BRAND LIFE x GA Arintorns

  • Home
  • BRAND LIFE x GA Arintorns

BRAND LIFE x GA Arintorns เรื่องราวชีวิตและการเดินทางของแบรนด์ จากทุกมุมโลก โดย ก้า อรินธรณ์

BrandLife : แบรนด์กับบอลโลก โดย ก้า อรินธรณ์บอลโลกกับสามแบรนด์ยักษ์ใหญ่ฟุตบอลโลกกำลังจะเริ่มแล้วช่วงนี้จึงได้มีโอกาสได้เ...
08/06/2026

BrandLife : แบรนด์กับบอลโลก
โดย ก้า อรินธรณ์
บอลโลกกับสามแบรนด์ยักษ์ใหญ่
ฟุตบอลโลกกำลังจะเริ่มแล้ว
ช่วงนี้จึงได้มีโอกาสได้เห็นแคมเปญฟุตบอลโลกของหลายแบรนด์ ทั้ง McDonald’s, Adidas และ Nike แล้วพบเรื่องราวน่าสนใจที่อยากจะหยิบมาฝากกัน

แม้ว่าหลายๆ แบรนด์
กำลังสื่อสารแบรนด์ผ่าน “ฟุตบอล” เหมือนกัน
แต่ไม่มีใครขายฟุตบอลในรูปแบบที่เหมือนกันเลยครับ
แบรนด์
McDonald’s เค้าเน้นขาย “ความสนุก”

ด้วยไอเดียตั้งต้น กับการเอาลูกฟุตบอล
ไปวางบนโลโก้ตัว M สีเหลือง
อันสุดแสนไวรัลไปทุกสำนักข่าว
เข้าข่ายว่า ทำน้อย จ่ายน้อย ได้มาก

เป็นการใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ที่แข็งแรง
เปิดตัวได้อย่างน่าสนใจ ดูสนุก
และมันช่างสอดรับเข้ากันกับดีเอ็นเอ
ของแบรนด์แม็คได้อย่างลงตัว

เพราะในอินไซต์ ของเด็กๆ หลายคน(ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่)
มีหลายครั้งในประสบการณ์ชีวิต นักเตะริมทุ่ง
ที่เตะฟุตบอล แล้วบอลมันลอยโด่งขึ้นไปติดกิ่งไม้
ลอยไปตกตามชายคาบ้าน
ลองยิงประตูแล้ว กลายเป็นยิงนก
บอลกระเด้งไปค้างอยู่บนหลังคาบ้านใครต่อใคร

แมคโดนัลด์นำเอา แนวคิดนี้มาทำสื่อล้อเลียน ขำๆ
เพื่อสร้างการสื่อสาร ให้จดจำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เกิดเป็นจุดจดจำที่ประกบติดอยู่กับโลโก้ตัวเอ็ม อันโดดเด่น
ที่แค่มองเห็นก็รู้ได้เลยว่า แมคโดนัลด์ต้องไปเกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก แน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น ในเรื่องการขาย
McDonald’s ยังเปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาให้กลายเป็นมื้อ ที่มีของสะสมยวนใจ ที่เรียกชื่อว่า World Cup Meal

ด้วยการออกแก้วลายพิเศษ ทั้งลาย Beckham, Henry, Ronaldinho, Son Heung-min, Yamal และนักเตะดังอีกหลายคน

จาก Fast Food ที่ต้องสั่งกิน
เพิ่มเติมเป็น Fan Experience แบบของสะสม ที่ได้อารมณ์ความอบอุ่น ได้ถวิลหาแก้วรูปนักเตะคนโปรด มาครอบครองในช่วงที่บอลโลก กำลังเป็นกระแส
ฉลาดคิดจริงๆ ครับ
มาถึงอีกแบรนด์ใหญ่
Adidas เค้าขาย “ความฝัน”
ในแคมเปญที่ชื่อ Backyard Legends
Adidas ไม่ได้เริ่มเรื่องจากนักบอลดังๆ อย่าง Messi หรือ David Beckham เลยในทันที

แต่เริ่มต้นจากชีวิตของกลุ่มเด็กเล่นบอลข้างถนน ที่สะท้อนกลิ่นอายสตรีทฟุตบอล ภาพเด็กธรรมดาที่มีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลเจ๋งๆ
และมีกลิ่นอายวินเทจ แบบเท่ๆ ย้อนเวลา ที่กำลังเป็นที่นิยมกับนิวเจน แฟชั่น
ก่อนจะพาผู้ชมไป ชื่นชมกับบรรดาฟุตบอลไอคอนรุ่นเก่าและใหม่ระดับโลกอย่าง
ลิโอเนล เมสซี่ ,เดวิด เบคแฮม, เซนาดีน ซีดาน
จู๊ด เบลลิงแฮม
มาจนถึง นักเตะดาวรุ่ง รุ่นใหม่อย่าง ลามีน ยามาล

สิ่งที่ Adidas กำลังบอกคือ..

ฮีโร่ทุกคน..เค้าต่างล้วนเคยเป็นเด็กธรรมดามาก่อน
ทุกตำนานบอล
ล้วนเริ่มต้นจากสนามเล็กๆ
ลานปูน โกลหนู
ตรอกข้างบ้าน
ซอยบ้านเพื่อน
ทุ่งข้างวัด

Adidas ไม่ได้ขายแค่เสื้อฟุตบอล
แต่กำลังขายความเชื่อว่า
“ฮีโร่เท่ๆ คนต่อไป ก็คือคุณนั่นแหละ”
บนความรู้สึกของความเท่แบบย้อนเวลา
ที่มุ่งขยายกลุ่มไปยังตลาดแฟชั่นวินเทจที่กำลังได้รับความนิยม เพราะในนิวเจเนเรชั่นใหม่ๆ เสื้อบอลคือสินค้าแฟชั่น
อันสุดแสนคลาสสิค

กับความคิด ความรู้สึกว่า
ฟุตบอลมันเป็นมากกว่าเกมส์
มันเป็น ทั้งความสุข ความทรงจำ แฟชั่นเท่ๆ
รวมทั้งวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนทั้งโลก
ซึ่ง Adidas คือ ผู้สนับสนุนหลักของงานนี้อย่างเป็นทางการ
ส่วน Nike…
คิดต่างออกไปอีกเส้นทางหนึ่ง
เขากำลังพยายามทำสิ่งที่น่าสนใจใหม่ๆ อีกครั้ง
ด้วยการฉีกตำรารูปแบบเก่าๆ ของตัวเอง
ในแคมเปญใหม่ชื่อ “Rip the Script”
ที่แปลว่าตรงๆ ได้ว่า “ฉีกบททิ้ง”

ต้องบอกเลยว่า ชื่อของแคมเปญนี้ ตั้งได้ฉลาดมากๆ
เพราะชื่อนี้มันทำงานแบบสองชั้น สองเด้ง

เด้งแรก..คือเรื่องราวในหนัง
ที่นักกีฬาและคนดัง ต่างไม่ยอมเล่นตามบท ตามสคริป
จนทำให้กองถ่ายโฆษณาวุ่นวายปั่นป่วนไปหมด

แต่เด้งชั้นที่สอง..ที่ซ่อนลึกกว่า
คือ Nike กำลังป่าวประกาศให้โลกได้รับรู้ว่า
พวกเขากำลังเดินหน้าฉีกสูตรความสำเร็จของตัวเอง

เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
Nike คือแบรนด์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้โฆษณาฟุตบอลโลก
และเมื่อสูตรแบบเดิมๆ สามารถถูกเลียนแบบไปจนไม่ใหม่
โจทย์ใหม่ของ Nike คือ
จะทำอย่างไรให้ตัวเองสดใหม่ ยิ่งใหญ่
Rip the Script จึงกลายมาเป็นคำตอบของวันนี้

นี่คือโฆษณาที่เต็มไปด้วยความเละ (แบบตั้งใจ)
นักฟุตบอลไม่ทำตามสคริปต์
กองถ่ายพัง
โปรดักชันวุ่นวายไปทั่วทั้งโรงถ่าย
และมีคนดังสารพัน โผล่เข้ามาอย่างเหนือความคาดหมาย

เหมือน Nike กำลังทดลองสิ่งใหม่ โดยบอกว่า
ในยุคที่ คลิปสั้น คลิปรีลสั้นๆ กำลังเป็นที่นิยม
แอปพริเคชั่นบ้านดำ ติ๊ดตอด ครองโลก
ยุคที่ Meme แพร่ระบาด
ยุคคอนเทนต์ไวรัล เกิดได้จากคนมากมาย
มีแต่ความคาดเดาไม่ได้ในทุกวัน
และพยายามทำให้ความเละ
น่าสนใจกว่าความเนี้ยบ

Nike ไม่ได้มองฟุตบอลเป็นแค่กีฬาอีกต่อไป
แต่เป็นการส่งต่อวัฒนธรรมความป๊อป
ในโฆษณาเดียวกัน เราได้เห็น นักบอลดังมากมายทั้ง
Mbappé
Haaland
Vinicius Jr.
Virgil van Dijk
มาปะทะกับไอคอนระดับตำนาน
Cristiano Ronaldo
Ronaldinho
Zlatan Ibrahimovic
ที่เหมือนว่าจะเป็นสูตรเดิม
แต่มากกว่านั้นคือ เซอร์ไพร์ส จากกลุ่มศิลปิน ดารา เซเลบริตี้และนักกีฬาข้ามวงการอย่าง
Kim Kardashian
LeBron James
Serena Williams
Travis Scott
LISA
และ Ted Lasso

ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่า
LISA จะมาเกี่ยวอะไรกับฟุตบอล?
Kim Kardashian และ LeBron James เข้ามาอยู่ในโฆษณาฟุตบอลทำไม?

เพราะคำตอบแบบชัดๆ ก็คือ..
Nike ต้องการขยายวง การรับรู้ การเสพ ให้กว้างออกไป
แบรนด์ไม่ได้ต้องการคุยกับแฟนบอลอย่างเดียว
แต่กำลักับงพยายามเปิดการสนทนา
กับคนให้หลากหลายมากขึ้น ผ่านฟุตบอล

บางคนเข้ามาเพราะ Ronaldo
บางเจนเข้ามาชมเพราะ Zlatan
บ้างก็เข้ามาดู LISA
บางคนตามมาเพราะสงสัยว่า Kim Kardashian มาทำอะไร?

ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองในการเข้ามาสู่จักรวาลฟุตบอลของ Nike ซึ่งเป็นการสื่อสารการตลาดยุคใหม่
ที่มองฟุตบอลเป็นวัฒนธรรม เป็นแฟชั่น
ไม่ใช่แค่การแข่งขันกันทำประตู

เมื่อมองในมุมธุรกิจ แคมเปญนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Nike กำลังฟื้นการเติบโต เพราะการแข่งขันในตลาดแฟชั่นกีฬาเข้มข้นขึ้น

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วขึ้น
และแบรนด์กีฬาต้องขยายตลาด ด้วยการสร้างพลังทางวัฒนธรรม

ดังนั้น Rip the Script จึงไม่ใช่แค่โฆษณาฟุตบอล
แต่เป็นการประกาศว่า
Nike ยังต้องการเป็นผู้นำในบทสนทนาของโลกกีฬา

แถมด้วยการตกแต่งหน้าร้าน
ที่ยังความเป็น Nike คนเดิม
พวกเขาพูดเรื่องความกล้า
ความฝัน
ความทะเยอทะยาน
และความเชื่อมั่นในตัวเอง

โปสเตอร์แต่ละชิ้นที่หน้าร้านดูยิ่งใหญ่
ออกแบบให้ดูเหมือนโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่สื่อเรื่องราว
Nike ไม่ได้แค่ขายรองเท้า ไม่ได้แค่ขายฟุตบอล
แต่ขาย "ตัวตนที่คุณอยากเป็น"

เวลาเราเห็นงานของ Nike เรามักเกิดความรู้สึกว่า
"งานมันสื่อสาร งานมันพูดกับชีวิตเราจริงๆ"
จะเห็นได้ว่าทั้งสามแบรนด์ใช้ฟุตบอลโลกเหมือนกัน
แต่เลือกที่จะเล่าเรื่องกันคนละแบบ

McDonald’s ขายการมีส่วนร่วม
Adidas ขายความฝัน ความวินเทจ ความเท่
Nike ขายวัฒนธรรม ขายแฟชั่น

McDonald’s ทำให้คนอยากสะสม
Adidas สร้างให้คนเชื่อ ผูกพัน
Nike ทำให้คนอยากเข้าไปมีส่วนร่วม

และนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของฟุตบอลโลกครั้งนี้
แบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่สามารถสร้าง “บทสนทนา” ได้มาก และยาวนานที่สุด

เพราะในโลกปัจจุบัน การสื่อสารไม่ได้จบลงเมื่อหนังโฆษณาจบ
แต่เพิ่งเริ่มต้น เมื่อผู้คนหยิบมันไปแชร์
หยิบงานไปตัดคลิป
หยิบมันไปสร้างมีมัน
หยิบมันไปล้อเลียน
หยิบมันไปคุยต่อ เล่าต่อ บอกต่อ
ซึ่งเท่ากับเป็นการต่อชีวิตให้เรื่องราวของแบรนด์
เดินหน้า ขยายวงกว้างออกไปในโลกจริง แบบไร้ขีดจำกัด

นั่นคือเกมใหม่ ของการสื่อสารแบรนด์
“เกมส์ขยายวง” “เพิ่มผู้รับสารกลุ่มใหม่”
คือเกมส์ใหม่
ที่แต่ละแบรนด์ กำลังแข่งขันกันอยู่

และฟุตบอลโลกนี้ ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
ที่ทำให้เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลง
และการแข่งขันได้ชัดเจนขึ้น ⚽️🌎

ขอทิ้งท้ายแบบเท่ๆ สักนิด
โปรดติดตามบอลต่อไป
ว่าใครจะเตะเข้าประตู
::

ก้า อรินธรณ์

ติดตาม link โฆษณาทั้งสองแบรนด์ได้ในความเห็นนะครับ

x
#บอลโลก
#ก้าอรินธรณ์

Brand Life “คนไทยเรานี่เก่งเรื่องเปลี่ยนดราม่า…ให้กลายเป็นเสียงหัวเราะได้แบบมีพรสวรรค์จริงๆ ครัช พี่น้อง😄เพราะทันทีที่โค...
25/05/2026

Brand Life
“คนไทยเรานี่เก่งเรื่องเปลี่ยนดราม่า…ให้กลายเป็นเสียงหัวเราะได้แบบมีพรสวรรค์จริงๆ ครัช พี่น้อง😄

เพราะทันทีที่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดให้ลงทะเบียน
นอกจากคนจะรีบเข้าไปเช็กสิทธิ์แล้ว ลงทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ตามอัตภาพ

ทว่าอีกสิ่งที่เกิดขึ้นเร็วไม่แพ้กัน คือ “มุกตลก” ที่แพร่กระจายเต็มโซเชียล

จากหน้าจอแจ้งเตือนธรรมดา
พัฒนากลายเป็นมีม
กลายเป็นบทสนทนา
กลายเป็นความขำ ความขื่น ความมุกที่ทุกคนสนุกที่จะแชร์ต่อกันแบบรัวๆ

อย่างภาพนี้…
‘คุณไม่ได้รับสิทธิ เนื่องจากคุณชอบด่านายก และชอบพูดประชด พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว’

แค่อ่านทั้งขำ ทั้งขื่น ทั้งเอ็นดู และน่าชื่นชมในความครีเอท 😆

นี่แหละเสน่ห์ของคอนเทนต์แบบไทยๆ
เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเครียดแค่ไหน
คนไทยเราก็ยังมี “อารมณ์ขัน” เป็นกลไกไว้ผ่อนคลายความตึงเครียดเสมอ

ออกแนวว่า ยิ้มสู้ แบบที่ฝรั่งงง!!

และมันช่างน่าสนใจว่า
อารมณ์ขันแบบไทย ไม่ใช่การหัวเราะเสียงดังอย่างเดียว
แต่มันเต็มไปด้วย “การเล่นคำ”
“การประชดแบบน่ารัก”
“การแซวแบบรู้กันภายในชนชาติ”
จนกลายเป็นวัฒนธรรมการสื่อสารเฉพาะตัว แบบไทยสไตล์

ที่หลายครั้ง แบรนด์ใหญ่ๆ ก็ทำไม่ได้เท่าชาวโซเชียล ชาวเน็ต

เพราะสิ่งเกรียนๆ เหล่านี้
มันเกิดจาก “อินไซต์จริง”
และ “จังหวะจริง”
“เหมาะสม” ของสังคมไทย

ต้องยอมรับว่า
โลกการตลาดของวันนี้
ใครเข้าใจอารมณ์ร่วมของผู้คนได้เร็ว
คนนั้นมีโอกาสถูกพูดถึงก่อนเสมอ

เจ้า Soft Power ของไทย
ในมุมมองของเรา
มันจึงไม่ใช่แค่ มวยไทย
อาหารหรือการท่องเที่ยว

แต่รวมถึง “ความตลกแบบไทยๆ”
ที่ทำให้คนยิ้มได้ แม้ในช่วงเวลาที่กำลังตึงเครียดที่สุดดดด 😊”

ก้า อรินธรณ์
x

Brandlife “You know me a little go!!”จากวลี “นึงรู้จักกรูน้อยไป” ที่เวรี่ไวรัลผันไปสู่มุขภาษาอังกฤษแบบทุบหัว“You know me...
20/05/2026

Brandlife “You know me a little go!!”

จากวลี “นึงรู้จักกรูน้อยไป” ที่เวรี่ไวรัล
ผันไปสู่มุขภาษาอังกฤษแบบทุบหัว
“You know me a little go!!“
มันทำให้เห็นแบบสุดๆ เลยว่า คนไทยเรานี่เป็นชาติที่เวรี่ครีเอทีฟ ในสายเลือดเลยครัชพี่น้อง

คือเราเล่นคำเก่ง” แบบไม่ต้องพยายามเยอะ

อย่างประโยคนี้
“You know me a little go”
= “You don’t know me that well.”

แกรมม่า การแปลแบบว่าพังทลาย
แต่อารมณ์หลังจากได้ฟัง คือ “เป๊ะมากกกก” 555
มันโดนใจทั้งบริบทต่างๆ อารมณ์ คำอธิบาย แนวคิดเบื้องหลัง

เพราะมันเป็นอังกฤษแบบไทยๆ
ที่คนไทยเข้าใจอารมณ์ ขำ ปน เสียดสี ปน … อะไรต่อมิอะไรมากมายได้ทันที

และที่สำคัญ…ติดหัว จำได้แม่น

หลายครั้ง ความคิดสร้างสรรค์
ไม่ได้เกิดจากการพูดถูก 100%
แต่มันเกิดจาก “ความกล้าเล่น” จริงๆ
มันคือความกล้าทดลอง
กล้าดัด
กล้าผสม
กล้าผิด
กล้าทำให้สนุก

นี่แหละเสน่ห์ของคนไทย
เราเอาภาษาอังกฤษมา remix จนกลายเป็นวัฒนธรรมย่อยแบบไทยลิชท์ได้

บอกตรงๆ เลยว่าฝรั่งงงแน่
แต่คนไทยขำ สนุกสนานกันทั้งประเทศ

และเอาจริงๆ…ถ้าลองวิเคราะห์ดู
งานโฆษณา งานสื่อสารการตลาด
งานคอนเทนต์
ไปจนถึงงานไวรัลจำนวนมาก
ก็พัฒนา และเติบโตมาจากวิธีคิดแบบนี้

คำที่ไม่ต้องเนี้ยบทุกคำ
แต่ “ติดหัว” ได้ แบบสุดๆ

เพียงแต่ขอให้เรา ลงมือ ทดลอง
กล้าลอง
และกล้า..ทำ
ที่ทำมากกว่าพรืดดดดด
เฮ้ยย..ทำมากกว่าเพริดดด
เฮ้ยย..ทำมากกว่าพูด
เฮ้ยย..ถูกแล้ว
อันนี้แหละของจริง

ก้า อรินธรณ์
x

BrandLife x Ga Arintorns ไลน์สวัสดียามเช้าป้องกันวัยเก๋าจาก มิจฉาชีพ…เวลาพูดถึง “งานโฆษณาที่เข้าใจผู้บริโภค”หลายคนอาจนึก...
12/05/2026

BrandLife x Ga Arintorns
ไลน์สวัสดียามเช้า
ป้องกันวัยเก๋าจาก มิจฉาชีพ

เวลาพูดถึง “งานโฆษณาที่เข้าใจผู้บริโภค”
หลายคนอาจนึกถึงแคมเปญใหญ่ๆ ที่ต้องใช้งบโปรดักชัน หรือหนังโฆษณากระแทกความรู้สึก ให้น้ำตาไหล ที่ส่งต่อกันไปในวงกว้าง

แต่บางครั้ง…
งานที่ “เข้าใจคนจริงๆ”
อาจเป็นแค่ภาพสวัสดีวันจันทร์ ธรรมดา ธรรมดา
ที่พ่อแม่ ผู้สูงวัย เจน Babyboom ของเรา ชอบส่งเข้าไลน์กลุ่มทุกเช้า
ก็เป็นไปได้ และเกิดขึ้นแล้วครับ

และนี่แหละ
คือสิ่งที่ทีม Digital ของ SCB เค้าเข้าใจ
สร้างสรรค์ขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจมากๆๆๆๆ

แคมเปญ “ #ป้าเก๋าเล่ากลโกง”
ทีมงาน SCB นำเอาการสื่อสารที่คนรุ่น Baby Boomer คุ้นเคย
มาผสมกับ “การเตือนภัยมิจฉาชีพออนไลน์”

แทนที่จะสื่อสารในรูปแบบเดิมๆ ใช้ศัพท์ที่เข้าใจยาก

พวกเขาเลือกพูดแบบนี้แทน

“สวัสดีวันจันทร์
มีคนส่งลิงก์มาให้
ไม่ว่าช่องทางไหน
ไม่คลิก ไม่กด ไม่หมดตัว”

หรือ

“สวัสดีวันอาทิตย์
โทรหลอกเป็นลูกหลาน
สร้างสถานการณ์ว่าเดือดร้อน
โทรเช็กตัวจริงก่อน อย่าโอน!”

มันคือการเอา “วัฒนธรรมการส่งภาพดอกไม้อวยพร”
ที่คนรุ่นพ่อแม่เรา ชอบส่งอวยพรให้กันอยู่ทุกวัน
มาเปลี่ยนเป็น “เครื่องมือเตือนภัย”

นี่คือ ความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
เข้าใจในอินไซต์ ของความห่วงใย
เข้าใจพฤติกรรมการส่งไลน์ฟอร์เวิร์ด ของเบบี่บูม

ไอเดียงานนี้มันน่าสนใจมากๆ
คือการไม่พยายาม “เปลี่ยนพฤติกรรม”
แต่เลือกที่จะ “แทรกตัวเข้าไปในพฤติกรรมเดิม”

เพราะความจริงคือ
คนรุ่นพ่อแม่เรา ไม่อ่านแคปชั่น ไม่อ่านโพสต์ยาวๆ
เพราะสายตาเค้ามองไม่ค่อยเห็นแล้ว

เค้าชอบอ่านอะไรตัวใหญ่ๆ ตัวโตๆ มากกว่า

และมีโอกาสสูงมากๆ
ที่จะกดแชร์ “ภาพสวัสดีวันต่างๆ” เข้ากลุ่มไลน์ครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมรุ่น อย่างเต็มใจ
ด้วยความปรารถนาดี
ที่เดินทางไปพร้อมภาพดอกไม้สีประจำวัน

นั่นแปลว่า…
ตัว content ถูกออกแบบมาให้ “กระจายตัวเอง” ไปได้

เกิดเป็น Free Media ที่ทรงพลัง..

เพราะคนแชร์ต่อ
เค้าไม่ได้รู้สึกว่ากำลัง “แชร์โฆษณา”
แต่รู้สึกว่ากำลัง “ส่งความห่วงใย”
ไปให้คนที่เค้ารัก

และนั่นคือจุดที่แบรนด์
สามารถเดินทางเข้าไปอยู่ในชีวิตคนได้อย่างเวรี่เนียนแบบสุดๆ
อีกมุมที่น่าสนใจมากๆ
ชิ้นงานนี้ไม่ได้สื่อสารกับการยกตัวอย่าง “เหยื่อ” ที่ถูกหลอก
แต่สื่อสารให้เท่าทัน “วิธีการของมิจฉาชีพ”

เพราะผู้สูงอายุจำนวนมาก
ไม่ได้โดนหลอกเพราะไม่ฉลาด

แต่โดนหลอก
เพราะมิจฉาชีพ ใช้ช่องว่าง
ของความเข้าใจอารมณ์มนุษย์ ลุงป้า
ใช้เครื่องมือทางอารมณ์ เช่น
ความเหงา
ความรีบ
ความกลัว
ความรักลูกหลาน
ความอยากมีรายได้เพิ่ม
มาล่อหลอกผู้สูงวัย วันเก๋า ให้หลงกล
ทีมงานได้ออกแบบการสื่อสาร
โดยพูดด้วยน้ำเสียง ของความห่วงใย วัยเก๋า
ซึ่งเข้ากับบุคลิกของแบรนด์ธนาคาร และสามารถเชื่อมต่อกับ
กับคนรุ่น Baby Boomer ได้อย่างลงตัว
ในวันที่ทุกธนาคาร พูดเรื่อง Digital Banking เหมือนกันหมด
พูดเรื่องมิชฉาชีพออนไลน์ ในรูปแบบคล้ายๆ กัน
จนการเตือน จนกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนคุ้นชิน
“ได้ยิน ได้เห็น” แต่ “ไม่ได้ฟัง“ และลามไปถึง ”ไม่เข้าใจ”

วิธีที่จะทำให้คนจดจำแบรนด์ได้
น่าจะเกิดขึ้นบนมุมมองว่าแบรนด์ไหนสามารถเข้าใจ “ชีวิตจริง” ของลูกค้าได้มากกว่า

เจ้าแคมเปญนี้ ทำให้เรารู้สึกได้ว่า SCB ไม่ได้เป็นแค่ธนาคาร
แต่กลายเป็น “คนใกล้ๆ”
ที่คอยเตือนภัยให้พ่อแม่เรา และเพื่อนๆ วันเก๋าของเค้า
ให้ระวังมิจฉาชีพ ที่มีรูปแบบหลายๆ วิธีการ
หลายคนอาจคิดว่า Viral หรือ การถูกส่งต่อ
ต้องเริ่มจากอะไรใหม่ๆ เสมอไป

แต่บางครั้ง
งานที่ทรงพลัง และฉลาด
อาจเริ่มจาก
“สิ่งธรรมดาที่คนใช้กันอยู่ทุกวัน”

โดยครีเอทีฟ นำมันมาเล่าใหม่
สร้างสรรค์
ให้มีความหมายมากขึ้น พิเศษขึ้น

คนส่งสารรู้สึกดี และอยากส่ง
คนรับสารรู้สึกถึงความห่วงใย และอยากส่งต่อ
เปลี่ยนคนรับ ให้กลายเป็นคนส่งต่อ ไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ

นี่แหละครับ คือตัวอย่าง
การสื่อสารที่เข้าใจ ในพฤติกรรมของผู้รับ และผู้ส่งต่อสาร
อย่างแท้จริง

เยี่ยมยอดมากๆ ครับ

ก้า อรินธรณ์

x
#การตลาด

Brand Life : ฮาวทูรอด แบบ Kodakโดย ก้า อรินธรณ์เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจหลายบทความชอบเขียนถึงเคสความผิดพลาดของ ...
08/05/2026

Brand Life : ฮาวทูรอด แบบ Kodak
โดย ก้า อรินธรณ์

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ
หลายบทความชอบเขียนถึงเคสความผิดพลาดของ Kodak

ในมุมของบริษัทฟิล์มที่ไม่ได้แย่ลงเพราะ “ไม่มีนวัตกรรม”
แต่…ถูกการเปลี่ยนแปลงรุก
เพราะ “ไม่กล้า” ทำลายธุรกิจเดิมของตัวเอง

เรื่องนี้แบรนด์ Kodak ตกเป็นเป้า เป็นเคสให้ศึกษามายาวนาน อย่างน่าสงสาร
แต่เรื่องราวเวรี่ ดราม่า และน่าสนใจครับ

ช่วงแรกของบทความจะขอเล่าแบบปูเบสิคเดิมกันไว้ก่อน
แล้วช่วงสองจะเขียนถึงการกลับมารอด ของโกดัก ในยุคปัจจุบัน

(ถ้าท่านใดพอรู้เรื่องราวปูพื้นอยู่แล้วและไม่อยากอ่านซ้ำ ก็ข้ามไปอ่านช่วงสองได้เลยครับ)

ใครๆ ก็รู้ว่า Eastman Kodak Company
เคยเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกการถ่ายภาพ

ปูพื้นให้เข้าใจ
บริษัทฟิล์มถ่ายภาพเก่าแก่นี้ก่อตั้งตั้งแต่ปี คศ 1888 โดย George Eastman และ Henry Strong
ด้วยความฝันง่ายๆ แต่ยิ่งใหญ่..

“พวกเขาทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องของคนธรรมดา”

เพราะก่อนหน้านั้น การถ่ายภาพเป็นเรื่องยุ่งยาก เป็นของแพง ของเศรษฐี ชนชั้นนำ
ทั้งอุปกรณ์เยอะ รุงรัง
แถมตากล้องต้องมีความรู้
มีขั้นตอนซับซ้อนมากมาย

Kodak เข้ามาเปลี่ยนเกม
ด้วยฟิล์มม้วน บวกกับกล้องที่ใช้ง่าย
แค่กดปุ่ม ก็ถ่ายรูปได้ ไม่ต้องมีความรู้อะไรให้วุ่นวาย

เล็งกล้อง กดชัตเตอร์ แล้วส่งล้างอัด
ง่ายๆ เท่านี้ ก็ได้ภาพ

นี่คือการทำให้คนธรรมดา
เป็น “ช่างภาพ” ได้

ด้วยการเปิดตัวกล้องฟิล์มในราคาถูกๆ
และทำให้การถ่ายภาพก็ไม่ใช่เรื่องของคนรวยอีกต่อไป

ในยุครุ่งเรือง โมเดลธุรกิจของ Kodak ฉลาดมาก

ขายกล้องราคาไม่แพง
แต่ทำเงินจากฟิล์ม การล้าง และการอัดภาพ ที่แสนสะดวกรวดเร็ว จากศูนย์แล็บสีที่มีอยู่มากมาย ประดุจ 7-11

โมเดลแบบเดียวกับที่ จิลเลต ขายมีดโกนราคาถูก แต่ทำกำไรจากยอดขายใบมีด

ถ้าพูดแบบแบรนด์ทอล์คคือ..
Kodak ไม่ได้ขายแค่กล้องและฟิล์ม
แต่ขาย “ความทรงจำ”บนภาพถ่าย
และมันเวิร์กมากๆๆๆ

มีบางช่วง Kodak ครองตลาดฟิล์มในสหรัฐฯ ถึง 95%
และครองตลาดกล้องถึง 85%
วันเกิด งานแต่งงาน รับปริญญา ทริปท่องเที่ยว ทุกงานสำคัญ
ทุกโมเมนต์ ทุกความทรงจำในชีวิต
ทุกบ้านมี Kodak อยู่ข้างๆ

ธุรกิจแบบนี้จะไม่รวยได้ยังไง
ส่งผลให้ โกดักเคยมีความใหญ่ระดับโลก
ด้วยยอดขาย กว่า สามแสนล้านบาท มีมูลค่าแบรนด์มหาศาลถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ นั่นคือเกือบ ล้านล้านบาท
แต่จุดพลิกผัน ก็มาถึง
ราวปี 1975 Steve Sasson วิศวกรของ Kodak ประดิษฐ์กล้องดิจิทัลเครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ

และก็กลายเป็นที่โจทย์จันท์ กันไปทั่วเพราะโมเดลธุรกิจของโกดัก พังทลายเพราะกล้องดิจิทัล ตามที่เราได้รับรู้กัน ในเคสการเรียนการตลาด

มันช่างฟังแล้ว เป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลังบริษัทที่พังด้วยกล้องดิจิทัล
มันคือบริษัทเดียวกับที่คิดค้นกล้องดิจิทัลได้ก่อนใคร

ในแบบที่ต้องอุทานว่าOMG!!

นี่แหละคือความย้อนแย้งของโลกธุรกิจ

ผู้บริหาร Kodak มองเห็นสิ่งประดิษฐ์นี้แต่ไม่เห็น “อนาคต” ของมัน
เพราะติดอยู่ในกับดักความคิดว่า
ถ้าดิจิทัลเติบโต
ธุรกิจฟิล์มที่ทำกำไรมหาศาลจะถูกทำลาย

Kodak จึงเลือกปกป้องรายได้เดิม
แทนที่จะสร้างรายได้ใหม่

เลือกปกป้องอดีต
แทนที่จะเดิมพันกับอนาคต

ขณะที่ Kodak ยังลังเล
Sony, Canon และ Fuji เริ่มเดินหน้า

Fuji บุกตลาด กล้องดิจิทัลด้วยราคาที่แข่งขันได้ หลังจากนั้น
Canon Sony Nikon และ Olympus ก็ค่อยๆ ยึดพื้นที่กล้องดิจิทัลไปเรื่อยๆ

ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ

คนไม่อยากรอล้างฟิล์ม อัดรูปแล้ว
คนอยากเห็นภาพทันที
ลบได้ แชร์ได้ เก็บได้ไม่จำกัด

โลกดิจิทัลทำให้ ความคาดหวังของผู้คน และตลาดก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

Kodak รู้เรื่องนี้
แต่ขยับช้าเกินไป
ถึงจะเริ่มหันมาดิจิทัลในช่วงปี 1990s
แต่หัวใจขององค์กรยังผูกอยู่กับฟิล์ม

และเมื่อองค์กรยังเชื่อว่า
“สิ่งที่เคยทำให้เราชนะ จะทำให้เราชนะต่อไป”
นั่นคือปัญหา ของความพังที่ไม่รู้จบ

ปี 2012 Kodak ยื่นล้มละลาย
จากแบรนด์ที่เคยมีมูลค่ามหาศาล
กลายเป็นเคสคลาสสิกของคำว่า
“ปรับตัวไม่ทัน”
ตามที่เราได้เห็น ได้อ่าน ได้ยินมาอย่างยาวนาน
ถ้าเป็นคนก็โคม่า หายใจรวยริน

แต่เรื่องของเรื่องคือ
โลกดิจิทัลมันยังคงหมุนเร็วต่อไป
และทำให้ยุคหอมหวานของกล้องดิจิทัล ก็กินเวลาได้เพียงช่วงหนึ่ง

โดยคลื่นใหญ่ที่ถาโถมนี้ มีโทรศัพท์มือถือ และโซเชียลมีเดีย เข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนเกม
กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน
โลกหมุนเร็ว

ธุรกิจกล้องดิจิทัล ถูกมือถือ สมาร์ตโฟน เข้ารุกตลาดจนแถบไม่มีที่ยืน เพ

สมาร์ตโฟนถ่ายรูป ถ่ายคลิป ได้สวยงาม
แถมสะดวกในการใช้แอ็พแต่งรูป เพื่อโพสต์ แชร์ ในสื่อโซเชียลมากกว่า

สมาร์ตโฟน ชนะ กล้องดิจิทัล
ไปอย่างขาดลอย
…….

ภาพตัดกลับมาที่
โกดัก ซึ่งหายใจเบาๆ
อยู่อย่างเจียมตัว

หายเงียบไปหลายปี
จาก generation ผ่านสู่ generation
แต่ทว่าเรื่องของ Kodak มันไม่ได้จบลงแค่นั้น

นี่คือการเข้าสู่ช่วงที่สอง กับการต่อลมหายใจที่รวยรินของ โกดัก ด้วยการเปลี่ยนแปลง

เพราะหลังจากล้มละลาย ผู้บริหารของ Kodak เริ่มตั้งคำถามใหม่ ที่น่าสนใจ

มันไม่ใช่ความพยายามว่า
“เราจะกลับไปยิ่งใหญ่เหมือนเดิมได้อย่างไร”

แต่เป็นคำถามว่า
“จริงๆ แล้ว โกดักเก่งเรื่องอะไร”

คำตอบที่ได้ลึกกว่าคือ

Kodak เก่งเรื่องภาพ
เก่งเรื่องสี
เก่งเรื่องฟิล์ม
เก่งเรื่องเคมี
เก่งเรื่องการพิมพ์
และเก่งเรื่องเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพในระดับอุตสาหกรรม

หลังออกจากการล้มละลายในปี 2013
Kodak จึงเริ่มเปลี่ยนแนวทางทำงานตัวเองใหม่

ปิดโรงงานจำนวนมาก
ลดโครงสร้างเทอะทะ
ขายสิทธิบัตรบางส่วนออกเพื่อลดหนี้
ลดขนาดองค์กร
ลดค่าใช้จ่าย
และหันไปโฟกัสธุรกิจที่ตัวเองยังพอมีแต้มต่อจริงๆ

แทนที่จะกลับไปสู้ในตลาดผู้บริโภค ซึ่งกล้องถูกโทรศัพท์มือถือกลืนไปหมดแล้ว

Kodak เลือกไปอยู่ในตลาดเฉพาะทางมากขึ้น
เช่น
ธุรกิจพิมพ์ดิจิทัลสำหรับองค์กร
เทคโนโลยีการพิมพ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่
บรรจุภัณฑ์
การพิมพ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เคมีภัณฑ์เฉพาะทาง
และฟิล์มภาพยนตร์ระดับมืออาชีพ

พูดง่ายๆ คือ
Kodak เลิกพยายามเป็น “ทุกอย่างสำหรับทุกคน”

แล้วหันมาเป็น “ผู้เล่นคนสำคัญสำหรับบางตลาด”

จาก Big Mass Product
เคลื่อนสู่ Big Niche

และสิ่งที่น่าสนใจมากคือ
ในวันที่โลกวิ่งไป Digital
Kodak กลับเจอแสงสว่างอันเจิดจ้าจากโลกอนาล็อค

ฟิล์มที่โลกเคยคิดว่าตายไปแล้ว
จู่ๆ ดันเริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ด้วยการเกิดกระแสถวิลหา

มีความนิยมจาก new gen ที่ชื่นชอบในความอาร์ต เป็นความเสน่หาในฟิล์มลุค

มีเรื่องเล่าว่า
ผู้กำกับระดับโลก คนเก่งอย่าง Christopher Nolan
ยังประกาศยืนยันใช้ฟิล์มในการถ่ายภาพยนตร์

Quentin Tarantino ก็เป็นอีกคนที่ยังให้คุณค่ากับฟิล์มถ่ายหนัง

ผู้ผลิตงานหลายคน ยังต้องการ texture
ต้องการ grain ภาพแบบฟิล์ม
ต้องการความลึก ความรู้สึกของฟิล์ม
คนพิเศษเหล่านี้ ต้องการความรู้สึกที่ดิจิทัลเลียนแบบไม่ได้

ขณะเดียวกัน ก็มีกระแส Gen Z เริ่มกลับมาสนใจกล้องฟิล์ม ในรูปแบบย้อนยุค ถวิลหา

เพราะในโลกที่ทุกอย่างเร็ว
คมชัด
แต่งได้
ปรับได้
ลบได้
โดยมี AI ทำให้ทุกสิ่งสมบูรณ์แบบมากเกินไป

คนบางกลุ่ม (ซึ่งเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ) กลับมาเริ่มโหยหาอะไรที่เนิบช้ากว่า..
แต่จริงมากกว่า

มีข้อบกพร่อง..
แต่มีเสน่ห์มากกว่า
และ ลัคชูลี่มากว่า ในความรู้สึก

นี่คือสิ่งที่หลายคนเขาเรียกว่า
Nostalgia Economy
มันเป็นเรื่องของความรู้สึก
ไม่ใช่เรื่องฟังก์ชั่น

เหมือนแผ่นเสียง เทปคาสเส็ท วอล์คแมนที่วกกลับมา
เหมือนกล้องฟิล์ม ที่เริ่มกลับมาขายได้
เหมือนของวินเทจ กล้องวินเทจ ที่เริ่มมีมูลค่าใหม่ในโลกดิจิทัลอันท่วมท้น

Kodak ไม่ได้กลับมาเพราะชนะเทคโนโลยีใหม่

แต่เริ่มกลับมาเพราะเข้าใจว่า
“ของเก่าบางอย่างยังมีคุณค่าใหม่ได้”
ถ้าเอาไปวางให้ถูกตลาด

และในช่วงหลัง Kodak ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น

บริษัทลดหนี้
ปรับโครงสร้าง
โฟกัสธุรกิจที่มีกำไร
เดินหน้าธุรกิจพิมพ์อุตสาหกรรม
พัฒนาเทคโนโลยีใหม่
รวมถึงขยายความเชี่ยวชาญด้านวัสดุไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น แบตเตอรี่ ยาและเวชภัณฑ์

ปี 2025 Kodak มีผลประกอบการดีขึ้น มีรายได้ราว 1069 ล้านดอลล่าร์
กำไรขั้นต้น 233 ล้านดอลล่าร์

แม้ยังอยู่ในภาวะต้องฝ่าฟันมรสุมด้านหนี้สินจากภาระในอดีต

ส่วนหุ้นของ Kodak ที่เคยถูกมองว่าแทบไม่มีอนาคต
ก็เริ่มมีแรงดีดกลับ
ค่อยๆ ดีขึ้นมา

เพราะตลาดเริ่มเห็นว่า
บริษัทนี้อาจยังมี “ทางรอด” ในแบบใหม่

บทเรียนของ Kodak จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี
แต่เป็นเรื่องของ “การปล่อยวาง”

หลายองค์กรไม่ได้แพ้เพราะไม่เก่ง

แต่แพ้เพราะเก่ง จนยึดติดกับความเก่งแบบเดิมมากเกินไป

เก่งมาก..จนไม่กล้าทิ้ง
สำเร็จมาก..จนไม่กล้าเปลี่ยน
ทำกำไรมาก..จนไม่กล้าเสี่ยง
หลงทาง ติดกับอยู่ในภาพลวงตา แห่งเงินตราและความสำเร็จ ที่ไม่จีรัง

Kodak สอนเราว่า
นวัตกรรมที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่นวัตกรรมของคู่แข่ง

แต่นวัตกรรมที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า
แต่ไม่กล้าใช้มันเปลี่ยนตัวเอง

บทสนทนาที่น่าสนใจ
ณ ขวบปีนี้
Kodak อาจไม่ได้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมอีก

แต่ Kodak กำลังกลับมาในฐานะบริษัทที่รู้จักตัวเองมากขึ้น

ซึ่งเป็นมุมมองจากคนที่ล้มแล้ว พยายามลุกขึ้นอย่างเข้าใจแก่นแท้ของตน

บริษัทเล็กลง
แต่คมขึ้นในทิศทาง
ทำให้โฟกัสตรงจุดมากขึ้น

เข้าใจถึงความเก่ง ความแข็งแรงของตน
ถ้าใช้ให้ถูกต้อง
ก็กลายเป็นสินทรัพย์ใหม่ได้

สำหรับฉัน
นี่คือเสน่ห์ของการกลับมาของ Kodak

ไม่ใช่การกลับมาแบบพระเอกที่ชนะในทุกสนามแข่งขัน

แต่เป็นการกลับมาของคนที่เคยล้มหนัก แล้วผ่านการขัดเกลา จนค่อยๆ เข้าใจว่า..

เราไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นคนเดิม
เราแค่ต้องหาว่า
แก่นแท้ของเรายังมีคุณค่าอยู่ตรงไหน
และกล้าที่จะสร้างอนาคตใหม่จากตรงนั้น

บางที “ทางสว่าง” ของ Kodak
อาจไม่ได้อยู่ที่การวิ่งตามโลกดิจิทัลให้ทันทุกอย่าง

แต่อยู่ที่การเลือกให้ชัดว่า
อะไรควรทิ้ง
อะไรควรเปลี่ยน
และอะไรคือ DNA สำคัญ
ที่ยังมีค่า ให้เก็บไว้ใช้

ข่าวล่าสุด จากข้อมูลของ BCN awards 2026 ซึ่งเป็นการวัดยอดขายกล้องจากร้านค้าปลีกทั่วญี่ปุ่น

Kodak กลับมาเป็นแชมป์อันดับ 1 ในตลาดกล้องคอมแพ็คซ์ ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 24% สามารถเอาชนะ Fuji ที่ 13.9% ด้วยเสน่ห์ของความไม่สมบูรณ์แบบ บนจุดแข็งของกล้อง Compact ราคาประหยัด ตระกูล Pixpro ที่เข้ามาทำตลาด

โดยวาง Positioning เป็น “กล้อง Gadget เพื่อความสนุก” บนอารมณ์ของการได้ย้อนยุค
การนึกถึงอดีต ยุค 90s สัมผัสอารมณ์ความเรียล กับเกรนภาพ สีสันแบบตุ่นๆ บนต้นทุนราคาที่จับต้องได้

ในฐานะคนทำงานด้านการสื่อสารแบรนด์ และเคยดูแล ฟิล์มโกดักเมื่อสามสิบปีที่แล้ว

จุดยืนของแบรนด์
ความคลาสสิค ฟิล์มลุค
อารมณ์แบบ
“ยิ่งเก่า ยิ่งเก๋า”
วินเทจ แต่ลัคชูรี่ แบบที่ไม่มีในโลกอนาคต
อาจเป็นคำตอบ และทางรอดสำหรับวันหน้าก็ได้..ใครจะรู้

#ก้าอรินธรณ์
x #โกดัก

อีกครั้งที่ชีวิตการงาน นำพามาเจอพี่น้อง ผองเพื่อน ในงานบุญ ก้า อรินธรณ์ ได้มารับหน้าที่ทำงานด้าน กลยุทธ์การสื่อสาร และงา...
05/05/2026

อีกครั้งที่ชีวิตการงาน นำพามาเจอพี่น้อง ผองเพื่อน ในงานบุญ ก้า อรินธรณ์ ได้มารับหน้าที่ทำงานด้าน กลยุทธ์การสื่อสาร และงานด้านคอนเท้นท์ งาน #หมอออร์โธฯชวนก้าวเพื่อ13โรงพยาบาล ด้วยเพราะจุดเริ่มต้นจากเรื่องเล่าครับ

เรื่องเล่าจากคุณหมอกีรติ ที่บอกว่า หมอกระดูกในพื้นที่ห่างไกลขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ หมอไม่มีเครื่องมือ ก็เหมือนดั่งว่า ไม่มีอาวุธ

หลังจากนั้น 7 เดือนของการเตรียมงาน รวบรวมทีมคอนเท้นท์ ในทุกภาคส่วนก็เกิดขึ้น สุดยอดทีมมาช่วยกันสร้างเพจ #ไขทุกข้อกับหมอกระดูก เพื่อสื่อสารความจำเป็น และปูเรื่องราวว่า โรคกระดูกและข้อ มันใกล้ตัวเรามาก

ในขณะเดียวกันก็จัดทำคลิป เรื่องเล่า และ คอนเท้นท์ ในทุกทุมมอง ทั้งความรู้ ความเข้าใจ ความบันเทิง เพื่อสื่อสารเรื่องราวของหมอกระดูกและข้อ สื่อสารความขาดแคลนของ 13 โรงพยาบาล เพื่อสร้างสรรค์งานเล่าเรื่อง ให้โน้มนำไปสู่ action ของการวิ่งการกุศล รวมทั้งการระดมทุนด้วยกิจกรรมการบริจาค

ตลอดหกเดือนที่เหมือนยาวนาน แต่เราทำงานแข่งกับเวลาในการสร้างการรับรู้ ตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ปรับตัวไปตามสถานการณ์ เพื่อให้โครงการที่สุดแสนยอดเยี่ยมนี้ เกิดขึ้นได้และดำเนินไปจนสำเร็จได้สมความตั้งใจของบรรดาท่านอาจารย์หมอ ในราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธ รวมทั้งศิริราชมูลนิธิ

ทั้งหมดนี่ส่งผลให้เกิดงานต่อเนื่อง ที่ ก้า อรินธรณ์ และ Superteam ทุกคนต้องช่วยกันแบ่งภาระการจัดการ งานขนาดใหญ่ชิ้นนี้ ที่ต้องใช้คนเก่งในทุกด้านมารวมกัน

ถ้าเปรียบดั่งทีมฟุตบอล ศูนย์หน้าคือ อาจารย์กีรติ พี่ตูน น้องเนย

และปีกซ้ายขวาที่สุดทรงพลัง คือพันธมิตร ทั้งจากช่อง 3 ช่อง 7 และช่องเวิร์คพอยท์ และบรรดาดาราอินฟลูทั่วฟ้าเมืองไทยที่ต้องใช้ทีมประสาน support ต่อเนื่องสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ใจกุศลทุกท่าน

โดยมีกองกลางสนับสนุน เชิงรุกนี้มี จัมโบ้ เป็น Head Pm project เป็นตัวแทนจากทีม BEWS group

ทีมคอนเท้นท์ กองกลาง สนับสนุน มิดฟิลล์ตัวรับ ที่จะส่งต่อเนื้อหา เรื่องงานด้านการสื่อสาร และ PR
โดยมีผม ก้า อรินธรณ์ ช่วยดูแล ร่วมกับ พี่จิม Jimmie L. Jermsiri น้องภา ทีมงาน หลังบ้าน ร่วมกับน้องหมูและทีมงาน Expertkit ระดมชาวคณะมาช่วยกันดูแลเนื้อหาในเพจ ในแต่ส่วนงาน กันแบบสุดพลัง

ส่วนทีม Pr มี ลิซ่า คนเก่ง Lisa Wongwasin และชาว Sogood น้ำหวาน เป็นหนึ่ง แอม มาช่วยประสานเป็นเซ็นเตอร์เชื่อมศูนย์หน้า ปีกซ้ายขวาที่แสนทรงพลัง

ส่วนกองหลังซ้ายได้ทีมผลิต clip เพื่อการสื่อสาร โดยทีมยานแม่ มาช่วยเหลือ โดย จอม Jom Wasin และลิ้นจี่ ภายใต้การควบคุมของพี่โอ๋ และความสวยงามด้านภาพงานอีเว้นท์ การจัดการงานวิ่ง การผลิตได้ทีมหลังบ้านจาก welldone เฟิร์ส และกองหลังสนับสนุนกอล์ฟ เมย์ กิ๊บ และชาวคณะอีกหลายสิบ รวมทั้งพี่ลี่ ที่ช่วยดูแล sponsorship ร่วมกับคณาจารย์กรรมการทุกท่าน

ทีมใหญ่มากมาย ที่เราลองตั้งชื่อกันสนุกๆ ว่า BEWS Gorup ประกอบกันเข้ากับแรงผู้สนับสนุน ช่วยส่งผลความสำเร็จ งานวิ่ง #หมอออร์โธฯชวนก้าวเพื่อ13โรงพยาบาล มีนักวิ่งกว่า 18,000 คน มีการรับรู้ที่สร้างยอดการบริจาคมากกว่า 100 ล้านบาทไปแล้ว ในเวลานี้

สมกับความตั้งใจที่ว่า นี่เป็นการสร้างการรับรู้แบบทุกมิติ เป็นงาน integrate Commication ที่มีความสำเร็จของ action เป็นตัวชี้วัด ดีใจมากๆ ครับที่งานสำเร็จสมตั้งใจ

ก้า อรินธรณ์ ภูมิใจและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานนี้ครับ ขอบคุณทีมทุกคนจากใจ ที่มาร่วมบุญ ร่วมใจ ทำงานเพื่อสังคมเข้มแข็ง และเพื่อกระดูกและข้อของคนไทยทุกคนครับ

กราบขอบคุณอาจารย์หมอ ทุกท่านที่เมตตา อาจารย์กีรติ อาจารย์อุ๋ย และทีมหมอคอนเท้นท์ ที่สุดแสนน่ารัก นำทีมโดย หมอตั้ง หมอหมู หมอเจ หมอกร และอีกหลายท่านที่อาจเขียนไม่หมดครับ กราบขอบคุณจากหัวใจครับ ขอบคุณ superteam ทุกคนจากใจ ดีใจที่เราทำได้สำเร็จครับ #ก้าอรินธรณ์ x

ลองนึกภาพนี้ดูนะครับ…คุณกำลังยืนอยู่หน้า สายพานรับกระเป๋าในสนามบินกระเป๋าทุกใบดูเหมือนกันไปหมดเรียบ ใหม่ เงาวับ… และ ต้อ...
02/05/2026

ลองนึกภาพนี้ดูนะครับ…

คุณกำลังยืนอยู่หน้า สายพานรับกระเป๋าในสนามบิน
กระเป๋าทุกใบดูเหมือนกันไปหมด
เรียบ ใหม่ เงาวับ… และ ต้องระวังโน่นนี่นั่น ระวังกระเป๋าพัง กระเป๋าถลอก

แต่จู่ๆ
มันดันมีกระเป๋าใบหนึ่ง… “บุบ”
แถมมันดันดูเท่กว่ากระเป๋าทุกใบบนสายพาน

นั่นแหละครับคือกระเป๋าแบรนด์
Crash Baggage
จุดเริ่มต้นของไอเดียที่ “สวนทางคนทั้งโลก”

ย้อนกลับไปปี 2013
ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี

ดีไซเนอร์ชื่อ ฟรานเชสโก ปาเวีย
Francesco Pavia
เขาสังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง…

เขาเห็นว่า
คนเดินทางมักจะ “กลัวกระเป๋าเป็นรอย”
กลัวบุบ กลัวพัง ใช้แล้วต้องระวัง
จนบางที… ระวังมากกกจน อดสนุกกับการเดินทางไปซะงั้น

เขาก็เลยตั้งคำถามง่ายๆ แต่ทรงพลังมากๆ ว่า..

“แล้วถ้ากระเป๋ามันบุบอยู่แล้วตั้งแต่แรก… จะยังกลัวกระเป๋าพังอยู่ไหม?”

และนั่นคือจุดกำเนิดของ Crash Baggage

กับสโลแกน
“Handle Without Care”

คือใช้มันแบบไม่ต้องถนอม
ไม่ต้องกลัวพัง
แค่ใช้ชีวิต แล้วออกเดินทางไปไหนต่อไหน แบบไม่ต้องกลัวเป๋าพัง

ไม่ใช่แค่สโลแกน
แต่มันคือ “วิธีคิด” ของแบรนด์เลยครับ

เค้าทำให้ รอยบุบ…ไม่ใช่ตำหนิ
แต่ทำให้มันคือ “เรื่องเล่า”

แล้วไอ้เจ้ารอยบุบนี่มันแค่ทำให้ดูแปลกเฉยๆ หรือมีประโยชน์จริง?

คำตอบคือ มีครับ
เพราะรอยบุบถูก “ออกแบบ” มาเพื่อช่วยกระจายแรงกระแทก
ด้วยวัสดุเป็น Polycarbonate ที่เบา แต่โคตรทน

และที่สำคัญ…มันทำให้คุณ “เลิกเครียด” กับกระเป๋าพังได้จริง อันนี้จริงแบบปฎิเสธไม่ได้

มีอีกเรื่องที่น่าสนใจมาก

สีของแบรนด์คือ “สีเหลือง”

ลองคิดดูดีๆ นะครับ

สีเหลือง เท่ากับ สีแห่งความแจ่มใส ความสุข พลังงานบวก และความสนุก

แต่ในอีกมุม คือ “ระวัง” แบบสายคาดเหลืองดำ

มันคือความขัดแย้งที่ลงตัวมากๆ
เพราะเหมือนจะบอกว่า…

“ชีวิตการเดินทางต้องสนุก… แต่ก็ต้องพร้อมรับทุกการกระแทกนะครัชพี่น้อง”

แล้วทำไมแบรนด์นี้ถึงมาขายอยู่ไทยตอนนี้?

เพราะ Minor Lifestyle
เค้าเลือกเอาเข้ามาจำหน่าย

ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก
เพราะพอร์ตของเขามีแบรนด์ระดับโลกอยู่แล้ว เช่น
Charles & Keith
anello
ZWILLING และล่าสุดคือ
POP MART

แต่ยังเลือก “Crash Baggage” เข้ามาเพิ่ม
มันแปลว่าอะไร?

มันแปลว่า…

นี่ไม่ใช่แค่กระเป๋า
แต่มันคือ “ไอเดีย” ที่ขายได้

ถ้าคุยกันแบบคนทำแบรนด์…

Crash Baggage เค้าไม่ได้ขาย “กระเป๋าเดินทาง”

แต่เขาขาย…
อารมณ์ของการปล่อยวาง
การยอมรับความไม่สมบูรณ์
และการสนุกกับชีวิตโดยไม่ต้องเพอร์เฟกต์ไลฟ์ตลอดเวลา

ลองถามตัวเองดูนะครับ
เวลาคุณซื้อของ…

คุณกำลังซื้อ “ของที่ต้องดูแล”
หรือ อยากได้
“ของที่ทำให้คุณใช้ชีวิตง่ายขึ้น”

บางที รอยบุบที่เราเคยกลัว
อาจเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เรา
“กล้าใช้ชีวิตมากขึ้น” ก็ได้ ใครจะรู้

#ก้าอรินธรณ์
x

เคส “ตี๋น้อย” แสดงยอดกำไรลดลงแล้วให้แฟนๆ เพจ มาอธิบายเหตุผลช่างเก่งกาจ ในการใช้โซเชียลแฟน ให้ช่วยอธิบาย งบกำไรขาดทุน ยอด...
16/02/2026

เคส “ตี๋น้อย” แสดงยอดกำไรลดลง
แล้วให้แฟนๆ เพจ มาอธิบายเหตุผล

ช่างเก่งกาจ ในการใช้โซเชียลแฟน ให้ช่วยอธิบาย งบกำไรขาดทุน ยอดรายได้ให้สาธารณชนเข้าใจแบบ ไม่เหนื่อยเลย

แถมได้คำตอบดีๆ ในความเห็น ได้ทั้งความเข้าใจ ได้ทั้งการมีส่วนร่วมของลูกค้า แฟนๆ ที่รักในแบรนด์ ได้แสดงออก คนที่มาอ่านก็ได้รับสารด้านบวก

ลองอ่านคอมเม้นท์ดูครับ เหตุผลดีๆ ทั้งนั้น แบบที่แบรนด์ไม่ต้องอธิบาย แต่ได้ลูกค้าช่วย อธิบายแทนให้

เป็นวิธีที่สุดเยี่ยมยอดครับ กล้าทำ กล้าลอง ก้า อรินธรณ์ ขอปรบมือให้เลย x #ก้าพาเที่ยว #สุกี้ตี๋น้อย

 #ก้าพาเที่ยว x   ไปใช้บริการที่ Amazon coffee เขาทำป้ายบนหลอด เพื่อให้คนที่มีความรัก คนที่แอบมองดูคนพิเศษ แอบชอบ แอบจีบ...
14/02/2026

#ก้าพาเที่ยว x ไปใช้บริการที่ Amazon coffee เขาทำป้ายบนหลอด เพื่อให้คนที่มีความรัก คนที่แอบมองดูคนพิเศษ แอบชอบ แอบจีบ ได้มีโอกาสส่งสารผ่านแก้วกาแฟ กับ tag น่ารักๆ “อยากรู้ทักมา” “โสดเด้อออ..“ ”จองแล้ว“ ในวัน แบบนี้ ไอเดียน่ารักๆ ที่ต้องปรบมือให้ครับ ขอให้มีความสุข มีรักที่สดชื่นในวันวาเลนไทน์นะครับ

นายแบบคนนึง ที่ทำงานด้านกลยุทธ์สื่อสารแบรนด์ และเป็นพิธีกรได้นิดหน่อย #ก้าพาเที่ยว ขอตามรอยขึ้นปก อสท. น้อง   ในแคมเปญ  ...
09/02/2026

นายแบบคนนึง ที่ทำงานด้านกลยุทธ์สื่อสารแบรนด์ และเป็นพิธีกรได้นิดหน่อย
#ก้าพาเที่ยว ขอตามรอยขึ้นปก อสท. น้อง ในแคมเปญ
น้องไปไหน พี่ก้าขอไปด้วยคร๊าบบบ 5656
❤️ 🇹🇭

Address


Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when BRAND LIFE x GA Arintorns posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your business to be the top-listed Advertising & Marketing Company?

Share