ไทยเสรีนิวส์

ไทยเสรีนิวส์ ไทยเสรีนิวส์ สถานีข่าว เพื่อคนท้อง?

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ภาคอีสานตอนบน "อิสระทางความคิด ในการทำงาน" https://www.thaisaeree.news/
ต้องการประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ส่งข่าว-ภาพ มาที่ E-mail [email protected] เราพร้อมเป็นสื่อกลาง

2 คำถามที่ต่างกัน แต่รอคำตอบเดียวกันโดย ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก...
27/07/2026

2 คำถามที่ต่างกัน แต่รอคำตอบเดียวกัน
โดย ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับเยาวชนกลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พวกเขาสมัครเข้ามาใน Hope Club กิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผมและคนรุ่นใหม่หลากหลายหัวข้ออย่างเปิดกว้าง ทั้งเรื่องความเปลี่ยนแปลง โอกาส และอนาคตอันใกล้

ผมเปิดประเด็นด้วยคำถามที่ชวนคิดที่ว่า "คุณคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติของ 'ทาเลนท์' ไหม?"

บรรยากาศในห้องเข้าสู่ความเงียบงันสักพัก และก่อนที่ใครจะทันได้ตอบ มีน้องผู้ร่วมอภิปรายคนหนึ่งยกมือพร้อมกันตั้งคำถามกลับมาว่า "แล้วนิยามคำว่า 'ทาเลนท์' ในมุมมองของคุณคืออะไร?”

คำถามของเขาทำให้บทสนทนาเปลี่ยนทิศ จากที่ผมเป็นฝ่ายรอคำตอบ กลายเป็นการทบทวนร่วมกัน มันไม่ใช่แค่คำถามถึงความหมายที่แท้จริงของทาเเลนท์เท่านั้น แต่มันยังชวนทุกคนคิดต่อถึงพัฒนาการด้านความหมายของคำคำนี้กำลังถูกเขียนใหม่เร็วเพียงใด ในโลกที่ไม่เคยหยุดรอใคร และจากคำตอบของพวกเขา มันยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า โลกกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ และมันได้เกิดขึ้นแล้ว

“ฉันไม่ได้มองว่าฉันคือ ทาเลนท์หรืออะไร ฉันมองแค่ว่า ฉันมาเพื่อเรียนรู้ เพื่อการตอบสนองความต้องการเพื่อการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน ... ผมคิดว่า เมื่อใดก็ตามที่ผมเดินเข้าไปในห้องหรือที่ใดที่หนึ่ง แล้วผมรู้สึกว่าผมเก่งที่สุุด นั่นแสดงว่าผมกำลังอยู่ผิดห้อง ... ดิฉันมองว่า ทาเลนท์คือคนที่หมั่นเติมน้ำใส่แก้ว ไม่เป็นน้ำล้นแก้ว”

คำตอบของพวกเขาเป็นมากกว่าคำอธิบาย เพราะมันได้สะท้อนถึงนัยยะที่สำคัญกว่า นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณค่าของสังคมสมัยใหม่ ในอดีต ตอนที่ผมอายุเท่าพวกเขา ผลการเรียนที่ดี ชื่อของสถานศึกษาในฝันที่ฝ่าฟันต่อสู้เพื่อให้ได้เข้าเรียน ตำแหน่งงานที่มั่นคง สิ่งเหล่านี้เป็นหมุดหมายที่้สังคมเคยใช้นิยามของเติบใหญ่ แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องชี้วัดถึงเรื่องราวความพยายาม ความมุ่งมั่น ความตัั้งใจของคนหนึ่งๆ ในอดีต แต่มันไม่ได้บอกว่า เขาจะยังเขียนเรื่องเหล่านั้นต่อ

และนั่น ทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนภาพถ่ายของช่วงเวลาหนึ่งๆ ในอดีต ทำหน้าที่บอกเล่าว่าคุณเคยทำอะไรสำเร็จบ้างเมื่อวานนี้ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านั้น ไม่ได้บอกอะไรเราเลยว่าคุณจะทำอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมจริงของโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและควบคุมได้ยาก

ตลอดกว่า 30 ปีที่ในฐานะผู้นำที่นำพาองค์กรฝ่าฟันสมรภูมิธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงต่อเวลา บทเรียนข้อหนึ่งที่ตกผลึกได้จากประสบการณ์การบริหารคือ การที่เราเชื่อว่าเราเก่งแล้ว เราสำเร็จแล้ว แล้วหยุดที่จะเรียนรู้ นั่นคือ กับดักที่อันตรายที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า ทาเลนท์ มันคือ ภาพลวงตาว่าตนเองมาถึงจุดหมายแล้ว (The illusion of arrival) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่พร้อมจะรับมือเสียอีก

มากกว่าเรื่องเทคโนโลยี แต่คือการ “สร้างคน”

สำหรับทรู คอร์ปอเรชั่น เราเผชิญกับความท้าทายนี้เช่นกัน และเรากำลังเดินหน้ารับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมีกลยุทธ์ โดยกำหนดเป้าหมายพื้นฐานด้วยการเป็นองค์กร "AI First" ภายในปี 2028 พันธกิจที่ว่านี้ ไม่ใช่เพื่อนำ AI มาแทนที่คน แต่เพื่อติด “อาวุธ” ให้คนของเรา

โครงการ AI Practice Day คือหนึ่งในภาพสะท้อนของความมุ่งมั่นนั้น มันคือการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง เจาะลึก และเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมงาน เพื่อช่วยให้พนักงานเปลี่ยนผ่านจากแค่ "ความตระหนักรู้" (Awareness) ไปสู่ "ความสามารถในการทำได้จริง" (Capability) สิ่งที่เราเน้นย้ำไม่ใช่ใบเกียรติบัตร แต่คือเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ความมั่นใจในการใช้งาน รวมถึงความสามารถในบริหารจัดการ พัฒนางานของตัวเองให้มีประสิทธิภาพโดยมี AI เป็นผู้ช่วย

เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างวิศวกร AI แต่คือการสร้างบุคลากรที่ไม่กลัวอนาคต และมองเห็น AI เป็นเครื่องผ่อนแรง เพิ่มขีดความสามารถในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอัตราเร่ง ไม่ใช่มหันตภัยที่คุกคามชีวิตการทำงาน การปรับเปลี่ยนกระบวนคิด (Mindset shift) คือสิ่งเดียวกับที่เยาวชนเหล่านี้แสดงให้เห็น แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ใช้ศัพท์แสงทางเทคโนโลยีที่หรูหราก็ตาม

4 ฉากทัศน์ จุดตัดเศรษฐกิจบนโลก AI

สิ่งที่ได้จากบทสนทนากับพวกเขา ทำให้ผมนึกถึงรายงานชิ้นหนึ่งของ World Economic Forum ที่ตีพิมพ์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในหัวข้อ Four Futures for the New Economy: Geoeconomics and Technology in 2030 ที่ศึกษา วิเคราะห์ความเป็นไปได้ถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและโครงสร้างเศรษฐกิจของโลก โดยสามารถแบ่งลักษณการณ์เศรษฐกิจได้เป็น 4 ฉากทัศน์ ภายใต้แรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังฉุดรั้งและผลักดันทุกระบบเศรษฐกิจในขณะนี้ นั่นคือ เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical stability) และความเร็วในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Technology adoption)

ฉากทัศน์แรกคือ Digitalized Order โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นกลับมาสู่การเติบโต ขยายขอบเขตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ทว่า ฉากทัศน์นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกกลับมามีเสถียรภาพ และการใช้ประโยชน์จาก AI เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทั่วถึง แม้ฉากทัศน์ที่ให้มุมมองที่สดใสขึ้น ปัญหาผ่อนคลายลง พร้อมก้าวสู่ทิศทางบวก ทว่า การใช้ประโยชน์จาก AI จะต้องเกิดขึ้นแบบทั่วถึงและเท่าเทียม มิเช่นนั้น ความเหลื่อมล้ำจากการใช้ AI จะนำมาสู่ความท้าทายใหม่ๆ ตามมาอย่างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (Wage polarization) และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง

ในทางกลับกัน ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นคือ Geotech Spheres เป็นสถานการณ์ที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความชะงักงัน ห่วงโซ่อุปทานแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กเผชิญกับความเสี่ยงอย่างโดดเดี่ยว ประชากรจะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีน้อยลง แม้มันจะได้รับการพัฒนา มีความก้าวหน้ามากเพียงใดก็ตาม ที่สำคัญ ประเทศที่ล้มเหลวในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรของตนเอง จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด

ขณะที่อีกสองฉากทัศน์ที่เหลืออย่าง Cautious Stability และ Tech-based Survival คือภาพสะท้อนของโลกที่พวกเราหลายคนกำลังเผชิญอยู่จริงๆ ในปัจจุบัน นั่นคือ การกระจายความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียม กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ทั้งนี้ WEF ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่เรียกว่า ทำแล้วไม่เสียใจภายหลัง" (No-regret strategies) ซึ่งได้วิเคราะห์ผ่าใจกลางความสำคัญทั้ง 4 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ โดยกลยุทธ์นี้ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 1.สร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบราชการ 2.ลงทุนในความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน 3.สร้างขีดความสามารถในการมองการณ์ไกล และ 4.ผสานการลงทุนด้านเทคโนโลยีร่วมกับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างสอดประสานกัน

คำถามที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นจริง ความได้เปรียบทางการแข่งขันจาก AI และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดการลงทุนของโลก นัยยะจากเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเราโดยตรง

ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นจึงไปไกลกว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยจะกำหนดอนาคตของตัวเองอย่างไรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือจะทำหน้าที่เพียงตั้งรับรอให้กลไกการแข่งขันกำหนดชะตา

จะเห็นได้ว่า แม้จุดตั้งต้นทางวาทกรรมที่อยู่ในบทสนทนา Hope Club และรายงานของ WEF จะต่างกัน แต่คำตอบที่ได้กลับชี้ไปที่ประเด็นเดียวกัน เช่นเดียวกัน น้องที่ถามผมถึงนิยามของทาเลนท์ ผมว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่มองข้ามไป นั่นคือ ‘นิยาม’ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดเป้าหมาย เห็นลักษณะ วิธีการ และภาพแห่งอนาคตที่ตรงกัน

นี่คือคำถามที่ผมอยากจะทิ้งท้ายไว้ให้พวกเราทุกคนได้ขบคิดร่วมกันครับ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังนำพาตัวเองผ่าน 4 ฉากทัศน์แห่งอนาคตนี้ พวกเราเชื่อว่าคำว่า "ทาเลนท์" สำหรับประเทศนี้แท้จริงแล้วหมายถึงอะไร และวันนี้เราได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทาเลนท์เหล่านั้นได้เติบโตและเบ่งบานแล้วหรือยัง?

รับชมคลิปบทสนทนาใน Hope Club ได้ที่
https://youtu.be/dTDkmm046WQ?si=HRCL89Gjo3NOFAwY

ถอดรหัสสมการโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เมื่อ ‘เสถียรภาพพลังงานไทย’ต้องเดินหน้าคู่ขนาน ‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’   ท่ามกลางสถานการณ์ครึ...
27/07/2026

ถอดรหัสสมการโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เมื่อ ‘เสถียรภาพพลังงานไทย’
ต้องเดินหน้าคู่ขนาน ‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’
ท่ามกลางสถานการณ์ครึ่งแรกของปี 2569 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่จากธรรมชาติ ข้อมูลจาก โคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส (Copernicus Marine Service) ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีคลื่นความร้อนทางทะเลแผ่ปกคลุมมหาสมุทรไปแล้วกว่า 82% และมีแนวโน้มว่าปี 2569 จะกลายเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ วิกฤตความร้อนสะสมในมหาสมุทร ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ปะการังฟอกขาว หรือสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเท่านั้น แต่ยังโยนคำถามสำคัญกลับมายัง "ภาคอุตสาหกรรมพลังงาน" ในฐานะรากฐานความมั่นคงของประเทศว่า จะวางสมดุลอย่างไรระหว่างการรักษาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้า กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ที่ทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐาน เดินเครื่องผลิตพลังงานตลอด 24 ชั่วโมงมานานกว่า 20 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จในการแก้โจทย์ระดับโลกนี้ ผ่านการเปลี่ยน "พันธกิจ" ให้กลายเป็น "สมการความยั่งยืนที่จับต้องได้"
สูตรคำนวณความยั่งยืน มาตรฐานที่ ‘เข้ม’ กว่ากฎหมายกำหนด
จุดเด่นที่ทำให้โรงไฟฟ้า BLCP ได้รับการยอมรับในวงการอุตสาหกรรม คือการยึดมั่นในแนวคิด "ป้องกันล่วงหน้า ดีกว่าแก้ปัญหาภายหลัง" โดยได้กำหนดเกณฑ์การปล่อยมลสารทางอากาศในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้มีความเข้มงวดกว่ามาตรฐานของประเทศไทยในทุกตัวชี้วัด ซึ่งสามารถสรุปรายละเอียดได้ดังนี้
ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2): BLCP กำหนดเกณฑ์การปล่อยไว้ที่ไม่เกิน 262 ppm ซึ่งมีความเข้มงวดกว่ามาตรฐานของรัฐที่อนุญาตให้ปล่อยได้ไม่เกิน 320 ppm
ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx): BLCP กำหนดเกณฑ์การปล่อยไว้ที่ไม่เกิน 241 ppm ซึ่งเข้มงวดกว่ามาตรฐานของประเทศไทยที่กำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 350 ppm
ฝุ่นละออง (Particulate Matter): BLCP กำหนดเกณฑ์การปล่อยไว้ที่ไม่เกิน 43 mg/m³ ซึ่งมีความเข้มงวดกว่ามาตรฐานของรัฐที่อนุญาตไว้ไม่เกิน 120 mg/m³ ถึงเกือบ 3 เท่า
การกำหนดเกณฑ์ที่เข้มงวดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BLCP ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพอากาศให้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐกำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรม
3 เทคโนโลยีหลัก ดักจับมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ BLCP ได้ผสาน 3 เทคโนโลยีระดับสากลเข้าด้วยกันในกระบวนการผลิต ได้แก่:
Low NOx Burner ระบบควบคุมการเผาไหม้และการไหลของอากาศ เพื่อสกัดการเกิดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนตั้งแต่จุดเริ่มต้น
ESP (Electrostatic Precipitator) ระบบดักจับฝุ่นด้วยไฟฟ้าสถิตที่มีประสิทธิภาพสูง ดักจับฝุ่นได้สูงสุดถึง 99.7%
FGD (Flue Gas Desulfurization) ระบบใช้น้ำทะเลดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
มลสารทั้งหมดจะถูกตรวจสอบผ่านระบบอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง (CEMS) ตลอด 24 ชั่วโมง จากปล่องระบายความสูง 200 เมตร พร้อมส่งข้อมูลตรงถึงหน่วยงานราชการทันที นอกจากนั้นยังติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ (AQMS) อีก 4 แห่งรอบโรงไฟฟ้า เพื่อเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านป้ายธรรมาภิบาลหน้าโรงไฟฟ้า เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียของบริษัท
คุมเข้ม "น้ำหล่อเย็น" 3 ด่านสกัด ก่อนคืนสู่ระบบนิเวศ
จากข้อกังวลเรื่องอุณหภูมิน้ำทะเล โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงใช้ระบบหล่อเย็นแบบท่อปิด (Once-through cooling system) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยน้ำทะเลจะทำหน้าที่เพียงแลกเปลี่ยนความร้อนกับไอน้ำเท่านั้น ไม่มีการสัมผัสกับก๊าซร้อนหรือสารเคมี และก่อนปล่อยน้ำกลับคืนสู่ธรรมชาติ จะต้องผ่าน 3 ด่านคัดกรองที่เข้มงวด
1. ด่านลดอุณหภูมิ ระบายน้ำผ่านคลองพักน้ำ (Outfall Canal) ยาวกว่า 600 เมตร เพื่อลดอุณหภูมิตามธรรมชาติก่อนออกสู่ทะเล
2. ด่านตรวจจับเรียลไทม์ ติดตั้งระบบวัดอุณหภูมิ ณ จุดระบายตลอด 24 ชั่วโมง ควบคุมไม่ให้เกิน 40 องศาเซลเซียสตามที่กฎหมายกำหนด
3. ด่านผู้เชี่ยวชาญอิสระ โดยมีบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก สุ่มตรวจวัดอุณหภูมิรอบจุดระบายในรัศมี 500 เมตร จำนวน 13 สถานี ซึ่งอุณหภูมิน้ำจะต้องเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับจุดอ้างอิงทางธรรมชาติ
โดยมาตรการขั้นเด็ดขาดหากพบสัญญาณว่าอุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มสูงใกล้เกณฑ์กำหนด โรงไฟฟ้าพร้อมที่จะ "ลดกำลังการผลิตทันที" เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่ง สะท้อนความโปร่งใส ผ่านความไว้วางใจของชุมชน
เพราะความยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่ในรายงานโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงสร้างกลไกการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการ EIA ซึ่งเป็นตัวแทนชุมชนและภาครัฐทุก 2 เดือน พร้อมร่วมมือกับสมาคมเพื่อนชุมชนและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จังหวัดระยองดูแลสุขภาพเชิงรุก และขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
ความมุ่งมั่นตลอดสองทศวรรษส่งผลให้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี คว้าเชื่อมั่นและรางวัลการันตีระดับประเทศมากมาย อาทิ รางวัลโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (ECO Factory), อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4, รางวัลธงขาว-ดาวทอง ด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย, รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นประเภทความรับผิดชอบต่อสังคม (Prime Minister Award) และรางวัล CSR-DIW Continuous Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10
ก้าวต่อไปสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ
วันนี้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ไม่ได้หยุดอยู่แค่การควบคุมมลพิษ แต่กำลังเดินหน้าศึกษาแนวทางการใช้ "เชื้อเพลิงร่วม" เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว เป็นการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ กรณีศึกษาของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี นับเป็นภาพสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "ความมั่นคงทางพลังงาน" และ "การดูแลสิ่งแวดล้อม" ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องแลกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่สามารถเติบโตพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน ผ่านการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การตรวจสอบที่เข้มงวด และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วน
โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี - BLCP Power Limited

ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมความพร้อมโครงข่าย True5G เต็มประสิทธิภาพ ต้อนรับกิจกรรม FRESHY DAY & FRESHY NIGHT 2026 ของมหาวิทย...
27/07/2026

ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมความพร้อมโครงข่าย True5G เต็มประสิทธิภาพ ต้อนรับกิจกรรม FRESHY DAY & FRESHY NIGHT 2026 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 โดยเสริมศักยภาพเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่จัดงาน พร้อมติดตั้งรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell on Wheels: COW) และเพิ่มความจุของสถานีฐาน เพื่อรองรับการใช้งานดาต้าปริมาณสูงของนิสิตใหม่ นิสิตปัจจุบัน และบุคลากรจำนวนมากตลอดทั้งงาน
กิจกรรม FRESHY DAY & FRESHY NIGHT 2026 ถือเป็นหนึ่งในงานต้อนรับนิสิตใหม่ที่มีสีสันและได้รับความสนใจของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยช่วงเช้า FRESHY DAY นิสิตใหม่จะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรม สร้างมิตรภาพและประสบการณ์แรกของการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนนทรี ก่อนต่อยอดความสนุกในช่วงค่ำกับ FRESHY NIGHT ที่เปิดพื้นที่ให้นิสิตทุกชั้นปีร่วมเฉลิมฉลองผ่านบูธกิจกรรม การแสดงจากชมรมต่างๆ และคอนเสิร์ตจากศิลปิน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจในความเป็น "เด็กเกษตร" โดยทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เตรียมความพร้อมของเครือข่าย True5G เพื่อให้ทุกความทรงจำแห่งมิตรภาพ ทุกเสียงเชียร์ และทุกโมเมนต์แห่งความประทับใจ ถูกแบ่งปันได้อย่างราบรื่น พร้อมเติมเต็มความสนุกในการสื่อสารและแชร์ทุกช่วงเวลาสำคัญตลอดทั้งกิจกรรม
เพื่อรองรับการใช้งานในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ดำเนินการอัปเกรดสถานีฐาน เพิ่มความจุของเครือข่าย และปรับค่าพารามิเตอร์สัญญาณให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้ผู้ร่วมงานสามารถติดต่อสื่อสาร แชร์ภาพและวิดีโอ โพสต์คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย รวมถึงไลฟ์สตรีมบรรยากาศกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และมีเสถียรภาพตลอดทั้งงาน
นอกจากนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังจัดทีมวิศวกรเครือข่ายและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ Business Network Intelligence Center (BNIC) ที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการบริหารจัดการและตรวจสอบคุณภาพเครือข่ายแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และบริหารทราฟฟิกอย่างใกล้ชิด ช่วยให้การใช้งานเครือข่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลทุกช่วงเวลาสำคัญของกิจกรรมได้อย่างมั่นใจ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพการให้บริการแก่ลูกค้าทั่วประเทศ
การเตรียมความพร้อมโครงข่ายในครั้งนี้ สะท้อนถึงคุณภาพเครือข่ายที่ลูกค้าไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง โดยทรู คอร์ปอเรชั่น คว้าอันดับ 1 ด้านคุณภาพเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ประจำปี 2025 จาก nPerf สถาบันทดสอบประสิทธิภาพเครือข่ายระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศส โดยทรูมูฟ เอช ครองอันดับ 1 เครือข่ายมือถือต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 และทรูออนไลน์ ครองอันดับ 1 อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนการพัฒนาโครงข่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

ลูกค้า Serenade จัดแคมเปญแลก 10 พอยท์ ลุ้นรับนาฬิกา Rolex และกำไล Cartier!                         เสิร์ฟที่สุดของความลั...
27/07/2026

ลูกค้า Serenade จัดแคมเปญแลก 10 พอยท์ ลุ้นรับนาฬิกา Rolex และกำไล Cartier!
เสิร์ฟที่สุดของความลักชัวรี รวมกว่า 600,000 บาท

AIS ชวนลูกค้า Serenade อัปเกรดทุกพอยท์ให้พิเศษกว่าที่เคย กับแคมเปญ AIS Points Lucky Draw Campaign “Luxury is Calling” เพียงใช้ AIS Points 10 คะแนน แลกรับ 1 สิทธิ์ ลุ้นเป็นเจ้าของไอเท็มลักชัวรีเหนือระดับ ได้แก่ นาฬิกา Rolex Datejust และกำไล Cartier Juste un Clou Bracelet สองไอเท็มที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าเหนือกาลเวลา รวมมูลค่ากว่า 600,000 บาท
ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่เปลี่ยนทุกพอยท์ให้เข้าใกล้ความลักชัวรีมากยิ่งขึ้น แคมเปญ “Luxury is Calling” สะท้อนความตั้งใจของ AIS ในการต่อยอด AIS Points ให้เป็นมากกว่าคะแนนสะสม ด้วยการคัดสรรสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ ผ่านรางวัลจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ คุณค่า และภาพลักษณ์ สำหรับลูกค้า AIS Serenade โดยเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ร่วมแคมเปญเลือกไอเท็มที่ตรงกับสไตล์ของตนเอง โดยสามารถแลกรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569 โดยไม่จำกัดจำนวนสิทธิ์ตลอดระยะเวลาแคมเปญ ยิ่งแลกมาก ยิ่งเพิ่มโอกาสลุ้นมาก พร้อมร่วมกิจกรรมได้สะดวกผ่านแอป myAIS หรือกดรหัสตามรางวัลที่เลือก โดยรางวัลภายในแคมเปญประกอบด้วย
รางวัลที่ 1 นาฬิกา Rolex Datejust ขนาด 36 มม. มูลค่า 339,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
กด *550*9997 # โทรออก
รางวัลที่ 2 กำไล Cartier Juste un Clou Bracelet ขนาด 16 ซม. มูลค่า 293,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
กด *550*9998 # โทรออก
AIS จะดำเนินการจับรางวัลในวันที่ 15 กันยายน 2569 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่ 22 กันยายน 2569 สามารถติดตามรายชื่อผู้โชคดี พร้อมดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทาง https://www.ais.th/consumers/privileges/serenade/lifestyle-privilege/lucky-draw หรือแอป myAIS

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เดินหน้ายก...
27/07/2026

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เดินหน้ายกระดับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศ ผ่านการจัดทำแผนเสริมประสิทธิภาพของสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่และโครงข่ายการสื่อสาร เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ พร้อมเข้าร่วมฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปี 2569 ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเสริมความพร้อมในการวางแผนการสื่อสาร ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐในช่วงเกิดวิกฤต เพื่อยกระดับแผนการเตรียมความพร้อมดังกล่าว ทรู คอร์ปอเรชั่น และ กสทช. ได้ร่วมลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อสำรวจและวางแผนเพิ่มความพร้อมของสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่สำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนำบทเรียนจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่เมื่อปีที่ผ่านมา มาศึกษาและพัฒนาแนวทางป้องกัน เพื่อให้โครงข่ายการสื่อสารยังคงให้บริการได้อย่างต่อเนื่องแม้ในภาวะวิกฤต ทั้งนี้ แนวทางที่ได้จากการศึกษาจะถูกนำไปประยุกต์ใช้ในจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในพื้นที่อื่นของประเทศ อาทิ น่าน เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น โดยมี นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมวิศวกรโครงข่าย ร่วมกับ นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม และคณะเจ้าหน้าที่ กสทช. ลงพื้นที่ร่วมกำหนดแนวทางยกระดับความพร้อมของโครงข่ายสื่อสาร เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ
แผนดังกล่าวมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยครอบคลุมการยกระดับความพร้อมของสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ การเสริมระบบสำรองด้านพลังงาน การเพิ่มมาตรการป้องกันผลกระทบจากอุทกภัย การจัดเตรียมเส้นทางโครงข่ายสำรอง ตลอดจนการเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ให้สามารถเข้าปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการสื่อสารในทุกสถานการณ์
การดำเนินงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ให้พร้อมรองรับและฟื้นตัวได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน เพื่อให้การสื่อสาร การแจ้งเตือนภัย การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการช่วยเหลือประชาชน ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ แม้ในสถานการณ์วิกฤต
นอกจากนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังเข้าร่วมฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อทดสอบความพร้อมของระบบสื่อสาร การบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และการสนับสนุนภารกิจด้านการสื่อสารในสถานการณ์จำลองระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินของประเทศในอนาคต

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำพันธกิจในการขับเคลื่อนอนาคต AI ของประเทศไทย ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์การสร้าง ...
13/07/2026

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำพันธกิจในการขับเคลื่อนอนาคต AI ของประเทศไทย ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์การสร้าง ระบบนิเวศ AI บนพื้นฐานที่เชื่อมั่น (Trusted AI Ecosystem) บนรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connectivity) คลาวด์ และขีดความสามารถด้านประมวลผล (Cloud & Compute) ข้อมูลที่มีคุณภาพและความเชื่อมั่น (Trusted Data) การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) และการพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อเร่งการประยุกต์ใช้ AI ในทุกภาคส่วน พร้อมชูยุทธศาสตร์ให้องค์กรเป็น AI-First Organization ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการนำ AI มาผสานสู่เครือข่าย บริการ และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ในเวทีเสวนา "Powering Thailand's AI Future: Data, Connectivity, and Compute" ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ "AI for Thailand" ที่มุ่งให้ AI เป็นพลังสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) สร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล พลิกโฉมอุตสาหกรรม และช่วยให้บริษัทฯ สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุค AI ควบคู่ไปกับการนำ AI มายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร และส่งมอบบริการดิจิทัลอัจฉริยะให้กับลูกค้าทั่วประเทศ
นายโจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "AI กำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม และผลกระทบของ AI จะก้าวไกลกว่ามิติของเทคโนโลยี ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ วิธีการให้บริการภาครัฐ และวิธีที่ประเทศต่างๆ แข่งขันกันในเศรษฐกิจโลก สำหรับทรู เรามองว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการพลิกโฉมองค์กรของเราเอง แต่ยังเป็นโอกาสในการร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่ วิสัยทัศน์ 'AI for Thailand' ของเราคือการผสานพลังของ Connectivity, Cloud, Compute และ Trusted Data เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ชุมชน และสังคมไทยโดยรวม"
วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสู่อนาคต AI ของประเทศไทย กลยุทธ์ AI ของทรู คอร์ปอเรชั่น ประกอบด้วย 6 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Nationwide Intelligent Connectivity, Cloud & Compute Ecosystem, Trusted Data, AI Platforms & Applications, Responsible AI Governance และ AI Skills & Workforce Development ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศ AI ที่ช่วยให้บริษัทฯ สามารถนำ AI ไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และขยายผลได้ในวงกว้าง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์คือ Connectivity ที่ก้าวไกลกว่าการให้บริการโครงข่าย โดยทรูนำ Generative AI มาใช้ในการบริหารจัดการโครงข่าย พัฒนาขีดความสามารถด้าน Edge Computing และสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อรองรับการประมวลผล AI แบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายศักยภาพด้าน Cloud และ Compute ผ่าน True IDC เพื่อรองรับความต้องการด้าน AI ของภาคธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งรากฐานสำคัญคือ Trusted Data ซึ่งเมื่อได้รับการบริหารจัดการภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความปลอดภัย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ตรงความต้องการของลูกค้า ยกระดับประสิทธิภาพของโครงข่าย และช่วยให้องค์กรสามารถเข้าใจลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ได้ดียิ่งขึ้น
มุ่งเดินหน้าสร้างคุณค่าจาก AI สู่การใช้งานจริง
ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้จริงในหลายส่วนขององค์กร เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน True AI Hub ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงโมเดล AI ชั้นนำ, AI Agents และ AI Services ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยในระดับองค์กร ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้ AI ที่เหมาะสมกับแต่ละกรณีใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในองค์กร “มะลิ (MARI)” ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยสนับสนุนทีมบริการลูกค้าและพนักงานส่วนหน้าให้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะที่ “Genie” แพลตฟอร์ม AI สำหรับบริหารจัดการโครงข่าย นำ AI และ Edge Computing มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการใช้พลังงาน และยกระดับคุณภาพของโครงข่าย สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างคุณค่าทางธุรกิจจาก AI เป็นรูปธรรม
Responsible AI และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร
ทรู คอร์ปอเรชั่น เชื่อว่านวัตกรรมจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น จึงได้ประกาศใช้นโยบาย Responsible AI Policy เพื่อกำหนดหลักการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และปลอดภัย พร้อมทั้งกำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแนวทางอ้างอิงด้านธรรมาภิบาล AI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเดินหน้าพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่าย AI Champions กว่า 200 คน ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานกว่า 10,000 คน ทั่วทั้งองค์กร พร้อมทั้งร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม รวมถึง Google เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้าน AI และส่งเสริมการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบในประเทศไทย
นายโจอา กล่าวเพิ่มเติมว่า "คุณค่าที่แท้จริงของ AI ไม่ได้วัดจากจำนวนโมเดลหรือแอปพลิเคชันที่องค์กรนำมาใช้ แต่คือความสามารถในการทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ การดำเนินงาน และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกวัน นั่นคือเหตุผลที่ทรูลงทุนควบคู่ทั้งด้านเทคโนโลยี ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพราะการสร้างอนาคต AI ของประเทศไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และทรูพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตนั้นให้เกิดขึ้นจริง"
ทรู คอร์ปอเรชั่น เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน AI ของภูมิภาค ด้วยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาบุคลากรด้าน AI และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ AI ที่ช่วยสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับภาคธุรกิจ สังคม และประเทศ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างยั่งยืน.

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย ผ่านโครงการ "True5G ...
13/07/2026

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย ผ่านโครงการ "True5G สัญญาณจานอร่อย” ชูแนวคิด “อร่อยเด็ด เน็ตแรง" ปักหมุดร้านเด็ดทั่วประเทศที่มีทั้งเสน่ห์ด้านอาหารและความแรงของสัญญาณเน็ต True5G ที่พร้อมรองรับประสบการณ์ดิจิทัลของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ตั้งเป้าขยายสู่ 1,000 ร้านภายในปีนี้ เพื่อยกระดับอาหารไทย ในฐานะ Soft Power สำคัญของประเทศ ให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสนับสนุนร้านอาหารไทยโดยเฉพาะร้านท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย ให้กลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสอดรับกับแคมเปญ เสน่ห์ไทย “Feel All The Feelings” ของททท. ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทาง ผ่านเสน่ห์ของอาหาร วัฒนธรรม ชุมชน และประสบการณ์ไทย พร้อมผสานศักยภาพของเครือข่ายทรู 5G และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมร้านอาหาร ชุมชน นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้าด้วยกัน
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้เริ่มต้นการเดินทางจากการเลือกจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการค้นหาประสบการณ์ที่ต้องการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการเลือกร้านอาหารจากรีวิวของนักชิม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ซึ่งหลายครั้งร้านอาหารกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเดินทาง จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย อร่อยเด็ด เน็ตแรง’ โดยความร่วมมือระหว่าง ททท. และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมกันต่อยอดนำจุดแข็งด้านอาหารไทยอันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว มาเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ในยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ให้เกิดการเชื่อมต่อข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สร้างประสบการณ์การอันน่าประทับใจตอบโจทย์กับการท่องเที่ยวยุคใหม่ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย’ ของ ททท. ที่มุ่งนำเสนอเสน่ห์ไทยในทุกมิติ ทั้งนี้ ททท. หวังว่าความร่วมมือดังกล่าวจะสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการกิน นำเสนออาหารถิ่นอันมีเอกลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค รวมถึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนชุมชนการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารไทย และเกิดกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม”
ทั้งนี้ ข้อมูลการใช้งานบนเครือข่ายทรูพบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการโรมมิ่งบนเครือข่ายทรู (ไม่รวมผู้ใช้ Tourist SIM) เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น 25% สะท้อนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่พึ่งพาการเชื่อมต่อดิจิทัลมากขึ้นระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากอินเดีย ซึ่งมีการใช้งานดาต้าต่อคนเพิ่มขึ้นสูงถึง 70% สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวอินเดีย และตอกย้ำบทบาทของอินเดียในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย
คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ทรูเชื่อว่าเทคโนโลยีไม่ควรเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร แต่ควรเป็นพลังเชื่อมต่อที่มีความหมายเชื่อมโยงผู้คน ประสบการณ์ และโอกาสเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ภายใต้แนวคิด ‘อร่อยเด็ด เน็ตแรง’ นี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของทรูที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของนักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลัก เมืองรอง ย่านอาหารสำคัญ หรือร้าน Local hidden gem ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะเราเชื่อว่าไม่ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปที่ใด ทรู พร้อมอยู่ในทุกเส้นทาง เพื่อเชื่อมต่อทุกการค้นหา ทุกการเดินทาง และทุกประสบการณ์ที่อยากแชร์ต่อ”
ขณะเดียวกัน ทรูยังเดินหน้าต่อยอดประสบการณ์ "True5G สัญญาณจานอร่อย" ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับลูกค้าทรูและดีแทค โดยเริ่มต้นจากความร่วมมือกับร้านอาหารชั้นนำใน ICONSIAM และ Lotus's Eatery ภายในศูนย์การค้า ICS รวมถึงศูนย์การค้าและพื้นที่พันธมิตรอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อส่งเสริมการใช้จ่าย มอบประสบการณ์ด้านอาหารที่คุ้มค่ายิ่งขึ้น และเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ดิจิทัลเข้ากับการท่องเที่ยวกับความอร่อยได้อย่างไร้รอยต่อ
ปัจจุบันมีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 400 ร้านทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหารชั้นนำ ร้านอาหารยอดนิยม ร้านอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงร้านสตรีทฟู้ดที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอาหารอร่อย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านอาหารชื่อดัง แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นที่เป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอาหารไทย โดยทรูมีเป้าหมายขยายถึง 1,000 ร้านทั่วประเทศในปีนี้
คุณโอลิเวอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการสร้าง 'True5G สัญญาณจานอร่อย' ให้เป็นสัญลักษณ์การรับรู้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค โดยเมื่อเห็นสัญลักษณ์นี้ จะสามารถมั่นใจได้ว่าจุดหมายแห่งนั้นไม่ได้มีเพียงอาหารอร่อยที่ได้รับการคัดสรร แต่ยังมีโครงข่ายทรู 5G ที่พร้อมรองรับการใช้งานดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อ 5G ค้นหาข้อมูล รีวิว แชร์ประสบการณ์ สร้างคอนเทนต์ หรือเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้อย่างราบรื่น”
นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ปัจจุบันการเดินทางตามหาร้านอร่อยเริ่มต้นขึ้นก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาถึงร้านอาหาร นักท่องเที่ยวค้นหาร้านผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ดูรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รับชมคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ ใช้แผนที่นำทาง แชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และอัปโหลดภาพหรือวิดีโอแบบเรียลไทม์ ตลอดทั้งเส้นทางของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ล้วนเชื่อมโยงกับการใช้งานดิจิทัล ทรูจึงเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ลูกค้าทั้งทรูและดีแทคได้รับความเร็วในการดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น 23% และอัปโหลดเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับก่อนการใช้โครงข่ายร่วมกัน"
ข้อมูลการใช้งานบนโครงข่ายทรูในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหันมาพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้นในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่การค้นหาร้านอาหาร (Discovery) ดูรีวิว วางแผนเส้นทาง ไปจนถึงการแบ่งปันประสบการณ์บนโลกออนไลน์ ส่งผลให้แอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยวและการค้นหาร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แอปพลิเคชัน Yelp มีอัตราการใช้งานเติบโตสูงถึง 116% ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ขณะที่แอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ใช้งานทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ก็เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา TripAdvisor เติบโต 62% Google Maps เติบโต 14% และ Wongnai เติบโต 8%
"การเชื่อมต่อกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์การท่องเที่ยวในยุคใหม่ โครงข่ายที่มีคุณภาพไม่เพียงช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกขึ้น แต่ยังช่วยให้ร้านอาหาร ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมต่อกับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นผ่านโลกดิจิทัล ทรูจึงยกระดับ Gastronomy Tourism สู่ ‘5G Gastronomy Tourism’ ด้วยคุณภาพโครงข่าย 5G ที่จะยกระดับชีวิตดิจิทัลทั่วประเทศ อีกทั้งนำ AI และระบบบริหารจัดการเครือข่ายอัจฉริยะมาใช้วิเคราะห์และดูแลคุณภาพสัญญาณแบบเชิงรุก เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ" นายคูรัม กล่าว

ที่อยู่

76 หมู่ 20 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ต. ศิลา อ. เมือง จ. ขอนแก่น
Khon Khen
40000

เบอร์โทรศัพท์

+66631759655

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ไทยเสรีนิวส์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ไทยเสรีนิวส์:

ทางลัด

แชร์