BRAND LIFE x GA Arintorns

BRAND LIFE x GA Arintorns เรื่องราวชีวิตและการเดินทางของแบรนด์ จากทุกมุมโลก โดย ก้า อรินธรณ์

 #จดหมายรักถึงอาม่า“Dear you” หนังจีนที่อาจมี “พลานุภาพ” ชวนคนจีนกลับมาเที่ยวประเทศไทยตัวผมเองคิดว่า น่าจะมีภาพยนตร์ไม่ก...
28/08/2026

#จดหมายรักถึงอาม่า
“Dear you” หนังจีนที่อาจมี “พลานุภาพ” ชวนคนจีนกลับมาเที่ยวประเทศไทย

ตัวผมเองคิดว่า น่าจะมีภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่ดูจบแล้ว เราจะรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่เพียง “หนังที่ถ่ายทำในประเทศไทย” แต่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็ร “ตัวละครสำคัญ” ของเรื่องและ Dear You : จดหมายรักถึงอาม่า คือหนึ่งในนั้นเลยครับ

หนังจีนเรื่องนี้ ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในประเทศจีน เพราะตัวหนังสามารถทำรายได้ทะลุ 2,000 ล้านหยวน คิดเร็วๆ ก็ตกราวๆ หมื่นล้านบาท และมีปรากฏการณ์ครองอันดับหนึ่ง Box Office ของจีนนานต่อเนื่องถึง 5 สัปดาห์
เกิดเป็นกระแส แบบปากต่อปาก อย่างต่อเนื่องมหาศาล ก่อนที่หนังจะเดินทางออกฉายในหลายประเทศ

แต่สิ่งที่คิดว่ามีความน่าสนใจมากกว่าตัวเลข Box Office ก็คือ
นี่อาจเป็นหนังที่มี “พลานุภาพ” ในการชวนคนจีน ให้เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้อย่างมากอีกเรื่องหนึ่งเลยครับ

เพราะเรื่องราวของหนังไม่ได้ใช้ประเทศไทยเป็นเพียงฉากหลัง

แต่ทว่าในบทหนัง ผกก เขาเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “จีน–ไทย” ผ่านชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงาน แบบเสื่อผืนหมอนใบในบางกอก

ซึ่งเป็นคนรุ่นอากง อาม่า ของลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีน อย่างเราๆ ท่านๆ ที่ออกเดินทางมาพร้อมกับความหวัง

รอนแรมผ่านท้องทะเล มาถึง กรุงเทพด้วยจุดเริ่มต้นที่แทบไม่มีอะไร แต่ทำงานหนัก ค้าขาย เก็บหอมรอมริบ จนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัว สร้างกิจการให้มั่นคง และค่อย ๆ หยั่งรากลงบนแผ่นดินไทย กลายเป็นต้นตระกูลขิงคนไทยเชื้อสายจีนในเวลาต่อมา

ขณะเดียวกันนั้น หัวใจส่วนหนึ่งยังคงผูกพันกับครอบครัวที่ยังมีรกรากถิ่นฐานอยู่ในประเทศจีน

โดยมีสิ่งที่เชื่อมใจคนสองฝั่งเข้าหากันคือ “โพยก๊วน” หรือ Qiaopi (侨批) จดหมายที่ไม่ได้ส่งไปเพียงข้อความแห่งความคิดถึง แต่หลายฉบับเดินทางกลับบ้านไปพร้อมเงินที่เกิดจากหยาดเหงื่อและแรงงานของคนจีนโพ้นทะเล เพื่อส่งกลับไปเลี้ยงดูครอบครัว ณ ที่บ้านเกิด

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “การอพยพ”
แต่มันกลายเป็นเรื่องของ ความกตัญญู ความรับผิดชอบ ความอดทน การทำงานหนัก การค้าขาย และการสร้างชีวิตใหม่บนแผ่นดินไทย

และตัวหนังสามารถเล่า ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างงดงามมากๆ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ หนังไม่ได้พยายามบอกเราว่าประเทศไทยสวยงามอย่างไร
แต่ผู้สร้างเขาได้ทำให้เห็นว่า
ประเทศไทยเคยเป็นดินแดนแห่งโอกาสของคนจีนจำนวนมหาศาล

เป็นสถานที่ที่บรรพบุรุษ ต้นตระกูลของหลายพันหมื่นครอบครัวซึ่งเดินทางมาก่อร่างสร้างชีวิต มาทำมาหากิน มาพบผู้คน มาสร้างชีวิตใหม่ ๆ และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย

เมื่อมองในมุมของการท่องเที่ยว
เรื่องนี้จึงมีพลังมากกว่าการโฆษณาสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมดา

เพราะสำหรับผู้ชมชาวจีนบางคน การเดินทางมาตามรอยหนัง Dear You มันไม่ใช่เพียงแค่การมา “เที่ยวประเทศไทย”
แต่มันคือการเดินทางกลับมาตามหา รากเหง้า ร่องรอยของคนรุ่นปู่ย่าตายายของพวกเค้า ประเทศไทยในหนังจึงสามารถเปลี่ยนจากการเป็นจุดหมายทางการท่องเที่ยวเดินทาง ให้กลายเป็น พื้นที่แห่งความทรงจำ

และที่น่าสนใจคือ วันนี้เราเริ่มเห็นหลักฐานแล้วว่า “พลังของหนัง” มันสามารถเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านี้ให้กลายเป็น “การเดินทางจริง” ได้

เพราะหลังจาก Dear You ได้ออกฉายในสิงคโปร์และมาเลเซีย กระแสของภาพยนตร์ได้กระตุ้นความสนใจให้ ลูกหลานชาวจีน โพ้นทะเล ได้เดินทางกลับไปค้นหารากเหง้าและวัฒนธรรมแต้จิ๋วในภูมิภาค Chaoshan ของจีนอย่างชัดเจน

CNA ได้รายงานว่า ในช่วงที่กระแสภาพยนตร์กำลังได้รับความสนใจ ยอดจองเที่ยวบินจากสิงคโปร์ ไปยังสนามบิน Jieyang Chaoshan เพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เพราะมันกำลังบอกกับเราว่า ความประทับใจจากการชมภาพยนตร์ สามารถสร้างแรงกระตุ้นเพื่อการออกเดินทางได้จริงๆ

และจาก การท่องเที่ยวตามรอยหนัง film tourism มันกำลังพัฒนาไปสู่ การออกเดินทางที่มีความหมายทางจิตใจ นั่นคือ การตามหารากเหง้า ตามรอยเส้นทางของตำนาน บรรพบุรุษ

ถ้าหนังเรื่องเดียวกันสามารถทำให้ผู้ชมอยากเดินทางกลับไปค้นหารากเหง้าที่ Chaoshan ได้

ในทางกลับกัน สำหรับประเทศไทยเราก็คือ “อีกครึ่งหนึ่งของการเดินทาง” ของบรรพบุรุษชาวจีนที่มุ่งหน้าออกแสวงโชค

เพราะเรื่องราวของคนจีนโพ้นทะเลไม่ได้จบลงวันที่พวกเขาลงเรือออกจากเมืองจีน
แต่เรื่องราวอีกครึ่งหนึ่ง มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเรือเหล่านั้นเดินทางมาถึง “สยาม”

โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ย่านชุมชนจีนเก่าแก่อย่าง เยาวราช สำเพ็ง ตลาดน้อย ทรงวาดรวมถึงวัด ศาลเจ้า ตรอกเก่าๆ ท่าเรืออาคารพาณิชย์ และชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา สิ่งเหล่านี้สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวครับ

ลองคิดดูนะครับว่า หากผู้ชมชาวจีนที่รักหนังเรื่องนี้เดินทางมาเมืองไทย แล้วสามารถตามรอยเรื่องราวตั้งแต่ท่าเรือ ย่านการค้า บ้านเรือน วัด ศาลเจ้า ไปจนถึงสถานที่ที่สะท้อนชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลในกรุงเทพฯ ในแต่ละยุค แต่ละสมัย

เขาจะไม่ได้เพียงเดินทาง “ถ่ายรูปตามรอยหนัง” แต่กำลังเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ร่วมระหว่างไทยกับจีน ที่มีสายสัมพันธ์ของบรรพบุรุษถักทอร้อยไว้อย่างแนบแน่น

นี่คือสิ่งที่น่าจะเป็นโอกาสสำคัญของการท่องเที่ยวไทย ที่เราจะสามารถพัฒนา
และสร้างเส้นทางที่เรียกว่า
“จากซัวเถา…สู่สยาม”

เส้นทางที่เชื่อมเรื่องราวสองฝั่งเข้าด้วยกัน
ฝั่งหนึ่งคือบ้านเกิดของบรรพบุรุษใน เมืองจีน กับอีกฝั่งหนึ่งคือประเทศไทย ดินแดนที่คนเหล่านั้นเดินทางมาทำงาน ค้าขาย สร้างครอบครัว และสร้างชีวิตใหม่

มันจะกลายเป็น สิ่งที่มีความหมายมาก เพราะสิ่งที่เรากำลังนำเสนอไม่ใช่เพียง “สถานที่” แต่มันคือเรื่องราว การเดินทาง ความทรงจำ และการค้นหารากเหง้าที่สุดแสนจะมีความหมายแบบสุดๆ

และถ้ามองให้ไกลกว่านั้น นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ Tourism Economy แต่เป็นโอกาสของ Visitor Economy

เพราะเมื่อคนเดินทางมา เพื่อตามหารากเหง้า เขาไม่ได้ใช้จ่ายเพียงกับโรงแรมหรือร้านอาหาร แต่การเดินทางสามารถเชื่อมต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ ชุมชน วัฒนธรรม อาหาร งานหัตถกรรม การค้าท้องถิ่น มูลนิธิ โรงเรียน เพื่อนๆ ร่วมทางของบรรพบุรุษ รวมทั้งประสบการณ์อีกมากมายตลอดเส้นทาง

ที่สำคัญ Dear You : จดหมายรักถึงอาม่า ยังทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์และภาพลักษณ์ระหว่างประเทศไทยกับจีนได้อย่างยอดเยี่ยม

แทนที่จะพูดถึงความสัมพันธ์ไทย–จีนผ่านการค้า การลงทุน หรือตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

ทว่าหนังกลับเล่าความสัมพันธ์นั้นผ่านสิ่งที่มนุษย์ทุกคนเข้าใจตรงกัน

นั่นคือ เรื่องของครอบครัว ความคิดถึง ความกตัญญู ความเสียสละ และความรัก

บางครั้ง Soft Power ที่ทรงพลังที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องบอกใครว่า
“ประเทศไทยน่าเที่ยวขนาดไหน?”
แค่ทำให้เขาดูหนังจบแล้วเกิดความรู้สึกว่า…อยากไปเห็นประเทศไทยที่อากงและอาม่าเคยอาศัย ได้รู้จักกรุงเทพด้วยตาตัวเองสักครั้ง

และเมื่อวันนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่า
หนังเรื่องนี้สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเดินทางที่ Chaoshan ได้จริง

ในทางกลับกัน ประเทศไทยเราควรมอง Dear You ให้ไกลกว่าการเป็น “หนังจีนที่มาถ่ายทำในประเทศไทย”

แต่เปลี่ยนมุมมองมันในฐานะโอกาสที่จะเปลี่ยน ความรัก ความทรงจำ ความคิดถึง ความอบอุ่น ให้กลายเป็นการเดินทาง

และเปลี่ยนเรื่องราวร่วมกันของคนไทยกับคนจีน ให้กลายเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหมายที่สุดเส้นทางหนึ่งของประเทศไทยครับ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว…

ทุกจดหมายมีจุดหมาย
และต้นกำเนิดของ “จดหมายรักถึงอาม่า” ฉบับนี้ อาจมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ ประเทศไทย ก็เป็นไปได้ครับ

#ก้าพาเที่ยว x

เรื่องภายในของสมองกับระบบ RAS คัดสรรความสนใจ จนกลายเป็นเพลง The Beatles และ ‘โปรมือถือ’: ธุรกิจติดจรวด โดย ก้า อรินธรณ์ ...
26/08/2026

เรื่องภายในของสมองกับระบบ RAS
คัดสรรความสนใจ จนกลายเป็นเพลง The Beatles และ ‘โปรมือถือ’

: ธุรกิจติดจรวด
โดย ก้า อรินธรณ์ (Garintorns x BrandLife)

สรุปประเด็นสำคัญ
* ระบบ RAS ย่อมาจาก Reticular Activating System เป็นระบบการคัดกรองความสนใจของสมอง จะคอยทำหน้าที่เป็นตัวคัดกรอง ตัดทอนเรื่องที่เรายังไม่ให้ความสำคัญทิ้งไปจากความสนใจของสมอง

* ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ คำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์คือ ต้องพยายามโฟกัสกับปัญหา บนความเข้าใจการทำงานของระบบสมองดังกล่าว ทดลองใช้วิธีการตั้งโจทย์ให้ชัด และออกสำรวจตลาดเพื่อสร้างความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งต้องสร้างจุดโฟกัส เขียนเป้าหมายที่ชัดเจนเอาไว้ เพื่อที่เจ้า RAS จะได้ไม่ตัดทอนสิ่งนั้นออกไปจากความสนใจของเรา

* ยกตัวอย่างไอเดียโปรโมชันโดนใจผู้บริโภคที่เกิดจากการที่ทีมงานออกเดินตลาด จนได้ยินเสียงความต้องการของผู้บริโภค คือโปรฯ “แฮปปี้ใจดีให้ยืม” ที่ได้ไอเดียมาจากการไปเดินสอบถามความคิดเห็นนักศึกษาในช่วงปลายเดือนว่าอยากได้โปรโมชันแบบไหน
…

มีเรื่องราวทางสมองเรื่องหนึ่งซึ่งน่าสนใจมากๆ
เกี่ยวข้องกับการทำงานในสมองของมนุษย์เรา เป็นระบบที่มีชื่อว่า RAS ซึ่งเป็นตัวย่อมาจาก Reticular Activating System โดยเจ้าระบบนี้ มันเป็นระบบการคัดกรองความสนใจของสมอง

กระบวนการนี้ เกิดขึ้นมาเพื่อรักษาสมดุลในระบบความคิด ช่วยให้สมองของเราไม่ต้องทำงานหนักมากจนเกินกำลัง

โดยระบบ RAS นี้ จะคอยทำหน้าที่เป็นตัวคัดกรอง ตัดทอนเรื่องที่เรายังไม่ให้ความสำคัญทิ้งไปจากความสนใจของสมอง ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพราะศักยภาพของสมองมนุษย์เรานั้นไม่สามารถรับรู้ และประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างมากมายได้ ในเวลาเดียวกัน ในช่วงเวลาพร้อมๆ กัน

ระบบ RAS จึงต้องถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อช่วยให้สมองมนุษย์สามารถทำงานไปได้อย่างมีประสิทธิภาพบนขีดจำกัดในแต่ละช่วงเวลา

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในเวลาที่เราคุยโทรศัพท์ เราก็มักจะไม่ได้ยินเสียงสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ยินเสียงในร้านอาหาร ไม่ได้ยินเสียงคนอื่นคุยกัน เพราะเจ้า RAS ช่วยตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปให้แบบอัตโนมัติ

หรือในการประชุมระหว่างมื้ออาหาร เราก็มักจะไม่ค่อยได้รับรู้รสชาติของอาหารมื้อนั้นสักเท่าใดนัก
และในขณะที่ระบบมันช่วยตัดทอนบางสิ่งทิ้งไปให้…

ในทางกลับกัน ระบบนี้มันก็ตัดทิ้งเรื่องบางเรื่อง ที่อาจมีความสำคัญออกไปด้วยพร้อมกัน
ด้วยเพราะระบบ RAS นี่เองที่อาจทำให้เรามองข้าม สิ่งที่เรายังไม่ได้ให้ความสนใจมากพอ

ดังนั้น เพื่อให้รู้เท่าทันการทำงานของระบบ RAS เราจึงมีความจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายของสิ่งที่เราสนใจเอาไว้ให้ชัดเจนในสมอง

ซึ่งในกรณีนี้มีผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำไว้ว่า
การเขียนโจทย์ การสร้างจุดสนใจ การสร้างเป้าหมายที่มีความชัดเจน ด้วยการเขียนเป็นตัวอักษรบนกระดาษ จะช่วยกระตุ้นให้ระบบ RAS ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

และถ้ายิ่งเขียนมากเท่าใด การเขียนก็จะยิ่งช่วยไปกระตุ้นระบบ RAS ให้เกิดการสร้างสภาพการรับรู้ให้กับสมองมากขึ้นตามกัน

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายส่วนตัว เป้าหมายในการทำงาน ตลอดจนเป้าหมายทางธุรกิจ ก็สามารถใช้วิธีการเขียน เพื่อกระตุ้นสมองนี้ได้ทั้งสิ้น

ถ้าจะสรุปสั้นๆ ให้เป็นความเข้าใจแบบง่ายๆ
การสร้างจุดโฟกัสเป้าหมาย ด้วยการเขียนเป้าหมายขึ้นมาให้ชัดเจน ก็จะช่วยให้

“เราเห็น...ในสิ่งที่เรามองหา”

เพราะสมองจะตื่นตัว และรับข้อมูลเฉพาะในสิ่งที่เราสนใจ
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ ที่กำลังอยู่ในสมรภูมิทางการแข่งขัน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ทางการตลาด

คำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์คือ ต้องพยายามโฟกัสกับปัญหา บนความเข้าใจการทำงานของระบบสมองข้างต้น
ทดลองใช้วิธีการตั้งโจทย์ให้ชัด และออกสำรวจตลาดเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับผู้บริโภค หรือที่เรียกกันแบบเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริงว่า

“งานการตลาดที่ดี...เป้าต้องชัดและทำด้วยเท้า”
ประโยคข้างต้นนี้มันแฝงความหมายว่า เราต้องออกเดินเยอะ ออกสำรวจตลาดให้เยอะ พูดคุยกับลูกค้าและคู่ค้าให้เยอะๆ

รวมทั้งต้องสร้างจุดโฟกัส เขียนเป้าหมายที่ชัดเจนเอาไว้
เพื่อที่ว่า เจ้า RAS จะได้ไม่ตัดทอนสิ่งนั้นออกไปจากความสนใจของเรา

ตัวอย่าง การเกิดไอเดียโปรโมชันของซิมมือถือแบบเติมเงิน ที่โดนใจผู้บริโภคแบบสุดๆ ครั้งหนึ่ง ก็เกิดขึ้นจากการที่ทีมงานออกเดินตลาด จนได้ยินเสียงความต้องการของผู้บริโภค

คุณธนา เธียรอัจฉริยะ พี่โจ้ซึ่งเป็นผู้ดูแลแบรนด์ Happy ในเวลานั้น ได้เล่าให้ฟังว่า ทีมงานของเขามักจะได้ไอเดียดีๆ มาจากการสำรวจตลาด

โดยการออกเดินไปพูดคุยกับน้องๆ นักศึกษา ตามหอพักต่างๆ เพื่อสอบถามว่า อยากได้โปรโมชันแบบไหน ที่จะชื่นชอบถูกใจวัยรุ่น

เรื่องราวของเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนสิ้นเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เงินเดือนของนักศึกษา ยังไม่ถูกโอนมาจากที่บ้าน

เมื่อทีมงานไปถามพวกเขาว่า อยากได้โปรแบบไหนที่โดนใจ?

น้องนักศึกษาคนหนึ่ง จึงตอบมาแบบกวนๆ ยียวนว่า
“มีโปรอะไรก็ไม่เอาทั้งนั้นแหละพี่ ช่วงสิ้นเดือนแบบนี้ เป๋าแห้งจ้า โปรดียังไงก็ไม่สนทั้งนั้นแหละ

แต่ถ้ามีตังค์มาให้ยืมเพื่อเติมเงินค่าโทรกลับบ้าน หรือเติมเงินโทรหาแฟน น่าจะดีกว่านะ !!!!”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ประโยคนี้กลายเป็นการจุดประกายความคิดของโปรโมชันใหม่ “แฮปปี้ใจดีให้ยืม” ให้ลูกค้ายืมเงินค่าโทรก่อน แล้วค่อยเติมเงินคืนภายหลัง อันโด่งดัง

นับเป็นโปรโมชันที่เกิดขึ้น บนการโฟกัสกับความต้องการของผู้บริโภคที่ผสมผสานกับการเปิดใจรับฟัง
ขอให้นึกไว้อยู่เสมอว่า ระบบ RAS ในสมองจะเลือกคัดกรอง เฉพาะสิ่งที่เราสนใจ

ดังนั้นถ้าคุณเป็นสถาปนิก ที่กำลังโฟกัสกับการออกแบบ แม้เพียงเห็นผีเสื้อขยับปีกบินผ่านดอกไม้ คุณก็อาจมองเห็นเป็นไอเดียดีไซน์สถาปัตยกรรม รูปแบบใหม่ๆ ปรากฏขึ้นมา

นักเขียน นักแต่งเพลงที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจ
ก็อาจจะเห็นเนื้อร้องใหม่ๆ มาจากสิ่งต่างๆ รวมทั้งเรื่องราว ที่อยู่รอบตัว

ได้มีโอกาส ฟังคุณบอย โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลงฮิตระดับประเทศ เล่าให้ฟังถึงที่มาของบทเพลง ที่สามารถใช้อธิบายถึงกระบวนการโฟกัสกับปัญหาที่ประกอบกันเข้ากับพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์เพลง ซึ่งเป็นความสามารถส่วนบุคคล

คุณบอย เล่าให้ฟังว่า ตัวเขาเองนั้นมีความชื่นชอบในเสียงร้องของคุณปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว จนวันหนึ่งมีโอกาสได้พบกับพี่ปั่น ในงานเลี้ยงงานหนึ่ง จึงเอ่ยปากชวนพี่ปั่นมาร่วมร้องเพลงที่บ้าน

“พี่ครับ ผมมีเพลงอยากให้พี่ปั่นไปช่วยร้อง ไม่ทราบว่าพี่ปั่นจะสะดวกไหมครับ..?”
“ได้เลยบอย จะให้พี่ไปอัดวันไหนล่ะ” พี่ปั่นตอบตกลง
“พรุ่งนี้ ที่บ้านผมเลยครับพี่”

ซึ่งในสถานการณ์ความเป็นจริง ณ เวลานั้น ตอนที่คุณบอยเอ่ยปากขอนัดพี่ปั่นไปร้องเพลง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีเพลงที่แต่งไว้เลย เรียกว่าไม่มีเนื้อร้องแม้แต่คำเดียว

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อพี่ปั่นเดินทางมาถึงห้องบันทึกเสียงซึ่งตั้งอยู่ที่บ้าน

คุณบอยก็ใช้ปฏิภาณของนักแต่งเพลง แต่งเนื้อเพลงนี้ออกมาแบบสดๆ จากภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า
คุณบอยเล่าให้ฟังว่า เขามองเห็นดอกไม้ ก็เขียนเนื้อว่า “ดอกไม้..”

มองเห็นประตู ก็เขียนเนื้อเพลงว่า “ประตู”
เห็นแจกัน ก็เขียนเนื้อร้องว่า “แจกัน”

เห็นดิน เห็นทราย เห็นต้นไม้ ทางเดิน โคมไฟ แก้วน้ำ จานชาม บันได สนามหญ้า เอาสิ่งรอบๆ ตัวมาประกอบกันจนกลายเป็นเนื้อเพลง

ด้วยความสามารถชั้นยอด บทเพลงในวันนั้น ก็สำเร็จกลายเป็นเพลงที่ชื่อว่า Home ที่ใครหลายๆ คนประทับใจ เป็นเพลงในดวงใจ

“ดอกไม้ ประตู แจกัน ดินทราย ต้นไม้ ใหญ่
แก้วน้ำ จานชาม บันได โคมไฟที่สวยงาม
ขอบรั้ว และริมทางเดิน ต้นหญ้า อยู่ในสนาม
บ้านนี้ จะมีความงาม ได้ถ้ามีเธอ...”

ถ้าลองพิจารณาดู เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเพราะการโฟกัสกับปัญหาที่อยู่เบื้องหน้า ประกอบกันเข้ากับความสามารถในการแต่งเพลงระดับเทพ จึงสามารถสร้างสรรค์บทเพลงไพเราะออกมาได้ด้วยฉากในบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง แต่ทว่าเปี่ยมด้วยความหมายอันลึกซึ้ง

อีกกรณีหนึ่งเป็นเรื่องราวของชายหนุ่ม พอล แมคคาร์ตนีย์ หนึ่งในสองนักแต่งเพลงชื่อดังของ The Beatles วันหนึ่งช่วง ค.ศ.1964 พอล กระโดดขึ้นรถ ออกเดินทางไปบ้านของจอห์น เลนนอน ที่เวย์บริดจ์เพื่อไปซ้อมดนตรีตามปกติ

ระหว่างทาง พอลก็เปิดบทสนทนากับโชเฟอร์คนขับรถ เขายิงคำถามพูดคุยกับคนขับรถเพื่อแก้ความเงียบว่า

“เฮ้..พี่ชาย..วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
พี่โชเฟอร์ ก็ตอบมาสั้นๆ ว่า “งานหนักมาก!!!”
“หนักขนาดไหนเหรอพี่...?” พอลถามต่อแบบซักไซ้

โชเฟอร์ ได้ยินคำถามแบบนี้ ก็ตอบมาด้วยน้ำเสียงหนักๆ ในอารมณ์หงุดหงิด แกมประชดแบบให้เห็นภาพว่า

“I am working just like 8 days a week..”
“ทำงานหนัก เหมือนอาทิตย์นึงมีแปดวันเลย...(โว้ย)”

ทันทีที่พอลได้ยินประโยคนี้ ด้วยสัญชาตญาณ และด้วยระบบ RAS ในสมองของนักแต่งเพลง เขาก็เกิดอาการมองเห็นในสิ่งที่มองหา รีบคว้าปากกามาจดวรรคทองนี้ใส่กระดาษ

พอโชเฟอร์ขับรถไปถึงบ้านเลนนอน พอลก็รีบวิ่งลงจากรถไปบอกจอห์น และแต่งเพลงนี้ขึ้นในทันที

ในปี ค.ศ.1965 ก็ปรากฏบทเพลงชื่อว่า Eight days a week ฮิตติดชาร์ตอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โดยมีเนื้อร้องวรรคหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า

Ain’t got nothing but love babe. Eight days a week : แม้หนึ่งอาทิตย์จะมีแค่เจ็ดวัน แต่ฉันรักเธอแปดวันต่อสัปดาห์

และแน่นอนว่า มันกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงฮิตในใจของใครหลายคน

เรื่องราวทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นตัวแทนได้ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อายุเท่าไร หรือมีอาชีพใดๆ

เพียงแค่คุณใส่ใจกับสรรพสิ่งรอบๆ ตัว
ด้วยวิธีการตั้งโฟกัสกับเป้าหมายที่คุณต้องการให้ชัดเจน เพื่อทำให้ระบบ RAS ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เชื่อเถอะว่า…

คุณก็จะ…เห็น ในสิ่งที่คุณ…หา เสมอ
แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่ยอมตั้งโจทย์ ไม่ตั้งเป้าหมายให้ชัด

เชื่อเถอะว่า จะหาอย่างไร ก็ไม่มีทางเห็น
มันช่างเข้ากับสำนวนที่ว่า

สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม
อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย
นี่ก็เพราะผลพวงจากเรื่องภายในสมองแท้ๆ

x

ก้าพาเที่ยว Ga Arintorns Brandlife วันนี้โหมดทำงานวิชาการ เพื่อชาติครับ มาเข้าร่วมประชุมเดินหน้า Creative-Visitor Econom...
18/08/2026

ก้าพาเที่ยว Ga Arintorns Brandlife วันนี้โหมดทำงานวิชาการ เพื่อชาติครับ มาเข้าร่วมประชุมเดินหน้า Creative-Visitor Economy ผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจประสบการณ์ ดึงวัฒนธรรม อัตลักษณ์สร้าง Experience ใหม่
ใช้ Data-Agentic AI เชื่อมคนสู่พื้นที่ กระจายรายได้ถึงชุมชน

วันนี้ อาจารย์เอ วีระศักดิ์ ประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ได้ร่วมกันเดินหน้า ขับเคลื่อน Creative Economy เชื่อม Visitor Economy เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม อัตลักษณ์ สินค้า GI และทรัพย์สินทางปัญญา ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ดึงดูดผู้มาเยือน สู่ High Value

โดยใช้กรอบ ”น้ำตกสี่ชั้น“ สร้างระบบนิเวศเชื่อมโยง 6 กลุ่มผู้เล่นหลักทั้งภาครัฐ เอกชนรายใหญ่ เอสเอ็มอี ท้องถิ่น ภาควิชาการ และเครือข่ายต่างประเทศ ผ่าน Data-driven เพื่อเร่งขับเคลื่อน Quick Win ภายใน 6 เดือน-1 ปี และ Big Win 2-3 ปี

รายละเอียดการทำงานมีดังนี้เลยครับ :

การประชุมครั้งนี้ต่อยอดจากการประชุมนัดแรก โดยมีสาระสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ รูปแบบการทำงานของคณะทำงาน แนวทางยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ High Value ที่สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม การสร้างระบบนิเวศของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรายการประเด็นสำคัญ (Priority) ที่ต้องผลักดันต่อจากนี้ เน้นหลักการ 2 ภารกิจคู่ขนาน

หนึ่งคือการหา ”ปุ๋ย“ สร้างระบบนิเวศใหม่ให้ความคิดสร้างสรรค์

และสองคือ
”คราด“ กวาดอุปสรรค/ปัญหาและหาแนวทางแก้ไข

ส่วนแนวทางยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ High Value tourism

คณะทำงานมุ่งสร้าง ”คุณค่าสูง“ (High Value) ที่ส่งผลกระทบจริงต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยที่ประชุมเสนอกรอบคิด ”น้ำตกสี่ชั้น“ คือการมองเศรษฐกิจผู้มาเยือนให้ครบมิติ แบ่งเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง/การมาเยือนออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่

(1) Experience Economy
(2) Visitor Economy ซึ่งเป็นจุดโฟกัสหลักของคณะทำงาน
(3) Tourism Economy
และ
(4) Local Economy

เพื่อให้เห็นคุณค่าของคนแต่ละกลุ่มแยกออกจากกัน แทนที่จะรวมทุกอย่างเป็นคำว่า ”นักท่องเที่ยว“ เพียงคำเดียว

คณะทำงานได้แลกเปลี่ยนความเห็นและเสนอแนวทางในการขับเคลื่อน อาทิ

(1) ความเป็นไปได้ในการพัฒนา
Model Sandbox โดยใช้พื้นที่หลักในเมืองรองเป็นพื้นที่นำร่อง เช่น Krabi Sandbox ผ่านยุทธศาสตร์ 3 ด้าน
- Create Value (ต่อยอดสินค้า G/อัตลักษณ์ท้องถิ่น)
- Curated Entrepreneur (ยกระดับผู้ประกอบการให้
ออกแบบประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ขายสินค้า)
- Connect to Market (จับคู่ธุรกิจ/ใช้ Digital Content เป็นสื่อ)

(2) Design Purpose Travel ผลักดันไทยเป็น Global Platform ให้คนทั่วโลกเดินทางมาเพื่อมีส่วนร่วม เชื่อมโยงและสร้างโอกาสทางธุรกิจและ การลงทุน ผ่านงาน Art Fair, Exhibition, Festival และ Event ระดับนานาชาติ เรื่องนี้คือตรงกับ Visitor Economy ชัดๆ เลยคับ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ

การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven) โดยการจัดทำฐานข้อมูลผู้มาเยือนตลอดการเดินทาง

โดยเชื่อมโยง/รวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการสร้างประสบการณ์ เช่น ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านค้า ที่พัก ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ ประกันภัย

เพื่อทำให้เข้าใจผู้มาเยือนและสามารถออกแบบประสบการณ์ สินค้า และบริการได้ตรงเป้าหมาย

นอกจากนี้ ยังได้มีการหรือเพื่อนำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้

เช่น การจัดทำและแผนพัฒนาการ ท่องเที่ยวฉบับใหม่ของจีนที่เน้น Re-invent ของเก่าให้เป็น Cluster ตอบโจทย์ Experience & Emotional Economy แทนการสร้างของใหม่ทั้งหมด

และแนวคิด "Fight Mode" ของเวียดนามเพิ่มความคล่องตัวในการทบทวนและแก้กฎหมาย/กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคอย่างรวดเร็ว โดยไม่กลัวความผิดพลาด เป็นต้น

ทั้งนี้ คณะทำงานๆ จะนำข้อเสนอจากการประชุมไปพัฒนาต่อ

และสกัด Voice ออกจาก Noise เพื่อกลั่นและจัดลำดับข้อเสนอ

ก่อนเสนอต่อคณะอนุกรรมการฯ

เพื่อผลักดันให้ Creative Economy และ Visitor Economy เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย พร้อมกระจายโอกาสและรายได้ลงสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมครับ

#ก้าพาเที่ยว x

บริหารในภาวะวิกฤต บทเรียนจากพี่เตา บรรยง : ก้า อรินธรณ์ได้มาฟัง Exective Talk Forum จากคลาส Cu Business Psychology ที่เช...
22/07/2026

บริหารในภาวะวิกฤต
บทเรียนจากพี่เตา บรรยง
: ก้า อรินธรณ์

ได้มาฟัง Exective Talk Forum จากคลาส Cu Business Psychology
ที่เชิญพี่เตา บรรยง พงษ์พานิช มาพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์

ในช่วงวิกฤติ ที่เศรษฐกิจกำลังหดตัว ยอดขายลดลง และสถานการณ์โลกมีความผันผวนตลอดเวลา

ก้า อรินธรณ์ ขออนุญาติถ่ายทอดแนวคิดการบริหารงานในภาวะวิกฤต จากพี่เตา ซึ่งได้ให้แนวคิด คำแนะนำที่น่าสนใจไว้ ดังนี้ ครับ

1. ตั้งสติ (Be Calm) ไม่ปล่อยให้จิตใจ ตื่นตระหนกไปกับสถานการณ์ เพรามันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้าย ผู้บริหารต้องรวบรวมสมาธิและตั้งสติ ก่อนเริ่มต้นทำการแก้ปัญหา

2. แยกแยะวิกฤติ (Identify Crisis) แยกปัญหา ที่ทำให้เกิดวิกฤติออกมา ให้รู้โดยเร็วว่า ในวิกฤติขนาดใหญ่นี้ มันมีปัญหาเรื่องอะไรที่ซ่อนอยู่บ้าง ความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ตามมามีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง และแต่ละเรื่องนั้นมันซุกซ่อนเงื่อนไขอะไรไว้บ้าง เพราะในวิกฤตใหญ่ๆ มีปัญหาซ่อนอยู่หลายอย่าง ปัญหาไหน ต้องแก้ก่อนแก้หลัง และควรจัดลำดับอย่างไร?

3. รวบรวมข้อมูลและทรัพยากร (Collect Information & Resources) รวมข้อมูล ข้อเท็จจริง จากทุกด้านอย่างรวดเร็ว ต้องมองให้ออกว่าข้อมูลอันไหน มีประโยชน์ในการทำงาน และทรัพยากรอันไหนในบริษัทของเราที่มันมีความพร้อม และสามารถใช้ได้ พัฒนาได้

ทั้งทรัพยากรที่จับต้องได้ และทรัพยากรที่เป็นเครือข่าย สายสัมพันธ์ต่างๆ บนเงื่อนไขที่ว่า เวลาในการแก้ไขวิกฤติต่างๆ ที่เราแยกแยะไว้นั้น มันมีไม่เท่ากัน และในแต่ละช่วงเวลามันก็มีข้อจำกัดของมัน

4. วิเคราะห์ข้อมูล (Analysis) ใช้เวลาวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด โดยแยกการแก้ปัญหาเป็นส่วนๆ เพื่อเตรียมวางแผน

ในช่วงเวลานี้ นำข้อมูลทั้งหมดมาย่อยเพื่อที่จะทำให้เราได้รู้ว่า มีอะไรที่เราต้องหาเพิ่ม หรือมีเรื่องอะไร หรือความจำเป็นอะไรที่เราขาดอยู่ รวมทั้งวิเคราะห์เงื่อนไข ในการทำงานขององค์กรของเราด้วยว่ามีอะไรที่เป็นโอกาส อุปสรรค จุดแข็งจุดอ่อน ในสภาวะวิกฤตินั้นๆ

5. พัฒนาทางเลือก (Develop Alternatives) คิด วิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลทั้งหมด และพัฒนาทางเลือกในการตัดสินใจ เพราะในแต่ละเส้นทางมันมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่ต่างกัน และก็ให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน

ต้องพยายามหาหลายๆ ทางเลือกในการตัดสินใจ บนเงื่อนไขเวลาที่เหมาะสม

6. ตัดสินใจ (Make Decision) การตัดสินใจต้องแหลมคม บนเงื่อนไขที่เราพัฒนาไว้แล้ว ผู้บริหารต้องประเมินทางเลือกต่างๆ ในการตัดสินใจ ที่เชื่อว่ามีโอกาสสำเร็จสูง ในเงื่อนเวลาที่เหมาะสม ไม่เร็วจนร้อนรน แต่ก็ไม่ช้าจนสายเกินไป เพื่อเยียวยาวิกฤติต่างๆ ข้างต้นที่เราได้แยกแยะไว้

กระบวนการทั้งหมดนี้ คุณบรรยง ท่านบอกไว้ว่าจะต้องทำแบบเป็นพลวัต คือทำอย่างต่อเนื่อง และมีการตรวจสอบเป็นระยะๆ ทำวนเวียนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะผ่านช่วงเวลาวิกฤติในแต่ละช่วงไป

ท่านเน้นย้ำว่า แม้จะผ่านช่วงเวลาหนักที่สุดไปแล้ว เราก็ยังคงต้องตามตรวจสอบ เพียรหาข้อมูลเพิ่ม และนำมาวิเคราะห์ต่อ เพื่อปรับปรุงทางเลือกใหม่ๆ ในการตัดสินใจ และก็ปรับเปลี่ยนการตัดสินใจ เป็นการดำเนินไปตามสภาวะของวิกฤติ นั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลา

ทั้งหมดนี้ มีเพื่อนผมคนหนึ่ง ซึ่งทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรระดับประเทศ ให้คำวิธีการจำ เทคนิคนี้แบบง่ายๆ ไว้เป็น 3C/3A ครับ

3C แรกคือ
1.Calm ตั้งสติ, 2.Crisis Identify แยกแยะวิกฤติ, 3.Collect รวบรวมข้อมูล

3A ต่อมาคือ
4.Analyse วิเคราะห์ข้อมูล, 5.Alternative หาทางเลือก และ 6.Action ตัดสินใจ

หวังว่าน่าจะพอเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆ ท่าน ในช่วงนี้นะครับ

CR : กราบขอบพระคุณความรู้ดีๆ
จากคุณบรรยง พงษ์พานิช ครับ
x

พลังแห่งความเป็นไปได้! “Nene Royal” จากเด็กไทยสู่สายตาคนทั้งโลกบนเวที America’s Got Talent (AGT)⚡️หลายคนอาจคุ้นหน้าเธอใน...
11/07/2026

พลังแห่งความเป็นไปได้! “Nene Royal” จากเด็กไทยสู่สายตาคนทั้งโลกบนเวที America’s Got Talent (AGT)⚡️
หลายคนอาจคุ้นหน้าเธอในฐานะ “Nene Royal” Stage name หรือ น้องแพรว - รัตติกานต์ อำลอย วง OZONE Band FC เจ้าของรางวัล Outstanding Player จากเวที THE POWER BAND...แต่นั่นเป็นแค่อีกหนึ่งเส้นทางทางดนตรี! เพราะวันนี้เธอไปไกลกว่าเดิม บนสเตจระดับโลกที่ขึ้นชื่อว่าหินที่สุด ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งข้อพิสูจน์อันยิ่งใหญ่ที่ตอกย้ำว่า พลังคนไทย พลังแห่งความเป็นไปได้ ถ้าเรามุ่งมั่นตั้งใจ... ไม่มีอะไรที่เด็กไทยทำไม่ได้อย่างแน่นอน! 🇹🇭✨ คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ชวนอ่านเรื่องราวฉบับเต็มเพื่อสร้างแรงบันดาลใจได้ที่นี่เลย📖 https://shorturl.asia/yk7nW
กว่าจะก้าวมาเป็นขวัญใจคนทั่วประเทศในวันนี้ เธอต้องผ่านอะไรมาบ้าง? และความฝันสู่การเป็นศิลปินระดับเวิลด์คลาสของเด็กวัยทีนคนนี้จะทรงพลังขนาดไหน? มาร่วมส่งกำลังใจเชียร์ “Nene Royal” ในรอบถัดไปของ America’s Got Talent ไปพร้อมกัน! และสำหรับแฟน ๆ ที่อยากไปซัพพอร์ตและชมความสามารถแบบสด ๆ สามารถไปสนุกกับคอนเสิร์ตได้ที่ Nakamarket-ตลาดท้ายรถนาคา-ภูเก็ต ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เลยครับ!
ังคนไทย #พลังคนไทยพลังแห่งความเป็นไปได้

https://www.facebook.com/share/p/1EkvbtZnEX/

พลังแห่งความเป็นไปได้! “Nene Royal” จากเด็กไทยสู่สายตาคนทั้งโลกบนเวที America’s Got Talent (AGT)⚡️
หลายคนอาจคุ้นหน้าเธอในฐานะ “Nene Royal” Stage name หรือ น้องแพรว - รัตติกานต์ อำลอย วง OZONE Band FC เจ้าของรางวัล Outstanding Player จากเวที THE POWER BAND...แต่นั่นเป็นแค่อีกหนึ่งเส้นทางทางดนตรี! เพราะวันนี้เธอไปไกลกว่าเดิม บนสเตจระดับโลกที่ขึ้นชื่อว่าหินที่สุด ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งข้อพิสูจน์อันยิ่งใหญ่ที่ตอกย้ำว่า พลังคนไทย พลังแห่งความเป็นไปได้ ถ้าเรามุ่งมั่นตั้งใจ... ไม่มีอะไรที่เด็กไทยทำไม่ได้อย่างแน่นอน! 🇹🇭✨ คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ชวนอ่านเรื่องราวฉบับเต็มเพื่อสร้างแรงบันดาลใจได้ที่นี่เลย📖 https://shorturl.asia/yk7nW
กว่าจะก้าวมาเป็นขวัญใจคนทั่วประเทศในวันนี้ เธอต้องผ่านอะไรมาบ้าง? และความฝันสู่การเป็นศิลปินระดับเวิลด์คลาสของเด็กวัยทีนคนนี้จะทรงพลังขนาดไหน? มาร่วมส่งกำลังใจเชียร์ “Nene Royal” ในรอบถัดไปของ America’s Got Talent ไปพร้อมกัน! และสำหรับแฟน ๆ ที่อยากไปซัพพอร์ตและชมความสามารถแบบสด ๆ สามารถไปสนุกกับคอนเสิร์ตได้ที่ Nakamarket-ตลาดท้ายรถนาคา-ภูเก็ต ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เลยครับ!
ังคนไทย #พลังคนไทยพลังแห่งความเป็นไปได้

Café Amazon IKEA Netflix กับจุดเด่นเรื่องการเชื่อมต่อ และประสบการณ์กับผู้บริโภค : ก้า อรินธรณ์“เราจะทำอย่างไร ให้แบรนด์ข...
03/07/2026

Café Amazon IKEA Netflix กับจุดเด่นเรื่องการเชื่อมต่อ และประสบการณ์กับผู้บริโภค : ก้า อรินธรณ์

“เราจะทำอย่างไร ให้แบรนด์ของเราแตกต่างจากสินค้าในหมวดเดียวกัน
แบรนด์จะหาความต่าง ในการสร้างจุดเด่นได้อย่างไร?

คำแนะนำในเรื่องของการออกแบบประสบการณ์ ที่จะมาช่วยเป็นสารตั้งต้นในการสร้างจุดจดจำ จุดครองใจ
มันจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกแบรนด์ไม่อาจมองข้ามครับ“
ในโลกปัจจุบัน
ที่สินค้าต่างๆ ล้วนมีความหลากหลายเรื่องแบรนด์

แต่กลับมีหน้าตาคล้ายกันแบบสุดๆ
ด้วยเทคโนโลยีการผลิตและความรู้ที่ก้าวหน้า จนแทบจะเท่าทันกันในทุกพื้นที่ของโลก

มีผลทำให้สินค้าหลายชนิดมีอรรถประโยชน์เหมือนกัน
จนแทบจะแยกไม่ได้เลย
อาการเหมือนกันอย่างกับแกะ มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา..

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราจะทำอย่างไร ให้แบรนด์ของเราแตกต่างจากสินค้าในหมวดเดียวกัน

แบรนด์จะหาความต่าง ในการสร้างจุดเด่นได้อย่างไร?

นี่คือคำถามที่ผู้บริหารแบรนด์ พยายามค้นหาคำตอบอยู่เสมอมาครับ

คำแนะนำในเรื่องของการออกแบบประสบการณ์ ที่จะมาช่วยเป็นสารตั้งต้นในการสร้างจุดจดจำ จุดครองใจ จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกแบรนด์ไม่อาจมองข้าม

เมื่อทุกแบรนด์ในตลาดนั้น แทบจะไม่มีความแตกต่างกันมากนักในเรื่องของ Functional Benefits หรืออรรถประโยชน์ที่จับต้องได้ ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมานั้น มันมีความใกล้เคียงกันจนไม่แตกต่าง

เพื่อไม่ให้แต่ละแบรนด์ต้องมาแข่งขันกันในเรื่องของการตัดราคา เราควรทำอย่างไร?
วิธีการสร้างความแตกต่างในเรื่องของอารมณ์ หรือ Emotional Benefits จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ

และถ้าจะมองให้ลึกลงไปจุดกำเนิดของอารมณ์ต่าง ๆ ของผู้บริโภค ก็ล้วนเกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ที่ได้รับจากแบรนด์นั่นเอง

ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้การตลาดประสบการณ์ ทวีความสำคัญขึ้นมาอย่างมาก

ถ้าจะอธิบายสั้นๆ
การตลาดเชิงประสบการณ์ (Experiential Marketing) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาด ที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

โดยมอบประสบการณ์ เพื่อสร้างให้ลูกค้าเกิดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ในมิติต่างๆ

เพราะเจ้าประสบการณ์ มันก็จะช่วยขับเน้นในการสร้างความแตกต่างทางอารมณ์ได้มากขึ้น

จนสามารถพัฒนากลายเป็นจุดจดจำในใจของผู้บริโภคให้เกิดขึ้นได้

อธิบายแบบนี้ ก็อาจเข้าใจได้ยาก

ขอลองยกตัวอย่างให้เป็น สินค้า และแบรนด์ในชีวิตจริงๆ อย่างเช่น

การสร้างประสบการณ์การได้ทดลองขับ ทดลองใช้ ทดลองอยู่อาศัย ทดลองชิม ทดลองชม ในรูปแบบจริง และรูปแบบเสมือนที่ใช้เทคโนโลยี VR ประเภทต่างๆ ก็มีให้เห็นอยู่ในการแข่งขัน และเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม

ทั้งการขับเน้นด้วยการสร้างประสบการณ์ในการบริการ ผ่าน Brand Sensory ต่างๆ ด้วยการออกแบบรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

อย่างเช่นแบรนด์ร้านกาแฟ
ที่แต่ละแบรนด์ ก็พยายามสร้าง การตลาดผ่านประสบการณ์ ให้กลายเป็นจุดจดจำโดดเด่น อาทิ
Starbuck = ร้านนั่งสบาย อบอุ่น สถานที่สะดวกสบาย โอ่โถง นัดเพื่อนฝูงมาพบปะสนทนาได้
Café Amazon = ร้านกาแฟในปั๊ม มีสวนป่าน้ำตก ต้นไม้รอบร้าน ไว้พักหย่อนใจ ก่อนออกเดินทางต่อ
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแต่ละแบรนด์ที่มีความโดดเด่น ล้วนออกแบบประสบการณ์ไว้ต่างกัน และมันทำให้เกิดภาพจำที่แตกต่างกันในสมองของผู้บริโภค

มีการพิสูจน์แล้วว่า..
เจ้า Experience Marketing หรือการตลาดเชิงประสบการณ์มันเชื่อมโยงกับเรื่องของอารมณ์

และทันทีเมื่อผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ มันก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 3 ด้านสำคัญ ที่เชื่อมโยงกับแบรนด์ก็คือ

1. ทัศนคติ (Attitude) ที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ
2. อารมณ์ (Mood) ที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นหรือใช้บริการจากแบรนด์
3. พฤติกรรม (Behavior) ที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์ต่อไปในอนาคต
จากประสบการณ์ตรงที่ต้องทำงานกับทีมการตลาดจากหลายแบรนด์
มี Model ง่ายๆ ของการสร้าง Experience Marketing ที่อยากนำมาแบ่งปันเป็นอักษรย่อ 5 ตัวนั้นคือ “A B C D E Model” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

ขอนำมาแบ่งปันเพื่อเป็นสารตั้งต้น สำหรับแบรนด์ที่กำลังมองหาวิธีการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค
A = Attention
ประสบการณ์ต้องมีความน่าสนใจ และดึงดูดลูกค้าเป้าหมาย
ประสบการณ์ที่แบรนด์ออกแบบมานั้น ต้องดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เกิดการทดลองใช้ สร้างอารมณ์ความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การให้การบริการ ต่างๆ
ตัวอย่างเช่นร้านกาแฟ เหมือนกัน แต่ก็อาจขับเน้นความโดดเด่น ในมุมที่แตกต่างกันได้

ร้านที่โดดเด่นในเรื่องของความเชี่ยวชาญในรสชาติกาแฟ ก็ต้องเน้นการออกแบบประสบการณ์ ชง ชิม แชร์ ในเรื่องของการเสาะหาเม็ดกาแฟ จากหลายๆ พื้นที่ ขับเน้นให้เห็นกระบวนการคั่ว การคัดสรรเม็ด กระบวนการปรุง ซึ่งมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางรสชาติ
บางร้านอาจโดดเด่น ในเรื่องการเป็นที่สังสรรค์ นัดพบ เป็นสังคมคอมมูนิตี้ ก็ต้องออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้าเกิดความสบายใจในการใช้พื้นที่มานั่งพักผ่อนสนทนา หรืออาจขับเน้นให้ร้านกลายเป็นศูนย์รวมของคนเล่นบอร์ดเกม หรือเป็นพื้นที่ของการจัดงานเสวนาต่างๆ
หรืออาจพัฒนาเป็นไอเดียคาเฟ่ที่เป็นศูนย์รวมของเก่า ของวินเทจ ที่เมื่อเข้าไปแล้วก็เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในวัยเยาว์
หรือคาเฟ่สำหรับคนรักสัตว์ประเภทต่างๆ ก็ต้องเน้นให้มีจุดเด่นเป็น CatCafé, DogCafé หรือ ExoticAnimal Café เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย
ตัวอย่างที่โดดเด่นมีให้เห็นอยู่ในตลาดมากมาย
ไอเดียทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการลงมือวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อหาช่องว่างทางการตลาด และทดลองออกแบบประสบการณ์เหล่านี้ขึ้นมา ตามความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ที่เราต้องทำงานอย่างเจาะลึกถึงความต้องการเฉพาะ
B=Bold
ประสบการณ์ต้องมีความโดดเด่น ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร

มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ นั่นคือการออกแบบประสบการณ์ในการไปช็อปปิ้งของแบรนด์ IKEA

IKEA จะทำส่วนหน้าของสโตร์ เป็นรูปแบบห้องตัวอย่าง ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ของอิเกีย ในการตกแต่ง เป็นห้องประเภทต่างๆ ทั้งห้องนอน ห้องเด็ก ห้องทำงาน เพื่อขยายขอบเขตในจินตนาการของกลุ่มเป้าหมายให้เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้าน

ส่วนหลังเป็นโกดังสินค้า ที่ลูกค้าจะต้องไปขน และนำกลับไปประกอบเองที่บ้าน

เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้า มีความสุข ความภาคภูมิใจ ในการเลือกซื้อ ประกอบร่าง

เป็นการได้ลองใช้ไอเดีย mix & match ด้วยตัวเอง และลงมือประกอบชิ้นงานด้วยตัวเองตามคู่มือ จนเป็นความแตกต่างที่ แบรนด์อิเกียทำได้

และกลายเป็นเจ้าของจุดจดจำที่ว่า
เฟอร์นิเจอร์สวย ใช้งานดี ราคาเป็นมิตร ประกอบเอง = IKEA
C=Characters
ประสบการณ์นั้นๆ ต้องสะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์ ได้อย่างเด่นชัด

และช่วยส่งเสริมถึงความเชี่ยวชาญ ในสิ่งที่แบรนด์นั้นต้องการสื่อสารกับผู้บริโภค
ตัวอย่างต่อเนื่องจากร้านกาแฟ Amazon ซึ่งตกแต่งด้วยธรรมชาติรายรอบ มีต้นไม้ สวนน้ำตก ในบรรยากาศป่าชุ่มชื้น ก็สามารถสะท้อนผ่านไปถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และการรักษาธรรมชาติ ผ่านแก้วกาแฟร้อนที่ย่อยสลายได้

รวมทั้งมีการทำงานร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟด้วยความเข้าใจในเรื่องของความยั่งยืน เพื่อขับเน้นสิ่งที่แบรนด์พยายามสื่อสาร

อีกตัวอย่าง..
ในการสร้างร้านสาขาแรกของแบรนด์ “โอ้กะจู๋” ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ข้างๆ แปลงสวนผักปลอดสาร

ทำให้ร้านกลายเป็นจุดสนใจ จุดเช็กอิน จุดถ่ายภาพ ส่งผลให้แบรนด์สามารถส่งสารเรื่องการใส่ใจในสุขภาพ ด้วยการบริโภคผักปลอดสาร ออกมาได้อย่างแข็งแรง
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประสบการณ์ต่างๆ รายรอบแบรนด์ มีส่วนช่วยผลักดันสิ่งที่แบรนด์พยายามสื่อสารกับสังคมได้เป็นอย่างดี
D=Differentiate
ประสบการณ์ต้องมีความแตกต่าง

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในการสื่อสารต่างๆ ประกอบร่างขึ้นมา

ยกตัวอย่างไอเดียง่ายๆ แต่แตกต่าง จากประสบการณ์ตรงในการเดินทางไปเข้าพักที่โรงแรมในฮ่องกง ในช่วงที่โรงแรมกำลังมีการปรับปรุงซ่อมแซม

ทันทีที่เปิดห้องเข้าไป ก็ได้เห็นตุ๊กตาหมี ที่สวมชุดช่าง พร้อมคำขออภัยในความไม่สะดวก วางไว้ให้เป็นของที่ระลึกบนเตียงนอน

เรื่องแบบนี้ ช่วยขับเน้นให้เห็นว่า โรงแรมนี้ให้ความสำคัญกับทุกความรู้สึกของแขกผู้เข้าพักอย่างแท้จริง
หรือในบางแห่ง ก็จะออกแบบการต้อนรับด้วยชุดผลไม้ โดยใช้ผลไม้จากสวนในชุมชน หรือเป็นการจัดกระเช้าขนมหวานท้องถิ่น พร้อมด้วยการ์ดเรื่องเล่า

รวมไปถึงไอเดียของการปักชื่อของแขกผู้เข้าพัก ไว้บนปลอกหมอน พร้อมด้วยการ์ดใบเล็กอวยพรให้ฝันดี

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไอเดียการออกแบบประสบการณ์ ที่สร้างความแตกต่าง สร้างการจดจำ ช่วยสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี
E=Empathy
เข้าใจถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย อย่างลึกซึ้ง

การออกแบบประสบการณ์จากความเข้าใจ จะทำให้ทีมงานสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท

เราสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภค จนกลายเป็นการพัฒนาการตลาดแบบรู้ใจ

ในรูปแบบเดียวกันกับที่ Netflix และแพลตฟอร์มสตรีมมิงออนไลน์ต่างๆ ใช้ระบบ AI ในการช่วยแนะนำ ความบันเทิงใหม่ๆ ให้กับลูกค้า

โดยเก็บข้อมูลจากประสบการณ์การรับชม ส่งผลไปถึงความพึงพอใจ และการติดตามดูซีรีส์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน หากองค์กรยังมีขนาดเล็ก ไม่ได้มีทุนในการสร้างเทคโนโลยีล้ำสมัย การใส่ใจในการบริการ พูดคุยสนทนารับฟัง การให้ความเข้าใจในทุกปัญหาของลูกค้า ก็สามารถทำให้เจ้าของกิจการ และทีมงานเกิดความเข้าใจในลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งได้เช่นกัน

และยิ่งเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้งมากเพียงใด ก็จะออกแบบประสบการณ์ได้อย่างโดนใจมากขึ้นเท่านั้น

โดยประสบการณ์นั้นๆ อาจเป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่เชื่อเถอะว่า มันจะประทับอยู่ในความทรงจำของลูกค้าอย่างไม่มีวันลืม

และทั้งหมดนี้เอง
นำไปสู่กุญแจแห่งความสำเร็จในเรื่องของการสร้างความแตกต่างทางอารมณ์

จนกลายเป็นหนึ่งในจุดจดจำสำคัญ ที่ทุกแบรนด์ล้วนต้องการ

ก้า อรินธรณ์
#ก้าอรินธรณ์ x

ที่อยู่

Phra Nakhon

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ BRAND LIFE x GA Arintorns โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่