เส้นทาง

CM Bell DSTH เพจบอกเล่าสถานะ และ กิจกรรมต่างๆของเจ้าของเพจ

ตัวเรามีส่วนอย่างมากในการกำหนดเส้นทางชีวิตแม้ในตอนต้นเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เมื่อโตแล้ว เราเลือกได้
17/09/2026

ตัวเรามีส่วนอย่างมากในการกำหนดเส้นทางชีวิต
แม้ในตอนต้นเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เมื่อโตแล้ว เราเลือกได้

ออกจากโรงงานตอนอายุ 17
กลับไปเริ่มเรียนชั้น ม.3 ใหม่
วันนี้เธอยืนอยู่บนเวทีเดียวกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล
เมื่อ 16 ปีก่อน 胡萌 (หูเมิ่ง) ยังเป็นเด็กสาวที่ทำงานอยู่บนสายการผลิตในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์เมืองเซี่ยเหมิน
ทุกวันเธอต้องเข้าโรงงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง และกลับออกมาเมื่อฟ้ามืดแล้ว ชีวิตวนอยู่กับงานเดิมซ้ำๆ จนแทบมองไม่เห็นว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปทางไหน
แต่วันนี้ในวัย 32 ปี เธอเป็นนักศึกษาปริญญาเอกของ 四川大学 (มหาวิทยาลัยสี่ชวน) มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำ และได้รับเลือกให้เดินทางไปเยอรมนี เพื่อร่วมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบลลินเดา ครั้งที่ 75
เส้นทางระหว่างสองจุดนี้ ใช้เวลานานถึง 16 ปี
胡萌 (หูเมิ่ง) เกิดในพื้นที่ภูเขาของมณฑลสี่ชวน พ่อแม่เดินทางไปทำงานที่มณฑลฝูเจี้ยนตลอดทั้งปี
หลังเรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เธอเดินทางไปเมืองเซี่ยเหมิน และเริ่มทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ตอนอายุ 16 ปี
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหนึ่งปีต่อมา เมื่อเพื่อนร่วมงานหญิงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตัวเองสามารถสอบเข้า 集美大学 (มหาวิทยาลัยจี๋เหม่ย) ได้สำเร็จ หลังจากเรียนภาคค่ำ
เรื่องนี้ทำให้ 胡萌 (หูเมิ่ง) เพิ่งมองเห็นเป็นครั้งแรกว่า การเรียนหนังสืออาจพาเธอออกไปจากชีวิตบนสายการผลิตได้
เธอตัดสินใจกลับบ้านทันที โดยไม่รอรับเงินเดือนให้ครบเดือน เพราะไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้
แต่การกลับไปเรียนไม่ได้ง่ายเหมือนเพียงเดินกลับเข้าโรงเรียน

胡萌 (หูเมิ่ง) ถูกโรงเรียนปฏิเสธหลายครั้ง ก่อนจะมีโรงเรียนแห่งหนึ่งรับเธอกลับเข้าเรียน โดยต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ชั้น ม.3
ส่วนเหตุผลที่โรงเรียนก่อนหน้านั้นปฏิเสธเธอ ต้นข่าวไม่ได้อธิบายเอาไว้
แม้ต้องย้อนกลับไปเริ่มใหม่ 胡萌 (หูเมิ่ง) ก็ใช้โอกาสนั้นอย่างเต็มที่ การสอบประจำเดือนครั้งแรก เธอทำได้อันดับ 12 ของห้อง ก่อนขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 6 ในการสอบกลางภาค
เมื่อเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เธอได้รับทุนการศึกษาชั้นหนึ่งภาคการศึกษาละ 5,000 หยวน (ประมาณ 25,000 บาท) และในที่สุดก็สอบเข้า 中国医科大学 (มหาวิทยาลัยการแพทย์แห่งประเทศจีน) ได้สำเร็จ
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ได้แปลว่าความลำบากสิ้นสุดลง
ระหว่างเรียน 胡萌 (หูเมิ่ง) ต้องเรียนไปด้วยและทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองไปด้วย ทั้งรับสอนพิเศษและทำงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด
ต่อมา ระหว่างฝึกงานด้านคลินิก เธอได้พบกับโรคบางชนิดที่การแพทย์ในเวลานั้นยังจัดการได้ยาก ประสบการณ์นั้นทำให้เธอเริ่มคิดว่า หากอยากหาคำตอบให้ปัญหาเหล่านี้ การรักษาผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ
เธอจึงเลือกเดินต่อไปบนเส้นทางการวิจัย
หลังจากนั้น 胡萌 (หูเมิ่ง) ได้เข้าศึกษาและทำงานในห้องปฏิบัติการสำคัญระดับชาติด้านการบำบัดทางชีวภาพของ 四川大学 (มหาวิทยาลัยสี่ชวน)
แต่เส้นทางนักวิจัยของเธอก็ไม่ได้เริ่มต้นอย่างสวยงาม
ตลอดช่วงปริญญาโทและสองปีแรกของระดับปริญญาเอก เธอยังไม่มีผลงานที่เรียกได้ว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ
เธอยอมรับตรงๆ ว่า ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านการเรียน สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงพยายามให้มากกว่าคนอื่น
胡萌 (หูเมิ่ง) เริ่มเรียนชีวสารสนเทศศาสตร์ หรือ Bioinformatics (การใช้ข้อมูลและคอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์ปัญหาทางชีววิทยา) รวมถึงเทคนิคการทดลองต่างๆ ตั้งแต่ศูนย์
เธออ่านงานวิจัยและฝึกทำการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในปีที่สองของการเรียนระดับปริญญาเอก ภายใต้การสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษาและทีมวิจัย เธอได้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Iseq-Cit
เทคโนโลยีนี้ใช้ตรวจวัดโปรตีนที่ผ่านกระบวนการ Citrullination (การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของโปรตีนรูปแบบหนึ่ง) โดยอาศัยสารมาตรฐานภายในและไม่ต้องผ่านขั้นตอนสกัดเพิ่มความเข้มข้น
พูดให้ง่ายขึ้น งานของเธอช่วยสร้างเครื่องมือใหม่ให้นักวิจัยศึกษากลไกของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และค้นหาเป้าหมายใหม่สำหรับการรักษาโรคนี้ได้
ผลงานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Biomedical Engineering
ปัจจุบัน 胡萌 (หูเมิ่ง) มีผลงานวิจัยตีพิมพ์รวม 9 ฉบับ ในฐานะผู้เขียนชื่อแรกหรือผู้เขียนชื่อแรกร่วม
ผลงานของเธอปรากฏในวารสารชั้นนำ เช่น Nature Biomedical Engineering และ Signal Transduction and Targeted Therapy
นอกจากนี้ เธอยังเคยได้รับทุนการศึกษาแห่งชาติ ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกยอดเยี่ยม รวมถึงดาวเด่นด้านวิชาการของ 四川大学 (มหาวิทยาลัยสี่ชวน)
เธอยังเป็นผู้รับผิดชอบโครงการวิจัยพื้นฐานสำหรับนักวิจัยรุ่นเยาว์ ภายใต้มูลนิธิวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติจีนอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ 胡萌 (หูเมิ่ง) ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักเรียนทุนลินเดา จากศูนย์วิทยาศาสตร์จีน-เยอรมัน ภายใต้มูลนิธิวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติจีน
โอกาสนี้พาเธอเดินทางไปเยอรมนี เพื่อร่วมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบลลินเดา ครั้งที่ 75
ที่นั่น เธอเป็นนักวิจัยที่นำเสนอผลงานของตัวเอง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ได้รับรางวัลโนเบล รวมถึงนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จากหลายประเทศ
เหตุผลที่เรื่องของ 胡萌 (หูเมิ่ง) ได้รับความสนใจในจีน ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นเรื่องราวของคนธรรมดาที่เรียนจนได้เป็นด็อกเตอร์
แต่เพราะเส้นทางของเธอแตะความเชื่อสำคัญอย่างหนึ่งในสังคมจีน นั่นคือ “การศึกษาอาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนคนหนึ่งได้”
เธอไม่ได้เริ่มจากครอบครัวที่มีต้นทุนพร้อม ไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางการศึกษาที่ต่อเนื่อง และไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นคนมีพรสวรรค์
เธอเคยออกจากโรงเรียนไปทำงานในโรงงาน ต้องกลับมาเริ่มเรียนชั้น ม.3 ใหม่ หาเงินส่งตัวเองเรียน และใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างผลงานวิจัยชิ้นสำคัญได้
เรื่องของเธอจึงมีความหมายมากกว่าเรื่อง “พยายามแล้วประสบความสำเร็จ”
มันสะท้อนว่า สำหรับเด็กจากครอบครัวธรรมดาในจีน การศึกษายังคงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่เส้นทางที่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองในสังคมได้จริง
ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเธอยังเป็นภาพแทนของสิ่งที่จีนให้ความสำคัญมากขึ้น นั่นคือการผลักดันนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ให้สร้างงานวิจัยที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่สามารถนำไปช่วยทำความเข้าใจโรคและค้นหาวิธีรักษาใหม่ๆ ได้
จากสายการผลิตในโรงงาน สู่ห้องปฏิบัติการวิจัย และจากเด็กที่ต้องย้อนกลับไปเริ่มเรียนชั้น ม.3 ใหม่ สู่เวทีแลกเปลี่ยนกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก
胡萌 (หูเมิ่ง) ใช้เวลา 16 ปี เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองทีละก้าว
เธอบอกว่า คำแนะนำของคนอื่น เธอจะเลือกรับฟังเฉพาะส่วนที่เหมาะสม แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอต้องเรียนรู้ต่อและเดินหน้าต่อไป เพราะนั่นคือความรับผิดชอบที่เธอมีต่อตัวเอง
บางครั้ง จุดเปลี่ยนของชีวิตอาจไม่ได้เริ่มจากโอกาสครั้งใหญ่
แต่อาจเริ่มจากวันที่คนคนหนึ่งเพิ่งรู้ว่า ชีวิตยังมีอีกเส้นทางให้เลือก และตัดสินใจไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ที่เดิมอีกต่อไป
ข้อมูลจาก Tencent News

#บุญไชน่าเล่าเรื่องจีน #เล่าเรื่องจีน #ข่าวจีน

หลุมหลบภัยของพวกเขา กำลังจะหายไป???
09/09/2026

หลุมหลบภัยของพวกเขา กำลังจะหายไป???

จีนกำลังเข้าสู่ยุคการเงินโปร่งใสแบบ 100% มีสองสิ่งที่คนจีนหนีไม่ได้คือ1.ความตาย 2. นโยบายพรรค (รวมทั้งการจัดเก็บภาษีด้วย)

กระแสบนโลกออนไลน์ของจีนช่วงนี้ โดยเฉพาะใน Xiaohongshu หรือ Douyin กำลังเดือด … เรื่องการไล่เก็บภาษีย้อนหลังของคนที่มีทรัพย์สินหรือลงทุนในต่างประเทศ หลายคนออกมาระบายว่าจู่ๆ ก็ได้รับ SMS จากกรมสรรพากรจีน แจ้งเตือนให้ไปชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มอีก 20% จากกำไรที่ได้จากการเทรดหุ้นฮ่องกง หุ้นสหรัฐฯ หรือกำไรจากธุรกิจข้ามพรมแดน (ที่แอบทำมานาน)

เรื่องนี้ทำเอาหลายคนนั่งไม่ติดเลยค่ะ เพราะเดิมที“จีนมีกฎหมายเก็บภาษีจากรายได้ทั่วโลก”อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาสรรพากรอาจจะยังไม่มีข้อมูลในมือ แต่ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2024 เป็นต้นมา จีนเริ่มเอาจริง ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีข้ามประเทศส่งข้อมูลบัญชีการเงิน เงินฝาก หุ้น และกองทุนของคนจีนในต่างประเทศ กลับมาให้สรรพากรจีนแบบตรงเป้า โดยส่งตรงไปถึงสรรพากรท้องถิ่นตาม address บนบัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้านของคนๆนั้นเลย ใครที่เคยมีกำไรจากการลงทุนต่างประเทศแล้วยังไม่ได้เสียภาษี หรือเสียไปแล้วแต่ต่ำกว่าอัตรา 20% ของจีน ก็ต้องควักเงินจ่ายส่วนต่างเพิ่มกันแถวหน้ากระดาน

แต่สิ่งที่ทำให้คนในโซเชียลจีนแตกตื่นยิ่งกว่าข่าวการเรียกเก็บภาษีในตอนนี้ คือการพูดถึงdeadline วันสำคัญ วันที่ 1 มกราคม 2027 ซึ่งจะเป็นวันที่ระบบตรวจสอบภาษีโลกจีนเวอร์ชันใหม่ หรือ CRS 2.0 (รวมถึงกรอบ CARF) เริ่มทำงานแบบเต็มสูบค่ะ💢

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เมื่อหลุมหลบภัยทางการเงินอย่างหุ้นหรือบัญชีธนาคารต่างประเทศเริ่มไม่ปลอดภัย คน🇨🇳จำนวนมากจึงย้ายเงินไปพักไว้ในคริปโทเคอร์เรนซี หรือสเตเบิลคอยน์ 👉 แต่สำหรับ CRS 2.0 ช่องโหว่นี้กำลังจะปิดลงอย่างสมบูรณ์แบบ

โดยเฉพาะในศูนย์กลางทางการเงินอย่าง "ฮ่องกง" ที่เริ่มขยับตัวปรับอัปเดตระบบแล้ว
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป ฮ่องกงจะบังคับให้กระดานเทรดคริปโทฯ ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล ตลอดจนสถาบันการเงิน ต้องตรวจสอบตัวตนลูกค้าอย่างเข้มงวด และต้องส่งข้อมูลธุรกรรม ยอดคงเหลือ รวมถึงรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดกลับไปให้สรรพากร นอกจากนี้ยังเจาะลึกไปถึงบริษัทเปลือกนอก (Shell Companies) ที่ไม่มีการดำเนินธุรกิจจริง เพื่อลากตัวตนของผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของเงินแท้จริงออกมา(จ่ายภาษี)ให้ได้ (เน้นคนจีน🇨🇳)

สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่า ยุคของการหลบภาษีข้ามแดนกำลังจะหมดลงแล้วนะคะ คนจีนสายเทรดหุ้นต่างประเทศ สายคริปโทฯ และคนทำธุรกิจข้ามพรมแดนกำลังเผชิญหน้ากับความโปร่งใสทางการเงินแบบ 100% จุดตัดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าถือพาสปอร์ตของประเทศอะไร แต่อยู่ที่ว่าเราเป็น "ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี" ของที่ไหน หากยังมีชื่อเป็น Tax Resident ของจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะไปทำมาหากินหรือลงทุนอยู่ที่ไหนในโลก ข้อมูลทางการเงินก็จะถูกส่งกลับมาให้สรรพากรจีนคิดภาษีอยู่ดีค่ะ 🤭

(ทำไมฮูหยินรู้สึกเหมือนดูหนังสมัยยุทธภพโบราณ เมื่อเราเป็นจอมยุทธ์ เดินทางร่อนเร่พเนจร ไปได้เข้าพักอยู่หมู่บ้านไหน ก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองตอนที่ยังพักอาศัยอยู่หมู่บ้านนั้น … แต่ตอนหลังเมืองหลวงปักกิ่งก็เริ่มมีเรดาร์ดาวเทียมพลังตาที่สาม … พอจอมยุทธ์เดินทางไปที่หมู่บ้านไหน เมืองหลวงก็รู้ก็ติดตามให้นกพิราบส่งข้อมูลตลอด แถมส่งบิลมาเก็บค่าใช้สัญชาติอีก … หรือฮูหยินคิดไปเอง … แต่ใดๆก็ต้องจ่ายนะ🤭)

ติดตามการเปลี่ยนแปลงให้ทันนะคะ เพื่อนๆ ทุกท่าน
06/09/2026

ติดตามการเปลี่ยนแปลงให้ทันนะคะ เพื่อนๆ ทุกท่าน

จีนปรับหลักสูตรเป็นโรงเรียนยุคใหม่ เด็กยุคใหม่ เตรียมตัวรับยุค AI แล้วเราล่ะ?!?
01/09/2026

จีนปรับหลักสูตรเป็นโรงเรียนยุคใหม่ เด็กยุคใหม่ เตรียมตัวรับยุค AI แล้วเราล่ะ?!?

จีน ขาดอะไร?
23/08/2026

จีน ขาดอะไร?

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม
หยวน ซินอี้ (Yuan Xinyi) นักคณิตศาสตร์
ศาสตราจารย์จากศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศปักกิ่ง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ได้รับรางวัล Future Science Prize
สาขาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ประจำปี 2026
จากผลงานด้าน Arithmetic Geometry (เรขาคณิตเชิงอรัญคณิต)
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาขาคณิตศาสตร์ระดับสูงของโลกในปัจจุบัน
รางวัล Future Science Prize ถูกเรียกว่า
"โนเบลแห่งจีน"
และมีมูลค่ารางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสาขา
หยวน ซินอี้ ไม่ได้เติบโตจากครอบครัวนักวิทยาศาสตร์
เขาเป็นเด็กจากเมืองหม่าเฉิง มณฑลหูเป่ย
และได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่งจากการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกคณิตศาสตร์
ต่อมาเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา
ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในอเมริกาและกลับมาทำงานที่จีนในปี 2020
เหตุผลที่เขากลับจีน
เขาบอกตรงๆ ว่า
จีนให้ความสำคัญกับงานวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ
สภาพแวดล้อมทางวิชาการดีขึ้น
การสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น
ในขณะที่สหรัฐฯ หลังวิกฤตการเงินปี 2008
กลับมีความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น
และสภาพแวดล้อมทางวิชาการไม่ได้ดีเหมือนเดิม
อีกเหตุผลหนึ่งคือ
พ่อแม่ของเขาเข้ารับการผ่าตัดทั้งคู่ในปี 2017
เขาจึงอยากกลับมาอยู่ใกล้ครอบครัว
สิ่งที่น่าสนใจ
คือสิ่งที่เขาพูดถึง "อนาคตของคณิตศาสตร์จีน"
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา
จีนกวาดรางวัลด้านคณิตศาสตร์ระดับโลกต่อเนื่อง
จนมีคนต่างชาติพูดในงานประชุมนักคณิตศาสตร์นานาชาติว่า
"China is taking over math"
หรือ
"จีนกำลังก้าวขึ้นมาครองวงการคณิตศาสตร์"
แต่หยวน ซินอี้ บอกว่า
เขาคิดว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น
เพียงแต่จีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่เห็นผลลัพธ์

จากการลงทุนด้านการศึกษาที่สะสมมานานกว่า 20 ปี
แล้วอะไรคือปัญหาที่จีนกำลังเจอ?
คำตอบคือ
"นักศึกษาปริญญาเอก"
เขาบอกว่า
วันนี้จีนมีนักศึกษาปริญญาตรีเก่งๆเยอะ
แต่การผลิตนักวิจัยระดับสูงยังเป็นคอขวด
เพราะอาจารย์ที่อยู่แนวหน้าของงานวิจัยมีไม่พอ
นักศึกษา ป.เอก มีจำนวนมาก
แต่อาจารย์ที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะยังมีจำกัดมาก
สุดท้ายอาจารย์หนึ่งคนต้องดูแลนักศึกษาจำนวนมาก
จนไม่มีเวลาพัฒนาศักยภาพของแต่ละคนได้เต็มที่
จีนเริ่มเจอปัญหาแบบเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
ไม่ใช่ขาดคนเรียน
แต่ขาด "ครูปั้นคนระดับโลก"
เขายังพูดถึงอีกเรื่อง
คือวัฒนธรรมการแข่งขันในวงการวิชาการจีน
อาจารย์รุ่นใหม่จีน
ต้องแข่งขันแทบทุกเรื่อง
ต้องตีพิมพ์งาน
ต้องขอทุน
ต้องเลื่อนตำแหน่ง
ต้องสร้างผลงานให้มากกว่าคนรุ่นเดียวกัน
จนบางครั้งระบบเริ่มให้ความสำคัญกับ
"ตัวเลขที่วัดได้"
มากกว่าระบบความคิดสร้างสรรค์จริงๆ
นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะวงการคณิตศาสตร์
แต่มันสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรมของจีน
จีนใช้เวลาหลายสิบปี
แก้ปัญหาเรื่องปริมาณ
จนวันนี้เริ่มเข้าสู่โจทย์ใหม่
คือ
จะเปลี่ยนจาก "มีคนเก่งจำนวนมาก"
ให้กลายเป็น
"มีคนที่สร้างคนเก่งรุ่นต่อไปได้มากพอ" อย่างไร
เรามักพูดกันเรื่องเด็กเก่ง
เด็กโอลิมปิก
เด็กสอบติดมหาวิทยาลัยดัง
แต่ลืมพูดถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง
ครู
อาจารย์
นักวิจัย
หรือคนที่ใช้เวลาหลายปีในการปั้นคนรุ่นต่อไป
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่หลายประเทศสร้างคนเก่งได้เป็นพันเป็นหมื่นคน
แต่มีไม่กี่ประเทศที่สร้าง "ระบบผลิตคนเก่ง" ได้อย่างต่อเนื่อง
และเรื่องนี้ก็ยังเป็นปัญหาของจีนอยู่
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในบทสัมภาษณ์นี้
ไม่ใช่เรื่องคณิตศาสตร์
ไม่ใช่เรื่องรางวัล
และไม่ใช่เรื่อง AI
แต่เป็นประโยคที่สะท้อนวิธีคิดของจีนในวันนี้ได้ดี
ประเทศที่กำลังเติบโตจริงๆ
ไม่ได้ถามเพียงว่าเรามีคนเก่งกี่คน
แต่เริ่มถามว่า
"เรามีคนที่สามารถสร้างคนเก่งรุ่นต่อไปได้มากพอหรือยัง"
เพราะความสำเร็จหนึ่งรุ่น
สร้างได้ด้วยคนเก่งไม่กี่คน
แต่ความสำเร็จต่อเนื่องหลายสิบปี
ต้องอาศัยระบบที่ผลิตคนเก่งได้ไม่รู้จบ
ข้อมูลจาก Tencent News และ Future Science Prize

#บุญไชน่าเล่าเรื่องจีน #เล่าเรื่องจีน #การศึกษา #วิทยาศาสตร์จีน #ข่าวจีน

อืม น่าคิด
23/08/2026

อืม น่าคิด

ไทยใกล้ล่มสลาย เพราะว่ามีคนโง่เต็มเมือง
เมื่อพูดถึงเรื่องขายชาติ หรือเรื่องการทำลายชาติแล้ว โดยรู้ตัวหรือเพราะ
ความโง่ ความเขลา หรือเพราะผลประโยชน์ก็ตาม คนไทยไม่แพ้ใคร

ทำให้เราต้ังหันกลับมาพิจารณาทฤษฎีความโง่ของซิโพลลา

กฎพื้นฐานของความโง่เขลาของมนุษย์ – The Basic Laws of Human Stupidity) เป็นเรียงความเชิงเสียดสีแต่ให้ข้อคิดลึกซึ้ง ที่เขียนโดยนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชาวอิตาลี คาร์โล เอ็ม. ซิโพลลา (Carlo M. Cipolla) ในปี 1976 โดยวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ผ่านมุมมองทางเศรษฐศาสตร์อย่างง่าย ๆ โดยเน้นเรื่อง “ได้” และ “เสีย” แทนที่จะใช้ไอคิว การศึกษา หรือสติปัญญา

ซิโพลลาให้คำจำกัดความของ คนโง่ ว่าเป็นผู้ที่ทำให้ผู้อื่นสูญเสีย (เกิดความเสียหายหรือต้นทุน) ในขณะที่ตนเองไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย และอาจถึงขั้นสูญเสียด้วยซ้ำ ความโง่ในที่นี้วัดจากผลลัพธ์ของการกระทำ คนส่วนมากมักจะประเมินจำนวนคนโง่ที่มีอยู่ในสังคม หรือวงการต่างๆต่ำเกินไปเสมอและอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มีคนโง่เยอะกว่าที่เราคิดเสมอ

ความโง่กระจายตัวอย่างเท่าเทียมในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษารวยจน สัญชาติ อาชีพ ฯลฯ ไม่มีกลุ่มใดที่ปลอดภัย

คนโง่คือผู้ที่ทำให้บุคคลอื่นหรือกลุ่มบุคคลสูญเสีย ในขณะที่ตนเองไม่ได้รับประโยชน์อะไร และอาจถึงขั้นสูญเสียด้วย

คนที่ไม่โง่ มักประเมินอำนาจทำลายของคนโง่ต่ำเกินไปเสมอ
การไปเกี่ยวข้องหรือคบหาสมาคมกับคนโง่ ย่อมกลายเป็นความผิดพลาดที่ต้องจ่ายแพงเสมอ

คนโง่คือคนประเภทที่อันตรายที่สุด อันตรายกว่า “โจร” ที่ตั้งใจทำร้ายด้วยซ้ำ เพราะการกระทำของคนโง่ไร้เหตุผลและคาดเดาไม่ได้

ซิโพลลาแบ่งคนออกเป็น 4ประเภท

ประเภท ผลต่อตนเอง ผลต่อผู้อื่น คำอธิบาย

1. ฉลาด (Intelligent) ได้ ได้ สร้างประโยชน์ร่วมกัน (ชนะ-ชนะ)

2. อ่อนแอ/ไร้เดียงสา Helpless / Naive) เสีย ได้ ช่วยผู้อื่นโดยเสียผลประโยชน์ตัวเอง (หรือถูกเอาเปรียบ)

3. โจร / เห็นแก่ตัว (Bandit) ได้ เสีย หาประโยชน์ให้ตัวเองโดยทำให้ผู้อื่นเสียหาย (คาดเดาได้จากผลประโยชน์ส่วนตัว)

4. โง่ (Stupid) เสีย(หรือศูนย์) เสีย ทำให้ผู้อื่นเสียหาย และ ตัวเองก็ไม่ได้ประโยชน์ (หรือเสียด้วย) — อันตรายที่สุดเพราะไร้เหตุผล

จะเห็นได้ว่า คนฉลาดในสังคมไทยมีน้อยลงทุกวัน คนฉลาดคือคนที่ทำอะไรไปแล้ว ตัวเองได้ดี สังคมก็ได้ดีไปด้วยในลักษณะวิน-วินไปด้วยกัน เช่นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงเจริญรอยตามทศพิธราชธรรม เพื่อสร้างบารมีให้เต็ม คอยสอดส่องดูแลความมั่นคงของประเทศ ทำให้ส่วนรวมหรือประชาชนได้ประโยชน์ไปด้วยในเรื่องความความผาสุก และอยู่ดีกินดี

คนคนอ่อนแอ หรือไร้เดียงสาในเมืองไทยมีมาก ช่วยโหวตให้นักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ แล้วถูกเอาเปรียบ ต้อนรับต่างชาติเข้ามาอยู่ในชุมชน แล้วถูกต่างชาติเอาเปรียบ ยึดธุรกิจไปหมด ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ถูกกฎหมายรังแก ทำงานหนัก แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนตาควร

โจร/หรือคนที่เห็นแก่ตัว ส่วนมากจะเป็นพวกนายทุน นักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจเงิน หรืออำนาจในหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง แต่สังคม หรือประเทศชาติฉิบหาย เช่นการทำธุรกิจผูกขาด การเอาเปรียบลูกค้า การตัดไม้ทำลายป่า ทำลายแหล่งน้ำ การคอรัปชั่น การปล้นทรัพยากรของประเทศ การเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามายึด

ประเภทสุดท้ายคือคนโง่ที่ทำให้ส่วนรวมเสียหาย แต่ตัวเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เช่นจุดไฟเผาป่าเล่นๆ ทำลายแหล่งทรัพยากรของประเทศ แยกแยะไม่ออกว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ด่าคนดี ยกย่องคนชั่ว บูชาเงิน ไม่สนใจใยดีว่าทรัพยากรของประเทศถูกเซ็งลี้ให้ต่างชาติไปหมดแล้ว

ทีนี้ลองมาทบทวนว่าในฐานะคนไทย เราเป็นคนประเภทใดใน4จำพวกนี้ คือ 1. คนฉลาด ที่ทำดี แล้วตัวเองได้ดี และสังคมได้ดีอีกด้วย
2. คนอ่อนแอ ที่โลกสวย มีชีวิตไปวันๆ คิดว่าตัวเองทำดีที่ถูกแล้ว แต่ทำไมถูกเอาเปรียบตลอดจนแทบโงหัวไม่ขึ้น
3. คนเห็นแก่ตัวหรือเป็นโจรไปเลยที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ในใส่ตัวเอง ส่วนสังคมหรือประเทศชาติจะฉิบหายวายวอดก็ช่างมัน หรือ
4. คนโง่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ที่ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรตัวเองไม่ได้ประโยชน์อะไรมาก แต่สร้างความหายนะให้กับส่วนรวม

23/8/2026

อีกหนึ่งตัวอย่างของคนที่ชาติต้องการ
21/08/2026

อีกหนึ่งตัวอย่างของคนที่ชาติต้องการ

#เมื่อไหร่จะรวย #ไต้หวัน #เศรษฐกิจต่างประเทศ

21/08/2026

อีกหนึ่ง Skill ที่เกิดจากการทำซ้ำและเป็นเวลานานพอ 😊✌️

เรื่องของห่วงโซ่อาหารยังต้องควบคุมหลายปัจจัยเพื่อไม่ให้มีความผันผวน และมีความปลอดภัยสูงแล้ววงการการเงินในยุคใหม่ล่ะ จะทำ...
21/08/2026

เรื่องของห่วงโซ่อาหารยังต้องควบคุมหลายปัจจัยเพื่อไม่ให้มีความผันผวน และมีความปลอดภัยสูง
แล้ววงการการเงินในยุคใหม่ล่ะ จะทำให้ 2 สิ่งนี้อยู่ในมาตรฐานได้อย่างไร

ปลาไหลย่างเป็นอาหารที่จีน
กำลังพยายามทำให้กลายเป็นของกินที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ร้านอาหารใช้ปลาไหลกึ่งสำเร็จรูปมากขึ้น

แต่เมื่อของชนิดหนึ่งขายดีขึ้น
และทุกคนพยายามทำราคาให้ถูกลง
เรื่องหนึ่งที่ตามมาก็คือ...
มีคนพยายามลดต้นทุนในแบบที่ไม่ควรลด
ล่าสุดในจีนมีการเปิดเผยกรณีที่ผู้ประกอบการบางรายเข้าไปกว้านซื้อ “ปลาไหลที่ตายแล้ว” จากฟาร์ม ก่อนนำไปแปรรูปเป็นปลาไหลย่างกึ่งสำเร็จรูป แล้วขายผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาถูกมาก
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า “ปลาไหลตายทุกตัวถูกนำไปขาย” แต่ปัญหาคือ ปลาไหลที่ตายจากโรค สภาพแวดล้อม หรือไม่ทราบสาเหตุ ไม่ควรถูกนำกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารตั้งแต่แรก
และเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งเดียว
คดีของศาลประชาชนชั้นกลางเมืองฟูโจวขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่า ระหว่างปี 2012–2019 มีผู้ค้ารายย่อย 25 รายเข้าไปซื้อปลาไหลที่ป่วยตายหรือไม่ทราบสาเหตุการตายจากฟาร์ม แล้วนำไปแปรรูปเป็นปลาไหลย่างเพื่อขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์
สุดท้าย 23 รายถูกจำคุก 7–15 ปี จากความผิดเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอมและด้อยคุณภาพ ส่วนอีก 2 รายถูกจำคุกจากความผิดเกี่ยวกับอาหารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย
ทำไมต้องเสี่ยงเอาปลาไหลตายมาทำอาหาร?
คำตอบอยู่ที่ “ต้นทุน”
ปลาไหลเป็นอุตสาหกรรมใหญ่มากของจีน จีนเป็นประเทศสำคัญของโลกทั้งด้านการเลี้ยง แปรรูป และส่งออกปลาไหล โดยผลผลิตจากจีนคิดเป็นประมาณ 80% ของโลก และอุตสาหกรรมมีมูลค่าการผลิตต่อปีมากกว่า 5.0 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 2.5 แสนล้านบาท
แต่การเลี้ยงปลาไหลไม่ง่าย
เพราะต้นทางอย่าง “ลูกปลาไหล” ยังพึ่งพาการจับจากธรรมชาติสูงมาก ปริมาณจึงขึ้นอยู่กับธรรมชาติและตลาดโลก ทำให้ต้นทุนของอุตสาหกรรมมีความผันผวน
ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมปลาไหลมณฑลกวางตุ้งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ระบุว่า ปลาไหลมีชีวิตขนาด 4P ซึ่งหมายถึงประมาณ 4 ตัวต่อกิโลกรัม มีราคาเฉลี่ย 70 หยวนต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 350 บาท
ส่วนวัตถุดิบปลาไหลสำหรับโรงงานแปรรูปอยู่ที่ประมาณ 55 หยวนต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 275 บาท
นี่ไม่ได้หมายความว่าปลาไหลจีนแพงผิดปกติ
แต่ทำให้เราเห็นว่า การผลิตปลาไหลอย่างถูกต้องมีต้นทุน
ปลาไหลที่ตายจากฟาร์มจึงกลายเป็นช่องโหว่
สำหรับเจ้าของฟาร์ม ปลาไหลตายคือของที่ต้องนำไปจัดการ ไม่มีรายได้กลับมา
แต่ถ้ามีคนมาขอซื้อ ปลาไหลที่เคยเป็น “ต้นทุน” ก็กลายเป็นเงินได้ทันที
ส่วนคนที่รับซื้อก็ได้วัตถุดิบในราคาต่ำกว่าปลาไหลมีชีวิตมาก
จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น หมัก ปรุงรส ย่าง ราดซอส และแช่แข็ง
พอผ่านกระบวนการเหล่านี้แล้ว คนซื้อแทบไม่สามารถดูจากหน้าตาได้ว่าปลาไหลก่อนหน้านั้นมีสภาพอย่างไร
และนี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุด
เพราะสินค้าเหล่านี้สามารถถูกนำไปขายออนไลน์ในหน้าตาเหมือนกับปลาไหลย่างทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้น ปลาไหลกึ่งสำเร็จรูปไม่ได้ขายให้ผู้บริโภคอย่างเดียว
ร้านอาหารก็ใช้
ข้าวหน้าปลาไหล ซูชิ ข้าวผัดปลาไหล โอนิกิริ ปลาไหลหม้อไฟ หรือเมนูอื่นๆ สามารถใช้ปลาไหลกึ่งสำเร็จรูปได้
เหตุผลก็ตรงไปตรงมา
ร้านไม่ต้องเสียเวลาเตรียมปลาไหลเอง
ไม่ต้องมีพนักงานมาย่างปลาไหล
เสิร์ฟเร็ว
ควบคุมต้นทุนง่าย
ปัจจุบันร้านอาหารส่วนใหญ่แทบไม่ได้ย่างปลาไหลเองแล้ว แต่ใช้ปลาไหลคาบายากิกึ่งสำเร็จรูปแช่แข็งเป็นหลัก
เพราะฉะนั้น ถ้าห่วงโซ่ต้นน้ำมีปัญหา เรื่องก็สามารถไหลมาถึงร้านอาหารได้
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “คนซื้อปลาไหลราคาถูกมากิน”
แต่เป็นเรื่องของ ระบบอาหารทั้งห่วงโซ่
ข่าวนี้ไม่ได้กำลังบอกว่า
“ปลาไหลจีนไม่ปลอดภัย”
เพราะในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมปลาไหลที่ถูกต้องกำลังเติบโตเช่นกัน
ตลาดในประเทศจีนกำลังขยายตัว จากเดิมที่ปลาไหลจีนพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
ข้อมูลจาก CCTV Finance ในเดือนเมษายน 2026 ระบุว่า ผู้ประกอบการแปรรูปปลาไหลรายหนึ่งในฝัวซาน มณฑลกวางตุ้ง มียอดขายในตลาดจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และตลาดในประเทศคิดเป็นประมาณ 50% ของยอดขายทั้งหมดของโรงงาน
ขณะเดียวกัน จีนก็กำลังพยายามแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ
ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยจี๋เหมย (Jimei University) สามารถยืดระยะเวลาการรอดชีวิตของลูกปลาไหลวัยอ่อนจาก 21 วันเป็นมากกว่า 40 วัน และทีมของ Zhao Feng (เจาเฟิง) จากสถาบันวิจัยการประมงทะเลตะวันออก สามารถฟักลูกปลาไหลแบบเทียมสะสมได้มากกว่า 5 ล้านตัว
ถ้าจีนสามารถพัฒนาเรื่องนี้จนเพาะพันธุ์ได้ในระดับอุตสาหกรรม ก็จะช่วยลดการพึ่งพาลูกปลาไหลจากธรรมชาติได้ในอนาคต
และบริษัทที่ทำตลาดอย่างจริงจังก็กำลังพยายามสร้างระบบที่ตรวจสอบได้
Tianma Technology (เทียนหม่า เทคโนโลยี) มีห่วงโซ่ตั้งแต่การอนุบาลสายพันธุ์ ผลิตอาหารสัตว์ เลี้ยง ไปจนถึงแปรรูป และมีกำลังการผลิตปลาไหลย่างมากกว่า 12,000 ตันต่อปี ส่งออกไปมากกว่า 70 ประเทศและภูมิภาค
Hande Food (ฮั่นเต๋อ ฟู้ด) ใช้ระบบ “หนึ่งสินค้าหนึ่งรหัส” เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าได้
ส่วน Taishan Lvsheng Food (ไท่ซาน ลวี่เซิ่ง ฟู้ด) มีสถิติไม่มีการถูกตีคืนสินค้าในตลาดญี่ปุ่นต่อเนื่องถึง 10 ปี
นี่จึงเป็นอีกด้านของข่าวที่สำคัญ
ในขณะที่บางคนพยายามทำปลาไหลให้ถูกที่สุด ผู้ผลิตที่จริงจังกำลังพยายามทำให้ปลาไหล “ตรวจสอบได้” มากที่สุด
ที่ข่าวจีนกำลังเตือนเรา ไม่ใช่ให้ “กลัวปลาไหล”
แต่คือให้ระวังคำว่า “ถูกผิดปกติ”
เพราะของราคาถูกอาจเกิดจากการผลิตจำนวนมาก เทคโนโลยีดีขึ้น และระบบซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ
แต่ถ้าถูกจนไม่สมเหตุสมผล...
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่
“ทำไมร้านนี้ขายถูกจัง?”
แต่เป็น
“เขาลดต้นทุนตรงไหน ถึงขายราคานี้ได้?”
ไม่ใช่ว่าปลาไหลจีนทั้งหมดมีปัญหา
เมื่ออาหารชนิดหนึ่งกำลังกลายเป็นสินค้าตลาดแมส
ยิ่งตลาดใหญ่ขึ้น
การแข่งขันด้านราคาก็ยิ่งเปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้ผลิตที่ทำของดีขึ้น
และคนที่พยายามหาทางลัดเข้ามาพร้อมกัน
ข้อมูลจาก 36kr

#บุญไชน่าเล่าเรื่องจีน #เล่าเรื่องจีน #ข่าวจีน

💪😍🤝
17/08/2026

💪😍🤝

ที่อยู่

Ratchaburi

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ CM Bell DSTH โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่