IR PLUS IR Plus Service ผู้ให้บริการนักลงทุนสัมพันธ์
แบบ One Stop Service

IR Plus Service ผู้ให้บริการนักลงทุนสัมพันธ์ แบบ One Stop Service ที่ให้บริการด้านเว็บไซต์ นักลงทุนสัมพันธ์ และ ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ รวมถึงงานด้านนักลงทุน สัมพันธ์แบบครบวงจร หรือ Investors Relation of Things โดยยึดถือในการเพิ่มคุณภาพการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยบริการนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations Service) ตั้งแต่ปี 2549 ภายใต้ชื่อบริการ IRPLUS ได้รับความไว้วางใจในการบริการจากบริษัทจดทะ

เบียนมากกว่า 100 บริษัท

การให้บริการ
IR Plus ONE STOP SERVICE บริการนักลงทุนสัมพันธ์แบบครบวงจร
IR E-AGM การประชุมผู้ถือหุ้นผ่าน Application ที่แรก ที่เดียวในประเทศไทย ที่ทันสมัย สะดวก และปลอดภัย เหมาะสําหรับการจัดประชุมผู้ถือหุ้น หรือจัดประชุมนิติบุคคล บ้านจัดสรร คอนโด หรือสมาคมต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มช่องทางอํานวยความสะดวกให้ผู้ถือหุ้นติดตามการประชุมได้แม้ว่า จะไม่สามารถเข้าร่วมประชุมด้วย ตนเอง ทั้งการเกาะติดการประชุม เอกสารที่ใช้ประกอบการประชุม การออกเสียงลงคะแนน สามารถตรวจนับได้อย่างรวดเร็ว แม่นยํา โปร่งใส ตลอดจนการสื่อสารกับผู้ร้บมอบฉันทะของตนโดยสะดวก ทันต่อเหตุการณ์ ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ทําให้การลงทะเบียนสะดวก รวดเร็ว
IRPLUS IPO SERVICE บริการที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์สำหรับบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียน
IRPLUS IR WEBSITE บริการจัดทำเมนูนักลงทุนสัมพันธ์แบบครบวงจร
IRPLUS MARKETING SERVICE บริการด้านการตลาดแบบครบวงจร

KGI ชวนเทรด DW13 รับโค้ด Lazada มูลค่ารวมสูงสุด 1,000 บาทDW13 โดย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ...
15/05/2026

KGI ชวนเทรด DW13 รับโค้ด Lazada มูลค่ารวมสูงสุด 1,000 บาท
DW13 โดย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับนักลงทุน เพียงซื้อ DW13 ขั้นต่ำ 3,000 บาท รับโค้ด Lazada มูลค่า 200 บาท (จำนวน 100 สิทธิ์ต่อวัน ตามเงื่อนไขที่กำหนด) รวมสูงสุดคนละ 1,000 บาท เพียง Upload หลักฐานผ่าน LINE ภายในเวลา 17.00 – 18.00 น. ของแต่ละวัน
สามารถร่วมกิจกรรมได้ทุกวัน ระหว่างวันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2569 โดยนับเฉพาะมูลค่าการซื้อ DW13 ที่มีราคาปิดวันก่อนหน้า 0.10 บาทขึ้นไป และยังไม่หมดอายุในเดือนพฤษภาคม 2569 ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thaiwarrant.com/dw13news/dwnews-details-493
#ลงทุนอย่างคุ้มค่า

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธ...
15/05/2026

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี
เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ในการนี้ ทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ประจำปี 2569 โดยโครงการดังกล่าวนับเป็นโครงการสำคัญด้านสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศ มุ่งยกระดับการรักษาพยาบาล การวิจัยทางการแพทย์ และการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพสมัยใหม่ เพื่อรองรับการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STI ได้ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ โดยมี นายไพรัช เล้าประเสริฐ รองประธานกรรมการบริหาร และนายสิงห์ มิตรตระกูลกิจ รองประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง เข้าร่วมถวายการต้อนรับและร่วมในพิธี นับเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทฯ ที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการสำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
#กรมสมเด็จพระเทพฯ #โรงพยาบาลรามาธิบดี #ย่านนวัตกรรมโยธี #มูลนิธิรามาธิบดี

SUMX จ่ายผลตอบแทน Q1/69 ที่ 0.0128 บ./โทเคน ชู “Summer Point” สินทรัพย์อ้างอิงแข็งแกร่ง หนุน Cash Flow ระยะยาว เตรียมจ่า...
15/05/2026

SUMX จ่ายผลตอบแทน Q1/69 ที่ 0.0128 บ./โทเคน ชู “Summer Point” สินทรัพย์อ้างอิงแข็งแกร่ง หนุน Cash Flow ระยะยาว เตรียมจ่ายผลตอบแทนผู้ถือโทเคน 28 พ.ค. นี้ ยีลด์เฉลี่ย 10.2% ต่อปี
บริษัท เดอะ อิชชูเออร์ จำกัด ผู้ออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน “SUMX” หรือ “Summer Point Token” เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้รวม 17.19 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของสินทรัพย์อ้างอิง “Summer Point” โครงการมิกซ์ยูสบนทำเลสุขุมวิท–พระโขนง ที่ยังคงสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง จากดีมานด์การใช้พื้นที่จริงและฐานผู้เช่าคุณภาพ ควบคู่กับการบริหาร Tenant Mix เชิงรุก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างรายได้ในระยะยาว พร้อมเตรียมจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือโทเคน SUMX 0.0128 บาท/โทเคน สำหรับไตรมาส 1/2569 ในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้
นายอริน รัตนโกวิท กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสินทรัพย์ บริษัท เดอะ อิชชูเออร์ จำกัด ในฐานะผู้ออกโทเคนดิจิทัล “SUMX” หรือ “Summer Point Token” เปิดเผยถึง ภาพรวมโครงการ Summer Point ยังคงมีศักยภาพในการสร้างกระแสรายรับอย่างต่อเนื่อง จากจุดแข็งด้านทำเล Prime Sukhumvit ซึ่งรองรับทั้งกลุ่มธุรกิจและไลฟ์สไตล์รุ่นใหม่ในย่านสุขุมวิท–พระโขนง
ล่าสุด บริษัทประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยกลุ่มบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 17.19 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการให้เช่าและบริการ 17.17 ล้านบาท และรายได้อื่น 0.02 ล้านบาท พร้อมมีกำไรจากการดำเนินงาน 10.82 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์อ้างอิงได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้นทุนทางการเงินและรายการทางภาษีที่รับรู้ตามมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้องไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการจัดสรรผลตอบแทนแก่นักลงทุน โดยกำไรจากการดำเนินงานหลักยังคงมีเสถียรภาพ และเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ บริษัทเตรียมจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือโทเคน SUMX
สำหรับไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 0.0128 บาทต่อโทเคน หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 10.2% ต่อปี โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 สะท้อนจุดแข็งของ SUMX ในฐานะโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่มีสินทรัพย์อ้างอิงจริง และสามารถสร้างกระแสรายรับรองรับการจ่ายผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน บริษัทได้ดำเนินการเผาโทเคน (Token Burn) จำนวน 9,000,000 โทเคน หรือคิดเป็น 1% ของจำนวนโทเคนทั้งหมด ตามกลไกที่กำหนดไว้ของโครงการ
นายอริน กล่าวว่า “Summer Point มุ่งสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงจากสินทรัพย์ที่มีดีมานด์รองรับจริง โดยบริษัทเดินหน้าบริหารโครงการเชิงรุกผ่านการปรับ Tenant Mix และคัดเลือกผู้เช่าที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการใช้บริการภายในโครงการอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้เช่าบางส่วนยังเป็นธุรกิจที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยต่อยอดรายได้ด้านค่าสาธารณูปโภคและเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างรายได้ในระยะยาว”
ปัจจุบัน ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 โครงการ Summer Point มีอัตราการเช่าพื้นที่อยู่ที่ 84% และอยู่ระหว่างทยอยรับผู้เช่ารายใหม่เพื่อทดแทนพื้นที่ว่างเพื่อรักษาระดับรายได้ให้ต่อเนื่องขณะที่กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 684.45 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและสิทธิการใช้ที่ดินของโครงการ Summer Point สะท้อนความแข็งแกร่งของสินทรัพย์อ้างอิงที่รองรับการลงทุนของผู้ถือโทเคน SUMX ในระยะยาว

JMART โชว์ Q1/69 กำไรโต 16% แตะ 163 ล้านบาท ปันผล 0.135 บาทต่อหุ้น “Jaymart Mobile - Lock Phone - สุกี้ตี๋น้อย” หนุนธุรก...
15/05/2026

JMART โชว์ Q1/69 กำไรโต 16% แตะ 163 ล้านบาท ปันผล 0.135 บาทต่อหุ้น “Jaymart Mobile - Lock Phone - สุกี้ตี๋น้อย” หนุนธุรกิจฟื้นแกร่ง
JMART โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง กำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้นโต 16% แตะ 163 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.135 บาทต่อหุ้น รับแรงหนุนจากธุรกิจ Jaymart Mobile และสินเชื่อ “Lock Phone” ที่เติบโตโดดเด่น ผ่าน Synergy ของกลุ่มบริษัท ขณะที่ “สุกี้ตี๋น้อย” ยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 32% และสร้างส่วนแบ่งกำไรให้ JMART จำนวน 51 ล้านบาท ตอกย้ำพลัง Ecosystem ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก–การเงิน–เทคโนโลยี ที่เริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้น พร้อมเดินหน้าต่อยอดธุรกิจ Digital Lending การพัฒนาองค์กรด้าน AI และธุรกิจที่ช่วยเสริมฐานรายได้ระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังผันผวน
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนการฟื้นตัวและการเติบโตของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและการเงินภายใต้กลยุทธ์ “The Power of Synergy” โดยบริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 162.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 3,894.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของธุรกิจมือถือและสินเชื่อ Lock Phone รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าในเครือที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญในไตรมาสนี้ มาจากการเติบโตของธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม ภายใต้ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ซึ่งมีกำไรสุทธิ 57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 159.1% จากปีก่อน จากความสำเร็จของธุรกิจ “Lock Phone” ที่สามารถขยายพอร์ตสินเชื่อได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการทำงานร่วมกันของบริษัทในเครือ ทั้ง Jaymart Mobile, SINGER, SGC และ KB J Capital ภายใต้บริการ SG Finance+ และ Samsung Finance+ ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าในกลุ่มสมาร์ตโฟนและ Digital Lending ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนการเติบโตของสินเชื่อดิจิทัลและความต้องการผ่อนชำระสมาร์ตโฟนโดยไม่ใช้บัตรเครดิตที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในยุคดิจิทัล
ขณะเดียวกัน บริษัทได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากส่วนแบ่งกำไรของ “สุกี้ตี๋น้อย” ซึ่งมีรายได้ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2,588 ล้านบาท เติบโต 32% และมีกำไรสุทธิ 170 ล้านบาท โดย JMART รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น 30% เป็นจำนวน 51 ล้านบาท ก่อนการปันส่วน PPA
ด้าน ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT แม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลให้การจัดเก็บหนี้ภายใต้แนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและมีการตั้งสำรอง Expected Credit Loss (ECL) เพิ่มขึ้นตามหลักความระมัดระวังทางบัญชี ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสด (Non-cash Item) โดยบริษัทสามารถรักษาการเติบโตของกำไรผู้ถือหุ้นได้ จากการเติบโตของธุรกิจแกนหลักและ Synergy ของกลุ่มบริษัท
สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 JMART ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด Ecosystem อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างการเติบโตผ่านการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และฐานลูกค้าภายในกลุ่ม โดยเฉพาะ Lock Phone ธุรกิจสินเชื่อมือถือ Samsung Finance+ และ SG Finance+ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว รวมถึงการใช้ Data Analytics, CRM และแพลตฟอร์ม J Point เพื่อเพิ่มโอกาสการซื้อซ้ำและสร้างความภักดีของลูกค้าในระบบนิเวศของกลุ่มบริษัท
นอกจากนี้ บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J บริษัทยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และพื้นที่เช่า ผ่านการพัฒนาโครงการใหม่ เช่น โรงแรม SENS Hotel, สนามกีฬา และ Sport Economy เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้ประจำในอนาคต พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรสู่การเป็น AI Maturity Organization ผ่านโครงการ Jaymart Group AI Hackathon 2026 และ AI Transformation Workshop เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.135 บาทต่อหุ้น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของบริษัท แม้อยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับปันผล (Record Date) วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ก่อนกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ซึ่งสะท้อนนโยบายการสร้างผลตอบแทนที่ต่อเนื่องให้แก่ผู้ถือหุ้นควบคู่กับการเดินหน้าขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตระยะยาวของกลุ่ม JMART
ันผลแรง #สุกี้ตี๋น้อยหนุนกำไร #หุ้นJMART

L&E กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมลุยเจาะตลาดราชการ สู้ศึกสินค้าจีน ชูกลยุทธ์ QISSS Way และมาตรฐาน MiT สกัด...
15/05/2026

L&E กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมลุยเจาะตลาดราชการ สู้ศึกสินค้าจีน ชูกลยุทธ์ QISSS Way และมาตรฐาน MiT สกัดสินค้ากลุ่มนำเข้า วางเป้ารายได้โต 15 - 20% ตุน Backlog แกร่ง 1,300 ล้านบาท
บมจ. ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ (L&E) ผู้นำธุรกิจไฟฟ้าแสงสว่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ประกาศกลยุทธ์ การรับมือเศรษฐกิจชะลอตัวและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมเจาะตลาดราชการ ชูกลยุทธ์ QISSS Way และมาตรฐาน MiT สกัดสินค้ากลุ่มนำเข้า เสริมความแข็งแกร่งด้านฐานการผลิตด้วยโรงงาน LEM และ LES พร้อมเป้าหมายรายได้เติบโตที่ 15-20% พร้อมโชว์ความแข็งแกร่งของมูลค่างานในมือ (Backlog) ปัจจุบันที่ระดับ 1,300 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ล่าสุดประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายและบริการ 485 ล้านบาท ลดลง 6% ขาดทุนสำหรับงวด 21.1 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้า 14.2 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 40%
นายอนันต์ กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ L&E เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบสงครามอิหร่าน-ตะวันออกกลาง และสินค้าจากจีนราคาถูกทะลักเข้าไทย เพื่อรับมือกับการทะลักเข้าของสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน บริษัทได้ใช้กลยุทธ์ “QISSS Way” (Quality, Innovation, Service, Speed, and Sustainability) เป็นอาวุธสำคัญในการสร้างความแตกต่าง ควบคู่กับการผลักดันมาตรฐาน “Made in Thailand” (MiT) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักในการเข้าถึงงานประมูลภาครัฐและโครงการเอกชนที่เน้นคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ช่วยเสริมเกราะป้องกันจากสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการเพิ่มรายได้จากงานราชการ ด้วยสินค้านวัตกรรม ซึ่งเป็นพระเอกช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทในขณะนี้ ปัจจุบันสัดส่วนงานราชการอยู่ที่ 40% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่งานภาคเอกชนสัดส่วนอยู่ที่ 60%
บริษัทฯ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจด้วยศักยภาพจากโรงงาน LEM และ LES ซึ่งเป็นฐานการผลิตระดับ Mass Manufacturing ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับกระบวนการผลิตตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ L&E สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและรักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ในระดับสากล
ขณะที่สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ L&E ได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มคลังสินค้าอัจฉริยะ อาคารสำนักงานที่เน้นความยั่งยืน และงานโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจาก Backlog ที่แข็งแกร่งราว 1,300 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงโครงการบางส่วนที่เลื่อนรับรู้รายได้จากปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าในศักยภาพการให้บริการแบบครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ
“บริษัทฯ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุกและการสร้างความยืดหยุ่นในทุกมิติของธุรกิจ จะทำให้ L&E สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตปี 2569 ได้ตามแผนที่วางไว้ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแสงสว่างที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคง” นายอนันต์ กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการ 485 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 29 ล้านบาท หรือลดลง 6% สาเหตุหลักมาจากราคาขายต่อหน่วยที่ปรับตัวลดลง รวมถึงสัดส่วนการขายสินค้าที่มีราคาสูงลดลง ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำลง แม้คุณภาพบางด้านจะลดลง อย่างไรก็ตาม ยอดขายของสินค้ากลุ่ม Manufacturing Focus ซึ่งบริษัทพัฒนาจนสามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีนได้ ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง และสินค้ากลุ่ม Smart Driver ที่บริษัทขายผ่านพันธมิตรไปยังตลาดอเมริกา มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัทมีขาดทุนสำหรับงวด 21.1 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้า 14.2 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 40% เป็นผลจากกำไรขั้นต้นจากการขาย รวมรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 14.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8% แม้ยอดขายจะลดลง 6% สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นจาก 32.8% ในปี 2568 เป็น 37.2% ในปี 2569 ซึ่งเป็นผลจากบริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 2.6 ล้านบาท
โดยค่าใช้จ่ายในการขายและให้บริการรวมดอกเบี้ยจ่ายลดลง 0.5 ล้านบาท หรือลดลง 0.2% สาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง 1.8 ล้านบาท เพราะมีเงินกู้ยืมจากธนาคารลดลง 41.3 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยได้ปรับตัวลดลงจาก 4.61% ในปี 2568 เป็น 4.10% ในปี 2569 ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น 0.8 ล้านบาท
&EQISSSWay #นวัตกรรมแสงสว่างMiT #หุ้นL&E ้าน

FLOYD ปรับโครงสร้างองค์กร เสริมทีมบริหารรุ่นใหม่ หนุนแผนเติบโตระยะยาว พร้อมโชว์กำไร Q1/2569 โต 133.90%บมจ.ฟลอยด์ (FLOYD)...
15/05/2026

FLOYD ปรับโครงสร้างองค์กร เสริมทีมบริหารรุ่นใหม่ หนุนแผนเติบโตระยะยาว พร้อมโชว์กำไร Q1/2569 โต 133.90%
บมจ.ฟลอยด์ (FLOYD) เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรและเสริมทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ รองรับทิศทางการเติบโตในอนาคต และยกระดับศักยภาพการแข่งขันขององค์กร ท่ามกลางโอกาสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาคารอุตสาหกรรม และธุรกิจ Data Center ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมโชว์ผลงาน Q1/69 กวาดรายได้ 79.23 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 13.87 ล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ “Fast • Safe • Caring • Sustainable” ดันเป้าหมายปี 2569 เติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายทศพร จิตตวีระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟลอยด์ จำกัด (มหาชน) หรือ FLOYD ผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานวิศวกรรมระบบสาธารณูปโภค และระบบดาต้าเซ็นเตอร์ เปิดเผยว่าภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัทล่าสุด บริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท กรรมการชุดย่อย เลขานุการบริษัท และผู้บริหารบางตำแหน่ง เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการปรับโครงสร้างองค์กร และการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การส่งต่อองค์ความรู้ และการพัฒนาผู้บริหารรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนองค์กร
สำหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับองค์กรภายใต้แผน Transformation และการเตรียมความพร้อมรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอนาคต โดยยังคงดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี พร้อมให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในการดำเนินงานและการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยมีรายได้จากการให้บริการจำนวน 79.23 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 13.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 133.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะลดลงจากการทยอยส่งมอบโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการแล้วเสร็จในปีก่อนหน้า แต่บริษัทฯ ยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี จากการบริหารต้นทุนและการควบคุมประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 30.56 ล้านบาท หรือเติบโต 61.10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการคัดเลือกโครงการ การบริหารต้นทุน และการควบคุมคุณภาพงานอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับโครงสร้างรายได้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีฐานลูกค้าหลักกระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอาคารพักอาศัยคิดเป็น 51.87% ของรายได้รวม ขณะที่กลุ่ม Data Center มีสัดส่วนรายได้ 29.60% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และเป็น New Growth Engine ของบริษัทฯ ในระยะต่อไป
ฝ่ายบริหารของ FLOYD เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาคารศูนย์คอมพิวเตอร์ (Data Center) อาคารอุตสาหกรรมและคลังสินค้า อาคารพักอาศัยและโรงแรม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและงานภาครัฐ ควบคู่กับการยกระดับระบบบริหารจัดการองค์กร การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการเพิ่ม Productivity ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
“FLOYD มุ่งเดินหน้าพัฒนาองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ “Fast • Safe • Caring • Sustainable” พร้อมผลักดันแนวทาง ESG และการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่า การปรับโครงสร้างองค์กรและการเสริมทีมบริหารในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เสริมความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ และสร้างรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต” นายทศพร กล่าวทิ้งท้าย
#หุ้นFLOYD #ดาต้าเซ็นเตอร์โตแรง #รับเหมาวิศวกรรมยั่งยืน

TFM กางวิสัยทัศน์ปี 69 ปั้นไทยฐานผลิตกุ้งพรีเมียม รุกตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573บมจ.ไทยยูเ...
15/05/2026

TFM กางวิสัยทัศน์ปี 69 ปั้นไทยฐานผลิตกุ้งพรีเมียม รุกตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573
บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) เปิดวิสัยทัศน์ปี 2569 “TFM Accelerates Growth: From Market Recovery to Global Expansion” เดินหน้ารุกธุรกิจอาหารสัตว์น้ำระดับโลก รับอุตสาหกรรมกุ้งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “Efficiency – Low Carbon – Premium Market” ชูไทยฐานหลักสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ผู้เล่น 3 อันดับแรกของตลาดอาหารสัตว์น้ำอินโดนีเซีย พร้อมลงทุนในเอกวาดอร์ หนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมกุ้งโลก เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศระยะยาว พร้อมปักธงรายได้ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอาหารกุ้งไทย และโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับ ASC Feed Certification รองรับตลาดพรีเมียมสหรัฐฯ–ยุโรป
นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM กล่าวว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันโลก จากเดิมที่แข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ กติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดอาหารทะเลพรีเมียมทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ผลิตและส่งออกกุ้งที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ การจัดหาวัตถุดิบที่มีระบบการเพาะเลี้ยงที่ยั่งยืน กระบวนการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงปลายน้ำผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพจนถึงมือผู้บริโภค
จากปัจจัยดังกล่าว สะท้อนความจำเป็นที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การลดต้นทุนต่อหน่วย และการพัฒนาระบบการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดโลกยุคใหม่ หลังอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ปริมาณส่งออกกุ้งไทยลดลงจากกว่า 211,000 ตัน ในปี 2559 เหลือประมาณ 129,000 ตัน ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงจาก 69,514 ล้านบาท เหลือประมาณ 40,889 ล้านบาท
“Game Plan ระยะยาวของ TFM คือ การเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรผ่านการวิจัยและพัฒนา การคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพสูง มาต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรในด้านองค์ความรู้ โอกาสทางการตลาด และแนวทาง ‘Lower Carbon Aquaculture’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดต้นทุน และยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก”
ปัจจุบัน ตลาดอาหารกุ้งของประเทศไทยมีขนาดประมาณ 400,000 ตันต่อปี โดย TFM มีส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้งประมาณ 25% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสูตรอาหาร และการทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ขณะที่ธุรกิจอาหารปลา ซึ่งรวมถึงอาหารปลากะพง อาหารปลานิล และอาหารกบ ยังคงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้รวม โดยบริษัทยังคงเป็นผู้นำตลาดอาหารปลากะพงและอาหารกบของประเทศไทย
สำหรับภาพรวมตลาดโลก อุตสาหกรรมกุ้งยังมีศักยภาพเติบโตสูง จากความต้องการบริโภคกุ้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ประเทศผู้ผลิตและส่งออกกุ้งชั้นนำ ได้แก่ เอกวาดอร์ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย มีปริมาณผลผลิตกุ้งส่งออกรวมประมาณ 3 ล้านตันต่อปี และมีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมประมงของแต่ละประเทศ) สะท้อนโอกาสสำคัญของตลาดอาหารสัตว์น้ำ และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ TFM เดินหน้าขยายการลงทุนสู่ตลาดโลก ภายใต้กลยุทธ์ “Win in Thailand – Expand in Indonesia – Next Wave of Growth” โดยมุ่งรักษาความแข็งแกร่งในประเทศไทย ขยายตลาดในประเทศอินโดนีเซีย และต่อยอดการเติบโตสู่ตลาดใหม่ระดับโลก
บริษัทได้ประกาศแผนลงทุนขยายธุรกิจสู่ประเทศเอกวาดอร์ ภายใต้วงเงินลงทุนรวมไม่เกิน 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับก่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571 คาดช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกประมาณ 80% รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์น้ำโลกในระยะยาว ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยร่วมกับพันธมิตรในประเทศเอกวาดอร์
ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 TFM มีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 31% โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 20.0% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.1% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและการปรับ Product Mix สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยธุรกิจอาหารกุ้งยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 66.4% และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 21.9% สำหรับโครงสร้างรายได้ตามภูมิภาค รายได้หลักยังมาจากประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 90.4% ของรายได้รวม และเติบโต 13.9% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดอาหารกุ้งและการขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศ ขณะที่รายได้จากอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7.8% ส่วนที่เหลือมาจากศรีลังกาและตลาดอื่น ๆ
สำหรับเป้าหมายปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8–10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 6,035 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 18–20% และวางงบลงทุนปีนี้ประมาณ 680 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนโรงงานใหม่ในประเทศเอกวาดอร์ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจหลัก
“TFM เชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร คู่ค้า และอุตสาหกรรมโดยรวม เราต้องการผลักดันอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในตลาดโลก พร้อมกับการผลักดันรายได้แตะระดับ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ตามที่วางไว้” นายพีระศักดิ์ กล่าวปิดท้าย
นอกจากนี้ TFM ยังมีจุดแข็งด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 จากการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ช่วยสร้าง Synergy ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ท่ามกลางภาวะราคาปลาป่นโลกที่ยังผันผวน รวมทั้ง บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2573 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียพลังงาน และนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบบอยเลอร์และไฟฟ้า พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกระบวนการผลิต
เกี่ยวกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ (TFM) หนึ่งในผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจของไทย ทั้งอาหารกุ้ง อาหารปลา และอาหารสัตว์บก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการเลี้ยง และความยั่งยืน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งมั่นและพัฒนาในการผลิตอาหารสัตว์น้ำคุณภาพดี เพื่อการผลิตสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน”
ปัจจุบัน TFM มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 253,200 ตันต่อปี จากฐานการผลิตในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย โรงงานมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร โรงงานระโนด จังหวัดสงขลา และโรงงานในประเทศอินโดนีเซีย (TUKL) พร้อมด้วย พันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ครอบคลุมกว่า 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเอกวาดอร์
ิสัยทัศน์2030 #กุ้งไทยพรีเมียมสู่ตลาดโลก #อุตสาหกรรมสัตว์น้ำยั่งยืน #หุ้นTFM

SELIC ทำกำไร Q1/69 พุ่งแรง 60% แตะ 55.78 ล้านบาท โชว์ศักยภาพบริหารมาร์จิ้นแกร่ง 35.2% แม้รายได้ชะลอตัว เดินหน้าบริหารต้น...
15/05/2026

SELIC ทำกำไร Q1/69 พุ่งแรง 60% แตะ 55.78 ล้านบาท โชว์ศักยภาพบริหารมาร์จิ้นแกร่ง 35.2% แม้รายได้ชะลอตัว เดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน
“บมจ. ซีลิค คอร์พ หรือ SELIC” โชว์ศักยภาพแข็งแกร่ง ประกาศงบไตรมาส 1/2569 ทำกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่แตะ 55.78 ล้านบาท โต 60% โดยสามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้อย่างแข็งแกร่งสวนทางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตอกย้ำความสำเร็จจากการบริหารต้นทุน และการปรับโครงสร้างการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาขีดความสามารถในการทำกำไร และสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้แก่ผู้ถือหุ้น
นายณรงค์ สุวัฒนพิมพ์ รองประธานกรรมการ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน) หรือ SELIC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่าย รวมทั้งวิจัยและพัฒนากาวอุตสาหกรรมที่ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม (Specialty and High Performance Adhesive) เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 528.9 ล้านบาท ลดลง 4.9% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากการชะลอตัวของยอดขายในบางตลาดของธุรกิจสติ๊กเกอร์หรือฉลากที่มีกาวในตัว รวมถึงยอดขายต่างประเทศของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการแข่งขันด้านราคาที่ยังคงอยู่ในระดับสูงในบางอุตสาหกรรม
“รายได้รวมที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย 4.9% มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกในกลุ่มธุรกิจสติ๊กเกอร์ทั้งตลาดในและต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในตลาดโลกที่ได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จำกัดและการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม SELIC ยังคงรักษาความสมดุลของพอร์ตโฟลิโอธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม” นายณรงค์ กล่าว
ขณะที่กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 184.08 ล้านบาท ทรงตัวใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 35.2%, EBITDA แตะ 125.44 ล้านบาท โต 37.2% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่จำนวน 55.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรของทุกกลุ่มธุรกิจ แม้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงการปรับรูปแบบการดำเนินงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาระดับอัตรากำไรให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ แม้ภาวะตลาดโดยรวมยังมีความผันผวน โดยมีสัดส่วนรายได้จาก 3 กลุ่มหลัก ดังนี้ ธุรกิจสติ๊กเกอร์ 39% ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 33% และธุรกิจกาวอุตสาหกรรม 28% โดยบริษัทเน้นการจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลักถึง 95% เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินและปัจจัยเปราะบางจากเศรษฐกิจต่างประเทศ
ทั้งนี้ SELIC ยังคงให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านต้นทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาน้ำมันและวัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจจีนและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีวินัย
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ มองว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ อัตราเงินเฟ้อ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก อย่างไรก็ตาม SELIC ยังคงมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้และความสามารถในการทำกำไร ผ่านการขยายฐานสินค้าเฉพาะทาง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
“บริษัทฯ เชื่อว่ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้งานอย่างต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจจะยังมีความผันผวน และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในระยะยาว” นายณรงค์กล่าว
#กำไรพุ่ง60เปอร์เซ็นต์ #บริหารมาร์จิ้นแกร่ง #หุ้นเติบโต #ซีลิคคอร์พ

TKS โชว์ฟอร์มแกร่ง Q1/69 กำไรพุ่ง 100% ทะลุ 151 ลบ. ธุรกิจโต พร้อมโชว์ประสิทธิภาพคุมต้นทุนดีเยี่ยม ตอกย้ำความสำเร็จการปร...
15/05/2026

TKS โชว์ฟอร์มแกร่ง Q1/69 กำไรพุ่ง 100% ทะลุ 151 ลบ. ธุรกิจโต พร้อมโชว์ประสิทธิภาพคุมต้นทุนดีเยี่ยม ตอกย้ำความสำเร็จการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ
“บมจ.ที.เค.เอส.เทคโนโลยี หรือ TKS” ประกาศงบไตรมาส 1/2569 กำไรแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่พุ่งแตะ 151.6 ล้านบาท เติบโต 100.81% ทำรายได้รวม 414.1 ล้านบาท โต 9% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยแรงหนุนหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม และสิ้นสุดการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัท PTECH สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตลงทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นยืนระดับแข็งแกร่งที่ 38.9% จากการมุ่งเน้นขยายกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต และควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจรายได้ปี 69 โตในระดับ Double digit พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ที่ระดับ 35% มุ่งเน้นธุรกิจ High Margin และเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ภายใต้วิสัยทัศน์ “Tech Ecosystem Builder”
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS ผู้ประกอบธุรกิจ Security Printing ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยถึง ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในงวดไตรมาส 1/2569 สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจและพอร์ตการลงทุน มีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวน 151.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.81% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 85.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.3 ล้านบาท หรือ 194% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มเทคโนโลยีและ IT Ecosystem และสิ้นสุดการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัท PTECH
ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 73.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8 ล้านบาท หรือ 39.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากรายได้จากการขายและบริการ และจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น
โดยรายได้รวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 414.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.2 ล้านบาท หรือ 9% จากงวดเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากงานโครงการพิเศษกลุ่มธุรกิจการพิมพ์ กลุ่มบรรจุภัณฑ์และฉลาก และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 38.9% เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 35.2% สาเหตุเกิดจากโครงการพิเศษกลุ่มธุรกิจงานพิมพ์เพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มงาน Security Solution มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง แต่ทั้งนี้ บริษัทยังคงบริหารต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งเน้นการขยายกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต (Growth Business) ได้แก่ ธุรกิจเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง
“ผลการดำเนินงานในปีนี้สะท้อนถึงความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ รวมถึงความแข็งแรงของโครงสร้างธุรกิจและพอร์ตการลงทุน โดยการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 85.3 ล้านบาท รวมถึงการสิ้นสุดการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัท PTECH ประกอบกับการควบคุมต้นทุนการผลิตภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้อัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวเล็กน้อยตามโครงสร้างรายได้ แต่ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแรง ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางการเติบโตที่มีคุณภาพ และต่อยอดสู่การขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีอัตรากำไรสูงมากขึ้นในอนาคต” นายสุพันธุ์ กล่าว
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 TKS วางเป้าหมายสร้างความยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ “Technology for the future” โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเข้ากับเทคโนโลยี (Driving sustainable growth by connecting every stakeholder with technology) เติบโตในกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจ E-commerce, คลังสินค้าและโลจิสติกส์ และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม กลุ่มงานพิมพ์ และ กลุ่มธุรกิจ IT Digital Ecosystem และกลุ่มธุรกิจการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยรวม สำหรับรักษาฐานธุรกิจเดิมควบคู่ไปกับการหาพันธมิตร โดยตั้งเป้าหมายรายได้ปี 69 เติบโตในระดับ Double digit พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ที่ระดับ 35%
#กำไรพุ่ง100% #หุ้นเติบโต

ที่อยู่

466 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
Bangkok
13010

เบอร์โทรศัพท์

+6620226200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ IR PLUSผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง IR PLUS:

แชร์