรับผู้ที่สนใจใช้บริการรับ-ส่งผ้าถึงบ้านแบบ Delivery โดยลูกค้าใหม่ที่เลือกใช้บริการเดลิเวอรี่เป็นครั้งแรก จะได้รับส่วนลดทันที 50 บาทอีก และในช่วงวันที่ 7 - 9 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มอบสิทธิ์ซักฟรีทันที 3 วัน ไม่ว่าจะใช้บริการที่สาขาใกล้บ้านสาขาไหนก็ตาม

กิจกรรมขบวนคาราวานและการเปิดตัวบริการรับ-ส่งผ้าถึงบ้านแบบ Delivery ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญใหญ่ "Anniversary ซักผ้าไม่พัก รักนาน 8 ปี" ที่ WASH จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 31 สิงหาคม 2569 มอบสิทธิประโยชน์และของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาทให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน WashXpress ครบทุก 50 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลในกิจกรรม "ยิ่งรัก ยิ่งซัก ยิ่งลุ้น (ซักทั่วไทย ลุ้นไปญี่ปุ่น)" ซึ่งมีของรางวัลรวมกว่า 100 รายการ อาทิ แพ็กเกจท่องเที่ยวญี่ปุ่น ทองคำ เครื่องปรับอากาศ Carrier และบัตรกำนัลจากแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชันและดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน WashXpress เพื่อร่วมสนุกและใช้บริการ Delivery ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

07/08/2026

บริษัท แบรนด์ เวลท์ จำกัด ขอแสดงความเสียใจอย่างสูงต่อครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี...ขอให้ทุกดวงจิตไปสู่สุคติ

07/08/2026

ไม่ได้เก่งแค่แดนปลาดิบ! MAGURO ซุ่มปั้นแบรนด์ “หลาย” ลุยตลาดอาหารอีสาน-ไทย ยกระดับสตรีทฟู้ดสู่ความพรีเมียมในราคาเริ่มแค่ 89 บาท เจาะตรงกลุ่มออฟฟิศและครอบครัว มุ่งปูทางสู่ผู้นำธุรกิจร้านอาหารครบวงจรตัวจริง
อ่านเพิ่มเติม : https://forbesthailand.com/news/marketing/maguro-launches-multiple-new-isan-style-food-brands-targeting-the-som-tum-and-thai-cuisine-market
#หลาย #ร้านอาหารไทย

Maguro Group ทำเซอร์ไพรส์ เดินเกมส์ลงตลาดอาหารไทย เปิดตัวแบรนด์ "หลาย" อาหารอีสานร่วมสมัยรสชาติอีสานแท้ๆ· Maguro Group เ...
07/08/2026

Maguro Group ทำเซอร์ไพรส์ เดินเกมส์ลงตลาดอาหารไทย เปิดตัวแบรนด์ "หลาย" อาหารอีสานร่วมสมัยรสชาติอีสานแท้ๆ

· Maguro Group เดินกลยุทธ์ขยายพอร์ตอาหารอย่างต่อเนื่อง หลังศึกษาและทำ R&D มากกว่า 2 ปี

· วากิวไทย-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย ย่างเตาถ่าน Kopa Charcoal Oven จากเยอรมนี ในราคาที่เข้าถึงง่าย

บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ผู้นำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีระดับพรีเมียมในประเทศไทย เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ตลาดอาหารไทย ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุด "หลาย" (Laii) ภายใต้แนวคิด Authentic Isan Comfort ร้านอาหารอีสานร่วมสมัยที่นำหัวใจของครัวอีสานแท้มาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย นับเป็นแบรนด์ที่ 14 ในเครือ MAGURO Group โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา ในรูปแบบ Collaborative Dining ร่วมกับร้าน CouCou ซึ่งทั้งสองร้านจะแยกพื้นที่ปรุงอาหารกันอย่างอิสระ แยกพื้นที่ประสบการณ์การรับประทานอาหารให้หลากหลายยิ่งขึ้นภายในพื้นที่เดียวกัน

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยว่า การเปิดตัว "หลาย" ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่บริษัทวางแผนมาเกือบ 2 ปี เพื่อเข้าสู่ตลาดอาหารไทย โดยเลือกธุรกิจร้านส้มตำและอาหารอีสานซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่แล้ว เป็นหมัดเด็ดสำคัญในการเข้าสู่ตลาด พร้อมระบุว่า "หลาย" ไม่ได้มีเพียงอาหารอีสาน แต่ยังมีอาหารไทย รวมถึงอาหารจานเดี่ยวหลากหลายเมนูสำหรับลูกค้าที่ต้องการทานในเวลาจำกัด ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าออฟฟิศที่ต้องการทานแบบจานเดี่ยว ไปจนถึงเมนูอย่างกุ้งแม่น้ำและต้มยำที่เหมาะกับการรับประทานแบบครอบครัว ปัจจุบัน MAGURO GROUP ไม่ได้เป็นเพียงผู้นำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่บริษัทฯ กำลังเติบโตและตั้งเป้าพัฒนาสู่การเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารที่ครบวงจร ครอบคลุมอาหารหลากหลายสัญชาติและหลากหลายรูปแบบ ด้วยกลยุทธ์ทั้งการนำเข้าแบรนด์สุดฮิตจากประเทศญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาแบรนด์ขึ้นเองภายในบริษัท เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหารของผู้บริโภคให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในทุกมิติ

ชื่อ "หลาย" มาจากคำสั้น ๆ ในภาษาอีสานที่แปลว่า "มาก" หรือ "เยอะ" แต่สำหรับแบรนด์แล้ว คำนี้สื่อถึงความรู้สึกที่มากพอจนอยากส่งต่อ ทั้งความใส่ใจในวัตถุดิบ รสชาติที่มีมิติทั้งแซ่บ นัว หอม กลมกล่อม เสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหาร และการต้อนรับแบบอีสานที่จริงใจ โดยแบรนด์เชื่อว่าความแท้ (Authenticity) ของอาหารอีสานไม่ได้อยู่ที่สูตรดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในวิธีที่ผู้คนใช้ชีวิตและแบ่งปันอาหารร่วมกัน "หลาย" จึงนำหัวใจของครัวอีสานมาถ่ายทอดในรูปแบบร่วมสมัย เคารพต้นตำรับ แต่เล่าใหม่ให้เข้าถึงง่ายขึ้น

จุดเด่นของ "หลาย" อยู่ที่รสชาติอีสานแท้จัดจ้านที่เข้าถึงง่าย ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบแท้และเครื่องเทศดั้งเดิมตามสูตรต้นตำรับอาหารอีสาน นำมาใส่ในเมนูที่คุ้นเคย อาทิ ส้มตำ ลาบ น้ำตก ยำ ต้มแซ่บ ย่าง และอาหารทะเลย่างอย่างกุ้งแม่น้ำย่าง โดยราคาส้มตำเริ่มต้นที่ 89 บาท วางตำแหน่งเป็นตัวเลือก Comfort Food ที่คุ้นเคยและมั่นใจได้ในทุกคำ อีกทั้งยังมีอาหารจานเดี่ยวเปิดตัวเริ่มต้นที่ 109 บาท โดยเมนูไฮไลท์ คือ ข้าวผัดพริกขี้หนูคอหมูย่าง ภายใต้แนวคิด Premium yet Accessible ท่ามกลางบรรยากาศที่สบายทันสมัย ในราคาที่เข้าถึงได้แม้ใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียม เหมาะสำหรับพนักงานออฟฟิศ กลุ่มครอบครัว และนักท่องเที่ยว ในทุกช่วงเวลาของสัปดาห์

ด้านวัตถุดิบ "หลาย" ให้ความสำคัญกับความพรีเมียมในทุกรายละเอียด ตั้งแต่น้ำปลาร้าสูตรเฉพาะที่เบลนขึ้นเพื่อความหอมนัวในแบบของแบรนด์ มะละกอแขกดำคัดพิเศษสำหรับส้มตำที่เนื้อแน่น กรอบ เส้นสวย ไม่อมน้ำ ไปจนถึงเนื้อหลากหลายทั้งวากิวไทย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ที่คัดสรรคุณภาพเพื่อความนุ่มและฉ่ำในทุกเมนู รวมถึงอีกหนึ่งเมนูที่พลาดไม่ได้ กับเมนูแจ่วฮ้อนหมู ราคาเริ่มต้น 359 บาท ในด้านกรรมวิธี "หลาย" ใช้เตาถ่าน Kopa Charcoal Oven ระบบปิดจากเยอรมนี ที่ใช้ถ่านไม้ 100% ช่วยเก็บความชุ่มฉ่ำและกลิ่นหอมเฉพาะตัว พร้อมกรรมวิธีที่พิถีพิถัน อาทิ คอหมูย่างที่หมักนานถึง 4 ชั่วโมง ลิ้นวัวซูวีนานถึง 16 ชั่วโมง ต้มขมตุ๋นเครื่องในนาน 6 ชั่วโมง และแจ่วฮ้อนที่เคี่ยวน้ำซุปอย่างพิถีพิถัน รวมถึงเทคนิคเตรียมเนื้อเฉพาะของ "หลาย" ที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด Dry Aging เพื่อรสชาติเข้มข้นและเนื้อสัมผัสที่ดียิ่งขึ้น และอีกไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือเมนูสุดหายากอย่างข้าวเหนียวแสงแรก ซึ่งป็นหนึ่งในพันธุ์ข้าวเหนียวพื้นเมืองระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก ทั้งในแง่ของแหล่งปลูก และคุณภาพของเมล็ดข้าว ทำให้สัมผัส นุ่ม เหนียว เด้ง เมล็ดข้าวเรียวยาว สวยงาม

"หลาย" จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารอีสานและไทยร่วมสมัยที่เข้าถึงง่าย คุ้มค่า และเต็มไปด้วยรสชาติที่จัดจ้าน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางช่องทางการสื่อสารของแบรนด์ "หลาย" และ MAGURO Group

ที่อยู่

100/65 Nonsi Road, Chongnonsi, Yannawa
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Brand Wealthผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Brand Wealth:

ทางลัด

แชร์