การจัดหาเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ

การจัดหาเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ เรายินดีช่วยเหลือยืนเคียงข้างคุณเราจะขอจับมือคุณผ่านทุกวิกฤติปัญหาการเงินไปด้วยกัน

14/08/2024

อธิบาย “พีระมิดตัดเกรดลูกค้า” เหตุผลที่แบรนด์ให้ ความสำคัญกับลูกค้า ไม่เท่ากัน - MarketThink

- ร้านอาหาร ที่มีห้อง VIP สำหรับลูกค้าบางคน
- โรงแรม ที่มอบบริการพิเศษ เช่น เช็กอินได้ก่อนเวลา, อัปเกรดห้องพักฟรี หรือบริการรถรับ-ส่ง สำหรับลูกค้า VIP

ในมุมมองของลูกค้าทั่ว ๆ ไปที่เข้าใช้บริการ อาจมองว่าเป็นเรื่องของความไม่เท่าเทียม

แต่ในมุมของการทำธุรกิจ การให้สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าบางกลุ่ม สามารถอธิบายได้ด้วย ทฤษฎีการแบ่งกลุ่มลูกค้า ที่มีชื่อว่า “Customer Pyramid”

แล้ว Customer Pyramid คืออะไร ?
ทำไมถึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ต่าง ๆ ต้องให้สิทธิพิเศษแก่ลูกค้า VIP ?

Customer Pyramid คือ โมเดลที่ใช้ในการแบ่งกลุ่มลูกค้า
เพื่อจัดอันดับว่า ลูกค้าแต่ละคนมีความสำคัญต่อแบรนด์มากน้อยแค่ไหน

โดยพิจารณาจาก พฤติกรรมการซื้อ, ความจงรักภักดี และการสร้างผลกำไร (Profitability) ให้กับแบรนด์

โมเดลนี้ มีลักษณะเป็น “พีระมิด” ตามชื่อทฤษฎี
ซึ่งจะแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 4 ระดับ ไล่จากฐานที่มีขนาดใหญ่สุด ไปจนถึงยอดบนสุด ซึ่งมีขนาดเล็กสุด

ได้แก่ ลูกค้าระดับ Lead, Iron, Gold และ Platinum

ความแตกต่างของลูกค้าแต่ละระดับ ได้แก่

1. Lead คือ ลูกค้าที่เพิ่งรู้จักแบรนด์ของเรา

ลูกค้ากลุ่มนี้ อยู่ส่วนฐานล่างสุดของพีระมิด เป็นกลุ่มลูกค้าที่อาจเพิ่งเคยเห็นสินค้าจากแบรนด์ของเรา
หรืออาจเป็นกลุ่มลูกค้าที่เพิ่งเคยซื้อสินค้าเป็นครั้งแรก ๆ

จึงเป็นกลุ่มที่ “ยังไม่ค่อยสร้างรายได้และกำไร” ให้กับแบรนด์ของเราเท่าไรนัก

ในทางกลับกัน เป็นแบรนด์ของเราเสียมากกว่า ที่เสียค่าใช้จ่ายไปกับลูกค้ากลุ่มนี้
ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนไปกับโฆษณา และโปรโมชัน เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness)

ยกตัวอย่างเช่น คลินิกเสริมความงาม ที่จัดโปรโมชันให้ทดลองฟรีครั้งแรก สำหรับลูกค้าที่ยังไม่เคยใช้บริการ

โปรโมชันแบบนี้ นับว่าเป็น “ดาบสองคม” สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้
เพราะหากลูกค้าพึงพอใจ ก็จะนำไปสู่การใช้บริการครั้งถัด ๆ ไป และขยับขึ้นเป็นลูกค้าอีกระดับ

แต่หากไม่พึงพอใจ นอกจากแบรนด์จะเสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังอาจเสียชื่อเสียง
เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่รีรอที่จะนำเหตุการณ์ที่ไม่พึงพอใจ ไปบอกต่อลูกค้าคนอื่น ๆ ในเชิงลบ

2. Iron คือ ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากแบรนด์ของเราเป็นประจำ แต่มียอดซื้อไม่มาก

เปรียบเสมือน “ลูกค้าทั่วไป” ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ของเราเป็นประจำ
แต่ยังมียอดซื้อ หรือมีปริมาณการซื้อ ไม่สูงมาก

ที่สำคัญ ยังเป็นกลุ่มลูกค้าที่มี High Price Sensitivity หรือมีความอ่อนไหวต่อราคาสินค้าสูง

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น Iron คือ กลุ่มลูกค้าที่เดินเข้า Uniqlo เป็นประจำ แต่เลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็น หรือเฉพาะสินค้าลดราคาเท่านั้น

และถ้าเมื่อไรที่แบรนด์คู่แข่ง เช่น H&M อยู่ในช่วงจัดโปรโมชัน ซึ่งมีราคาถูกกว่า Uniqlo
ลูกค้ากลุ่มนี้ก็พร้อมเดินออกจากร้าน Uniqlo และเลือกซื้อเสื้อผ้าจาก H&M แทน..

จึงเรียกได้ว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่ได้มี Brand Loyalty หรือความจงรักภักดีต่อแบรนด์มากนัก
และยังเป็นกลุ่มลูกค้าที่สร้างรายได้และกำไรให้กับแบรนด์ในระดับ “ปานกลาง”

3. Gold คือ กลุ่มลูกค้าระดับพิเศษ ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ของเราเป็นประจำ และมียอดซื้อค่อนข้างสูง

เปรียบเสมือนเป็นลูกค้าระดับ VIP ที่สร้างรายได้และกำไรให้กับแบรนด์ของเราค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม การที่จะดึงดูดให้ลูกค้ากลุ่มนี้ซื้อสินค้าในปริมาณมาก
แบรนด์ก็ยังต้องมีโปรโมชันต่าง ๆ รวมถึง Loyalty Program เช่น สะสมคะแนน สะสมยอดซื้อ เพื่อแลกสิทธิพิเศษต่าง ๆ

จึงจะทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้กลับมาซื้อสินค้าจากแบรนด์ของเราอย่างสม่ำเสมอ และไม่เปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าจากแบรนด์ของคู่แข่ง

4. Platinum คือ กลุ่มลูกค้าระดับ VVIP ที่สร้างรายได้และกำไรให้แบรนด์ของเรา “มากที่สุด”

กลุ่มลูกค้าที่อยู่บนสุดของยอดพีระมิด เป็นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากแบรนด์ของเราเป็นประจำ มียอดซื้อสูง และมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูง

ที่สำคัญ ลูกค้ากลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยเรียกร้องในเรื่องสิทธิพิเศษ

เช่น ไม่ได้ต้องการส่วนลด แต่เป็นเพราะความชื่นชอบในแบรนด์ จึงเต็มใจที่จะจ่าย และพร้อมที่จะลองสินค้าหรือคอลเลกชันใหม่ ๆ ของแบรนด์ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ลูกค้ากลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่ทำการตลาดให้แบรนด์แบบฟรี ๆ

โดย 86% ของลูกค้าที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ มีแนวโน้มที่จะบอกต่อแบรนด์ที่ตัวเองชื่นชอบ ให้ครอบครัวและเพื่อนของเขาได้รู้จัก

อีกทั้งยังเต็มใจที่จะเขียนรีวิวดี ๆ บนช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกด้วย

ลูกค้ากลุ่มนี้ จึงเป็นกลุ่มลูกค้าที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ
เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีต้นทุนในการให้บริการต่ำ แต่กลับทำรายได้และกำไรให้แบรนด์ได้มากกว่าลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ นั่นเอง..

ต้องบอกว่า พีระมิดดังกล่าว เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของการแบ่งระดับลูกค้า
แต่จริง ๆ แล้วการแบ่งระดับลูกค้าค่อนข้างมี “ความยืดหยุ่น” ตามแต่ละธุรกิจ เช่น

- FedEx บริษัทขนส่งสัญชาติอเมริกัน แบ่งระดับลูกค้าออกเป็น The Good, The Bad และ The Ugly

- First Union อดีตธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา แบ่งระดับลูกค้าออกเป็น 2 ระดับ คือ Green และ Red โดยแยกเป็นกลุ่มลูกค้าที่ทำกำไร หรือไม่ทำกำไรให้ธนาคาร

ซึ่งข้อดีของการแบ่งระดับลูกค้าว่า ลูกค้ากลุ่มไหนมีความสำคัญต่อแบรนด์มากและน้อยที่สุด ก็จะทำให้แบรนด์สามารถเลือกวางกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

1. รู้ว่าควรทุ่มงบประมาณไปกับลูกค้ากลุ่มไหน จึงได้กำไรกลับมามากที่สุด

ซึ่งลูกค้ากลุ่มที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือ Platinum
จุดนี้เองที่เป็นเหตุผลว่า ทำไมตามศูนย์การค้าถึงต้องมีที่จอดรถสำหรับลูกค้า VIP, ตามร้านอาหารต้องมีห้องอาหารสำหรับลูกค้า VIP

นั่นก็เพราะลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มลูกค้าที่สร้างรายได้และกำไรให้บริษัทมากที่สุด
จึงเป็นกลุ่มลูกค้าที่แบรนด์ควรใส่ใจ และรักษาให้อยู่กับแบรนด์ไปอีกนาน ๆ

2. รู้ว่าควรวางกลยุทธ์แบบไหน เพื่อให้ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

เคยมีธนาคารแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ทำงานวิจัยเกี่ยวกับระดับลูกค้าของตัวเอง พบว่า ลูกค้าแต่ละระดับมีความต้องการไม่เหมือนกัน

โดยลูกค้าระดับ Platinum มองว่า งานบริการที่ดีควรประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ พนักงานต้องมีทัศนคติที่ดี, มีความน่าเชื่อถือ และให้บริการด้วยความรวดเร็ว

ในทางกลับกัน ลูกค้าระดับ Gold และ Iron ต้องการเพียงแค่ 2 ปัจจัย คือ พนักงานต้องมีทัศนคติที่ดี และให้บริการด้วยความรวดเร็ว

เมื่อแบรนด์รู้ว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการไม่เหมือนกัน ก็ทำให้แบรนด์สามารถออกแบบ Customer Journey ของลูกค้าแต่ละระดับให้แตกต่างกัน และตอบสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาถึงตรงนี้ คงเห็นแล้วว่าการแบ่งระดับลูกค้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะแบ่งตามพฤติกรรมการซื้อ, ความจงรักภักดีต่อแบรนด์, การสร้างรายได้และกำไรให้กับแบรนด์

เมื่อแบรนด์สามารถแบ่งระดับลูกค้าได้แล้ว ก็จะทำให้รู้ว่า ควรให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มไหน และลูกค้าแต่ละกลุ่มเหมาะกับกลยุทธ์แบบไหนบ้าง

สุดท้ายนี้ต้องบอกว่า ต่อให้ทุก ๆ คนจะเป็นลูกค้าเหมือนกัน

แต่เพราะลูกค้าแต่ละคนมีพฤติกรรม และมีความสำคัญต่อแบรนด์แตกต่างกัน

จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แบรนด์ใส่ใจกับลูกค้าแต่ละประเภทแตกต่างกัน นั่นเอง..


#ระดับลูกค้า
----------------------------------
อ้างอิง:
-https://www.ahartsoe.com/blog/how-to-use-the-customer-segmentation-pyramid
-https://www.studocu.com/ph/document/capitol-university/business-finance/customer-profitability/47074329
-https://www.dataaxlegenie.com/blog/what-is-the-customer-pyramid-model/
-https://www.linkedin.com/pulse/20-customer-loyalty-statistics-how-keep-shoppers-coming-back

14/08/2024

ทำไม Burger King ในออสเตรเลีย ใช้ชื่อ Hungry Jack’s | BrandCase

ใครที่เคยได้ไปออสเตรเลีย อาจจะสงสัยว่าทำไมประเทศนี้ ถึงไม่มี Burger King เลย ทั้ง ๆ ที่แบรนด์ฟาสต์ฟูดนี้ดังมาก และมีสาขาอยู่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ในออสเตรเลียกลับมีร้านเบอร์เกอร์ร้านหนึ่ง ที่มีรูปแบบการตกแต่ง หรือการใช้สีในการออกแบบโลโก ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน

คำตอบคือ ความเป็นจริงแล้ว ร้านนั้นก็คือ Burger King นั่นแหละ
แต่ในออสเตรเลีย กลับใช้ชื่อร้านว่า “Hungry Jack’s”

แล้วทำไม ในออสเตรเลียถึงใช้ชื่อร้านว่า Hungry Jack’s แทน Burger King ?
BrandCase จะสรุปให้ฟัง แบบเข้าใจง่าย ๆ

- เริ่มแรกคือ มีคนใช้ชื่อ Burger King อยู่แล้ว

ในช่วงที่ Burger King จะเข้ามาเปิดตัวในออสเตรเลีย ทาง Burger King ได้จับมือกับคุณ Jack Cowin ซึ่งเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งในออสเตรเลีย เพื่อตั้งใจที่จะมาเปิดสาขาแรก

แต่ในประเทศนี้ มีเชนร้านเบอร์เกอร์ที่มีสาขากว่า 17 สาขาทั่วออสเตรเลียในเวลานั้น ใช้ชื่อ Burger King ไปแล้ว โดยมีเจ้าของคือคุณ Don Dervan

ซึ่งพอเป็นแบบนี้ Burger King จากสหรัฐอเมริกา จึงไม่อยากใช้ชื่อเดียวกันให้เป็นปัญหา และนี่จึงเป็นจุดกำเนิดของร้านที่ชื่อ Hungry Jack’s

- หลายคนคงสงสัยว่า ชื่อ Hungry Jack’s มีที่มาจากอะไร ?

เมื่อทาง Burger King ก็อยากจะเข้ามาเปิดร้านเบอร์เกอร์ ส่วนคุณ Don Dervan เจ้าของเชนร้านเบอร์เกอร์ที่ใช้ชื่อ Burger King อยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่ยอมให้ใช้คำว่า Burger King เป็นเครื่องหมายการค้า

สุดท้ายผู้ที่ได้สิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ในออสเตรเลียอย่างคุณ Jack Cowin ก็ตัดสินใจ เปลี่ยนชื่อร้านมันเสียเลย

โดยเขาได้เลือกชื่อร้านมาจาก ผลิตภัณฑ์แป้งทำแพนเค้กสำเร็จรูป ซึ่งเป็นแบรนด์ที่อยู่ภายใต้ บริษัท Pillsbury ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Burger King ในเวลานั้น

โดยชื่อแบรนด์แป้งแพนเค้กแบรนด์นั้น มีชื่อว่า Hungry Jack

คุณ Jack Cowin จึงนำมาดัดแปลงให้กลายเป็น Hungry Jack’s
และเปิดสาขาแรกขึ้นในเมืองเพิร์ท เมืองหลวงทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ในปี 1971

- พอกิจการไปได้สวย เจ้าของ Burger King ในสหรัฐอเมริกาก็อยากกลับมาทวงชื่อคืน

หลังจากเปิดตัวไป คุณ Jack Cowin ก็พา Hungry Jack’s เติบโตจนขยับขยายไปหลายสาขา และทำให้คนออสเตรเลียคุ้นเคยกับแบรนด์ Hungry Jack’s

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นี้ เพราะเจ้าของ Burger King ในสหรัฐอเมริกา ยังคงต้องการนำคำว่า Burger King กลับมาใช้ในออสเตรเลียให้ได้

ประจวบเหมาะกับเวลาที่คุณ Don Dervan เจ้าของเชนร้านเบอร์เกอร์ที่ใช้ชื่อ Burger King ในออสเตรเลีย ต้องการขายธุรกิจ และย้ายกลับไปอยู่สหรัฐอเมริกา ทำให้ชื่อ Burger King สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง

เมื่อเป็นแบบนั้น บริษัทแม่ของ Burger King จึงกลับมาลุยในตลาดออสเตรเลียอีกครั้งในปี 1991
ด้วยการขยายสาขาด้วยตัวเอง ภายใต้ชื่อ Burger King

ที่แสบคือ ทำมาแข่งกับ Hungry Jack’s ที่ก็ได้สิทธิ์แฟรนไชส์มาจาก Burger King ด้วย..

ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ทาง Burger King ในสหรัฐอเมริกา ก็พยายามขอซื้อกิจการ Hungry Jack’s จากคุณ Jack Cowin แต่เขาก็ไม่ยอมขาย

และเมื่อเป็นแบบนั้น ทางบริษัทจึงพยายามบีบคุณ Jack Cowin หลาย ๆ อย่าง ทั้งเรื่องการขัดขวางไม่ให้ขยายสาขา และเรื่องการขายสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ

- พอเรื่องเป็นแบบนี้ คุณ Jack Cowin จึงตัดสินใจฟ้องร้อง Burger King ในปี 2001 ในข้อหาฝ่าฝืนข้อตกลงของมาสเตอร์แฟรนไชส์ และละเมิดสัญญา

สรุปแล้วคือ คุณ Jack Cowin เป็นฝ่ายชนะคดี และทำให้ในปี 2002 Burger King ในสหรัฐอเมริกาจึงได้ตัดสินใจ ถอนตัวจากออสเตรเลียไป

และทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม
Burger King ในออสเตรเลียถึงใช้ชื่อว่า Hungry Jack’s

และปัจจุบัน Hungry Jack’s ก็ยังสามารถครองใจชาวออสเตรเลียอยู่ โดยมีสาขาทั้งหมดกว่า 470 สาขาทั่วประเทศ

References
-https://www.hungryjacks.com.au/about-hj-s
-https://en.wikipedia.org/wiki/Burger_King_Corporation_v_Hungry_Jack%27s_Pty_Ltd
-https://en.wikipedia.org/wiki/Hungry_Jack%27s
-https://australianfoodtimeline.com.au/hungry-jacks-launches/
-https://www.news.com.au/lifestyle/food/restaurants-bars/how-a-random-us-brand-became-the-household-name-hungry-jacks-in-australia/news-story/cef292929099d8dd2a9ff60b8deaf93e
-https://www.adelaidenow.com.au/lifestyle/sa-weekend/fast-foodie-meet-don-dervan-australias-original-burger-king/news-story/467a2af5ff28938374767422b2eb2bc6
-https://en.wikipedia.org/wiki/Hungry_Jack%27s
-https://www.scrapehero.com/location-reports/Hungry%20Jack's-Australia/

--------------------------

Sponsored by JCB Thailand

ุขทุกสไตล์ได้ทุกวัน
พบกับส่วนลดและสิทธิพิเศษสำหรับทุกไลฟ์สไตล์
ทั้ง กิน เที่ยว ช็อป ให้คุณมีความสุขได้ทุก ๆ วัน
เพิ่มเติมที่ >> https://bit.ly/JCBJSOPRO

สมัครบัตรเครดิต JCB ได้ที่
https://bit.ly/ApplyJCBCard


14/08/2024

รู้จัก Colin Huang คนรวยสุดในจีน เจ้าของ Temu ที่กำลังบุกไทย | MONEY LAB
Temu ในภาษาจีน อ่านว่า เท่อหมู่
Pinduoduo ในภาษาจีน อ่านว่า พินตัวตัว

2 แอปข้างต้นนี้ กำลังทำให้ Colin Huang ผู้ก่อตั้ง เป็นคนรวยสุดในจีน

อันที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้รวยขึ้น ในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน เพราะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เขาก็วนเวียนอยู่ใน Top 10 ของมหาเศรษฐีจีน

เพียงแค่ที่ผ่านมา พวกเราหลายคนอาจจะไม่ค่อยมีใครรู้จักที่มาที่ไปของเขามากเท่าไรนัก

แล้วคุณ Colin Huang เป็นใครมาจากไหน ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

คุณ Colin Huang เกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงาน ในแถบชานเมืองหางโจว

แต่ด้วยความที่เป็นเด็กหัวไว เรียนเก่ง โดยเฉพาะในด้านคณิตศาสตร์ ที่ไปไกลถึงขั้นได้รางวัลโอลิมปิก ก็ทำให้เขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนชั้นนำอย่าง Hangzhou Foreign Language School

ต่อมาเขาเข้าเรียนสาขาวิทยากรคอมพิวเตอร์ หรือ Computer Science ที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ตามด้วยฝึกงานกับ Microsoft แต่หลังจากเรียนจบ คุณ Colin Huang เลือกที่จะปฏิเสธข้อเสนองาน

ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ที่สหรัฐอเมริกา ตามด้วยการได้ทำงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง Google

แต่ทำได้ไม่นาน Colin Huang ตัดสินใจออกมาทำสตาร์ทอัปของตัวเองหลายตัว ได้แก่

1. Oukou แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับซื้อขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
2. Leqi ธุรกิจสนับสนุนแบรนด์ต่างประเทศ ให้เชื่อมต่อกับอีคอมเมิร์ซ อย่าง Tmall และ JD . com
3. Xunmeng ธุรกิจสตูดิโอเกม

รู้หรือไม่ว่าถึงตรงนี้ คุณ Colin Huang เคยเกษียณออกไปใช้เงินตัวเองอยู่เงียบ ๆ แม้จะอายุเพียงแค่ 33 เพราะเขามีอาการหูติดเชื้อ

แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจกลับมาทำธุรกิจตัวที่ 4 ซึ่งจะสร้างความมั่งคั่งให้เขามหาศาล นั่นก็คือ

“Pinduoduo”

จุดเด่นของแพลตฟอร์ม Pinduoduo นั้นก็คือการขายสินค้าที่ราคาถูกมาก ๆ จากการ “Group Buying” ที่ให้ผู้ใช้งานรวมกันสั่งซื้อ ให้เป็นออร์เดอร์ใหญ่ทีเดียว แล้วส่งตรงถึงโรงงานเลย

นอกจากนี้ทางแพลตฟอร์ม ยังทำให้ผู้คนติดหนึบได้ ด้วยการทำมินิเกมต่าง ๆ ให้ผู้เข้าใช้งานเล่น เช่น ปลูกต้นไม้เพื่อเก็บ คูปองมาใช้ซื้อของ

หรือแม้แต่การให้รางวัล สำหรับผู้ที่เข้าแพลตฟอร์มทุกวันติดต่อกัน เหมือนเวลาที่เราต้องกดเข้าเกมในโทรศัพท์ทุกวัน เพื่อเอาไอเทม หรือสกินเจ๋ง ๆ ในเกม

จะเห็นได้ว่า Pinduoduo นั้น เป็นเหมือนการผสมผสานประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมาจากการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และการทำธุรกิจเกม ได้อย่างลงตัว

จึงไม่น่าแปลกใจที่ Pinduoduo จะสร้างความสำเร็จอย่างถล่มทลายในจีน จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซของจีน ได้อย่างรวดเร็ว

และกลยุทธ์นี้ก็ได้ถูกคุณ Coling Huang ก็อปวางใส่ในแพลตฟอร์ม Temu เพื่อบุกตลาดต่างประเทศ..

ถ้ามองจากสภาพเศรษฐกิจในหลายประเทศตอนนี้ กลยุทธ์การซื้อของแบบ Group Buying น่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภคไม่น้อย เพราะสามารถประหยัดเงินได้มากกว่าการซื้อสินค้าแบบปกติ

บวกกับการชอปปิ้งที่ถูกทำให้เป็นเหมือนเกม ก็ส่งผลให้ผู้คนเริ่มรู้สึกเสพติด ที่จะเข้ามาในแอพ Temu อยู่เรื่อย ๆ เพราะถ้ายิ่งเล่นเกมมาก ก็ยิ่งมีสิทธิ์ได้ซื้อของถูกยิ่งขึ้นไปอีก

จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เกือบทุกประเทศที่ Temu ไปบุก ก็มักจะชนะเจ้าตลาดได้อย่างง่ายดาย

ปัจจุบันคุณ Colin Huang เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 1 ของ Pinduoduo มีหุ้นร้อยละ 32 ของบริษัท คิดเป็นความมั่งคั่งรวม 1.7 ล้านล้านบาท

ซึ่งก่อนหน้านี้ Colin Huang ก็เคยรวยแซงแจ๊ก หม่า
ผู้ก่อตั้ง Alibaba ทั้งที่ก่อตั้ง Pinduoduo ได้แค่ 5 ปี
และตั้งธุรกิจหลังจาก Alibaba ถึง 16 ปี

แต่มาวันนี้ Colin Huang กลายเป็นคนรวยสุดในจีนไปแล้ว จากการเติบโตของ Pinduoduo และ Temu ที่กำลังตีตลาดไปทั่วโลก..

References
-https://www.bloomberg.com/news/articles/2024-08-09/temu-owner-s-billionaire-founder-becomes-china-s-richest-person?srnd=homepage-asia
-https://simplywall.st/stocks/us/retail/nasdaq-pdd/pdd-holdings/ownership
-https://www.businessinsider.com/fabulous-life-colin-huang-pinduoduo-2020-7

14/08/2024

4 ธุรกิจระดับโลก ที่มี "พ่อแม่" เป็นนักลงทุนคนแรก

#อินโฟธุรกิจ
#หุ้นนอก
#ธุรกิจระดับโลก

ผู้ประกอบการควรรู้ มุมมองและทิศทางค่าเงินบาทไทย จากธนาคารกรุงศรีอยุธยาใกล้จะหมดปีเข้าไปเรื่อยๆ สภาพตลาดเงินและตลาดทุนในต...
14/08/2024

ผู้ประกอบการควรรู้ มุมมองและทิศทางค่าเงินบาทไทย จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ใกล้จะหมดปีเข้าไปเรื่อยๆ สภาพตลาดเงินและตลาดทุนในตอนนี้ก็มีความผันผวนเป็นอย่างมาก และในปี 2019 ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยควรที่จะรู้เกี่ยวกับมุมมองค่าเงิน โดยเฉพาะค่าเงินบาทไทย ที่ปีหน้ามีปัจจัยต่างๆ อาจเข้ามากระทบ
Brand Inside รวบรวมมุมมองจากทีมงานกรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ถึงมุมมองทิศทางตลาดเงินในปีหน้า
สภาพตลาดในช่วงที่ผ่านมา
กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่าบรรยากาศการลงทุนผันผวน ปัจจัยสำคัญมาจาก “สงครามการค้า” นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังประนามประเทศจีนเรื่องการลดค่าเงินหยวน ส่วนทางด้านจีนทำอะไรไม่ได้มาก โดยอาจพิจารณาลดค่าเงินหยวน รวมไปถึงขายพันธบัตรสหรัฐ ทำให้นักลงทุนและสถาบันการเงินความสับสน เป็นปัจจัยทำให้ตลาดผันผวน ถึงแม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะไม่เพิ่มเพดานภาษีไปอีก 90 วัน แต่ถ้าเส้นตายงวดเข้ามา ตลาดก็มีความกังวลอยู่ดี
ส่วนสถานการณ์ด้านยุโรปยังไม่แน่ไม่นอน เช่น นโยบายเศรษฐกิจของอิตาลี หรือ การเลือกประธานธนาคารกลางยุโรปคนใหม่ แต่จุดเปลี่ยนคือยุโรปขึ้นดอกเบี้ยช้าลง ทำให้นักลงทุนโยกเงินกลับสหรัฐฯ
นอกจากนี้ค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets มักจะสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ ทำให้ธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายขึ้นดอกเบี้ย ส่วนทางด้านค่าเงินบาทไทยก็อ่อนค่าลงเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดีเงินบาทยังอ่อนค่าน้อยกว่าในภูมิภาค และค่าเงินบาทก็ผันผวนมากขึ้น ตอนต้นปีอ่อนค่า กลางปีเริ่มแข็งค่าอย่างรวดเร็ว
ค่าเงินบาทของไทย
ประเด็นที่ต้องจับตามองในระยะสั้นคือการขึ้นดอกเบี้ยขอคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จาก 1.5% ขึ้นเป็น 1.75% นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จะปรับสมดุลนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเน้นไปที่การดูแลความเสี่ยงทางด้านเสถียรภาพการเงิน เนื่องจากความเปราะบางของเสถียรภาพที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยกรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม กนง. ครั้งนี้
นอกจากนี้ในปีหน้าสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องพบเจอคือ ความผันผวนของค่าเงินบาท เนื่องจาก สภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวมากขึ้น จากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาคการส่งออกที่ชะลอตัวลงมากขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่เผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก และรวมไปถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนอีกด้วย
ทิศทางของดอกเบี้ย ดอกเบี้ยของสหรัฐจะอยู่ประมาณ 2.95% ส่วนของไทยคาดว่าปลายปี 2562ส่วนยุโรปและญี่ปุ่นยังคาดว่าจะยังคงนโยบายเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ การจัดหาเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์