Earnex แพลตฟอร์มรับเงินคืนค่าคอมฯ (Rebate) จากการเทรด Forex ที่ให้คุณได้คืนสูงสุด 100% โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

📌 เปิด 3 กลลวงของ Jordan Belfort ที่หนัง The Wolf of Wall Street เล่าไม่หมด (อ่านต่อ 👇)หลายคนจำ Jordan Belfort ได้จากรถห...
23/07/2026

📌 เปิด 3 กลลวงของ Jordan Belfort ที่หนัง The Wolf of Wall Street เล่าไม่หมด
(อ่านต่อ 👇)
หลายคนจำ Jordan Belfort ได้จากรถหรู เรือยอชต์
และชีวิตสุดโต่งใน The Wolf of Wall Street
แต่เงินมหาศาลของเฮียเขา อาจไม่ได้เริ่มตอนทีมขายยกหูโทรศัพท์
มันเริ่มตั้งแต่ก่อนหุ้นบางตัวถูกนำออกมาขายด้วยซ้ำ
เฮียเขาไม่ได้รวยเพราะมองเห็นอนาคตของหุ้น
แต่รวยจากการทำให้คนอื่นเชื่อว่า
ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ พวกเขาจะพลาดอนาคตของมัน
Jordan Belfort คือผู้ก่อตั้ง Stratton Oakmont บริษัทนายหน้าค้าหุ้นที่ใช้ทีมขายโทรเชียร์หุ้นเก็งกำไรให้นักลงทุนรายย่อย
เบื้องหลังมันคือ Boiler Room หรือห้องขายทางโทรศัพท์ที่กดดันให้ลูกค้าตัดสินใจก่อนมีเวลาตรวจสอบ
พนักงานถูกฝึกให้พูดประโยคเดิม ๆ

👉 หุ้นตัวนี้กำลังจะพุ่ง
👉 รายใหญ่กำลังเข้า
👉 ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ อาจไม่ได้ราคานี้อีกแล้ว

เป้าหมายไม่ใช่ให้ลูกค้ามีเวลาตรวจสอบ
แต่คือให้ตัดสินใจก่อนที่ความตื่นเต้นจะหายไป
วิธีนี้เรียกว่า Pump and Dump
ฟังดูเหมือนแค่ปั่นให้ขึ้นแล้วขาย แต่จริง ๆ มันไม่ได้ทำกันง่าย ๆ

ขั้นแรกสุดที่คนมองข้าม คือต้องเข้าไปเก็บหุ้นไว้ในมือให้ได้ก่อน
เพราะสุดท้ายของที่จะขายทำกำไร
ต้องมีอยู่ในมือตั้งแต่ตอนราคายังถูก

คนวางเกมเลยต้องค่อย ๆ สะสมหุ้นเงียบ ๆ ในราคาต่ำ
โดยไม่ให้ตลาดรู้ตัวว่ากำลังมีคนกว้านซื้อ
ถ้ารีบซื้อทีเดียวก้อนใหญ่ ราคาจะขยับขึ้นก่อนเวลา
แล้วต้นทุนของตัวเองก็จะแพงไปด้วย

Pump คือขั้นตอนสร้างราคา หลังเก็บของครบแล้ว
หุ้นที่เลือกมักเป็นหุ้นเล็ก ราคาต่ำ คนซื้อขายกันน้อย
เพราะยิ่งหุ้นที่หมุนในตลาดมีน้อย แรงซื้อก้อนเดียวก็ดันราคาให้วิ่งไกลกว่าหุ้นใหญ่

จากนั้นต้องมีเรื่องเล่าที่ทำให้คนอยากเข้า อาจเป็นข่าวที่ยังไม่ยืนยัน
การอ้างว่ามีข้อมูลวงใน หรือทำให้ดูเหมือนรายใหญ่กำลังแห่เข้า
พอราคาเริ่มขยับ คนที่เห็นก็กลัวตกรถ
แล้วแรงซื้อจริงก็ไหลตามเข้ามาเอง ยิ่งดันราคาขึ้นไปอีก

Dump คือขั้นตอนที่ยากและอันตรายที่สุด
เพราะคนวางเกมต้องทยอยขายของที่ถืออยู่ออกไป
โดยไม่ให้ราคาทรุดก่อนขายหมด
ขายเร็วไปราคาพังทันที ขายช้าไปกระแสก็หายก่อน
ทั้งหมดเลยต้องมีคนเข้าใหม่มากพอมารับของต่อ
ในจังหวะที่ทุกคนยังเชื่อว่า ราคาจะไปต่อ

คนเข้าทีหลังเลยคิดว่ากำลังคว้าโอกาส ทั้งที่กำลังรับไม้สุดท้ายจากคนที่วางเกมไว้ก่อนแล้ว
📌 หนังเล่าเรื่องพวกนี้ไว้แล้ว ทั้งการโทรขายแบบกดดัน การปั่นราคา
และแม้แต่การใช้ชื่อคนอื่นถือหุ้นแทน ที่ในหนังเรียกว่า Rathole

แต่สิ่งที่หนังเล่าผ่าน ๆ ไม่ได้ลงลึก คือหุ้นถูกวางไว้ในมือใคร
ใครยังเป็นเจ้าของผลประโยชน์จริง และใครเตรียมทางขายไว้ล่วงหน้า
เอกสารคำฟ้องของ SEC หน่วยงานกำกับตลาดหุ้นสหรัฐ
เปิดให้เห็นเกมหลังบ้านอย่างน้อย 3 ชั้น
👉 กลลวงที่ 1 คุมหุ้นเอาไว้ หลังชื่อของคนอื่น

เกมของ Stratton Oakmont
ไม่ได้เริ่มตอนพนักงานยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาเชียร์หุ้น
มันเริ่มก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ตอนแบ่งหุ้น IPO (หุ้นที่เพิ่งเปิดขายให้คนทั่วไปครั้งแรก)

ตามคำฟ้องของ SEC หุ้นก้อนหนึ่งถูกแบ่งไปให้คนที่เรียกว่า Nominee กับ Flipper

Nominee คือคนที่เอาชื่อตัวเองไปรับหุ้นแทน แต่ของจริงถือไว้ให้คนที่อยู่ข้างหลัง

Flipper คือคนที่รับหุ้นมา แล้วนัดกันไว้ตั้งแต่ต้นว่าเดี๋ยวจะขายคืนให้ Stratton ทันทีที่หุ้นเข้าตลาด

มองจากข้างนอก คนพวกนี้ก็เหมือนนักลงทุนธรรมดา
แต่ของจริง หุ้นยังอยู่ในกำมือของบริษัทมาตลอด

พอหุ้นเกือบทั้งหมดไปกองอยู่กับพวกเดียวกัน
หุ้นที่วิ่งซื้อขายกันจริง ๆ ในตลาดก็แทบไม่เหลือ
ของมีน้อย คนอยากได้เท่าเดิม ราคาเลยถูกดันขึ้นง่ายนิดเดียว

พอราคาเริ่มขยับ ทีมขายถึงยกหูโทรไปบอกลูกค้าว่าหุ้นตัวนี้กำลังมา
รายใหญ่เข้าแล้ว รีบเข้าก่อนพลาด
รายย่อยเลยแห่เข้าซื้อ ทั้งที่ราคาถูกปั้นไว้ก่อนแล้ว
โดยคนที่ถือของต้นทุนต่ำรอขายอยู่เงียบ ๆ
👉 กลลวงที่ 2 แกล้งขายหุ้นออกไป แต่เงินยังเข้ากระเป๋าตัวเอง

จำฉากที่ Jordan Belfort ยืนกลางออฟฟิศ
ชูรองเท้าขึ้นมาแล้วสั่งลูกทีมให้ปั่นหุ้นตัวนี้ได้ไหม
รองเท้าคู่นั้นคือแบรนด์ Steve Madden ที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้นปี 1993
ใช้ชื่อหุ้นว่า SHOO

Steve Madden เจ้าของแบรนด์ เป็นคนสนิทกับกลุ่ม Stratton
ส่วน Jordan Belfort ก็ไม่ได้แค่ช่วยขายหุ้นให้
แต่มีส่วนได้ส่วนเสียในบริษัทนี้ด้วย

ปัญหาคือ ถ้า Belfort ถือหุ้น SHOO เกิน 4.9 เปอร์เซ็นต์
หุ้นตัวนี้อาจติดเงื่อนไข เข้าตลาดไม่ได้
ทางออกคือ ทำเอกสารให้ดูเหมือนโอนหุ้นก้อนนั้นไปให้ BOCAP
บริษัทของ Steve Madden เรียบร้อยแล้ว

บนกระดาษ Belfort ไม่ใช่เจ้าของหุ้นอีกต่อไป
ดูเหมือนไม่มีส่วนได้เสียกับราคา
แต่ของจริง ตามคำฟ้อง เขากับ Madden มีข้อตกลงลับกันไว้ว่า
ต่อให้ชื่อบนหุ้นเปลี่ยน เงินจากหุ้นก้อนนั้นยังเป็นของ Belfort อยู่ดี

หน้าฉากเหมือนขายทิ้งไปแล้ว หลังฉากยังกินส่วนแบ่งจากหุ้นก้อนเดิมทุกบาท
👉 กลลวงที่ 3 ยืมมือคนนอกถือหุ้น แล้วแบ่งกำไรกันเงียบ ๆ

Jordan Belfort ไม่ได้คุมเกมผ่านทีมขายอย่างเดียว
ยังมีคนนอกคอยรับหุ้น ถือไว้
แล้วขายคืนกลับให้ Stratton ตามที่นัดกันไว้ล่วงหน้า

คนคนนั้นชื่อ Elliot Lavigne ตามคำฟ้องของ SEC
เขารับหุ้น IPO จากดีลที่ Stratton ดูแล
โดยตกลงกันว่าพอหุ้นเข้าตลาด เดี๋ยวเขาจะขายคืนให้บริษัท
แล้วกำไรที่ได้ ก็แบ่งกลับไปให้ Jordan Belfort ส่วนหนึ่ง

มีดีลหนึ่งที่หุ้นของ Lavigne ติดเงื่อนไขห้ามขายอย่างน้อย 13 เดือน
แต่ SEC กล่าวหาว่ามีการแอบปลดล็อกก่อนกำหนด แล้วรีบขายคืนให้ Stratton ฟันกำไรเพิ่มไปอีกกว่า 200,000 ดอลลาร์

สิ่งที่นักลงทุนทั่วไปเห็น มีแค่ราคาที่ขึ้น กับเสียงนายหน้าที่พูดอย่างมั่นใจ
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่มีทางเห็น คือดีลหลังบ้าน
ว่าใครได้หุ้นก่อน ใครถือแทนใคร ใครขายคืนให้ใคร
แล้วเงินของคนที่เข้าทีหลัง สุดท้ายไหลกลับไปเข้ากระเป๋าใคร

ต่อมา SEC ยื่นฟ้อง Lavigne และขอให้ศาลสั่งห้ามเขานั่งเก้าอี้ผู้บริหารหรือกรรมการบริษัทมหาชน
📌 มองสามกลลวงรวมกัน จะเห็นว่าเกมไม่ได้เริ่มจากคำพูดของพนักงานขาย
มันเริ่มจาก คุมหุ้น ซ่อนเจ้าของ เตรียมทางขาย
หน้าที่ของทีมขายคือ เปลี่ยนเกมหลังบ้านพวกนี้
ให้ดูเหมือนโอกาสที่นักลงทุนต้องรีบคว้า

จุดแข็งที่สุดของเฮียเขา กลับกลายเป็นสิ่งที่พาเฮียเขาไปสู่จุดจบ
เฮียเขาเก่งเรื่องการขาย การสร้างความเชื่อ
และการทำให้คนตัดสินใจด้วยอารมณ์
แต่พอทักษะพวกนั้นถูกใช้โดยไม่มีจริยธรรม
มันไม่ได้สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
มันแค่ย้ายเงินจากคนที่เชื่อเรื่องราว ไปหาคนที่คุมเรื่องราวได้ดีกว่า

แม้กลไกของหุ้น IPO จะไม่เหมือน Forex หรือทองคำทุกอย่าง
แต่บทเรียนเรื่อง FOMO แหล่งที่มาของข้อมูล
และผลประโยชน์ของคนที่มาแนะนำ ใช้ได้กับทุกตลาด
ก่อนเข้าออเดอร์ตามข่าวหรือกระแส ลองถามตัวเอง 4 ข้อ
👉 ข้อมูลนี้มาจากไหน ตรวจกับแหล่งอื่นได้ไหม
👉 คนที่แนะนำ ได้อะไรถ้าเราเข้าออเดอร์
👉 ราคาที่ขึ้น มีข้อมูลใหม่รองรับ หรือถูกขับด้วย FOMO
👉 ถ้าเราคิดผิด จะออกตรงไหน และเสียได้มากสุดเท่าไร
เพราะคนที่พูดด้วยความมั่นใจที่สุด
ไม่ได้แปลว่ารู้อนาคตดีที่สุดเสมอไป
บางครั้งเขาแค่อยากให้เราตัดสินใจ
ก่อนที่เราจะมีเวลาตรวจว่า ใครกำลังได้ประโยชน์จากออเดอร์ของเรา
เคยมีออเดอร์ไหนไหม ที่พอย้อนกลับไปดูแล้วรู้ว่า
เราไม่ได้เข้าเพราะแผน แต่เข้าเพราะกลัวพลาด
ตอนนั้นอะไรทำให้เราตัดสินใจมากที่สุด เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ 👇
แหล่งอ้างอิงและเรื่องราวฉบับเต็ม แอดแปะไว้ในคอมเมนต์แล้ว
⚠️ การเทรด Forex CFD และทองคำมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล เงื่อนไข และบริหารความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
@ผู้ติดตาม@แฟนตัวยง
#จิตวิทยาการเทรด

📌 ซื้อถูก ขายแพง ทำไมสิ่งที่เทรดเดอร์แทบทุกคนรู้ กลับเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุดในตลาด?(อ่านโพสต์จบรับวิธีการแก้ไขปัญหานี้ท้า...
22/07/2026

📌 ซื้อถูก ขายแพง ทำไมสิ่งที่เทรดเดอร์แทบทุกคนรู้ กลับเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุดในตลาด?
(อ่านโพสต์จบรับวิธีการแก้ไขปัญหานี้ท้ายโพสต์👇)
ก่อนเข้าเทรด เราวิเคราะห์กราฟและวางจุดเข้าไว้อย่างดี
แต่พอราคาลงมาถึงโซนที่รอจริง ๆ แท่งแดงกลับไหลลงติดต่อกัน
เสียงในหัวจึงเริ่มดังขึ้น
- ขอดูอีกแท่งก่อน ยังไม่ชัวร์
- รอให้เด้งก่อนดีกว่า จะได้รู้สึกปลอดภัย จากนั้นราคาเริ่มกลับตัว
แท่งเขียวหนึ่งแท่ง สองแท่ง สามแท่ง จุดที่เราเคยวางแผนไว้เริ่มอยู่ไกลออกไปเรื่อยๆ แต่แทนที่จะยอมปล่อยออเดอร์นั้นผ่านไป เสียงในหัวกลับเปลี่ยนอีกครั้ง
- ถ้าไม่เข้าตอนนี้ เดี๋ยวตกรถ สุดท้ายเรากล้าซื้อ แต่กลับกล้าซื้อหลังจากราคาวิ่งออกจากจุดที่เคยได้เปรียบไปแล้ว
👉 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความกลัวขาดทุนกำลังเปลี่ยนเป็นความกลัวพลาดกำไร
หรือที่เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out)
FOMO ไม่ได้เกิดเฉพาะตอนเห็นคนอื่นโพสต์กำไร
แต่อาจเกิดขึ้นทันทีที่เราเห็นราคากำลังวิ่งออกไปโดยไม่มีเราอยู่ในออเดอร์
จากเดิมที่ควรถามว่า จุดนี้ยังตรงกับแผนหรือไม่
คำถามในหัวกลับเปลี่ยนเป็น ถ้าไม่เข้าตอนนี้จะพลาดกำไรไปเท่าไร
เมื่อคำถามเปลี่ยน วิธีตัดสินใจก็เปลี่ยนเราไม่ได้ซื้อเพราะเงื่อนไขในแผนครบ แต่ซื้อเพื่อหยุดความรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกรถ
ราคาวิ่งไกลขึ้น ต้องวาง Stop Loss กว้างขึ้น
Risk to Reward ก็ไม่คุ้มเหมือนตอนวางแผน
แต่เราก็ยังหาเหตุผลมาสนับสนุนตัวเองว่าควรเข้าอยู่ดี
FOMO จึงไม่ได้น่ากลัวเพราะทำให้เราอยากได้กำไรมากขึ้น
แต่มันทำให้เรายอมเปลี่ยนกฎ เพื่อแลกกับการได้อยู่ในตลาด
👉แต่พอได้อยู่ในออเดอร์ ปัญหาอีกด้านกลับเริ่มทำงาน
ตอนยังไม่มีออเดอร์ เรากลัวพลาดกำไร
แต่พอมีออเดอร์ เรากลับกลัวกำไรที่มีอยู่จะหายไป
ลองนึกภาพว่าออเดอร์กำลังเป็นบวก แต่ราคายังไม่ถึง Take Profit ที่วางไว้
เราจ้องตัวเลขกำไรขึ้นลงทุกวินาที จนเริ่มคิดว่า
- ปิดตอนนี้ก่อนดีไหม อย่างน้อยก็ได้กำไร
- ถ้าไม่ปิดแล้วราคาย้อนกลับมา จะเสียดายแค่ไหน
สุดท้ายเราปิดกำไรเร็วกว่าที่วางแผนไว้
แต่บางครั้ง เมื่อราคาวิ่งมาถึงจุดที่ควรขาย
เรากลับขยับ Take Profit ออกไปอีก เพราะคิดว่าน่าจะได้มากกว่านี้
พอราคาย้อนกลับ กำไรที่เคยมีก็ค่อย ๆ หายไปต่อหน้าต่อตา
แต่เรายังไม่ยอมปิด เพราะใจยังยึดติดกับตัวเลขกำไรสูงสุดที่เพิ่งเห็น
ไม่ว่าจะรีบขายเร็วเกินไป หรือไม่ยอมขายเมื่อถึงแผน จุดร่วมคือเราไม่ได้ออกจากตลาดตามเงื่อนไขเดิม เราออกตามความกลัวและความเสียดายในขณะนั้น
👉แล้วทำไมตอนกำไรเรากลัว แต่ตอนขาดทุนกลับทนได้?
หนึ่งในกรอบที่ช่วยอธิบายเรื่องนี้คือ Prospect Theory
อธิบายง่าย ๆ คือ มนุษย์มักมองผลลัพธ์โดยเปรียบเทียบกับจุดที่ตัวเองยึดไว้ สำหรับเทรดเดอร์
จุดนั้นอาจเป็นราคาที่เข้า หรือ กำไรสูงสุดที่เพิ่งเห็นบนหน้าจอ
เมื่อออเดอร์เป็นกำไร เรากลัวกำไรหายจึงรีบปิด
แต่เมื่อออเดอร์เป็นขาดทุน เรากลับไม่อยากยอมรับว่าตัวเองตัดสินใจผิด
จึงทนถือและหวังว่าราคาจะย้อนกลับมาเท่าทุน
พฤติกรรมที่รีบขายไม้กำไร แต่กลับทนถือไม้ขาดทุนนานเกินไป
เรียกว่า Disposition Effect
มีงานวิจัยที่ศึกษาประวัติการซื้อขายจากบัญชีนักลงทุนจริง
ประมาณ 10,000 บัญชี และพบว่า นักลงทุนขายสถานะที่กำไรได้ง่ายกว่าสถานะที่ขาดทุนอย่างชัดเจน
แต่ท่อนที่เจ็บกว่าคือ สถานะขาดทุนที่พวกเขาเลือกทนถือไว้
ไม่ได้กลับมาทำผลงานดีขึ้นจนทำให้การถือรอนั้นสมเหตุสมผล
บางครั้งเราไม่ได้ถือเพราะแผนยังถูก
แต่ถือเพราะใจยังไม่พร้อมยอมรับว่าแผนผิด
📌 นี่คือเหตุผลที่ “ซื้อถูก ขายแพง” พูดง่าย แต่ทำจริงยาก
ตอนราคายังอยู่ในจุดได้เปรียบ เรากลัวจนไม่กล้าซื้อ พอราคาวิ่งออกไป เรากลับไล่ซื้อเพราะกลัวตกรถ พอออเดอร์มีกำไร เรารีบขายเพราะกลัวกำไรหาย แต่บางครั้งเมื่อถึงจุดขาย เรากลับอยากได้เพิ่มจนไม่ยอมออก
พอขาดทุน เราก็ถือไว้นาน เพราะหวังว่าราคาจะย้อนกลับมา
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ว่าควรทำอะไร
แต่ทุกครั้งที่เงินเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง
อารมณ์จะพยายามเขียนแผนใหม่ให้เราเสมอ
👉แต่การรู้ว่าตัวเองกำลัง FOMO อาจยังไม่พอ
เพราะในจังหวะที่ราคากำลังวิ่ง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดความรู้
เรารู้ว่าไม่ควรไล่ราคา รู้ว่าต้องรอ Setup และรู้ว่าควรออกตามแผน
แต่เมื่ออารมณ์กำลังทำงาน ความรู้สึกจะสร้างเหตุผลใหม่ขึ้นมาเสมอ
- รอบนี้น่าจะไปต่อ
- เข้าเลยดีกว่า เดี๋ยวไม่ทัน
- ขยับ Stop Loss อีกนิด เดี๋ยวราคาก็กลับมา
การรู้แผนกับการทำตามแผน จึงเป็นคนละเรื่องกัน
👉 ถ้าเราเชื่อความรู้สึกตัวเองไม่ได้ แล้วควรใช้อะไรตัดสินใจแทน?
ตรงนี้คือจุดที่ Market Structure เข้ามามีบทบาท
Market Structure ช่วยให้เรามีหลักฐานจากกราฟไว้ตอบว่า ตอนนี้ตลาดกำลังไปในทิศทางใด จุดไหนยังเป็นบริเวณที่ได้เปรียบ และจุดไหนยืนยันว่าแผนเดิมใช้ไม่ได้แล้ว
เมื่อมีเกณฑ์ชัด เราจะเริ่มแยกออกว่า สิ่งที่เห็นอยู่คือ Setup ใหม่จริงๆ
หรือเป็นเพียงราคาที่วิ่งจนกระตุ้นให้เราอยากตาม
แต่สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ Market Structure ไม่ได้มีหน้าที่ทายอนาคตอย่างแม่นยำว่าราคาจะขึ้นหรือลงหน้าที่สำคัญกว่านั้น คือช่วยบอกว่า เมื่อไรเราควรหยุดเดาและยอมรับว่าออเดอร์นี้ไม่ใช่ของเรา
👉 การป้องกัน FOMO จึงต้องมีรั้วสองชั้น
ชั้นแรกคือ Psychology ช่วยให้เรารู้ทันว่า ตอนนี้กำลังตัดสินใจจากแผนหรือจากความกลัว
ชั้นที่สองคือ Market Structure ช่วยสร้างขอบเขตว่า จุดไหนยังเข้าได้ จุดไหนควรรอ และจุดไหนไม่ควรไล่ตามอีกแล้ว
หากมี Psychology แต่ไม่มีเกณฑ์จากกราฟ เราอาจรู้ว่าตัวเองกำลังกลัว แต่ยังไม่รู้ว่าควรตัดสินใจจากอะไร
หากอ่าน Market Structure ออก แต่ไม่รู้ทันอารมณ์ เราก็ยังสามารถหาเหตุผลทาง Technical มาสนับสนุนออเดอร์ที่อยากเข้าอยู่ดี
Market Structure ไม่ได้ทำให้ FOMO หายไป แต่มันเป็นรั้วที่ช่วยไม่ให้เราวิ่งตาม FOMO เข้าไปในจุดที่เสียเปรียบ
1.วางโครงสร้างก่อนที่อารมณ์จะเข้ามา
ก่อนเปิดออเดอร์ ให้กำหนดทิศทาง Entry Zone, Stop Loss, Take Profit และ Invalidation Point หรือจุดที่ยืนยันว่าแผนใช้ไม่ได้ให้ครบ
เพราะถ้าเราไม่สร้างขอบเขตไว้ก่อน เมื่อราคาเริ่มวิ่ง อารมณ์จะเป็นคนสร้างขอบเขตใหม่ให้เราแทน
2. มีกฎสำหรับไม้ที่พลาดและไม้ที่เปิดไปแล้ว
หากราคาวิ่งเลย Entry Zone หรือ Risk to Reward ไม่ผ่านเกณฑ์
ให้ยกเลิกแผนเดิมและรอ Setup ใหม่
เมื่อเปิดออเดอร์แล้ว ให้ใช้โครงสร้างเป็นเกณฑ์ว่าควรถือต่อหรือออก
ไม่ใช่ตัดสินใจจากตัวเลขกำไรขาดทุนเพียงอย่างเดียว
การพลาดออเดอร์ไม่ทำให้พอร์ตเสียหาย แต่การไล่ออเดอร์ที่หมดความได้เปรียบไปแล้วอาจทำได้
3. เมื่ออารมณ์เริ่มเร่ง ให้กลับไปดูโครงสร้าง
ทันทีที่เกิดความคิดว่าต้องเข้าตอนนี้ ให้หยุดส่งคำสั่งและถามตัวเองว่า
- โครงสร้างสร้าง Setup ใหม่แล้วจริงไหม
- หรือเราเพียงเห็นราคากำลังวิ่งออกไป
- จุดที่ยืนยันว่าแผนผิดยังอยู่ที่เดิม หรือเรากำลังขยับมันเพราะไม่อยากขาดทุน
หากยังแยกไม่ออก ให้ใช้ Price Alert
(สัญญาณแจ้งเตือนเมื่อถึงราคาที่เราวางไว้)
แทนการจ้องกราฟ ลดการดูผลกำไรของคนอื่น และลดขนาดความเสี่ยงลงจนสามารถรอจุดตามแผนได้
เพราะถ้าเพียงเห็นราคาวิ่งแล้วใจเริ่มร้อน ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าโอกาสกำลังจะหายไป
แต่อาจเป็นเพราะความคาดหวังของเรา กำลังใหญ่กว่าระบบที่มี
สุดท้ายแล้ว “ซื้อถูก ขายแพง” ไม่ได้หมายถึงการทายจุดต่ำสุดและสูงสุดให้ถูกทุกครั้ง แต่มันหมายถึงการเข้าเมื่อความเสี่ยงยังคุ้มค่า และออกเมื่อเงื่อนไขของแผนสิ้นสุดลง
Psychology มีหน้าที่บอกว่า ตอนนี้ใครกำลังตัดสินใจอยู่ ระหว่างเรากับอารมณ์ ส่วน Market Structure มีหน้าที่บอกว่า การตัดสินใจนั้นยังมีเหตุผลจากกราฟรองรับอยู่หรือไม่
เทรดเดอร์ที่มีวินัย ไม่ใช่คนที่คว้าทุกโอกาสได้ทัน แต่เป็นคนที่รู้ว่าโอกาสไหนควรปล่อยให้ผ่านไป
💬 ชาว Earnex เคยเจอปัญหาแบบไหนมากกว่ากัน?
1️⃣ ไม่กล้าเข้าตามแผน แต่สุดท้ายไล่ราคาเพราะกลัวตกรถ
2️⃣ รีบปิดกำไร แต่กลับทนถือขาดทุนเพราะหวังว่าราคาจะย้อนกลับมา
คอมเมนต์ 1 หรือ 2 ไว้ใต้โพสต์ แล้ว Earnex จะนำปัญหาที่พบมากที่สุดมาทำเป็น Checklist ให้แบบนำไปใช้หน้ากราฟได้จริง
⚠️ หมายเหตุ การเทรด Forex, CFD และทองคำมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียด เงื่อนไข และบริหารความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน

#จิตวิทยาการเทรด #เทรดทองคำ

📌 ผลสำรวจจากเทรดเดอร์รายย่อยกว่า 89% ก่อนพอร์ตแตกมักมี 3 นิสัยนี้เหมือนกัน (อ่านต่อ 👇)ตัวเลข 89% นี้ไม่ได้มาจากการเดาหรื...
17/07/2026

📌 ผลสำรวจจากเทรดเดอร์รายย่อยกว่า 89%
ก่อนพอร์ตแตกมักมี 3 นิสัยนี้เหมือนกัน (อ่านต่อ 👇)
ตัวเลข 89% นี้ไม่ได้มาจากการเดาหรือคำกล่าวอ้างลอยๆ
แต่มาจาก ESMA หน่วยงานกำกับตลาดการเงินของยุโรป
ที่ไปวิเคราะห์บัญชี CFD รายย่อยในหลายประเทศ
แล้วพบว่ามีบัญชีขาดทุนอยู่ราว 74 ถึง 89%
ย้ำก่อนว่า ตัวเลขนี้คือบัญชีที่ขาดทุน
ไม่ได้แปลว่าทุกคนล้างพอร์ตหรือโดน Stop Out และไม่ได้มีแค่ยุโรป
ฝั่ง CFTC ของอเมริกาก็เพิ่งออกรายงานปี 2024
ว่ารายย่อยในตลาด futures ส่วนใหญ่ก็ขาดทุนเหมือนกัน
คำถามที่น่าสนใจกว่าตัวเลข คือ ทำไมเทรดเดอร์รายย่อยจำนวนมาก
ถึงวนกลับมาขาดทุนด้วยพฤติกรรมคล้ายๆ กัน
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่กราฟอย่างเดียว
แต่อยู่ในนิสัยที่เราทำซ้ำทุกวันโดยไม่ทันสังเกต
ขอเคลียร์ก่อนเลยว่า ตัวเลข 89%
กับ 3 นิสัยที่แอดจะเล่า มาจากคนละงานวิจัยกัน
ไม่มีใครฟันธงว่า 89% ที่ขาดทุน มี 3 นิสัยนี้ครบทุกคน
แต่ทั้งสามข้อ คือพฤติกรรมที่งานวิจัยด้านการเงินพบซ้ำๆ
ว่าเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงให้พอร์ต แอดเลยสรุปมาให้ดูเป็นตัวอย่าง
👉 นิสัยที่ 1 พอชนะติดกัน ก็เผลอเพิ่มไม้โดยไม่รู้ตัว
ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์ อาจไม่ใช่ตอนขาดทุน
แต่เป็นตอนที่เพิ่งชนะติดกัน เริ่มจากล็อตเล็ก
ไม้แรกกำไร ไม้สองกำไร ไม้สามก็ยังถูกทาง
จากคนที่เคยรอ Setup อย่างใจเย็น เริ่มกลายเป็นเห็นอะไรก็รู้สึกว่าเข้าได้ เพิ่มขนาดไม้ เพิ่มจำนวนออเดอร์
งานวิจัยของ NBER ที่ตามดูเทรดเดอร์ Forex รายย่อยพบว่า
หลังสัปดาห์ที่ชนะ คนเรามักเพิ่มขนาดไม้และความเสี่ยงแบบก้าวกระโดด ทั้งที่ผลที่ผ่านมาไม่ได้บอกเลยว่าครั้งหน้าจะถูก
และอาการนี้ยิ่งหนักในมือใหม่ พูดง่ายๆ
คือ เราอาจไม่ได้เพิ่มล็อตเพราะ Setup ดีขึ้น
แต่เพิ่มเพราะกำไรเมื่อวานทำให้รู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น
เพราะบางที ไม้ที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ไม้ที่เราแพ้
แต่คือไม้ที่ทำให้เราเชื่อว่าช่วงนี้เราคงไม่มีทางแพ้
วิธีหยุดนิสัยนี้ คือล็อกกฎขนาดไม้ไว้ล่วงหน้า เสี่ยงเท่าเดิมทุกไม้
ไม่ว่าจะเพิ่งชนะหรือเพิ่งแพ้ ถ้าจะเพิ่มล็อต ต้องเพิ่มเพราะ Setup ดีขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เพราะอารมณ์ที่กำลังชนะ
👉 นิสัยที่ 2 ทนแดง แต่ไม่ทนฟ้า
แปลเป็นภาษาคนคือ ไม้ที่แดง (ขาดทุน) เรากลับทนถือไว้ได้เป็นวัน ๆ
แต่พอไม้ที่ฟ้า (กำไร) เรากลับรีบปิด
พฤติกรรมนี้มีชื่อว่า Disposition Effect งานวิจัยของ Terrance Odean
ที่วิเคราะห์บัญชีลงทุนกว่า 10,000 บัญชี
พบว่าคนเรามีแนวโน้มขายไม้กำไรเร็วเกินไป
และถือไม้ขาดทุนไว้นานเกินไป มากกว่ากันถึง 1.5 ถึง 2 เท่า
วิธีหยุดนิสัยนี้ อย่าปิดเพราะกลัวหาย แต่ให้ปิดตามเป้า Take Profit หรือ RR ที่วางไว้ หรือใช้ Trailing Stop เลื่อน SL ตามกำไรไปเรื่อยๆ
เพื่อให้ไม้ที่ถูกทางได้วิ่งเต็มที่ ไม่ใช่ถูกเด็ดทิ้งตั้งแต่ยังไม่ทันโต
👉 นิสัยที่ 3 อัด Leverage หนักเกินตัว พลาดครั้งเดียวเจ็บหนัก
Leverage ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป มันเป็นแค่เครื่องมือที่ให้เราเปิดสถานะใหญ่กว่าเงินทุนที่มี ปัญหาคือ มันไม่ได้ขยายแค่กำไร
แต่ขยายผลของความผิดพลาดด้วย ESMA
ถึงขั้นจำกัดเพดาน Leverage ของ CFD รายย่อย
เพราะมองว่า Leverage ที่สูงเกินไปคือหนึ่งในความเสี่ยงหลัก
ลองคิดแบบนี้ การวิเคราะห์ผิด คือประกายไฟ
แต่ล็อตใหญ่กับ Leverage สูง คือเชื้อเพลิง
ถ้ามีแค่ประกายไฟ เราอาจยังมีเวลาหยุดและจัดการ
แต่ถ้ามีเชื้อเพลิงเต็มพื้นที่ ความผิดพลาดเล็กๆ
ก็ลุกลามเร็วกว่าที่เราจะตั้งตัวทัน
ตลาดไม่จำเป็นต้องวิ่งผิดทางตลอดไป
มันแค่วิ่งผิดทางแรงพอ ก่อนที่พอร์ตเราจะมีโอกาสรอให้กลับมาถูก ก็พอ
วิธีหยุดนิสัยนี้ คือคำนวณ Position Size จากความเสี่ยงก่อนกดทุกครั้ง
ถามตัวเองว่า ถ้า SL โดนเต็ม พอร์ตจะเสียกี่เปอร์เซ็นต์
ถ้าตัวเลขนั้นทำให้เรานอนไม่หลับ แปลว่าไม้นี้ใหญ่เกินตัวไปแล้ว
👉 และความจริงที่น่ากลัวที่สุด คือ 3 นิสัยนี้มักต่อกันเป็นลูกโซ่
ชนะติดกัน เลยเพิ่มล็อตเพราะคิดว่าอ่านตลาดขาด พอผิดทาง
กลับไม่ยอมปิดเพราะยังเชื่อว่าตัวเองน่าจะถูก
แล้ว Leverage กับ Position ที่ใหญ่เกินไป ก็ขยายความเสียหายจนพอร์ตแทบไม่เหลือพื้นที่ให้แก้ตัว
👉 พออ่านมาถึงตรงนี้ จะเห็นว่าทั้ง 3 นิสัยมันมีรากฐานเดียวกัน

ทุกข้อคือการปล่อยให้สิ่งที่เราคุมได้หลุดมือไป ทั้งขนาดไม้ ความเสี่ยง และวินัยของตัวเอง
หลายคนสรุปตรงนี้ว่ามันคือเรื่องจิตวิทยาการเทรดล้วนๆ
ซึ่งก็ถูก แต่ปัญหาคือคำว่าจิตวิทยามันกว้างและเป็นนามธรรม
จับต้องยาก บอกให้ไปฝึกใจเฉยๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน

แอดเลยขอแปลงมันเป็นกฎที่จับต้องได้จริง 10 ข้อ
ซึ่งทั้งหมดนี้คือเกราะที่เอาไว้กันไม่ให้ 3 นิสัยข้างบน
วนกลับมาเล่นงานพอร์ตเรา อ่านจบเอาไปใช้ได้เลย
1) ยอมรับตั้งแต่แรกว่าเราไม่มีทางถูกได้ทุกไม้
พอเราเลิกกดดันตัวเองว่าต้องชนะทุกครั้ง
การขาดทุนหนึ่งไม้จะกลายเป็นเรื่องปกติของอาชีพนี้
ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่ทำให้เราฝืนถือไม้แดงไม่ยอมปิด (นิสัยที่ 2) หรือเทรดหลุดแผนไปทั้งวัน
2) Win Rate กับ RRR มันสวนทางกัน
อยากได้กำไรต่อไม้เยอะๆ โอกาสชนะก็มักจะน้อยลง
พอแพ้ติดกันหลายไม้ ใจก็เริ่มเสีย
แอดเลยเลือกทางสายกลาง ไม่โลภ RR เกินตัว
แต่เน้นให้ชนะบ่อยพอที่จะคุมอารมณ์ตัวเองไหว
ส่วนตัวเลขที่ลงตัว แต่ละคนต้องไปหาของตัวเอง ไม่มีสูตรตายตัว
3) มีแผนทุกครั้งก่อนเข้าไม้
แผนคือเข็มทิศ มันบอกล่วงหน้าว่าถ้าถูกทางจะทำยังไง
ผิดทางจะทำยังไง และวันไหนที่ควรอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเทรด
ยิ่งมีแผนชัด นิสัยเพิ่มไม้ตามอารมณ์ตอนกำลังชนะ (นิสัยที่ 1) ก็ยิ่งเกิดยาก
4) จดบันทึกการเทรดไว้เสมอ
ไม่ใช่แค่กันลืม แต่เพื่อให้เราเห็นว่าตัวเองพลาดซ้ำตรงไหนบ่อยๆ
เช่น ชอบเพิ่มไม้ตอนไหน ชอบดื้อถือไม้แดงแบบไหน
แล้วค่อยๆ อุดรูรั่วนั้นในระยะยาว
5) หมั่นทบทวนและปรับระบบเป็นระยะ
ตลาดเปลี่ยนทุกวัน อย่ายึดติดกับวิธีที่เคยเวิร์กเมื่อปีก่อน
ของที่เคยได้ผล ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลไปตลอด
6) เลิกเอากำไรคนอื่นมากดดันตัวเอง
แต่ละคนต้นทุนไม่เท่ากัน เวลาไม่เท่ากัน จุดเริ่มต้นไม่เท่ากัน
เอามาเทียบกันมีแต่ทำให้ใจร้อน
แล้วเผลอเพิ่มไม้หรืออัด Leverage หนักเกินตัวเพื่อไล่ให้ทันคนอื่น
(นิสัยที่ 1 และ 3) สุดท้ายก็หลุดแผน วิ่งอยู่ในลู่ของตัวเองก็พอ
7) วินัยสำคัญกว่าแพ้หรือชนะในไม้เดียว
ไม้เดียวจะกำไรหรือขาดทุน มันไม่ได้บอกอะไรมาก
แต่ถ้าเราทำตามแผนได้ทุกไม้ สถิติจะค่อยๆ ทำงานให้เราเอง
8) อย่าไปหลงกลยุทธ์หวือหวาที่ดูเท่แต่เสี่ยงสูง
บางอย่างมันสวยตอนเอามาโชว์
แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่รอดระยะยาว
เราเทรดเพื่อให้พอร์ตอยู่ได้ ไม่ใช่เพื่อเอาไว้อวดใคร
9) อยู่ให้รอดสำคัญกว่ารวยให้เร็ว
อย่าทุ่มหนักในไม้เดียว หรืออัด Leverage จนถ้าพลาดแล้วต้องออกจากเกม (นิสัยที่ 3) เราต้องเหลือแรงไว้ลุ้นไม้ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เสมอ
เพราะคนที่ได้เห็นวันที่ระบบตัวเองทำงานจริง
คือคนที่อยู่ในตลาดได้นานพอ
10) เป้าหมายปลายทางคืออิสรภาพ ไม่ใช่ตัวเลขบนจอ
เงินเป็นแค่เครื่องมือ อย่าเผลอเอาทั้งชีวิตไปผูกไว้กับกราฟ
เราไม่ได้อยู่เพื่อเทรด แต่เราเทรดเพื่อให้ได้ใช้ชีวิต
สิบข้อนี้ไม่ได้การันตีว่าทุกออเดอร์จะกำไร
แต่มันช่วยไม่ให้ความผิดพลาดครั้งเดียว ใหญ่เกินกว่าที่พอร์ตจะรับไหว เพราะการอยู่รอดในตลาด ไม่ได้แปลว่าต้องวิเคราะห์ถูกทุกครั้ง
แต่คือการจัดการให้ตอนที่เราผิด เรายังเหลือโอกาสกลับมาเทรดในวันต่อไป
สุดท้ายทั้ง 3 นิสัยและ 10 ข้อนี้ คือเรื่องเดียวกัน
คือการคุมสิ่งที่คุมได้ ทั้งขนาดไม้ ความเสี่ยง วินัย และต้นทุนของตัวเอง
(ที่มางานวิจัยทั้งหมด แอดแปะไว้ในคอมเมนต์แล้ว)
และหนึ่งในต้นทุนที่เราคุมได้ตั้งแต่วันนี้ คือค่าสเปรดกับค่าคอมที่จ่ายทุกไม้
ซึ่ง Earnex ช่วยดึงกลับมาเป็น Rebate ให้
✅รับ Rebate ตามเงื่อนไขของระบบ ไม่ว่าผลการเทรดจะออกมาแบบไหน
✅Rebate สูงสุด 17.6 ดอลลาร์ต่อ Lot* ไม่มีการปรับเพิ่มค่าสเปรด
✅คืน Rebate อัตโนมัติ เข้า MT4 MT5
📌สนใจเริ่มเก็บ Rebate คืนทุกออเดอร์ ทำตาม 2 ขั้นตอนนี้
1️⃣ กดไลก์และแชร์โพสต์นี้
2️⃣ คอมเมนต์คำว่า Rebate ใต้โพสต์นี้
แล้วระบบจะส่งวิธีรับ Rebate ให้ทาง Inbox อัตโนมัติ
@ผู้ติดตาม@แฟนตัวยง
⚠️หมายเหตุ การเทรด Forex CFD และทองคำมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาเงื่อนไขและบริหารความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน Rebate คือต้นทุนที่ได้คืนตามเงื่อนไข ไม่ใช่กำไรจากการเทรด และไม่ได้ลดความเสี่ยงของตลาด
#รีเบต #พอร์ตแตก

📌 ถ้าคุณกำลังหาวิธีทำกำไรให้มากขึ้น… คนที่ปั้นพอร์ต 11,000% กลับแนะนำให้ทำตรงข้าม เขาทำตรงข้ามยังไง และทำไมมันถึงทำให้เข...
16/07/2026

📌 ถ้าคุณกำลังหาวิธีทำกำไรให้มากขึ้น… คนที่ปั้นพอร์ต 11,000% กลับแนะนำให้ทำตรงข้าม เขาทำตรงข้ามยังไง และทำไมมันถึงทำให้เขาอยู่รอดในตลาดมาได้ 60 ปี (อ่านต่อ 👇)
ตอนเราเข้ามาในตลาด เราเข้ามาเพื่อหาวิธีทำเงินให้เร็วขึ้น
แต่ปู่คนที่ทำผลงานทำลายสถิติโลก กลับใช้เวลาทั้งพอดแคสต์
อธิบายว่าทำไมความคิดแบบนั้น ถึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราหลุดจากตลาดเร็วที่สุด พอฟังจบ แอดถึงเข้าใจ ว่าทำไมแกถึงอยู่รอดมาได้ 60 ปี
👉 ก่อนอื่น ปู่คนนี้เก๋าแค่ไหน
แกชื่อ Larry Williams ฉายา The Godfather of Trader
ปี 1987 ลงแข่ง World Cup Championship of Futures Trading
ปั้นเงิน 10,000 ดอลลาร์ ให้เป็น 1.1 ล้านดอลลาร์ ในปีเดียว หรือราว 11,000% ผ่านมา 38 ปี ยังไม่มีใครในโลกล้มสถิตินี้ได้
ระหว่างแข่ง พอร์ตแกเคยพุ่งแตะ 76 ล้านบาท
ก่อนตลาดถล่ม ร่วงเหลือ 25 ล้าน หายไป 50 ล้านในไม่กี่สัปดาห์
คนทั่วไปเจอแบบนี้พอร์ตแตกจบเกม แต่แกเทรดกลับมาปิดที่ 1.1 ล้านดอลลาร์ได้ วันนี้แกอายุ 83 อยู่ในตลาดมาแล้ว 60 ปี
ที่น่าสนใจคือ สมัยหนุ่มแกเป็นสายเทคนิคล้วน จ้องแต่กราฟ
แต่ยิ่งแก่ กลับยิ่งเดินหนีจากกราฟ
แล้วอะไรที่ทำให้คนคนนี้คิดกลับด้าน
(ชาว Earnex ที่อยากฟังคลิปเต็ม ๆ ของแก แอดแปะลิงก์ไว้ใต้คอมเมนต์ให้แล้ว)
แอดขอสรุปสิ่งที่ปู่ทำตรงข้ามกับพวกเรา ออกมาเป็น 3 เรื่อง
👉 เรื่องที่ 1 ปู่ "อ่าน" ตลาด ไม่เหมือนเรา
ประโยคที่แอดชอบที่สุดคือ
แกบอกว่ากราฟไม่ได้บอกว่าราคาจะไปไหน
มันบอกแค่ว่าเมื่อวานคนในตลาดรู้สึกยังไง
แกเรียกกราฟว่าเป็นแค่รอยขีดเขี่ย ที่บันทึกอารมณ์คนเอาไว้
สิ่งที่ทำให้ราคาขยับจริง ๆ คือเหตุผลเบื้องหลัง ไม่ใช่เส้นบนกราฟ
ปู่บอกว่าตัวขับเคลื่อนราคามีอยู่ไม่กี่อย่าง คือ ของล้น ของขาด หรือความตื่นตระหนกของคน
ยกตัวอย่างให้ชาว Earnex เห็นภาพง่าย ๆ สมมติเราเทรดทองคำอยู่
แล้ววันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่คนทั้งโลกแตกตื่น อยากหาที่พักเงินที่ปลอดภัย คนเลยแห่กันเข้าซื้อทอง พอความต้องการซื้อ (Demand) พุ่งเกินของที่มีในตลาด (Supply) ราคาทองก็ถูกดันให้สูงขึ้น ตัวเหตุจริง ๆ คือคนแห่เข้าหาที่หลบภัย ส่วนแท่งเขียวยาว ๆ ที่เราเห็นบนกราฟ เป็นแค่ผลที่ตามมาทีหลัง
กราฟเลยเป็นแค่ผล ส่วนเหตุจริง ๆ อยู่ที่เงื่อนไข
ด้วยความที่ปู่เชื่อแค่เหตุผลที่พิสูจน์ได้ แกเลยไม่ค่อยอินกับเครื่องมือยอดฮิตที่คนชอบใช้กัน แกเคยลงมือทดสอบเอง วัดการย่อตัวของดัชนีดาวโจนส์ย้อนหลัง 7 ปี เพื่อดูว่าราคาชอบเด้งที่ระดับไหนบ่อยสุด
ผลคือ ระดับที่ราคาแตะบ่อยที่สุด ไม่ใช่เลข Fibonacci สักตัว
แกบอกตรง ๆ ว่า 50% บางทีก็เวิร์ก บางทีก็ไม่ แล้วแต่ดวง
แกถึงกับท้าว่า ใครมีผลเทรดจริง ๆ ของสายทฤษฎีเส้นยอดฮิตอย่าง Gann หรือ Elliott Wave เอามาให้ดูหน่อย แล้วบอกว่าจนวันนี้แกก็ยังหาไม่เจอ
(ย้ำว่านี่เป็นสไตล์ของปู่ ไม่ใช่กฎตายตัว ของแบบนี้ต้องเอาไป backtest กับสินทรัพย์ที่เราเทรดเองก่อน อย่าเพิ่งเชื่อใครง่าย ๆ รวมถึงปู่ด้วย)
แล้วถ้าไม่ใช่เส้นพวกนั้น ปู่ดูอะไรแทน
คำตอบคือสิ่งที่แกเรียกว่า เงื่อนไข ซึ่งแกให้ค่ามากกว่ากราฟ แกไล่ให้ฟัง 5 อย่าง ที่เราเอาไปดูตามได้เลย
1) มูลค่า ดูว่าราคาตอนนี้ถูกหรือแพงผิดปกติ
ปู่บอกว่าถ้าของตัวไหนแพงขึ้นผิดปกติ แปลว่าของมันขาด
ตรงนี้ Earnex ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ คำว่าของขาดก็คือเรื่อง Demand กับ Supply
เวลาคนอยากได้ของ (Demand) มีมากกว่าของที่มีในตลาด (Supply) ราคามันก็ถูกดันให้แพงขึ้นเอง
ปู่ใช้ความถูกแพงผิดปกตินี้เป็นสัญญาณเตือน
คือช่วงแรกของขาดจะดันราคาขึ้นก็จริง แต่พอขึ้นแรงจนแพงเวอร์เกินพื้นฐานไปมาก ๆ นั่นแหละคือจุดที่ปู่เริ่มระวังว่ามันใกล้จะย่อกลับ ส่วนเวลาราคาถูกจนผิดปกติ ก็เป็นจุดที่แกเริ่มมองหาโอกาสเด้งขึ้น
2) COT ย่อมาจาก Commitments of Traders
เป็นรายงานทางการที่ออกทุกสัปดาห์ บอกว่าเงินก้อนใหญ่ในตลาดกำลังถือสถานะอะไรอยู่ ปู่แบ่งผู้เล่นเป็น 3 กลุ่ม คือ รายย่อยทั่วไป กองทุน และกลุ่มผู้ผลิตสินค้าตัวจริง แล้วแกจะคอยดูว่ากลุ่มผู้ผลิตตัวจริง กำลังทยอยสะสมของเงียบ ๆ ตอนราคาอ่อนอยู่หรือเปล่า
3) ฤดูกาล ช่วงเวลาของปีที่สินค้าบางตัวมักเคลื่อนไหวซ้ำเป็นรอบ
ขอยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวเทรดเดอร์ไทยที่สุด คือทองคำ (XAU/USD)

ข้อมูลของ World Gold Council ระบุว่าเดือนมกราคม ทองมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยดีกว่าเดือนอื่น สูงเกือบ 3 เท่าของค่าเฉลี่ยปกติ ส่วนหนึ่งมาจากการปรับพอร์ตต้นปีและแรงซื้อก่อนตรุษจีน แต่ต้องบอกตามตรงว่า ฤดูกาลเป็นแค่แนวโน้มอ่อน ๆ ไม่ใช่กฎตายตัว ปีไหนที่ปัจจัยใหญ่อย่างทิศทางดอกเบี้ยหรือค่าเงินดอลลาร์สวนแรง แนวโน้มนี้ก็ถูกกลบได้หมด
เอาไว้เป็นข้อมูลประกอบ แล้วกลับไป backtest เองอีกที
(อ้างอิง World Gold Council แอดแปะลิงก์ไว้ในคอมเมนต์)
4) วัฏจักร ปู่บอกว่าตลาดมีจังหวะซ้ำ ๆ ของมัน แกคอยดู 3 จังหวะนี้ เพื่อเดาว่าใกล้ถึงรอบเปลี่ยนทิศหรือยัง
จังหวะแรก คือจังหวะของราคาปิด
ลองนึกถึงแท่งเทียนแต่ละวัน บางวันราคาปิดค้างใกล้จุดต่ำสุดของวัน แปลว่าฝั่งขายชนะตอนจบวัน บางวันปิดค้างใกล้จุดสูงสุด แปลว่าฝั่งซื้อชนะ
ปู่สังเกตว่าตลาดจะมีช่วงที่ฝั่งขายชนะติดกันหลายวัน แล้วค่อยพลิกไปเป็นช่วงที่ฝั่งซื้อชนะติดกัน สลับกันเป็นรอบ พอเห็นฝั่งขายชนะติดกันมานาน ๆ ก็เริ่มลุ้นได้ว่าใกล้ถึงคิวที่ราคาจะพลิกกลับขึ้น
จังหวะสอง คือจังหวะของความแรง
บางช่วงตลาดจะนิ่ง ๆ วิ่งในกรอบแคบ น่าเบื่อ ราคาแทบไม่ไปไหน แต่พอสะสมความนิ่งไว้นานพอ มันมักระเบิดออกมาเป็นการวิ่งแรง กรอบกว้าง
เหมือนสปริงที่ยิ่งถูกกดไว้นาน ยิ่งเด้งแรง ปู่เลยชอบช่วงที่ตลาดเงียบยาว ๆ เพราะรู้ว่าหลังความเงียบ มักตามด้วยการวิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงที่ทำเงินได้จริง
จังหวะสาม คือจังหวะของเวลา
ปู่บอกว่าจุดกลับตัวของตลาด ทั้งจุดสูงและจุดต่ำ มักไม่ได้เกิดแบบมั่ว ๆ แต่ชอบเว้นระยะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันซ้ำๆ เหมือนตลาดมีนาฬิกาปลุกของมันเอง ที่คอยบอกว่าใกล้ถึงรอบเปลี่ยนทิศแล้ว
ปู่ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นสินค้าตัวไหน แกบอกว่าวัฏจักรพวกนี้เป็นพฤติกรรมทั่วไปของตลาด เจอได้ทั้งในหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์
5) การสะสม การที่รายใหญ่ค่อย ๆ เก็บของ
คำถามคือแล้วแกเก็บช่วงไหน ปู่บอกชัดว่ากลุ่มผู้ผลิตตัวจริงจะทยอยเก็บตอนราคาอ่อนตัวลง ไม่ใช่ตอนราคาพุ่ง
เพราะยิ่งซื้อได้ถูก ต้นทุนธุรกิจของเขายิ่งต่ำ เขาเลยไม่กลัวราคาลง
มีแต่รอเก็บเพิ่ม ปู่ถึงขั้นสร้างเครื่องมือของตัวเองขึ้นมา เอาไว้จับว่าคนกลุ่มนี้กำลังแอบสะสมอยู่หรือเปล่า
ปู่ย้ำว่า ไม่เคยใช้อย่างใดอย่างเดียวโดด ๆ แต่ต้องเห็นเงื่อนไขพวกนี้มาซ้อนกันอย่างน้อย 3 ถึง 4 อย่าง ถึงจะน่าสนใจ
แล้วพอ "อ่าน" ออกว่าเงื่อนไขไหนพร้อม แกเลือกจังหวะเข้ายังไงต่อ
👉 เรื่องที่ 2 ปู่ "เลือกจังหวะเข้า" ไม่เหมือนเรา
ไม้เด็ดของแกคือค่า Open Interest หรือจำนวนสัญญาที่ยังเปิดค้างอยู่ในตลาด
พอค่านี้พุ่งสูงลิ่ว คนทั่วไปตื่นเต้น รีบแห่ซื้อตาม
แต่ปู่คิดกลับด้านว่า ถ้าทุกคนซื้อกันหมดแล้ว ใครจะเหลือมาดันราคาต่อ
คำตอบคือ มันใกล้จุดกลับตัวแล้วต่างหาก
แล้วแกดูลึกกว่านั้นอีก คือดูว่าใครเป็นคนดันค่านี้ขึ้น
ถ้าเป็นรายใหญ่ตัวจริงคือสัญญาณดี แต่ถ้าเป็นรายย่อยแห่กันเข้า มักเป็นสัญญาณอันตราย เพราะสถิติบอกว่ารายย่อยมักอยู่ผิดฝั่ง
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นคนดัน ปู่บอกว่าให้เอา Open Interest มาดูควบกับรายงาน COT ที่เล่าไปแล้ว
เพราะ COT มันแยกให้เห็นอยู่แล้วว่าแต่ละกลุ่มถือเพิ่มหรือลด พอเห็นว่าใครเป็นคนดัน Open Interest ขึ้น ก็อ่านออกว่าดีหรืออันตราย
และเพราะแกเลือกจากเงื่อนไข ไม่ใช่จากความชอบ ปู่เลยไม่มีตลาดในดวงใจ แกบอกว่า ตลาดที่ดีที่สุดคือตัวที่เซ็ตตัวดีที่สุดในวันนี้ วันนี้อาจเป็นทอง อาทิตย์หน้าอาจเป็นเงิน หรือจะเป็นตลาดแปลก ๆ ที่คนไม่ค่อยเล่นก็ได้ (แกติดตลกว่าจะเป็นตลาดมันฝรั่งทอดก็ยังได้)
มีประโยคหนึ่งของแก ที่แอดเอามาเตือนตัวเองอยู่บ่อย ๆ
ผมผ่านการเทรดมาเป็นล้านไม้ ผมไม่ได้อยากได้ไม้ที่เยอะขึ้น ผมอยากได้ไม้ที่ดีและไม้ที่ใหญ่
นั่นแหละคือความอดทนที่แท้จริง
ทั้งหมดที่ว่ามา ปู่รวบเป็นเช็กลิสต์ก่อนเข้าเทรด ที่มีแค่ 5 ขั้น
1) ทุกเช้าวันเสาร์ ไล่ดูทุกตลาด จดว่าตัวไหนพร้อมขึ้น ตัวไหนพร้อมลง
2) คัดเฉพาะตัวที่มีเงื่อนไขซ้อนกันอย่างน้อย 3 ถึง 4 อย่าง (จาก 5 ข้อเมื่อกี้ คือ มูลค่า COT ฤดูกาล วัฏจักร การสะสม)
3) เปิดกราฟรายสัปดาห์ ดูภาพใหญ่ก่อน
4) แล้วค่อยลงมากราฟรายวัน มองหาจุดเปลี่ยนแนวโน้มที่ชัดเจน
5) เงื่อนไขครบ และเจอจุดเปลี่ยนเทรนด์แล้ว ถึงค่อยเข้าไม้
เห็นไหมว่าจริง ๆ แล้ว กว่าปู่จะเข้าไม้แต่ละที แกช้ากว่าเราเยอะ
แต่ต่อให้อ่านเก่ง เลือกเก่งแค่ไหน ถ้าพลาดเรื่องสุดท้ายเรื่องเดียว ก็จบเห่ได้เหมือนกัน
👉 เรื่องที่ 3 ปู่ "อยู่รอด" ไม่เหมือนเรา

แกบอกว่าการเดย์เทรดเสียเปรียบตั้งแต่หลักคณิตศาสตร์
เพราะกำไรก้อนใหญ่มาจากเทรน และเทรนต้องใช้เวลา
คนที่ถือไม้แค่ไม่กี่ชั่วโมง จะไปคว้าการวิ่งใหญ่ ๆ ได้ยังไง
แกเลยเลือกถือยาวเป็นวันเป็นเดือน โดยเปิดสถานะไม่ใหญ่ แต่รอให้เทรนด์วิ่งยาว ๆ

วิธีนี้ทำให้ถึงจะแพ้ไม้เล็ก ๆ หลายครั้ง แต่ถ้าจับการวิ่งใหญ่ได้สักครั้ง กำไรก้อนนั้นก็คุ้มค่าที่รอ
เรื่องความเสี่ยง แกให้ตัวเลขไว้ชัดมาก คือเสี่ยงไม่เกิน 4% ต่อไม้
เพราะต่อให้แพ้ติด 3 ไม้ ก็เสียแค่ราว 12% ยังลุกมาเทรดไม้ต่อไปได้แบบไม่เสียศูนย์

แกเล่าว่าจริง ๆ แล้วถ้าอยากให้พอร์ตโตเร็วที่สุดตามหลักคณิตศาสตร์ ต้องเสี่ยงหนักถึงราว 20% ต่อไม้ แต่จุดนั้นมันอยู่ติดขอบเหวพอดี เสี่ยงพลาดไม่กี่ไม้ก็พอร์ตแตก ปู่เลยไม่เอา ขอเลือก 4% ที่อยู่รอดได้จริงมากกว่า
แต่ท่อนที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความเสี่ยงของแอดไปเลย คือตอนที่แกบอกว่า
จุดเสี่ยงที่พอดี ไม่ใช่ตัวเลขที่คณิตศาสตร์คำนวณให้ แต่คือจุดที่คุณยังนอนหลับได้ ถ้าคืนไหนนอนไม่หลับเพราะไม้ที่ถืออยู่ แปลว่าเสี่ยงเยอะเกินไปแล้ว
และปู่ยังบอกอีกอย่างที่ฟังแล้วขัดความรู้สึกมาก คือการไม่ฉลาดเกินไป กลับเป็นข้อได้เปรียบเพราะคนหัวดีมักคิดเยอะจนเกินจริง แกเห็นหมอกับทนายหลายคนเทรดแพ้ เพราะเอาแต่จะเถียงกับตลาด ทั้งที่ตลาดไม่เคยแพ้ในการเถียง
มีอีกเรื่องที่แอดฟังแล้วคิดตามยาวเลย ลูกชายของปู่เป็นจิตแพทย์ เขาเคยไปนั่งศึกษาเทรดเดอร์ระดับพันล้านหลายคน
เพื่อหาว่าคนชนะเขามีอะไรเหมือนกัน

คำตอบไม่ใช่ความมั่นใจล้นเหลืออย่างที่หลายคนคิด แต่กลับเป็นความถ่อมตัว ไม่มั่นใจเกินตัว บวกกับใจที่ทนแรงเหวี่ยงของอารมณ์ได้นิ่งกว่าคนทั่วไป
👉 แล้วทำไมคนที่ทำกำไรเก่งที่สุด ถึงบอกให้เลิกโฟกัสกำไร
ฟังมาถึงตรงนี้ แอดถึงเข้าใจคำตอบ
ตลอด 60 ปี ปู่ไม่เคยตั้งเป้าที่กำไรมากขึ้นเลยสักครั้ง
แกตั้งเป้าแค่อย่างเดียว คือไม่ตายจากตลาด
ทุกอย่างที่แกทำ ทั้งอ่านเงื่อนไข ทั้งสวนตอนคนแห่ ทั้งกดความเสี่ยงเหลือ 4% มันไม่ใช่วิธีทำกำไรให้เยอะขึ้น แต่คือวิธีทำให้ตัวเองอยู่ในเกมนานพอ จนกำไรก้อนใหญ่วิ่งเข้ามาหาเอง 11,000% ไม่เคยเป็นเป้าหมายของแก มันเป็นแค่ผลพลอยได้ ของคนที่ไม่ตาย
หลักฐานอยู่ตรงหน้าเราแล้ว วันที่พอร์ตแกร่วงจาก 76 ล้าน เหลือ 25 ล้าน
คนที่เล่นใหญ่เกินตัวคงจบไปแล้ว แต่แกยังเหลือแรงพอจะกลับมา เพราะแกไม่เคยเดิมพันหนักเกินกว่าที่ตัวเองจะรอด
คนทั่วไปถามว่า จะ buy หรือ sell ดี
แต่ปู่ถามแค่ วันนี้เงื่อนไขครบหรือยัง
กำไรอาจทำให้เราอยู่ในตลาดได้แค่ช่วงหนึ่ง แต่การอยู่รอดต่างหาก ที่ทำให้อยู่ได้หลายสิบปี
(ทั้งหมดนี้คือมุมมองจากประสบการณ์ของปู่ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน)
และพอพูดถึงการอยู่รอด มันมีอีกเรื่องนึงที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มองข้าม
เป็นวิธีเรียบง่าย ที่ช่วยให้เราอยู่ในเกมได้นานขึ้น โดยไม่ต้องเก่งขึ้นเลยสักนิด
แอดขอไม่เล่าในโพสต์ เดี๋ยวยาว ไปต่อกันในคอมเมนต์ แอดเขียนไว้ให้แล้ว
ปิดท้ายด้วยเรื่องที่แอดชอบที่สุด ปู่เคยพยายามเกษียณตั้งแต่อายุ 30 ไปนั่งตกปลาอยู่ได้ไม่นานก็เบื่อ เลยกลับมานั่งอ่านตลาดเหมือนเดิม
ทุกวันนี้อายุ 83 แกยังตื่นมาทำการบ้านตลาดทุกเช้าวันเสาร์
(จุดนี้แอดชอบมาก เพราะมันแปลว่าพอเราเก่งอะไรสักอย่างจนมันกลายเป็นเนื้อเดียวกับตัวเอง เราจะทำมันเพราะรัก ไม่ใช่เพราะเงิน ปู่มีเงินพอเลิกได้สบาย ๆ ตั้งนานแล้ว แต่ยังเลือกตื่นมาอ่านตลาด แอดว่านั่นแหละคือของจริง)
📌คำถามคือ เห็นด้วยกับปู่ไหมว่า "การอยู่รอด" สำคัญกว่า "กำไร"
เห็นด้วยพิมพ์ 1 ไม่เห็นด้วยพิมพ์ 2 แล้วมาเล่าเหตุผลกันหน่อย 👇
(ที่มาคลิปเต็มของปู่ แอดแปะไว้ในคอมเมนต์ด้วย)

#รีเบต #ทองคำ

@ผู้ติดตาม @แฟนตัวยง

ที่อยู่

66 Tower 2556 ถนนสุขุมวิท แขวงบางนา
Phra Khanong
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Earnexผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์