International Trade Focus

International Trade Focus แบ่งปันความรู้ ข้อมูล ประสบการณ์สน?

ข่าวฝากประชาสัมพันธ์ค่ะ ปลดล็อกศักยภาพ SME ไทย สู่เวทีการค้า "อาเซียน-จีน"!!!!โลกการค้าเปลี่ยนไป โอกาสใหม่ก็เปิดกว้าง! ข...
17/03/2026

ข่าวฝากประชาสัมพันธ์ค่ะ

ปลดล็อกศักยภาพ SME ไทย สู่เวทีการค้า "อาเซียน-จีน"!!!!
โลกการค้าเปลี่ยนไป โอกาสใหม่ก็เปิดกว้าง!
ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SME ไทย มาร่วมเตรียมความพร้อมในงานสัมมนา "CONNECTING ASEAN BUSINESS AND BEYOND" ที่จะช่วยพาธุรกิจคุณขยายสู่ตลาดระดับภูมิภาค

💡 ด้วย 3 ไฮไลท์หลัก:
1️⃣ ASEAN Access: เจาะลึกเครือข่ายแพลตฟอร์มที่จะช่วยพาคุณเข้าสู่ตลาดอาเซียน
2️⃣Financial Support: เรียนรู้การจัดการความเสี่ยงและแหล่งเงินทุนเพื่อการส่งออก
3️⃣China Market: อัปเดตเทรนด์และกลยุทธ์บุกตลาดจีนที่ SME ไทยห้ามพลาด!

📅 เลือกวันและสถานที่:
•ครั้งที่ 1: 9 เมษายน 2569 จังหวัดชลบุรี
•ครั้งที่ 2: 7 พฤษภาคม 2569 จังหวัดนครราชสีมา
•ครั้งที่ 3: 21 พฤษภาคม 2569 จังหวัดเชียงใหม่

🚀 งานฟรี! เริ่มเวลา 13.00-16.00 น.

🌐 ลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่: https://forms.gle/291mmG1b6zHUydXU6 หรือ สแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนทันที

📱 สอบถามเพิ่มเติม: 090-0905091 (คุณทิติยา)
✉️ [email protected]
#ส่งออก #อาเซียน #จีน

17/03/2026
16/03/2026

📢 EXIM BANK ขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ร่วมเรียนรู้พื้นฐานการส่งออกผ่านหลักสูตรออนไลน์ Modern Exporter 2026

หลักสูตรที่รวบรวมองค์ความรู้สำคัญด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจขั้นตอนการส่งออกอย่างเป็นระบบ และสามารถวางกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
📚 เนื้อหาสำคัญ อาทิ
✅ พื้นฐานธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
✅ การวางแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas
✅ กระบวนการส่งออกและนำเข้า
✅ การทำธุรกรรมทางการเงินและเทอมการชำระเงินในธุรกิจส่งออก
✅ กลยุทธ์การตั้งราคาและการเตรียมเอกสารการส่งออก

🎓 เมื่อเรียนจบหลักสูตรและสอบผ่านเกณฑ์ 80% ได้ประกาศนียบัตรรับรองหลักสูตร สามารถนำไปต่อยอดสิทธิประโยชน์จาก โครงการ SMEs Pro-active ของ DITP
❤️ เรียนออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
💙 เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย❗️

📅 สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้–ธันวาคม 2569
👉 คลิกสมัคร https://forms.office.com/r/Nvnk1wZY3d?origin=lprLink

☎️ EXIM Contact Center: 0 2169 9999 ต่อ 3521, 3525
📧 E-Mail: [email protected]

#ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

ื่อมโอกาสธุรกิจไทยไปไกลทั่วโลก

03/03/2026

ตั้งแต่วันที่ 1 - 28 กุมภาพันธ์ 2569 #มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยจำนวน 3.26 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 4.63 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา #สร้างรายได้ 1.60 แสนล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.06 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ ตามลำดับ

หมายเหตุ : รายได้ประมาณการจากโครงสร้างค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในอดีต

สามารถดาวน์โหลดข้อมูลในรูปแบบไฟล์ Excel ได้ที่ :
https://www.mots.go.th/news/category/817

#การท่องเที่ยว #ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว #สถิติการท่องเที่ยวไทย #กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา

27/02/2026

#ประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานรัฐ
📣รับสมัครผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรม Workshop "ยกระดับผู้ประกอบการสินค้า Wellness สู่ตลาดผู้สูงอายุในญี่ปุ่น (Level Up Thai Wellness Products to Japan's Silver Market)" นำโดยผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น

ที่จะมาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านภาพรวมของตลาด แนวโน้มตลาด การออกแบบ/พัฒนาสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและความต้องการของตลาดผู้สูงวัยในญี่ปุ่น เพื่อเป็นโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในการเจาะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน

‼️ ด่วน...รับจำนวนจำกัดเพียง 40 รายเท่านั้น ‼️
👨🏻‍🦳👵🏻สินค้าเป้าหมาย: อาหารสำหรับผู้สูงอายุ อาหารเสริม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สปา สินค้าไลฟ์สไตล์
🗓 มีนาคม 2569
👉 สมัครเลยที่ https://url.ditp.go.th/79299
🔥 หมดเขตรับสมัคร 10 มีนาคม 2569
☎ สอบถามเพิ่มเติม 0 2507 8242 และ 0 2507 8219

#สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
#สภาเอสเอ็มอี
#เอสเอ็มอี

26/02/2026

ข้อมูลจากกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีนชี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายช่วงตรุษจีน 2569 สูงขึ้นอย่างน่าสนใจ กลุ่มประเทศอาเซียนยังคงเป็นจุดหมายอันดับต้น
อ่านต่อ: https://thaibizchina.com/services-tourism/chinese-new-year-tourism-2026-china/

23/02/2026

โอกาสมาแล้วสำหรับผู้ประกอบการไทย!🛒

เปิดรับสมัครเข้าร่วมจัดแสดงสินค้า ในงานมหกรรมการค้าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SOUTHERN TRADE CONNECT @ Nakhon Si Thammarat

📅 จัดงานวันที่ 26–29 มีนาคม 2569
⏰ เวลา 11.00–21.00 น.
📍 ณ ลานหน้าเซ็นทรัล นครศรีธรรมราช

💥 บูธแอร์ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!
🗓 ปิดรับสมัคร 6 มีนาคม 2569
📣 ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือก 11 มีนาคม 2569

นี่คือเวทีสำคัญในการโชว์ศักยภาพสินค้า สร้างแบรนด์ พบคู่ค้า และต่อยอดสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

📲 สแกน QR Code สมัครได้เลย (จำนวนจำกัด)

#มหกรรมการค้าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

#กรมการค้าต่างประเทศ
#กระทรวงพาณิชย์

#นครศรีธรรมราช
#เปิดประตูการค้า ่ #ของกินทั่วไทย #ของอร่อย #ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

22/02/2026
19/02/2026

✨สนใจบุกตลาดจีนสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และธุรกิจบริการ สมัครร่วมแสดงสินค้าในงาน Top Thai Brands Kunming 2026 ✨
📆 เปิดรับสมัครถึง 26 กุมภาพันธ์ 2569 ( รับ 40 รายเท่านั้น )
📍 ณ นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน
📅 ระหว่างวันที่ 11 - 26 มิถุนายน 2569
🔗 สมัครผ่าน QR Code หรือเว็บไซต์: https://drive.ditp.go.th เท่านั้น!
☎ ติดต่อ: 02-547-4208 / 02-507-8243
#กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ #สายด่วน1169

10/02/2026

ในยุคที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่าต่อให้จะทุ่มเทแค่ไหน แต่ผลลัพธ์กลับดูเหมือนอยู่ที่เดิม ยอดขายไม่โตและโอกาสต่าง ๆ หาได้ยากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับโลก
ดร. สันติธาร เสถียรไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงกลไกเบื้องหลังที่ทำให้เราก้าวเข้าสู่ ‘ยุคแห่งการแข่งขันที่เข้มข้น’ ที่จะกระทบทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ พนักงานบริษัทหรือฟรีแลนซ์
ต่อไปนี้คือสรุป 12 Key Takeaways สำคัญ จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026 ในหัวข้อ 'Twists & Turns 2026: On AI Sustainability Longevity & Geopolitics ว่าด้วยเทรนด์เอไอโลกร้อน อายุยืนยาว ภูมิรัฐศาสตร์ และโอกาสของปี 2026'
[1] ความรู้สึก ‘วิ่งอยู่ที่เดิม’ คือสัญญาณเตือน
หากคุณรู้สึกว่าเหนื่อยเท่าเดิมแต่โตน้อยลง นั่นคือสัญญาณว่าระเบียบโลกเก่ากำลังเปลี่ยนไป ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์กำลังขับเคลื่อนให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงในระดับที่ไม่เคยเจอมาก่อน
[2] โลกาภิวัตน์ที่เคยช่วยให้โตง่ายกำลัง ‘หมดโปร’
80 ปีที่ผ่านมาคือยุคที่ใครผลิตของถูกที่สุดคนนั้นชนะ เพราะโลกคือตลาดเดียว แต่ปัจจุบันโลกกำลังถอยหลังกลับไปสู่การตั้งกำแพงภาษีและการแบ่งขั้ว ทำให้ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้นและช่องทางการค้าแคบลง
[3] Demand โลกกำลังเปลี่ยน
ตัวเลขการส่งออกต่อ GDP โลกที่เคยพุ่งสูงถึง 60% ในอดีตกำลังลดลง เราไม่สามารถพึ่งพารูปแบบการเติบโตแบบเดิมที่เน้นขายของไปทั่วโลกได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป
[4] China Shock 2.0 ความท้าทายครั้งใหม่จากจีน
จีนเปลี่ยนจากเน้นค่าแรงถูก มาเป็นเจ้าเทคโนโลยีที่เน้นผลิตทีละมหาศาลโดยมีรัฐหนุนหลัง จนสินค้าอย่างรถ EV และแบตเตอรี่ล้นตลาดโลก เพราะผลิตออกมาเยอะเกินความต้องการ
[5] เมื่อตลาดโลกปิด จีนจึงบุกอาเซียน
เมื่ออเมริกาและยุโรปตั้งกำแพงภาษีใส่จีน สินค้ามหาศาลเหล่านั้นจึงทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน ทำให้ SME ไทยต้องเจอกับคู่แข่งที่ต้นทุนต่ำกว่าและเทคโนโลยีสูงกว่าในบ้านของตัวเอง
[6] อุตสาหกรรมไทยกำลังอ่อนแรง
ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังโควิด ขณะที่ภาคบริการและการท่องเที่ยวที่เคยเป็นจุดแข็งก็เริ่มถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียไล่ขึ้นมาด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น
[7] ทางรอดที่ 1 คือต้องเก่งขึ้นด้วย AI
เลิกเป็นแค่ผู้ใช้ AI แล้วเปลี่ยนมาเป็น 'ผู้พัฒนาแอปเฉพาะด้าน' ในตลาดที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกมองข้าม เช่น การใช้ AI ดูแลคนไข้ในพื้นที่ห่างไกล หรือ AI สำหรับเกษตรกรรายย่อย เพราะนี่คือพื้นที่ที่เราเข้าใจปัญหาดีและเป็นช่องว่างที่บริษัทใหญ่เห็นว่าเล็กเกินไปที่จะลงมาทำ แต่มันคือโอกาสที่ไทยจะขึ้นเป็นเจ้าตลาดได้
[8] องค์กรและคนทำงานต้องประยุกต์ใช้ AI ผ่าน 3 ขั้นตอน
-Reskill: เชี่ยวชาญในงานของตัวเองเพื่อตั้งคำถามกับ AI ให้เป็น
-Redesign: ปรับกระบวนการทำงานใหม่ให้กระชับขึ้น
-Reimagine: มองให้ออกว่าลูกค้าจะเปลี่ยนวิธีซื้อของไปอย่างไรเมื่อมี AI เข้ามา
[9] รักษา Human Touch จุดแข็งเดียวที่ AI ทำไม่ได้
ในโลกที่เทคโนโลยีนำหน้า ความฉลาดทางอารมณ์และใจรักการบริการของคนไทยคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด และเป็นสิ่งที่เลียนแบบได้ยากที่สุดเช่นกัน
[10] ทางรอดที่ 2 ไปหาตลาดใหม่
อย่าขายแค่คนไทย เพราะโลกบุกมาแข่งกับเราในบ้านแล้ว เราต้องเปลี่ยนไปขายให้เพื่อนบ้านอาเซียนและตลาดโลกแทน เนื่องจากที่ผ่านมาอาเซียนยังซื้อขายกันเองไม่เยอะเท่าที่ควร ทำให้เรายังมีที่ว่างให้เข้าไปเติบโตได้อีก
[11] ทางรอดที่ 3 ใช้จุดแข็งไทยทำธุรกิจ Wellness
เปลี่ยนมุมมองจากแค่ทำให้อายุยืนเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิต เจาะตลาด Silver Economy ของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งเป็นโอกาสมหาศาลทั้งในด้านสุขภาพ ความงามและการท่องเที่ยวเชิง Wellness
[12] ถ้าไม่เล่นเกมใหม่ ก็จะกลายเป็น ‘เมนู’ บนโต๊ะอาหาร
ในยุคที่การแข่งขันรุนแรง การนั่งรอให้พายุผ่านไปไม่ใช่ทางเลือกอีกแล้ว ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาวางแผนหรือเลือกสนามเล่นใหม่ สุดท้ายเราจะกลายเป็นแค่ ‘เมนู’ ที่ถูกคู่แข่งเขมือบ ซึ่งผู้ชนะในโลกยุคนี้ไม่ใช่คนที่ต้องลงแข่งทุกสนาม แต่คือคนที่รู้ว่าสนามไหนคือโอกาสของตัวเอง

01/01/2026

UPDATE: CBAM บังคับใช้วันแรก! 1 ม.ค. 2569 KResearch ประเมินกระทบ 3.8% ของสินค้าส่งออก
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สหภาพยุโรปจะเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกระบวนการผลิตของสินค้า โดยในระยะแรก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดว่า CBAM จะส่งผลกระทบต่อ 3.8% ของสินค้าส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปในปี 2569 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาท
เป้าหมายของ CBAM คือ การสร้าง “การแข่งขันทางการค้าอย่างเท่าเทียม” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตในสหภาพยุโรปเสียเปรียบจากการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ดังนั้น วันที่ 1 มกราคม 2569 จึงถือเป็นการสิ้นสุดของระยะเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากกลไกของ CBAM จะเริ่มปรับให้สอดคล้องกับระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) โดยระบบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบภายในปี 2577 ซึ่งจะเป็นปีที่สิทธิการปล่อยคาร์บอนแบบให้เปล่า (Free Allowance) สำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
จะถูกยกเลิกทั้งหมด
🔗 อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ
ในประเทศไทย สองอุตสาหกรรมหลักที่จะได้รับผลกระทบ คือ เหล็กและเหล็กกล้า (มีมูลค่าส่งออก 95.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567) และอะลูมิเนียม (มีมูลค่าส่งออก 56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567) ขณะที่การส่งออกปูนซีเมนต์และปุ๋ยมีมูลค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้น ผู้ส่งออกเหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียมไปยังสหภาพยุโรปอาจจำเป็นต้องปรับตัวมิฉะนั้นอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป เนื่องจากผู้นำเข้าจำเป็นต้องซื้อใบรับรอง CBAM สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของสินค้า ซึ่งมีราคาประมาณ 60-90 ยูโรต่อตัน แม้ในระยะแรกมูลค่าการซื้อใบรับรองจะยังไม่สูงนัก แต่ก็อาจทำให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากไม่เร่งปรับตัว
🔗 กระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยมีการปล่อยก๊าซ CO2 สูงกว่าคู่แข่งในยุโรป
การผลิตในประเทศไทยปล่อยก๊าซ CO2 ต่อหน่วยน้ำหนัก (ตัน) สูงกว่าคู่แข่งในยุโรปสูงสุดถึง 17 เท่า แม้ว่าช่วงปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0.3–8.8 เท่าเท่านั้น ขณะที่การผลิตปุ๋ยและก๊าซอุตสาหกรรมกลับปล่อยก๊าซ CO₂ น้อยกว่ายุโรป 50–70% เนื่องจากบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทาน ที่มุ่งเน้นเพียงกระบวนการผสมไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ
▪️ เหล็กและเหล็กกล้า: อุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดคือ เหล็กและเหล็กกล้า โดยในปี 2567 มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหภาพยุโรปอยู่ที่ 95.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็น 5.7% ของมูลค่าส่งออกเหล็กทั้งหมดของไทย) อุตสาหกรรมเหล็กมีการปล่อยคาร์บอนในระดับที่สูงมาก เนื่องจากต้องใช้เตาถลุงถ่านหินในการผลิต การใช้ใบรับรอง CBAM จะทำให้ต้นทุนเหล็กไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1,300–1,500 บาทต่อตัน หรือคิดเป็น 1.5–1.7% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งจะส่งผลให้ภาระต้นทุนรวมต่อปีจากการซื้อใบรับรอง CBAM อยู่ที่ราว 167–193 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า อุตสาหกรรมเหล็กของไทยจำเป็นต้องดำเนินการสำคัญ 2 ประการได้แก่ (1) การเปลี่ยนมาใช้เตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน และ (2) การพัฒนากระบวนการผลิตเหล็กด้วยไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน (Green Hydrogen Direct Reduction) ไม่เช่นนั้น เหล็กกล้าคาร์บอนสูงของไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรปให้กับผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่สะอาดกว่า เช่น เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น หรือผู้ผลิตภายในสหภาพยุโรปเอง
▪️ อะลูมิเนียม: ไทยส่งออกอะลูมิเนียมไปยังสหภาพยุโรปมูลค่า 56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.7% ของการส่งออกรวม จึงเผชิญความเสี่ยงจาก CBAM น้อยกว่าอุตสาหกรรมเหล็ก อย่างไรก็ตาม การผลิตอะลูมิเนียมมีความเข้มข้นของคาร์บอนต่อหน่วยสูงกว่าเหล็กกล้าอย่างมาก จึงเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้
เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมของไทยจำเป็นต้องปรับมาใช้เตาหลอมไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนส าหรับกระบวนการถลุงอะลูมิเนียม นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบอิเล็กโทรลิซิสแบบวงจรปิดที่ปราศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย
▪️ ปูนซีเมนต์: ในปี 2567 ประเทศไทยส่งออกปูนซีเมนต์ไปยังสหภาพยุโรปคิดเป็นมูลค่าเพียง 308,180 ดอลลาร์สหรัฐ จึงคาดว่าจะ ไม่ได้รับผลกระทบจาก CBAM ของสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยมีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยได้กำหนด "เส้นทางสู่ Net Zero ปี 2593" และบริษัทต่าง ๆ ได้เริ่มผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Limestone Calcined Clay Cement) ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 38% นอกจากนี้ หลายบริษัทอยู่ระหว่างการเปลี่ยนจากเตาเผาที่ใช้ถ่านหินมาเป็นเตาเผาชีวมวลแทน
▪️ ปุ๋ย: เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การส่งออกปุ๋ยของไทยไปสหภาพยุโรปยังมีมูลค่า 630,740 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 25678 อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิต “แอมโมเนียสีเขียว” ซึ่งเป็นกระบวนการสังเคราะห์แอมโมเนียโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แทนการใช้กระบวนการที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ หรือกระบวนการฮาเบอร์-บอช (Haber-Bosch process)
▪️ ไฟฟ้าและไฮโดรเจน: ประเทศไทยไม่ได้ส่งออกไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนไปยังสหภาพยุโรป จึงไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียรายได้จากการส่งออกโดยตรงภายใต้มาตรการ CBAM อย่างไรก็ดี ไฟฟ้าเป็นอาจส่วนหนึ่งของพลังงานที่ใช้ในการผลิตสินค้าเป้าหมายที่มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนจึงอาจเป็นส่วนช่วยผู้ผลิตได้
📌 ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะอยู่ภายใต้ขอบเขตมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปในอนาคต
เนื่องจาก CBAM มีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศไทยผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางแผนและทยอยปรับตัว ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงแนะนำมาตรการเชิงรุก ดังต่อไปนี้
อุตสาหกรรมพอลิเมอร์ เคมี แก้ว/เซรามิก เยื่อและกระดาษ รวมถึงการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ควรเริ่มดำเนินการวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ทันที ขั้นตอนแรกนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยังจะสอดคล้องกับข้อกำหนดอื่นๆ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ เช่น รายงาน แบบ 56-1 One Report ของไทย หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ของญี่ปุ่นและจีนที่กำลังจะเริ่ม
ดำเนินการ
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะถูกกำหนดให้อยู่ในขอบเขตของมาตรการ CBAM ควรเร่งปรับปรุงเทคโนโลยีตั้งแต่เนิ่น ๆ ผู้ผลิตพลาสติกสามารถลงทุนในการเปลี่ยนกระบวนการทำความร้อนให้เป็นระบบไฟฟ้า เช่น การใช้หม้อไอน้ำไฟฟ้าหรือเครื่องทำความร้อนไฟฟ้า โรงงานเซรามิกและแก้วสามารถทดลองเปลี่ยนมาใช้เตาเผาเชื้อเพลิงชีวมวล หรือก๊าซชีวภาพ แทนการใช้ก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินในเตาเผาเดิม
ผู้ประกอบการไทยอาจจำเป็นต้องหันมาผลิตสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่นเดียวกับปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (LC3) ของเอสซีจี ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตพลาสติกสามารถเร่งพัฒนาพลาสติกชีวภาพ หรือผลิตภัณฑ์ พลาสติกรีไซเคิล ซึ่งมีปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์น้อยกว่าพลาสติกปิโตรเคมีที่ผลิตใหม่

ที่อยู่

Bangkok
10230

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ International Trade Focusผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง International Trade Focus:

แชร์

International Trade Focus

หลงรักการเดินทางและอ่านหนังสือ ให้เวลากับงานที่ปรึกษา สอนหนังสือ เขียนบล็อกเรื่องการค้าระหว่างประเทศ จีน ความรู้เรื่องยา อาหารเสริม การตลาด กลยุทธ์หรือกระทั่งพิชัยสงคราม อยู่กับงานออนไลน์มานานจนเริ่มเข้าสังคมโซเชียลมีเดีย คนใช้บล็อกน้อยลง บทความที่เคยเขียนไว้เริ่มอัพเดทไม่ทันตามงานและกิจกรรมที่เยอะขึ้นมากๆ ของผู้เขียน

ช่วงหลังสอนหนังสือเยอะขึ้น อ่านข่าวทาง social media, website และฟังบทความทาง podcast มากขึ้น เริ่มรู้สึกว่าเราอยู่ในยุคที่ข้อมูลเยอะมากกว่าเมื่อก่อนจนถึงภาวะที่ข้อมูลล้น คนอ่านหรือคนเสพสื่อไม่ทัน คนเริ่มได้รับข้อมูลมากจนเกินความต้องการ ไม่ทันจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลก็เริ่มได้รับข้อมูลใหม่มาเพิ่มเติม เพจนี้รณรงค์การเลือกเสพคอนเทนท์หรือบทความตามการใช้งาน เน้นการทำงานหรือการใช้งานหลักแล้วเลือกหาคอนเทนท์ที่เกี่ยวข้องเพื่อลดระยะเวลาการใช้ชีวิตบนออนไลน์ และออกไปใช้ชีวิตจริงในโลกกว้างๆ สร้างประสบการณ์กับผู้คน กับโลก กับเรื่องใหม่ๆ เรื่องมหัศจรรย์ที่ไม่ได้ใช่ดูผ่านภาพ เนื้อหา หรืองานเขียนของคนอื่นเพียงอย่างเดียว (Encourage to have the memorable experiences on the real world and human touch point)

ความรู้แบบลึกจะทำให้เราอยู่ได้ ความรู้แบบกว้างจะทำให้เราอยู่รอด ในสังคมที่ความรู้แตกแขนงไปไม่รู้จบ เก่งเรื่องหนึ่งให้มั่น รู้หลายเรื่องให้รอบ

รักอย่างเดียวกัน คิดเหมือนกันหรือคิดต่าง อยากให้ทักหรือเขียนมาคุยกัน มิตรภาพดีๆ ไม่ใช่มีแค่ความเหมือน สุขสันต์วันพบกันค่ะ :)