IR PLUS IR Plus Service ผู้ให้บริการนักลงทุนสัมพันธ์
แบบ One Stop Service

IR Plus Service ผู้ให้บริการนักลงทุนสัมพันธ์ แบบ One Stop Service ที่ให้บริการด้านเว็บไซต์ นักลงทุนสัมพันธ์ และ ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ รวมถึงงานด้านนักลงทุน สัมพันธ์แบบครบวงจร หรือ Investors Relation of Things โดยยึดถือในการเพิ่มคุณภาพการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยบริการนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations Service) ตั้งแต่ปี 2549 ภายใต้ชื่อบริการ IRPLUS ได้รับความไว้วางใจในการบริการจากบริษัทจดทะ

เบียนมากกว่า 100 บริษัท

การให้บริการ
IR Plus ONE STOP SERVICE บริการนักลงทุนสัมพันธ์แบบครบวงจร
IR E-AGM การประชุมผู้ถือหุ้นผ่าน Application ที่แรก ที่เดียวในประเทศไทย ที่ทันสมัย สะดวก และปลอดภัย เหมาะสําหรับการจัดประชุมผู้ถือหุ้น หรือจัดประชุมนิติบุคคล บ้านจัดสรร คอนโด หรือสมาคมต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มช่องทางอํานวยความสะดวกให้ผู้ถือหุ้นติดตามการประชุมได้แม้ว่า จะไม่สามารถเข้าร่วมประชุมด้วย ตนเอง ทั้งการเกาะติดการประชุม เอกสารที่ใช้ประกอบการประชุม การออกเสียงลงคะแนน สามารถตรวจนับได้อย่างรวดเร็ว แม่นยํา โปร่งใส ตลอดจนการสื่อสารกับผู้ร้บมอบฉันทะของตนโดยสะดวก ทันต่อเหตุการณ์ ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ทําให้การลงทะเบียนสะดวก รวดเร็ว
IRPLUS IPO SERVICE บริการที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์สำหรับบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียน
IRPLUS IR WEBSITE บริการจัดทำเมนูนักลงทุนสัมพันธ์แบบครบวงจร
IRPLUS MARKETING SERVICE บริการด้านการตลาดแบบครบวงจร

เมื่อวิกฤตกระทบ “ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น” CEO ควรออกมาพูดเมื่อไร?กรณีของ Nestlé เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Crisis Comm...
20/08/2026

เมื่อวิกฤตกระทบ “ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น” CEO ควรออกมาพูดเมื่อไร?
กรณีของ Nestlé เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Crisis Communication ที่ผู้บริหารควรศึกษา
เดือนมกราคม 2026 Nestlé เรียกคืนผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับทารกบางล็อตในหลายประเทศ หลังพบประเด็นด้านคุณภาพจากโรงงานในเนเธอร์แลนด์ โดยในช่วงที่ CEO ออกมาสื่อสาร ยังไม่มีรายงานยืนยันว่ามีผู้ป่วยจากผลิตภัณฑ์ที่ถูกเรียกคืน
สิ่งที่น่าสนใจคือ Philipp Navratil, CEO ของ Nestlé ออกมาขอโทษผ่านวิดีโอด้วยตัวเอง โดยสื่อสารตรงไปยังพ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก และลูกค้า พร้อมยืนยันว่าบริษัทได้ดำเนินการเรียกคืนที่จำเป็นแล้ว
สำหรับผู้บริหาร นี่สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า เมื่อ Crisis กระทบเรื่องที่อ่อนไหว เช่น สุขภาพ ความปลอดภัย หรือความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
CEO ไม่ควรปล่อยให้ “ฝ่ายสื่อสาร” เป็นผู้รับหน้าเพียงฝ่ายเดียว
ผู้นำต้องทำหน้าที่เป็น เสียงขององค์กร
และควรสื่อสารให้ครบ 4 เรื่อง
1. Empathy — เข้าใจผู้ได้รับผลกระทบ
เริ่มจากคน ไม่ใช่เริ่มจากการปกป้ององค์กร
2. Facts — บอกข้อเท็จจริงให้ชัด
อะไรเกิดขึ้น อะไรที่รู้แล้ว และอะไรที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ
3. Action — อธิบายว่ากำลังทำอะไร
การเรียกคืน การตรวจสอบ การแก้ปัญหา และการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
4. Follow-up — อย่าหายไปหลังแถลงครั้งแรก
Crisis Communication ไม่จบในโพสต์เดียว แต่ต้องสื่อสารความคืบหน้าจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ เพราะหลังจากนั้น Nestlé ยังต้องขยายการเรียกคืนเพิ่มเติมในบางตลาดตามมาตรฐานการตรวจสอบใหม่ของสหภาพยุโรป แสดงให้เห็นว่า “การสื่อสารต่อเนื่อง” มีความสำคัญพอ ๆ กับคำขอโทษครั้งแรก
บทเรียนสำหรับผู้บริหารไทย
ในวันที่องค์กรเกิดวิกฤต สิ่งที่ Stakeholder ต้องการอาจไม่ใช่ CEO ที่มีคำตอบครบทุกเรื่องทันที
แต่ต้องการ CEO ที่ ออกมาเร็ว พูดความจริง แสดงความรับผิดชอบ และทำให้เห็นว่ากำลังจัดการกับปัญหาอย่างจริงจัง
เพราะในภาวะวิกฤต
ความเร็ว + ความโปร่งใส + การลงมือทำ = ความเชื่อมั่น
📌 อ้างอิง: Reuters, 14 January 2026
Nestle CEO apologises over infant formula recall.

TBN ปรับทัพรับปีแห่งการ “Restructuring” ชูโมเดล Business Solution ส่งระบบ End-to-End Lending บุกกลุ่มการเงิน มั่นใจปีหน้...
20/08/2026

TBN ปรับทัพรับปีแห่งการ “Restructuring” ชูโมเดล Business Solution ส่งระบบ End-to-End Lending บุกกลุ่มการเงิน มั่นใจปีหน้าฟื้นตัวแกร่ง
TBN ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ชูโมเดล End-to-End Lending มาเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มั่นใจพื้นฐานแกร่งด้วยงานในมือ (Backlog) รวม 274 ล้านบาท พร้อมรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) เกินกว่า 50% ของรายได้รวม เตรียมทะยานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนหลังผ่านจุดปรับฐาน พร้อมชี้แจงผลประกอบการครึ่งปีแรกเป็นการปรับฐานต้นทุนเพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว เผยช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการรับรู้รายได้ในกลุ่มโซลูชันใหม่ๆ และการปรับองค์กรให้คล่องตัวขึ้น มั่นใจว่าปีหน้าเป็นปีแห่งการเทิร์นอะราวด์
นายปนายุ ศิริกระจ่างศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TBN ผู้นำด้าน Intelligent Digital Platform เปิดเผยว่า ภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ มีความระมัดระวังในการพิจารณาและเริ่มโครงการใหม่ ส่งผลให้องค์กรหันมาให้ความสำคัญและจัดสรรการลงทุนด้าน enterprise business solution มากขึ้นโดยมุ่งเน้นที่ End-to-End Lending Solution (โซลูชันบริหารจัดการสินเชื่อแบบครบวงจร) ตั้งแต่ Loan origination (ระบบบริหารกระบวนการขอและอนุมัติสินเชื่อ), Loan management (ระบบบริหารจัดการสินเชื่อ) Debt collection (ระบบบริหารจัดการและติดตามทวงถามหนี้) Litigation (ระบบบริหารจัดการงานดำเนินคดี) จนถึง NPA/NPL (ระบบบริหารจัดการสินทรัพย์รอการขาย NPA และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ NPL) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ทิศทางและลำดับความสำคัญของการลงทุนเปลี่ยนไป
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 167.91 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยสาเหตุหลักมาจากปริมาณงานที่ลดลง จากภาวะเศรษฐกิจและการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม TBN ได้เริ่มปรับทิศทางกลยุทธ์โดยมุ่งพัฒนาโซลูชันบริหารจัดการสินเชื่อแบบครบวงจร ซึ่งเป็นจุดแข็งที่บริษัทสั่งสมประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง และสอดรับกับแนวโน้มความต้องการของตลาดที่เติบโตขึ้น โดยในปัจจุบันเริ่มมีโอกาสทางธุรกิจใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 19.07 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายค่าชดเชยพนักงานจากการปรับลดอัตรากำลังคนอันเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time Expense) จำนวน 7.12 ล้านบาท
ทั้งนี้ ณ ครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมี Backlog รวม 274 ล้านบาท แบ่งเป็นงานพัฒนาระบบดิจิทัลและที่ปรึกษา 32 ล้านบาท งานบำรุงรักษาระบบและสนับสนุนเทคโนโลยี 225 ล้านบาท และงานอื่น ๆ อีก 17 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ตามแผนดำเนินโครงการภายในปีนี้ประมาณ 123 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 151 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ในปีถัดไป
นายปนายุ กล่าวถึงทิศทางของ TBN ในปี 2569 ว่า ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างภายในเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน แม้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกได้รับแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการเข้ามาของเทคโนโลยี Generative AI ที่ดิสรัปต์อุตสาหกรรมไอทีอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กลุ่มสถาบันการเงินซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักมีความระมัดระวังในการลงทุน อย่างไรก็ตาม TBN ได้ปรับตัวเชิงรุกด้วยการนำความเชี่ยวชาญด้านระบบบริหารสินเชื่อแบบครบวงจรและฐานลูกค้าเดิมด้าน BFSI เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
“ไฮไลต์สำคัญของกลยุทธ์ใหม่คือการนำเสนอระบบ “End-to-End Lending” หรือโซลูชันการจัดการสินเชื่อครบวงจร ที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการขอสินเชื่อ การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงระบบติดตามทวงถามหนี้ และการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) ซึ่งสอดรับกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในปัจจุบันที่พุ่งสูงขึ้น โซลูชันนี้จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถเพิ่มอัตราการเรียกเก็บหนี้ และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่าชัดเจน” นายปนายุ กล่าวเสริม
ปัจจุบัน TBN มีโครงสร้างรายได้ที่มั่นคง โดยมีสัดส่วนลูกค้าภาคเอกชนสูงถึง 90% ซึ่งกว่า 50% เป็นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินชั้นนำ บริษัทมี Backlog มูลค่ารวมกว่า 274 ล้านบาท โดยแต่ละโครงการมีระยะเวลาสัญญาเฉลี่ย 3 - 5 ปี ซึ่งจะช่วยสร้าง Recurring Income ในระยะยาวและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกระแสเงินสด
นอกเหนือจากการเติบโตจากภายใน (Organic Growth) แล้ว TBN ยังคงมองหาโอกาสในการขยาย Ecosystem ผ่านการร่วมทุน (Joint Venture) และการควบรวมกิจการอย่างระมัดระวัง โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่มีผลประกอบการดีและมีเทคโนโลยีที่สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดและเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น
“เราคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการรับรู้รายได้ในกลุ่มโซลูชันใหม่ ๆ และจากการปรับโครงสร้างองค์กรให้คล่องตัวขึ้น TBN มั่นใจว่าปีหน้าจะเป็นปีแห่งการเติบโตที่ชัดเจน ด้วยความพร้อมในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยองค์กรขนาดใหญ่เพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย ผ่าน Business Solution อย่างยั่งยืน” นายปนายุ กล่าวทิ้งท้าย

KGI ผนึก มจธ. เดินหน้า KGI Algo Trading Bootcamp & Competition 2026 เสริมทักษะลงทุนด้วยเทคโนโลยีนางนันทรัตน์ สุรักขกะ (ข...
20/08/2026

KGI ผนึก มจธ. เดินหน้า KGI Algo Trading Bootcamp & Competition 2026 เสริมทักษะลงทุนด้วยเทคโนโลยี
นางนันทรัตน์ สุรักขกะ (ขวา) รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายสนับสนุนสำนักกรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการกับ รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย (ซ้าย) อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในโครงการ KGI Algo Trading Bootcamp & Competition 2026 เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการลงทุนผ่านเทคโนโลยี พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในตลาดทุน
ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและเทคโนโลยี เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทดลองและเรียนรู้กระบวนการลงทุนในตลาดทุน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ทักษะด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการวิเคราะห์และการสร้างกลยุทธ์การลงทุนด้วยระบบ Algo Trading รวมถึงต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนานวัตกรรมและทักษะที่นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน
โครงการ KGI Algo Trading Bootcamp & Competition 2026 จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้และทดลองใช้เทคโนโลยีด้านการลงทุน พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าร่วม Workshop และการแข่งขัน เพื่อพัฒนาทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติจริง โดยพิธีลงนาม MOU จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อเร็ว ๆ นี้
ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วม Workshop และการแข่งขันได้ที่ www.kgieworld.co.th

Risk Profile ขององค์กรคุณ…ยังเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อนอยู่หรือไม่?โลกกำลังเปลี่ยน และสิ่งที่ CEO มองว่าเป็น “ความเสี่ยงสำคัญ”...
20/08/2026

Risk Profile ขององค์กรคุณ…ยังเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อนอยู่หรือไม่?
โลกกำลังเปลี่ยน และสิ่งที่ CEO มองว่าเป็น “ความเสี่ยงสำคัญ” ก็ต้องเปลี่ยนตาม
The Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum สะท้อนภาพที่น่าสนใจมากว่า ความเสี่ยงของโลกใน 2 ปีข้างหน้า กับ 10 ปีข้างหน้า แตกต่างกันอย่างชัดเจน
🔹 ระยะ 2 ปี
อันดับ 1 คือ Geoeconomic Confrontation
ตามด้วย Misinformation & Disinformation, Societal Polarization, Extreme Weather และ State-based Armed Conflict
แต่เมื่อมองไป 10 ปี
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมกลับขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ทั้ง Extreme Weather, Biodiversity Loss และ Critical Change to Earth Systems
ขณะที่ผลกระทบเชิงลบจาก AI Technologies ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5
สิ่งที่ผู้บริหารควรสนใจจึงไม่ใช่แค่
“ความเสี่ยงอันดับ 1 คืออะไร?”
แต่ควรถามต่อว่า
“ถ้าโลกเปลี่ยน Risk Profile ของบริษัทเราเปลี่ยนตามหรือยัง?”
เพราะ Geopolitics อาจกลายเป็น Supply Chain Risk
Misinformation อาจกลายเป็น Reputation Risk
AI อาจกลายเป็นทั้ง Opportunity และ Operational Risk
Cybersecurity อาจกลายเป็น Business Continuity Risk
และ Climate Change อาจกลายเป็น Financial Risk ได้เร็วกว่าที่คิด
นี่คือเหตุผลที่การบริหารความเสี่ยงในยุคนี้ไม่ควรเป็นเพียงหน้าที่ของ Risk Management
แต่ต้องเข้าไปอยู่ใน Strategy ของ CEO และคณะกรรมการ
สำหรับผู้บริหาร ผมมองว่ามี 3 เรื่องที่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้
1. มอง Risk แบบองค์รวม
อย่าประเมินแต่ละความเสี่ยงแยกออกจากกัน เพราะ Geopolitics, Economy, Technology, Society และ Climate เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
2. สร้าง Resilience ไม่ใช่แค่ Risk Plan
คำถามไม่ใช่เพียง “เราป้องกันได้ไหม?” แต่คือ “ถ้าเกิดขึ้นจริง ธุรกิจเรายังเดินต่อได้หรือไม่?”
3. Communication ต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Risk Management
ในวันที่เกิด Crisis ความเร็ว ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือในการสื่อสาร อาจมีผลต่อ Reputation ขององค์กรไม่แพ้การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอให้เกิดขึ้น
แต่คือสิ่งที่การตัดสินใจของผู้บริหารวันนี้กำลังกำหนด
คำถามสำหรับ CEO จึงอาจไม่ใช่
“ปีนี้เราจะโตเท่าไร?” เพียงอย่างเดียว
แต่อาจต้องถามเพิ่มว่า
“ถ้าโลกไม่เป็นไปตามแผน…องค์กรของเราพร้อมแค่ไหน?”
📌 ที่มา: World Economic Forum — The Global Risks Report 2026, Published 14 January 2026

เมื่อ “การเปลี่ยนผู้นำ” ไม่ใช่แค่เรื่องของคน แต่คือเรื่องของความเชื่อมั่นทั้งองค์กรTata Sons เลื่อนการประชุมผู้ถือหุ้นปร...
20/08/2026

เมื่อ “การเปลี่ยนผู้นำ” ไม่ใช่แค่เรื่องของคน แต่คือเรื่องของความเชื่อมั่นทั้งองค์กร
Tata Sons เลื่อนการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี หลัง N. Chandrasekaran ประธานบริษัทประกาศว่าจะไม่ต่อวาระเมื่อครบกำหนดในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ท่ามกลางความเห็นต่างภายในกลุ่ม ขณะที่ Tata Trusts ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม ได้เริ่มกระบวนการสรรหาผู้นำคนใหม่แล้ว
เรื่องนี้สะท้อนโจทย์สำคัญขององค์กรขนาดใหญ่:
เมื่อผู้นำกำลังเปลี่ยน องค์กรจะทำอย่างไรให้ “ความเชื่อมั่น” ไม่เปลี่ยนตาม?
สำหรับผู้บริหาร มี 3 เรื่องที่น่าคิด
1. Succession ต้องเป็น “ระบบ” ไม่ใช่ “ตัวบุคคล”
องค์กรต้องสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้บุคคลสำคัญจะเปลี่ยนไป การมี Succession Plan และ Governance ที่ชัดเจนจึงไม่ใช่แค่เรื่อง HR แต่เป็นเรื่องของ Business Continuity
2. ความเงียบก็คือการสื่อสาร
ช่วงเปลี่ยนผ่านคือช่วงที่พนักงาน นักลงทุน คู่ค้า และตลาดต้องการความชัดเจนมากที่สุด หากองค์กรไม่สร้าง Narrative ของตัวเอง คนอื่นจะสร้าง Narrative ให้องค์กรแทน
3. Investor Communication ต้องตอบคำถามว่า “แล้วธุรกิจจะเดินต่ออย่างไร?”
นักลงทุนไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าใครจะมาแทนใคร แต่ต้องการรู้ว่า Strategy, Decision Making และทิศทางระยะยาวจะได้รับผลกระทบหรือไม่
ดังนั้น การประกาศเปลี่ยนผู้นำจึงไม่ควรจบแค่ข่าวว่า
“ใครออก — ใครเข้า”
แต่ต้องทำให้ Stakeholder เชื่อว่า
“ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำ องค์กรยังมีทิศทาง ระบบ และความสามารถในการเดินหน้าต่อ”
นี่คือความแตกต่างระหว่าง Leadership Transition กับ Leadership Communication
📌 ที่มา: Reuters, 18 August 2026
เรื่อง: Tata Sons adjourns annual shareholder meeting days after chairman exit

COM7 อัปเป้าปี 69 กำไรโตมากกว่า 20% หลังโชว์งบ Q2/69 กำไรนิวไฮ 1,303 ลบ. โต 30% ครึ่งปีแตะ 2,529 ลบ. เร่งเครื่อง UFUND-i...
20/08/2026

COM7 อัปเป้าปี 69 กำไรโตมากกว่า 20% หลังโชว์งบ Q2/69 กำไรนิวไฮ 1,303 ลบ. โต 30% ครึ่งปีแตะ 2,529 ลบ. เร่งเครื่อง UFUND-iCare-EV-Taxi EV-Solar
COM7 ส่งสัญญาณครึ่งปีหลังด้วยโมเมนตัมแข็งแกร่ง หลังไตรมาส 2/2569 ทำกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ 1,303 ล้านบาท โตเกือบ 30% หนุนครึ่งปีแรกกำไรแตะ 2,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.5% ตามกลยุทธ์ Diversify ธุรกิจใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่ UFUND, iCare, EV, Taxi EV และ Solar พร้อมปรับเป้าปี 2569 รายได้โตไม่ต่ำกว่า 10–15% และกำไรสุทธิเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% มั่นใจครึ่งปีหลังได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีรุ่นใหม่ การขยายสาขา และ Growth Engine ที่ทยอยสร้างผลตอบแทนมากขึ้น
นายถกล นิยมไทย Head of Investor Relations บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าเทคโนโลยีรายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลังยังมีโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยี การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายสาขาในทำเลศักยภาพ ขณะเดียวกันธุรกิจใน Ecosystem ทั้งสินเชื่อ UFUND, ประกัน iCare, EV, Taxi EV และ Solar เริ่มมีบทบาทต่อทั้งรายได้และกำไรมากขึ้น ทำให้โครงสร้างการเติบโตของ COM7 มีความหลากหลายและไม่ได้พึ่งพาธุรกิจค้าปลีกเพียงอย่างเดียว
ด้วยแรงส่งที่แข็งแกร่งจากผลงานไตรมาส 2/2569 และครึ่งปีแรก บริษัทจึงปรับเพิ่มเป้าหมายผลการดำเนินงานปี 2569 โดยคาดรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10–15% จากเดิมมากกว่า 10% และยกระดับเป้าหมายกำไรสุทธิเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากเดิม 10–15% สะท้อนความมั่นใจต่อศักยภาพของธุรกิจหลักและธุรกิจอื่นๆ แม้ยังต้องติดตามต้นทุน Memory ที่ปรับสูงขึ้น ข้อจำกัดด้านอุปทานสินค้าในบางกลุ่ม ภาวะกำลังซื้อ และวงจรการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด
สำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2/2569 COM7 ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 24,111 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.4% จากปีก่อน และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 1,303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.9% ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกมีรายได้ 47,624 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.5% และกำไรสุทธิ 2,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.5% คุณภาพของกำไรยังปรับตัวดีขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 2 เพิ่มเป็น 14.2% จาก 13.8% ในปีก่อน จากผลการดำเนินงานของธุรกิจในกลุ่มที่ดีขึ้น ควบคู่การบริหาร Product Mix และต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านธุรกิจค้าปลีกซึ่งเป็นฐานรายได้หลักยังเติบโตแข็งแกร่ง ไตรมาส 2 มีรายได้ 22,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% โดยสมาร์ตโฟนเติบโต 14% แบ่งเป็น iPhone เพิ่มขึ้น 17% และ Android เพิ่มขึ้น 8% ขณะที่สินค้าไอทีเติบโตเด่น 34% จาก Notebook และ Mac ส่วนกลุ่มบริการและการขยายระยะเวลารับประกันเติบโต 58% ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกัน รายได้จากธุรกิจอื่นเพิ่มขึ้นถึง 114.1% แตะ 1,226 ล้านบาท และครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2,175 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90.6% สะท้อนภาพการกระจายฐานรายได้ที่ชัดเจนขึ้น
หนึ่งใน Growth Engine ที่สำคัญคือธุรกิจ UFUND ซึ่งมีพอร์ตลูกหนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2 เพิ่มเป็น 6,652 ล้านบาท ขณะที่ยอดปล่อยใหม่ทำสถิติสูงสุด 3,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 183% และครึ่งปีแรกมียอดปล่อยใหม่รวม 5,827 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 223% เดินหน้าสู่เป้ายอดปล่อยใหม่ทั้งปี 10,000 ล้านบาท พร้อมรักษาคุณภาพพอร์ตในระดับแข็งแกร่ง โดย NPL ลดลงเหลือเพียง 0.84% ต่ำกว่ากรอบบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ 3% ขณะที่การขยายจุดให้บริการจะเป็นอีกแรงสนับสนุนการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ในครึ่งปีหลัง
ด้าน นายกชกร บูรณวุฒิกุล Senior Finance Manager บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 กล่าวถึง กลุ่มธุรกิจที่สร้างกำไรและเติบโตต่อเนื่องอย่างธุรกิจ iCare Insurance มีพัฒนาการโดดเด่น โดยไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 510% ขณะที่ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291% จากโครงสร้างธุรกิจประกันมีความหลากหลายมากขึ้น โดยไตรมาส 2 สัดส่วนรายได้จากกลุ่มประกันอุปกรณ์มือถือยังเป็นสัดส่วนหลักประมาณ 44% โดยที่ COM7 เตรียมต่อยอด Synergy ระหว่าง UFUND/UPHONE กับ COVER+/SE7EN Care+ รวมถึงผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Loan เพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้ลูกค้าแบบครบวงจร และสร้างโอกาส Cross-selling ระหว่างธุรกิจใน Ecosystem มากขึ้น
ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ Gold Integrate ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโต โดยครึ่งปีแรกมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม B2C 2,029 คัน เพิ่มขึ้น 71% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กับเป้าหมายทั้งปี 4,400 คัน พร้อมกับ รายได้จากบริการหลังการขายเพิ่มขึ้น ช่วยสร้างฐานรายได้ต่อเนื่องในระยะยาว พร้อมนำจุดแข็งของเครือข่าย BaNANA มาต่อยอดผ่านโครงการ GAC GI x BaNANA เพื่อเพิ่ม Customer Touchpoint ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ขณะที่ EV7 ธุรกิจให้เช่า Taxi EV เดินหน้าขยาย Fleet อย่างรวดเร็ว โดยจำนวนรถในระบบ 3,829 คัน ณ สิ้นไตรมาส 2 มุ่งสู่เป้าหมายมากกว่า 5,000 คันภายในสิ้นปี 2569 พร้อมพัฒนา Taxi Hub ให้ครอบคลุมสถานีชาร์จ บริการซ่อมบำรุง และศูนย์ตัวถังและสี เพื่อลดระยะเวลาที่รถต้องหยุดให้บริการและรองรับการขยาย Fleet ในอนาคต รวมถึงนำ AI มาช่วยบริหารข้อมูลต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ Taxi EV Ecosystem
อีกธุรกิจที่กำลังเร่งตัวคือ BaNANA Solar โดยรายได้ไตรมาส 2 เติบโต 61% จากปีก่อน บริษัทประเมินว่าครึ่งปีหลังมีโอกาสเติบโต มากกว่า 2 เท่า รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐและความต้องการติดตั้ง Solar Rooftop ที่เพิ่มขึ้น โดย COM7 นำจุดแข็งด้านเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ ทีมผู้เชี่ยวชาญ บริการติดตั้ง และทางเลือกด้านการผ่อนชำระ มาต่อยอดเพื่อขยายตลาดในวงกว้าง
ส่วนเครือข่ายร้านค้าปลีก COM7 ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Quality Growth เน้นคุณภาพของสาขามากกว่าการเพิ่มจำนวนเพียงอย่างเดียว โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 มีสาขารวม 1,323 สาขา หลังเปิดสาขาใหม่ 43 แห่ง เน้นแบรนด์หลัก BaNANA และ Studio7 พร้อมปรับลดสาขาที่มีประสิทธิภาพต่ำในจำนวนใกล้เคียงกัน และเตรียมเร่งขยายสู่ทำเลที่มีศักยภาพในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายประมาณ 1,400 สาขาภายในสิ้นปี 2569
COM7 มองว่าโครงสร้างการเติบโตในระยะถัดไปจะมีความสมดุลมากขึ้น ระหว่างธุรกิจค้าปลีกที่ยังเป็นฐานหลัก กับธุรกิจใหม่ที่เริ่มสร้างรายได้ กำไร และรายได้ประจำเพิ่มขึ้น โดยการเชื่อม Ecosystem ตั้งแต่สินค้าเทคโนโลยี การเงิน ประกันภัย รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงพลังงานสะอาด จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตของกลุ่มในระยะยาว
#หุ้นเติบโต #กำไรนิวไฮ #หุ้นเทค #หุ้นค้าปลีก

Nature Risk เข้าสู่มาตรฐานนักลงทุนความเสี่ยงจากธรรมชาติกำลังขยับจากรายงานความยั่งยืน ไปอยู่ใกล้กระบวนการเปิดเผยข้อมูลสำห...
19/08/2026

Nature Risk เข้าสู่มาตรฐานนักลงทุน
ความเสี่ยงจากธรรมชาติกำลังขยับจากรายงานความยั่งยืน ไปอยู่ใกล้กระบวนการเปิดเผยข้อมูลสำหรับนักลงทุนมากขึ้น
International Sustainability Standards Board หรือ ISSB ได้เลื่อนโครงการ Nature-related Disclosures จากขั้นวิจัยเข้าสู่กระบวนการกำหนดมาตรฐาน โดยมีเป้าหมายพัฒนาข้อกำหนดสำหรับข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มธุรกิจของบริษัท
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 สมาชิก ISSB ทั้ง 12 คนยืนยันว่ากระบวนการที่จำเป็นดำเนินการครบเพียงพอสำหรับเริ่มจัดทำ Exposure Draft และไม่มีสมาชิกคนใดแสดงเจตนาคัดค้านการเผยแพร่ร่าง พร้อมกำหนดระยะเวลารับฟังความคิดเห็น 120 วัน
ISSB ตั้งเป้าเผยแพร่ Exposure Draft ในเดือนตุลาคม 2026 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังพัฒนาอยู่ยังเป็น “ร่าง” ของ IFRS Practice Statement ไม่ใช่มาตรฐานฉบับสมบูรณ์ จึงไม่ควรสื่อสารว่าบริษัททั่วโลกมีข้อบังคับใหม่เกิดขึ้นแล้ว
Practice Statement ที่เสนอจะช่วยอธิบายวิธีประยุกต์ IFRS S1 และ IFRS S2 กับความเสี่ยงและโอกาสด้านธรรมชาติ โดยไม่ได้เปลี่ยนข้อกำหนดเดิมในมาตรฐาน และจะนำแนวคิดจากกรอบ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures หรือ TNFD มาใช้ประกอบ
ประเด็นสำคัญคือ IFRS S1 กำหนดให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลสาระสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่คาดว่าจะส่งผลต่อแนวโน้มธุรกิจอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงด้านธรรมชาติด้วย หากมีนัยสำคัญต่อบริษัท
สำหรับนักลงทุน Nature Risk ไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนต้นไม้ แต่หมายถึงการพึ่งพาน้ำ คุณภาพดิน ระบบนิเวศ แหล่งวัตถุดิบ ประสิทธิภาพของพื้นที่เพาะปลูก ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของเหมือง และข้อจำกัดในการใช้ที่ดิน ปัจจัยเหล่านี้สามารถกระทบรายได้ ต้นทุน Capex มูลค่าสินทรัพย์ และความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้โดยตรง
Investor Takeaway
ระบุว่าบริษัทและสินทรัพย์ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้านน้ำหรือระบบนิเวศหรือไม่
วิเคราะห์ทั้ง Dependency, Impact, Risk และ Opportunity ไม่ดูเฉพาะผลกระทบที่บริษัทสร้าง
ตรวจสอบว่าข้อมูลด้านธรรมชาติเชื่อมกับงบประมาณ Capex และการบริหารความเสี่ยงหรือยัง
ติดตาม Exposure Draft เดือนตุลาคมและข้อเสนอแนะจากตลาดก่อนสรุปผลกระทบสุดท้าย
บทเรียนสำหรับบริษัทจดทะเบียนไทย
ทำแผนที่สถานที่ตั้งโรงงาน แหล่งวัตถุดิบ และซัพพลายเออร์สำคัญ
เริ่มเก็บข้อมูลน้ำ การใช้ที่ดิน ป่าไม้ และระบบนิเวศในระดับพื้นที่จริง
ประเมินสาระสำคัญผ่านผลกระทบทางการเงิน ไม่ใช้จำนวนโครงการอนุรักษ์เป็นตัวแทน
ให้ฝ่ายการเงิน บริหารความเสี่ยง จัดซื้อ และความยั่งยืนใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน
บริษัทที่เริ่มสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่ตั้งแต่วันนี้ จะพร้อมกว่าบริษัทที่รอให้ข้อกำหนดฉบับสุดท้ายออกมาก่อนอย่างชัดเจน
แหล่งข้อมูล: IFRS Foundation — สถานะโครงการ ณ ก.ค. 2026, ISSB Proposed Way Forward — พ.ค. 2026

UMI ผ่านเกณฑ์ “ดีเยี่ยม” AGM Checklist 2569 ตอกย้ำมาตรฐานองค์กรโปร่งใสและกำกับดูแลกิจการที่ดีบริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำ...
19/08/2026

UMI ผ่านเกณฑ์ “ดีเยี่ยม” AGM Checklist 2569 ตอกย้ำมาตรฐานองค์กรโปร่งใสและกำกับดูแลกิจการที่ดี
บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ UMI ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ DURAGRES และ CERGRES ได้รับผลการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น หรือ AGM Checklist ประจำปี 2569 ด้วยคะแนนในช่วง 90–99 คะแนน อยู่ในระดับ 4 เหรียญ หรือเกณฑ์ “ดีเยี่ยม” จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย
ผลการประเมินดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี ผ่านการดำเนินงานอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ตลอดจนการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดประชุมผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและส่งมอบคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
#กระเบื้องDURAGRES #ธรรมาภิบาล

SCL โชว์ผลงานครึ่งปีแรก ปี 2569 กำไรโต 24% ฐานธุรกิจแกร่ง พร้อมจ่ายปันผล 0.046 บาท/หุ้น เดินเกมรุกขยายพอร์ต–ต่อยอด Autom...
19/08/2026

SCL โชว์ผลงานครึ่งปีแรก ปี 2569 กำไรโต 24% ฐานธุรกิจแกร่ง พร้อมจ่ายปันผล 0.046 บาท/หุ้น เดินเกมรุกขยายพอร์ต–ต่อยอด Automotive Part Solution Provider
SCL โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง รายได้จากการขาย 1,051.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.99% ขณะที่กำไรสุทธิแตะ 30.44 ล้านบาท โต 23.96% รับแรงหนุนจากยอดขายอะไหล่รถยนต์ภายใต้ตราสินค้าของค่ายรถยนต์ต่างๆ (Genuine Parts) ที่เติบโต 15.47% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น เดินหน้าครึ่งปีหลังขยาย Product Portfolio เพิ่มแบรนด์และช่องทางจำหน่าย ยกระดับสู่ Automotive Part Solution Provider สร้างฐานรายได้ใหม่และรองรับการเติบโตในระยะยาว พร้อมจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.046 บาท/หุ้น วันที่ 8 กันยายน 2569 นี้
นายสกล ตั้งก่อสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอส.ซี.แอล.มอเตอร์ พาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SCL ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ของไทย SCL เปิดเผยผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้จากการขาย 1,051.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129.09 ล้านบาท หรือ 13.99% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลิตภัณฑ์อะไหล่รถยนต์ภายใต้ตราสินค้าของค่ายรถยนต์ต่างๆ (Genuine Parts) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก มีรายได้ 957.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.47% จากปีก่อน จากความต้องการซ่อมบำรุงรถยนต์ที่ยังมีต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มช่องทางจำหน่าย การนำแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมพอร์ต และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขาย ขณะที่อะไหล่ทดแทน (Replacement Parts) มีรายได้ 94.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 10.71% จาก 10.29% สะท้อนการเติบโตของยอดขาย และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น ด้านกำไรสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 30.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.88 ล้านบาท หรือ 23.96% จากปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนทางการเงินลดลงตามดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ
สำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2 ปี2569 SCL มีรายได้จากการขาย 475.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.28 ล้านบาท หรือ 5.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 11.20% เพิ่มขึ้นจาก 10.50% ในไตรมาส 2/2568 สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารกำไรขั้นต้นที่ยังอยู่ในทิศทางที่ดี
ด้านกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 11.04 ล้านบาท ลดลง 0.12 ล้านบาท หรือ 1.08% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงกดดันจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นตามการปรับราคาสินค้าของผู้จัดจำหน่าย และการชะลอคำสั่งซื้อของลูกค้าบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงรักษาระดับรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นได้ดี สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจท่ามกลางความท้าทายของตลาด
สำหรับทิศทางครึ่งปีหลัง SCL เดินหน้าขยาย Product Portfolio เพิ่มแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ รวมถึงขยายช่องทางการขาย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดและเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้า โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีสินค้าอะไหล่รถยนต์มากกว่า 200,000 รายการ ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์อะไหล่รถยนต์ภายใต้ตราสินค้าของค่ายรถยนต์ต่างๆและอะไหล่ทดแทน ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญในการรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เดินหน้าต่อยอดธุรกิจสู่ Automotive Part Solution Provider มุ่งพัฒนาสินค้า บริการ และระบบการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมนำเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ในอนาคต
นายสกล กล่าวเสริมว่า ตลาดอะไหล่รถยนต์ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนรถยนต์สะสมในประเทศที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มใช้งานรถยนต์เป็นระยะเวลานานขึ้น ส่งผลให้ความต้องการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอะไหล่ยังมีอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ภาวะสินเชื่อรถยนต์ที่ยังเข้มงวด ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเลือกใช้รถยนต์คันเดิมต่อไป ซึ่งเป็นโอกาสของตลาด Aftermarket และธุรกิจอะไหล่รถยนต์
ทั้งนี้ SCL ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 อยู่ที่ 2,050 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตสินค้าและช่องทางจำหน่าย ควบคู่กับการยกระดับสู่ Automotive Part Solution Provider โดยมุ่งบริหารการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งการเพิ่มยอดขาย การบริหาร Product Mix และ Margin การควบคุมต้นทุน และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจและผลักดันการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ในอัตรา 0.046 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 24 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 8 กันยายน 2569 ตอกย้ำแนวทางการบริหารงานที่มุ่งสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน
#อะไหล่รถยนต์ #ปันผลหุ้น #หุ้นเติบโต

STECH งบ Q2/69 ฉุดไม่อยู่กำไรพุ่ง 160% ครึ่งปีแรกโกย 157 ลบ. เหตุบริหารจัดการราคาขายและต้นทุนมีประสิทธิภาพSTECH ผู้ผลิตค...
19/08/2026

STECH งบ Q2/69 ฉุดไม่อยู่กำไรพุ่ง 160% ครึ่งปีแรกโกย 157 ลบ. เหตุบริหารจัดการราคาขายและต้นทุนมีประสิทธิภาพ
STECH ผู้ผลิตคอนกรีตอัดแรงรายใหญ่ โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ทะยานกว่า 160% ที่ 71.98 ล้านบาท ครึ่งปีแรกทำได้ 157.91 ล้านบาท ด้านรายได้โตไม่หยุดทั้งไตรมาส 2 และ ครึ่งปีแรก 14.12% และ 12.52% ตามลำดับ ทั้งจากธุรกิจการขายและบริการที่รับรู้รายได้แบ็กล็อกต่อเนื่อง และจากธุรกิจก่อสร้างงานโครงการกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ชี้อัตรากำไรสุทธิขยับขึ้นเป็น 11.57% ผลจากการบริหารจัดการราคาขาย-ต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ พร้อมชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน ยิ่งหนุนตัวเลขทางการเงินแข็งแกร่ง มั่นใจปีนี้โตต่อจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม
นายเจษฎ์กรณ์ มงคลศรีสวัสดิ กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงภายใต้เครื่องหมายการค้า “STEC” อาทิ เสาเข็ม เสาไฟฟ้า พร้อมให้บริการขนส่ง ตอกเสาเข็ม และรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 617.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.12% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 541.10 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนทั้งจากรายได้จากการขายและบริการที่เติบโตต่อเนื่อง 611.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 70.23 ล้านบาท หรือ 12.98% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับมีรายได้งานก่อสร้างโครงการสำรวจ ออกแบบ เตรียมการก่อสร้าง และตอกเสาเข็มโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) จำนวน 6.16 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ไม่มีรายได้จากส่วนนี้
ขณะที่กำไรสุทธิ ไตรมาส 2/2569 ทำได้ 71.98 ล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดดมากถึง 160.89% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 27.59 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 0.10 บาทต่อหุ้น เดิม 0.04 บาทต่อหุ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้บริษัทฯ จะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารสูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประมาณการหนี้สินค่าอากรที่นำเข้าสินค้าเหล็กลดคาร์บอนสูงขึ้นก็ตาม ประกอบกับบริษัทมีการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ
งบครึ่งปีแรก 2569 บริษัทฯ มีรายได้ 1,351.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.52% จากงวดเดียวกันของปีก่อน 1,201.27 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากการขายและบริการจากการทยอยส่งมอบงานและรับรู้รายได้ตามยอดคำสั่งซื้อในมือ (Backlog) ที่เพิ่มขึ้น จำนวน 1,326.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 125.02 ล้านบาท หรือ 10.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับมีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการในนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) ที่ปีก่อนหน้าไม่มีการรับรู้รายได้จากส่วนนี้
สำหรับกำไรสุทธิครึ่งปีแรก อยู่ที่ 157.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.91% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 100.64 ล้านบาท ขณะที่กำไรขั้นต้นจากการขายและบริการ 318.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.04% มีสาเหตุหลักจากการบริหารจัดการราคาขายและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพของบริษัทได้มากขึ้น ขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีกำไรขั้นต้น 8.94 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 35.17% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานโดยรวมเพิ่มขึ้น 70.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 27.52% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดธุรกิจของบริษัทฯ ช่วยสนับสนุนการเติบโตและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทได้จริง
ทั้งนี้ ส่งผลให้ครึ่งปีแรก บริษัทฯ มีกำไรสุทธิต่อหุ้นที่ระดับ 0.22 บาท เดิม 0.14 บาท เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิขยับขึ้นเป็น 11.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 8.33%
อย่างไรก็ดี ฐานะการเงินยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 18.69% เพิ่มขึ้นจาก 13.02% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือ 0.93 เท่า จากเดิม 1.03 เท่า เพราะบริษัทได้ทยอยชำระคืนเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงินอีกทั้งทิศทางดอกเบี้ยลดลงในปีนี้ แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ มีความสามารถในการบริหารโครงสร้างทางการเงินและช่วยเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวและสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง
นายเจษฎ์กรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทฯ ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงในโครงการก่อสร้างและสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
#คอนกรีตอัดแรง #หุ้นเติบโต #โครงสร้างพื้นฐาน

ที่อยู่

466 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
Bangkok
13010

เบอร์โทรศัพท์

+6620226200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ IR PLUSผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง IR PLUS:

ทางลัด

แชร์