Kaiology - ศาสตร์แห่งการสร้างแบรนด์ซื้อซ้ำ โดย พี่ไก่ ภัทรดร

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Kaiology - ศาสตร์แห่งการสร้างแบรนด์ซื้อซ้ำ โดย พี่ไก่ ภัทรดร ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Kaiology - ศาสตร์แห่งการสร้างแบรนด์ซื้อซ้ำ โดย พี่ไก่ ภัทรดร, โฆษณา/การตลาด, Rat Burana

ผมชื่อไก่ ภัทรดร ปวรากรุตม์ ครับ เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว เล่าประสบการณ์ตรง เขียนบทความ วิธีคิด วิธีการทำ การสร้างแบรนด์สินค้าซื้อซ้ำ การวางกลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ ยิง Ads และการตลาดออนไลน์ ถ่ายทอดลงในเพจนี้ ทุกเรื่องเขียนและเล่าจากประสบการณ์ 14 ปีเต็มครับ ❤️

29/09/2026

#สัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังเข้าโหมดฟองสบู่ affiliate
• ยอดวิว/ยอดทักเยอะ แต่คุณภาพลูกค้าแย่ลงเรื่อยๆ
• ต้องเพิ่มคอม/แจกของแถมแรงขึ้นเพื่อยอดเท่าเดิม
• มีคนขายเยอะขึ้น แต่ยอดรวมไม่ได้โตตาม (แค่แบ่งเค้กกันละเอียดขึ้น)
• ดราม่าเรื่องเคลม/รีวิว/การันตีผลลัพธ์ถี่ขึ้น
ใครคิดว่ามีข้ออื่นๆ อีก พิมพ์บอกด้วยครับ

01/09/2026

ต่อให้คุณเป็นนายหน้า Affliate ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหนก็ตาม คุณก็ต้องเป๋นนายหน้าที่เลือกขายสินค้าที่ซื้อซ้ำได้ คุณถึงจะมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ...

08/07/2026

ธุรกิจที่มั่นคง คือ ธุรกิจที่ทำแล้วมีรายได้เข้ามาทุกวัน ทุกเดือน อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แม้วันที่เจ้าของธุรกิจไม่ได้เข้าออฟฟิสทำงาน

08/07/2026

ความร่ำรวยอย่างยั่งยืน ที่มาจากการทำธุรกิจ มักไม่ได้มาจากการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากความสม่ำเสมอของรายได้ ที่มีเข้ามาตลอดทุกวัน ทุกเดือนตลอดทั้งปี และเข้ามาในทุกปีอย่างต่อเนื่อง : ถ้าคุณอ่านโพสต์นี้จบ

ภาพลวงตากระดานแอด ทำไมพวกเราถึงโดนตก และความจริงที่ไม่มีใครเคยแคปมาโชว์!!!!เคยเป็นมั้ยครับ...เวลาที่คุณนั่งไถฟีดเฟซบุ๊กต...
15/06/2026

ภาพลวงตากระดานแอด ทำไมพวกเราถึงโดนตก และความจริงที่ไม่มีใครเคยแคปมาโชว์!!!!
เคยเป็นมั้ยครับ...เวลาที่คุณนั่งไถฟีดเฟซบุ๊กตอนดึกๆ หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการคุมทีม ตอบแชตลูกค้า หรือนั่งปวดหัวกับตัวเลขหลังบ้าน แล้วจู่ๆ ก็เลื่อนไปเจอคนโพสต์โชว์ "กระดานตัวจัดการโฆษณา" ที่มีแต่สีเขียว...
ผมนิยามคำว่า สีเขียวคือ ใช้งบน้อยๆ ยอดซื้อเยอะๆ Roas สูงๆ
หรือพวก ROAS 10 เท่า 20 เท่า
ค่าคอมมิชชันหลักแสนจากการยิงแอดแค่นิดเดียว
หรือยอดขาย GMV หลักล้านที่ดูเหมือนหามาได้ง่ายๆ ชั่วข้ามคืน
สารภาพมาเถอะครับว่า ว่าแว๊บแรกที่เห็น ความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาคืออะไร?
มันคือความรู้สึกว่า "ทำไมเราทำไม่ได้แบบเขาว่ะ? เราพลาดอะไรไป หรือเรากำลังโง่อยู่?" ตามมาด้วยความรู้สึกอยากรู้ อยากเรียน อยากได้เคล็ดลับ อยากจะมีชีวิตที่สบายและกดปุ่มได้เงินแบบเขาบ้าง.....
เอาจริงๆ เลย...นี่คือเรื่องปกติของมนุษย์ครับ แต่ในฐานะคนที่ยืนอยู่ในโลกธุรกิจออนไลน์มา 16 ปีเต็ม ผมอยากชวนมาให้ทุกคนได้ "ลองฝึกคิดให้ลึกและกว้าง" เพื่อมองให้ลึกถึงแก่นความจริงของเรื่องนี้ เพื่อกระชากหน้ากากภาพลวงตาทางจิตวิทยา ที่มักจะเอาไว้ตกคนทำธุรกิจด้วยกันเองครับ
1.ทำไมเราถึงโดนตกอย่างง่ายดาย?
ลึกๆ แล้ว มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณของการ "รักความสบายและอยากได้ทางลัด"
เวลาเราอยู่ในจุดที่ธุรกิจมันเหนื่อย การต้องมานั่งวางระบบสินค้าให้ดี ควบคุมคุณภาพให้คนกลับมาซื้อซ้ำ มันคือ "เกมยาว" ที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก พอเราเห็นคนอื่นโชว์ผลลัพธ์ที่ได้มาไวๆ สมองเราจะเกิดอาการ "กลัวตกรถ (FOMO" ทันที
สมองจะหลอกเราว่า "ถ้าเราไปรู้ทริคของเขา หรือทำตามวิธีของเขา เราก็จะย่นระยะเวลาความเหนื่อย แล้วไปสบายแบบเขาได้เหมือนกัน" ภาพกระดานยอดขายพวกนั้น มันกระแทกเข้าที่ "ความโลภ" ในใจเราอย่างจัง ทำให้เราลืมตรรกะ ลืมความจริงของการทำธุรกิจ แล้วพร้อมจะกระโดดงับทางลัดนั้นทันที สมัยเมื่อ 10 ก่อน ผมยอมรับตรงๆ เลยครับ ผมก็เป็น.....
2.เบื้องหลัง "กระดานเขียว" ที่เขาไม่เคยแคปมาบอกคุณ
เวลาที่คนส่วนใหญ่กระโดดเข้าไปทำตาม พยายามก๊อปปี้เทคนิคของเขา แต่ทำไมกลับพังยับเยิน ไม่ได้ผลลัพธ์แบบที่เขาโชว์? นั่นเพราะสิ่งที่คุณเห็นบนหน้าจอ มันคือ "ภาพที่ถูกเลือกมาแล้วให้คุณดู"
มาลองคิดในมุมกลับดูนะครับ
นี่คือความจริงหลังบ้านที่เขาอาจจะไม่ได้บอก
โชว์ 1 แอดที่ปัง แต่ซ่อน 99 แอดที่พัง คุณเห็นแอดตัวที่ ROAS 10 เท่า แต่คุณไม่ได้เห็นว่าเขาต้องยอมเผาเงินเทสต์ทิ้งไปกี่หมื่นกี่แสน กับแอดอีกร้อยตัวที่ขาดทุนย่อยยับ
รวมไปถึงยอด GMV หลักล้าน ไม่ใช่ "กำไรสุทธิ" ยอดขายรวมหน้าบ้านที่ดูยิ่งใหญ่ อาจแลกมาด้วยการหั่นราคา สาดโปรโมชั่นจนตลาดพัง ต้นทุนสินค้า สูงลิ่ว พอถอดตัวเลขออกมา กำไรสุทธิ (Net Profit) อาจจะเหลือแค่ 3-5% หรือเผลอๆ หมุนเงินไม่ทันจนขาดทุนหลังบ้านด้วยซ้ำ
มันคือยอดขายแบบ "ตีหัวเข้าบ้าน" หลายคนที่โชว์ยอดโตก้าวกระโดด เป็นการขายสินค้าตามกระแสที่เน้นซื้อครั้งเดียวจบ (Hit and Run) พอหมดกระแสก็ต้องไปหาสินค้าใหม่เหนื่อยยิงแอดวนลูปไปเรื่อยๆ ไม่มีรากฐาน ไม่มีคำว่า "การซื้อซ้ำ (Retention)" ซึ่งนี่แหละคือจุดตาย
พอเราไม่มีโครงสร้างหลังบ้านแบบเขา ไม่ได้มีต้นทุนเท่าเขา ท้ายที่สุดมันก็เหมือนเราพยายามเอากระดาษไปห่อไฟ ทำตามได้แป๊บเดียวระบบก็พังครับ
3.หายนะของคนที่กระโดดใส่เพราะ "ความโลภ"
เมื่อความโลภบังตา สิ่งที่ตามมามักจบไม่สวยครับ ความเสี่ยงของคนทำธุรกิจที่วิ่งตามกระดานโฆษณาคนอื่นคือ
สูญเสียจุดยืนและทิ้งจุดแข็งตัวเอง แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ หรือดูแลลูกค้าเก่าให้ประทับใจ กลับเอาเวลาและสมองไปนั่งงมหาทริคยิงแอดเพื่อหวังยอด ROAS ปลอมๆ จนลืมแก่นแท้ของแบรนด์ตัวเอง ถถถ+
กระแสเงินสดพังพินาศ พออยากได้ยอด GMV ใหญ่ๆ ไปโชว์บ้าง ก็เริ่มหน้ามืดอัดงบโฆษณาเกินตัว สั่งสต็อกสินค้ามาดองไว้เพราะหวังว่าจะขายได้แบบเขา สุดท้ายเงินจม แอดไม่วิ่ง หมุนเงินจ่ายลูกน้องไม่ทัน
ใจพัง พอทำไม่ได้อย่างที่เขาโชว์ จะเริ่มสูญเสียความมั่นใจ โทษตัวเอง โทษลูกน้อง โทษสินค้า โทษเศรฐกิจ โทษทุกอย่างรอบตัว พลอยทำให้บรรยากาศการทำงานในองค์กรจะติดลบไปหมด
ผมเลยอยากเขียนวิธีดับความโลภในใจ และตั้งสติเวลาเจอ "ภาพลวงตาทางการตลาด" ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันในตัวเอง จริงๆ แล้วผมเองไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคนโพสต์กระดานแอด ผมชื่นชมด้วยซ้ำ ว่านั่นคือความสามารถที่เค้าทำได้ ผมก็เคยโพสต์ เวลาทำได้ (สมัยก่อนนะ) เพราะเอาจริงๆ คนทำได้ก็มีแหละ นั่นคือของจริง ส่วนคนทำไม่ได้ก็มี แต่บางทีมันมีอะไรมากกว่าที่คุณไม่รู้อีก แต่ผมอยากบอกแบบนี้ครับว่า สุดท้ายให้มองว่า ใครได้ประโยชน์ และ ทำไมถึงต้องทำ ทำไปแล้วได้อะไร ให้คุณลองคิดในมุมนี้ แล้วค่อยๆ ตั้งสติอีกครั้งเสมอ.....
และถ้าครั้งหน้าคุณไถฟีดไปเจอคนโชว์กระดานยอดโอน ยอด GMV หรือ ROAS สูงๆ อีก ผมแนะนำให้ใช้วิธีคิดเหล่านี้เพื่อดึงสติตัวเองครับ

1.เปลี่ยนมาตรวัดความสำเร็จในหัวซะใหม่
- บอกตัวเองดังๆ ว่า "ยอดขายคือภาพลวงตา กำไรคือเรื่องจริง และเงินสดคือพระเจ้า" ต่อให้ GMV หน้าบ้านเขาจะร้อยล้าน แต่มันไม่เกี่ยวอะไรกับความมั่นคงในกระเป๋าเรา เกมของเราคือ "สร้างธุรกิจที่ลูกค้าซื้อซ้ำ" และวัดผลกันที่ "กำไรสุทธิ" เท่านั้น

2.ตั้งคำถามเจาะลึกแบบ Reverse Engineering
- อย่ามองแค่ตัวเลขที่เขาเอามาเสิร์ฟ ให้คิดเผื่อไปถึงสิ่งที่เขาซ่อนไว้ "ต้นทุนสินค้าเขาเท่าไหร่? อัตราการตีกลับกี่เปอร์เซ็นต์? เขาต้องจ่ายค่าพนักงานกี่คน? แล้วเดือนหน้าลูกค้ากลุ่มนี้จะกลับมาซื้อเขาอีกไหม หรือเขาต้องเหนื่อยหาลูกค้าใหม่ทั้งหมด?" พอคุณคิดในมุมคนอื่นแบบนี้ คุณจะเห็นรูรั่วของสิ่งที่เขาโชว์ทันที

3. Unfollow เพื่อรักษาพลังงานใจ
- ถ้าการเห็นสิ่งเหล่านี้มันรบกวนจิตใจนัก ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง ก็แค่กดยกเลิกการติดตามไปเลยครับ สังคมและข้อมูลที่เราเสพมีผลต่อวิธีคิด เลือกรับข้อมูลจากคนที่สอนเรื่องกลยุทธ์ การบริหารธุรกิจ การสร้างแบรนด์ระยะยาว หรือการทำระบบหลังบ้านให้แน่น ดีกว่าไปนั่งดูคนโชว์ตัวเลขปั่นหัวครับ
ผมเขียนเรื่องนี้ ไม่ได้ดิสเครดิตใคร ไม่ได้อวยใคร ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรใดๆ กับใครทั้งสิ้น แต่ผมเขียนในฐานะที่อยู่ตรงนี้มานาน และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับผู้คนไม่มากกว่าน้อย เพื่อให้ได้ฉุกคิดก่อนเสมอทุกครั้ง เงินทองยุคนี้หายากครับ ตั้งสติดีๆ ผมเข้าใจดีว่า ทุกคนสู้อยู่ ผมก็สู้อยู่ไม่ต่างกัน
ผมเขียนฝากทิ้งท้ายไว้แบบนี้นะครับ
ธุรกิจที่แข็งแกร่งและน่ากลัวที่สุด มักจะเป็นธุรกิจที่เงียบเชียบ ไม่ค่อยโชว์ตัวเลขหวือหวา แต่มียอดการซื้อซ้ำหมุนเวียนเข้ามาทุกเดือนอย่างมั่นคง แบบไม่ต้องตื่นตระหนกกับค่าแอดที่แพงขึ้น
และผมขอย้ำและอยากให้ทุกคนจำไว้เสมอครับว่า...ความสำเร็จในโลกธุรกิจ ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครแคปหน้าจอโฆษณามาโชว์ได้สวยที่สุด แต่วัดกันที่ว่า ใครสามารถประคองกระแสเงินสด สร้างธุรกิจให้อยู่ได้นานที่สุด เติบโตอย่างมีกำไรและสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ได้ยาวนานที่สุดต่างหากครับ
สติมา ปัญญาเกิด
บุญรักษาคนคิดดีทำดีทุกคนในวงการออนไลน์ครับ

ภัทรดร
15.6.69

12/05/2026

ทำสินค้าดี มีคุณภาพ
แล้วขายให้คนรวย
คนมีตังค์ ที่พร้อมจ่าย
นี่ดีจริงๆ 💪❤️🔥

11/05/2026

ถ้าธุรกิจเรายัง ทำสินค้าได้ไม่ตอบโจทย์ ไม่ได้มีคุณภาพดีเพียงพอ ห่วยแถมบริการไม่ดี การยิง Ads ออกไป จะไม่ใช่เพื่อทำให้ขายได้ แต่เพื่อประจานความห่วยแตกของธุรกิจและสินค้าของเราให้ ผู้คนที่เป็นลูกค้าและไม่ใช่ลูกค้าเรา รับรู้ความห่วยแตกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

11/05/2026

Ep.1 : จากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ ที่ผมคิดแล้วทำมารวมไปถึงเข้าใจอย่างลึกซึ้ง คือ ในช่วงที่เศรษฐกิจแย่ ถ้าสินค้าหรือบริการของคุณขายได้ ขายดี ยังอยู่ได้ และมีกำไร

- แม้จะในวันที่เศรษฐกิจแย่
- แม้ธุรกิจอื่นค้าขายไม่ดี ยอดขายไม่มี
- แม้บางคนล้มหายตายจากไปจากตลาด
- แม้บางคนเปลี่ยนธุรกิจ บางคนเปลี่ยนกิจการ
- แม้บางคนถึงกับต้องเปลี่ยนอาชีพ
#แต่คุณก็ยัง ทำธุรกิจให้อยู่ได้ ถ้ายังคงขายได้แบบเรื่อยเรื่อยมีกำไร เหลือบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ขาดทึนบ้างเล็กน้อย แต่พอสรุปสิ้นเดือนมาแล้ว คุณยังเหลือกำไร มีเงินเพียงพอค่าใช้จ่าย มีเงินเหลือพอเก็บบ้าง
# #ลองคิดดูว่า ถ้าในวันที่เศรษฐกิจดี ธุรกิจคุณจะเติบโตได้มากขนาดไหน ที่ผมคิดสิ่งนี้ และผมอยากจะบอกคุณก็คือ แสดงว่าธุรกิจที่คุณกำลังทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นขายสินค้าหรือขายบริการ มัน มาถูกทางแล้วครับ และมีความเกี่ยวข้องและมีความจำเป็นกับผู้คนและกลุ่มลูกค้าจริงๆ เพราะมันคือพื้นฐานของมนุษย์ มันคือพื้นฐานของกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร ผู้คนก็ยังจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าและบริการอยู่...
เพราะ ถ้ามองภาพรวมใหญ่ทั้งหมด เวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มันไม่ได้เกิดแค่คนขายอย่างเดียวมัน แต่เกิดไปถึงกลุ่มลูกค้าด้วย มันจึงส่งผลหมดเพียงแต่ขึ้นกับว่า จะส่งผลกับคุณในด้านไหน ส่งผลกับกลุ่มลูกค้าคุณกลุ่มไหน เท่านั้นเอง...
ฉะนั้น..ไม่ว่าตอนนี้ คุณ หรือลูกค้า กำลังเกิดหรือเจอเหตุการณ์อะไรก็ตาม ทุกคนได้รับผลกระทบแน่นอน จะเจอมากมากหรือน้อยบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับการรับมือ และประสบการณ์ ของแต่ละบุคคล...
เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแบบนี้ มันคือภาพรวม และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ธุรกิจคุณก็จะกระทบ ทั้งยอดขายและกำไร
แต่จะกระทบน้อย กระทบมาก หรือ บางธุรกิจแทบไม่มีผลกระทบใดๆ เลยก็มี และที่ผมเห็นมา กลับมีบางธุรกิจยังภึงขั้นเติบโตแบบก้าวกระโดดเลยด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเจ้าของธุรกิจ ว่ามีวิธีคิดแบบไหน แก้ปัญหาอย่างไร ปรึกษาใคร มีสภาจิตใจยังไง รวมไปถึงมีทุนสำรองมากน้อยแค่ไหน ที่จะพาธุรกิจให้ ก้าวข้ามวิกฤตไปได้
สุดท้าย...ถ้าวันนี้คุณขายไม่ดี ธุรกิจไม่ค่อยดี ธุรกิจแย่ ยอดขายตก ขายไม่ได้ ขายได้แต่ไม่เหลือกำไร ขายดีมีแต่เงินหมุน หรือยังขายได้แต่ ไม่ได้ดีเหมือนเดิม
# #ผมอยากให้ลองกลับไปคิดดูว่า
- สินค้าและบริการของคุณ
- มันยังจำเป็นกับชีวิตของลูกค้ามั้ย?
- กลุ่มลูกค้าของคุณ คือ คนกลุ่มไหน
- ราคาสินค้าที่คุณขายอยู่ในช่วงราคาไหน?
- รายได้ของลูกค้าของคุณมีเท่าไหร่
- ลองคิดเป็นรายได้รายวัน รายได้รายเดือน
- สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลมากกับยอดขาย
- เพราะมันบ่งบอกถึงกำลังจ่ายจากลูกค้าที่เค้ามีจะจ่ายซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ
ฉะนั้น...อย่าพึ่งไปโทษระบบ โทษรัฐบาล โทษทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว แต่ให้กลับไปดูรากเหง้าของธุรกิจของคุณก่อน

- กลับไปดูวิธีคิดของคุณก่อน
- กลับไปดูสิ่งที่ที่คุณทำก่อน
- กลับไปดูจุดเริ่มต้นที่คุณเริ่มต้นธุรกิจก่อน
- คุณเริ่มธุรกิจแบบไหน
- สิ่งนั้นเป็นตัวบอกว่าผลลัพธ์ในธุรกิจตอนนี้เป็นเช่นไร

อย่าไปคิดว่าเมื่อก่อนเคยขายดี แล้วทำไมวันนี้ขายไม่ดี และมันต้องขายดีเหมือนเดิมทุกวันสิ...ถ้าคิดแบบนี้ให้ลองไปดูศูนย์การค้าใหญ่ ไปดูประตูน้ำ ไปดูจตุจักร ไปดูแหล่งรวมสินค้าทุกที่ที่เคยขายดีคนเยอะ แต่ก่อนเคยขายดีแต่ ทำไมวันนี้ถึงขายไม่ดีล่ะ...
ทุกอย่างล้วนมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่มีอะไรเหมือนเดิม มีแต่พัฒนาขึ้น หรือว่าที่จริงแล้ว ทุกอย่างกำลังพัฒนาขึ้นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ตัวคุณกำลังย่ำอยู่กับที่ และหวังว่าทุกอย่างจะจะกลับมาดีเหมือนเดิม ทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิมเหมือนเมื่อก่อน ผมบอกตรงๆ เลยว่า #สายน้ำไม่มีทางไหลย้อนย้อนกลับครับมันมีแต่จะไปข้างหน้า
สิ่งที่ทำได้คือปรับตัวพัฒนาตัวเอง เลือกทำในสิ่งที่ใช่ เลือกทำในสิ่งที่แตกต่างและทำในสิ่งที่ตลาดผู้คนยอมรับและจ่ายเงินให้คุณ ทำให้ชัด ทำให้ดี ทำให้คุ้มค่า
ไม่ใช่ทำตามคนอื่น ทำตามกระแส ทำเพราะเห็นคนอื่นขายดีเลยอยากขายดีแบบคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ตะบี้ตะบัน ทำแต่เรื่องเดิม คิดเหมือนเดิม โดยไม่ได้มองดูความเป็นจริงของโลกตามปัจจุบัน
แล้วดันหวังอยากได้ผลลัพธ์ ที่ดีขึ้นหรือผลลัพธ์แบบใหม่ ถ้าคุณบอกว่าพัฒนาแล้ว ทำแล้ว แต่ยังไม่ดีเหมือนเดิม ไม่เห็นได้เหมือนคนอื่นเลย อาจเป็นเพราะว่าคุณยังไม่ได้เข้าใจมันมากพอครับ บางอย่างการเรียนรู้ การทำ ต้องใช้เวลาในการตกผลึกจากประสบการณ์จากความเข้าใจของตัวเองครับ
ถ้าให้พูดแบบตรงไปตรงมา ณ ตอนนี้ ผมว่ายุค รวยเร็ว รวยง่าย รวยไวในวงการธุรกิจออนไลน์ อะไรแบบนั้น....มันน่าจะจบลงไปแล้วนะครับ ลองตื่นมาและยอมรับความจริงได้แล้วครับ ตั้งสติ กล้าออกมาเรียนรู้อะไรใหม่ใหม่ ปรับตัวพัฒนาทดลองทำ โลกนี้ไม่มีอะไรยากขึ้นนะครับ สำหรับคนที่ปรับตัวได้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอก็แค่นั้น
บุญรักษา คนตั้งใจ คนคิดดี คนทำดีทุกคนนะครับ

ภัทรดร
11.5.69

ผมยังจำได้ดีเลย ว่า- ตอนที่ผมเริ่มกลับมาสร้างตัวใหม่ๆ - หลังจากเจ๊งจากโรงงานฉีดพลาสติกไป เมื่อ 16 ปีที่แล้ว - ผมก็เริ่มส...
10/05/2026

ผมยังจำได้ดีเลย ว่า
- ตอนที่ผมเริ่มกลับมาสร้างตัวใหม่ๆ
- หลังจากเจ๊งจากโรงงานฉีดพลาสติกไป เมื่อ 16 ปีที่แล้ว
- ผมก็เริ่มสร้างตัว "ตอนเศรษฐกิจไม่ดีนี่แหละ"
# #ตอนนั้น ผมยังจำได้เลยว่า
- เริ่มจดบริษัทปี 53 มีน้ำท่วมปี 54 มีม็อบปิดเมืองด้วย และ
- ปี 55 ผมก็ไปยืนขายของอยู่ที่ม็อบพันธมิตรที่อนุสาวรีย์
- แบกของขึ้นรถ ขนของไปขาย ทำงานหามรุ่งหามค่ำ นอนหกโมงเช้าทุกวัน บางวันหนีตำรวจปราบจราจลที่มาปราบม็อบ เสี่ยงอันตราย ทำแบบนี้วนไปทุกวัน ย้ายไปเรื่อยๆ ไม่เคยบ่น ไม่เคยโทษใคร มีแต่ให้กำลังใจตัวเอง ว่า “ต้องผ่านไปให้ได้” ซึ่งตอนนั้น ผมคิดแค่นี้เลย....
แม้ปีนี้จะแย่หน่อย มีเงินเฟ้อ มีสงครามอิหร่าน น้ำมันแพง
แต่ผมกลับยิ่งรู้สึกว่า นี่แหละโอกาสมาแล้ว
เพราะถ้ามองกันดีๆ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี "ยิ่งโคตรดี"
แถมยุคนี้
- คนไปผิดทางกันเยอะ
- บางส่วนก็ล้มหายตายจากไปเยอะ
- เปลี่ยนออกไปทำธุรกิจอื่นกันก็มาก
ผมถึงบอกเลยว่า นี่แหละ #คือโอกาสทอง
แต่โอกาสทอง จะเป็น โอกาสของตัวเราได้

ก็ต่อเมื่อ
- เราตั้งใจ เรามุ่งมั่น เราเอาจริงเอาจัง
- และเราก็ต้องยิ่งทำให้ตัวเราเองขยันมากขึ้น
- ทำมากขึ้น เรียนรู้ และพัฒนามากขึ้น
- เพราะชีวิตคนเราต้องก้าวหน้านะ ต้องพัฒนา
- ต้องหาทางไปต่อให้ได้ จะมามัวสบายๆ
- แล้วรอเศรษฐกิจดีๆ แล้วหาเงินได้ง่ายๆ
- ไม่มีหรอกกกกกกก ตื่นจากฝันได้แล้วนะ ถถถ+
#ฉะนั้น
- เลิกบ่น ว่าเศรษฐกิจไม่ดี แล้วมองหาสิ่งที่มี
- เลิกบ่น ว่าเศรษฐกิจไม่ดี แล้วดูว่าทำอะไรได้บ้างจากสิ่งที่มี
- เลิกบ่น ว่าเศรษญกิจไม่ดี แล้วดูว่าเราสามารถเรียนรู้พัฒนาอะไรได้อีกบ้าง
- เลิกบ่น ว่าเศรษฐกิจไม่ดี แล้วออกไปเจอใคร แลกเปลี่ยน ไอเดียอะไรได้บ้าง
- เลิกบ่น ว่าเศรษฐกิจไม่ดี แล้วลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วทำสิ่งที่ไม่เคยทำดูบ้าง
- เลิกบ่น ว่าเศรษฐกิจไม่ดี แล้วลองหาเรียนรู้อะไรที่สร้างโอกาสให้อาชีพต่อ
- สุดท้าย เลิกบ่น ว่าเศรษฐกิจไม่ดี “แล้วชีวิตจะดีเอง”
- ดีในแบบจิตใต้สำนึกดี
- ดีในแบบที่ไม่ได้โลกสวย
- แต่มองเห็นโลกตามความเป็นจริง
- แล้วดูว่าจากนี้ ตัวเราจะทำอะไรได้บ้าง
ลองดูว่าตัวเราวันนี้ ทำอะไรได้บ้าง และสามารถช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ผู้คนได้อีกบ้าง นั่นแหละครับ “เงิน” มันอยู่ตรงนั้น “หาให้เจอเดี๋ยวเงินก็มาเองง”
ผมชอบเป็นกำลังใจให้ตัวผมเองเสมอ
และผมก็ไม่เคยอ่อม ไม่เคยยอมแพ้
แม้จะมีวันที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ถ้าใจตัวเราดี เดี๋ยวอะไรดีๆ ก็ตามมาเอง
อดทนหน่อย ฝึกความอดทนกันเยอะๆ
แล้ว ท่องเอาไว้ “ฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ”
สิ่งที่อยากบอกคือ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี แต่หากทุกคนตั้งใจทำดีๆ คิดใหม่ สร้างใหม่ แก้ไข ปรับปรุง พัฒนา สร้างสรรค์ อดทน ทำต่อเนื่อง โฆษณาให้เห็น ลุย สู้กันทุกคน เดี๋ยวทุกอย่างก็กลับมาดีเอง
ช่วยกันคนล่ะไม้ล่ะมือ เริ่มสร้างเศรษฐกิจตัวเองให้ดี
คนรอบตัวให้ดี ในภาพเล็กๆ ก่อน
เดี๋ยวเศรษฐกิจดีๆ ในภาพใหญ่ก็ตามมาเอง ....
#เขียนเอาไว้อ่านทุกปี
ภัทรดร
10.5.69

"อยากขายของออนไลน์ เริ่มยังไงดี?" คำถามสั้นๆ ที่ผมมักจะตอบกลับด้วยคำถามที่เปลี่ยนชีวิตคนถามเวลามีคนเดินเข้ามาถามผมว่า "พ...
03/05/2026

"อยากขายของออนไลน์ เริ่มยังไงดี?" คำถามสั้นๆ ที่ผมมักจะตอบกลับด้วยคำถามที่เปลี่ยนชีวิตคนถาม
เวลามีคนเดินเข้ามาถามผมว่า "พี่ไก่ครับ...ผมอยากทำธุรกิจออนไลน์ครับ อยากขายของ ต้องเริ่มยังไง?"
แทนที่ผมจะรีบแนะนำ
พวกเทคนิคการหาของ หรือสอนวิธียิงแอด ผมมักจะเบรกและถามเขากลับไปประโยคหนึ่งก่อนเสมอ...
"คุณอยากขายของเพื่อแค่หาเงิน หรือ อยากสร้างธุรกิจเพื่อหาเงิน?"
#คนฟังส่วนใหญ่มักจะชะงัก เพราะถ้ามองผิวเผิน สองคำนี้ปลายทางคือ "ได้เงิน" เหมือนกัน แต่ถ้าเราลอง คิดให้ลึกซึ้ง เราจะพบว่าวิธีคิด และ วิธีการทำ และมุมมองในการรับมือกับปัญหาของสองเส้นทางนี้...แตกต่างกันแบบคนละโลกครับ
#เส้นทางที่ 1 ขายของเพื่อแค่ "หาเงิน"

- นี่คือจุดเริ่มต้นของคน 90% ในตลาดออนไลน์ครับ
• จุดโฟกัส - สายตาของเขาจะจับจ้องไปที่ "ยอดโอนรายวัน" โฟกัสแต่การหาลูกค้าใหม่เพื่อปิดการขายให้เร็วที่สุด

• วิธีการทำงาน - วิ่งตามกระแส แพลตฟอร์มไหนมาแรงก็กระโดดใส่ สินค้าไหนฮิตก็รับมาขาย พอคู่แข่งเยอะก็หั่นราคาแย่งลูกค้ากัน

• จุดอ่อน - พึ่งพาเทคนิคฉาบฉวยและการยิงแอดเป็นลมหายใจหลัก วันไหนแอดพังหรือหยุดทำงาน รายได้คือศูนย์ทันที

• ผลลัพธ์ - คุณอาจจะได้จับเงินเร็ว รวยง่าย รวยไวนะ ถ้าโชคดี หรือได้ยอดขายที่หวือหวา แต่คุณจะ "เหนื่อยตลอดชีวิต" และพร้อมจะกระเด็นออกจากตลาดได้ทุกเมื่อที่กติกาของแพลตฟอร์มเปลี่ยนไป
#เส้นทางที่ 2 - สร้าง "ธุรกิจ" เพื่อหาเงิน

- นี่คือวิถีของคนส่วนน้อยที่อยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว แต่รวยช้านะ

• จุดโฟกัส - สายตาของเขาไม่ได้มองแค่ออร์เดอร์แรก แต่มองไปถึง "มูลค่าตลอดชีพของลูกค้า (Lifetime Value)" เขาโฟกัสที่การแก้ปัญหาให้ผู้คนอย่างแท้จริง

• วิธีการทำงาน - เขาไม่แข่งเรื่องของถูก แต่แข่งกันทำสินค้าให้ดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าประทับใจจนเกิดการ "ซื้อซ้ำ" เขาใช้เวลาไปกับการวางระบบหลังบ้าน พัฒนาทีมงาน และสร้างแบรนด์ที่คนไว้ใจ

• จุดแข็ง - เขาใช้แอดเป็นแค่ประตูบานแรกเพื่อเก็บฐานลูกค้า เมื่อลูกค้าซื้อซ้ำเป็นกระปุกที่สองหรือสาม เขาจะได้กำไรเต็มๆ โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้ใครอีก

• ผลลัพธ์ - วันแรกอาจจะรวยช้ากว่า เหนื่อยกว่าในการวางรากฐาน แต่ในระยะยาว ระบบนี้จะผลิตทั้ง "เงิน" และคืน "อิสรภาพทางเวลา" กลับมาให้คุณ
สาเหตุที่ผมเขียนมาให้เลือกแบบนี้ เพราะผมเชื่อว่าแต่ละคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน วิธีคิดและวิธีการแตกต่างกัน ในมุมของคนที่ทำธุรกิจมานานและมีประสบการณ์ในวงการออนไลน์มา 14 ปี ผมจึงไม่สามารถเลือกและตัดสินใจได้ว่าคุณควรทำอะไร แต่ผมจะให้คุณเลือกแล้วคุณตัดสินใจดูเพราะคุณต้องอยู่ลุยกับมัน
ผมจะลงรายละเอียดในมุมมองที่ลึกขึ้นให้อีกนะครับ เช่น

#ถ้าคุณตัดสินใจเลือก และเป้าหมายของคุณคือ #แบบแรก คุณจะเครียดและหัวเสียทุกครั้งที่ค่าแอดแพงขึ้น หรือมีร้านจีนมาตัดราคา
แต่ถ้าเป้าหมายของคุณคือ #แบบที่สอง คุณจะนิ่งสงบ และเอาเวลาไปนั่งคิดว่าจะพัฒนาสินค้าอย่างไร ให้ลูกค้ากินแล้วเห็นผล หรือจะแนะนำทีมขายอย่างไร ให้ดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว
ผมพูดแบบตรงๆ แบบตรงไปตรงมานะครับว่า ธุรกิจไม่เคยใจร้ายกับใครครับ แต่มันแค่ให้ผลลัพธ์ตาม "สมการ" ที่คุณเป็นคนตั้งต้นและเลือกคิดและทำแค่นั้น
# #คำถามสุดท้าย คือ วันนี้คุณกำลังใช้แรงกายแลกเงินแบบวันต่อวัน หรือกำลังสร้างระบบเพื่อผลิตเงินให้คุณในระยะยาว?
ก่อนจะเริ่ม ลองถามตัวเองให้ชัดก่อนเริ่มก้าวแรกครับ
คิด ตัดสินใจได้ แล้วลุยยย
ภัทรดร
3.5.69

ที่อยู่

Rat Burana

เบอร์โทรศัพท์

+66948926399

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Kaiology - ศาสตร์แห่งการสร้างแบรนด์ซื้อซ้ำ โดย พี่ไก่ ภัทรดร โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Kaiology - ศาสตร์แห่งการสร้างแบรนด์ซื้อซ้ำ โดย พี่ไก่ ภัทรดร:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่