ESG EARTH ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ESG EARTH, โฆษณา/การตลาด, กรุงเทพมหานคร, Suan Luang.

"Growing sustainably to create meaningful impact --- for the planet, for peopele for the future."
เติบโตอย่างยั่งยืน สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อโลก เพื่อคน เพื่ออนาคต

ฝากข่าวประชาสัมพันธ์/ลงโฆษณา
[email protected]

ติดต่อโฆษณา
คุณกานต์ 062-264-9664

ไทยวาโก้ จับมือ มศว. ลงนาม MOU ขับเคลื่อนนวัตกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิต สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)...
28/08/2026

ไทยวาโก้ จับมือ มศว. ลงนาม MOU ขับเคลื่อนนวัตกรรม
พัฒนาศักยภาพนิสิต สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ WACOAL ภายใต้การจัดจำหน่ายโดย บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ มุ่งสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรไปจนถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ในโอกาสนี้ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการร่วมมือครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสารการตลาด พร้อมส่งเสริมให้นิสิตได้ประยุกต์ใช้ความรู้ภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการร่วมสร้างสรรค์และออกแบบลวดลายผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างมืออาชีพ
อีกทั้งภายในงานยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้บริหารทั้งสององค์กร ถึงแนวคิดและแนวทางความร่วมมือ รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อบุคลากร นิสิตและสังคม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม และ นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
นอกจากนี้ WACOAL ยังจัดกิจกรรม “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” เชิญชวนนิสิตและบุคลากร มศว. ร่วมส่งต่อชุดชั้นในเก่าทั้งหญิงและชายทุกแบรนด์ที่เสื่อมสภาพ เพื่อนำไปจัดการและกำจัดอย่างถูกวิธี โดยได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากนิสิตรวมถึงบุคลากรเป็นจำนวนมาก
ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ WACOAL ในการสนับสนุนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมร่วมสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมในการมุ่งขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน
______
#ไทยวาโก้ #มศว #นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน #วาโก้บราเดย์

มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รับมอบเงินบริจาค 50 ล้านบาทจาก ไครโอวิวา (ประเทศไทย) และบริษัท รีไววา เซลล์ (ประเทศไทย) ผนึกภ...
28/08/2026

มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รับมอบเงินบริจาค 50 ล้านบาทจาก
ไครโอวิวา (ประเทศไทย) และบริษัท รีไววา เซลล์ (ประเทศไทย)
ผนึกภาครัฐ-เอกชน เพิ่มขีดความสามารถการผลิตเซลล์บำบัดของไทยตามมาตรฐานสากล
บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท รีไววา เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าบทบาทภาคเอกชนใน
การร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทย มอบเงินบริจาคจำนวน 50 ล้านบาท เข้ากองทุน “วิจัยและพัฒนาเพื่อการแพทย์
แห่งอนาคต” มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) เพื่อรากฐานที่มั่นคงทางการแพทย์ และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์
กลาง Cellular Drug แห่งภูมิภาค
การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ ผู้ร่วมสนับสนุนการก่อตั้ง บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด ทั้ง 2ท่าน คือ นายอาลก โลเฮีย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ นายราวี ไจปุเรีย ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ RJ Corp ประเทศอินเดีย ซึ่งเล็งเห็นศักยภาพของสเต็มเซลล์และเซลล์
บำบัด (Cell Therapy) ในฐานะนวัตกรรมสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมการแพทย์แห่งอนาคตจึงก่อตั้ง บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด ในปี พ.ศ. 2550 เพื่อยกระดับองค์ความรู้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บและพัฒนา
เซลล์ สู่มาตรฐานระดับสากล
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ถนอม บรรณประเสริฐ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานกองทุนวิจัยและพัฒนาเพื่อการแพทย์แห่งอนาคต กล่าวว่า “ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีงานวิจัยด้านเซลล์บำบัดเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่มีไม่มากที่เดินทางไปถึงผู้ป่วยได้จริง สิ่งที่ขวางอยู่ที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพราะสิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือเซลล์ที่มีชีวิต การนำไปใช้กับผู้ป่วยอย่างปลอดภัยต้องผลิตภายใต้มาตรฐาน GMP PIC/S มีระบบคุณภาพที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีบุคลากรที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ หากประเทศไทยมีสถานที่ผลิตที่ได้มาตรฐานเพียงแห่งเดียว นั่นไม่ใช่ความสำเร็จ แต่คือความเปราะบาง เราจึงไม่ได้ผลิตแทน แต่เราทำให้ภาคเอกชนผลิตเองได้”
รองศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงเปลี่ยนบทบาทของโรงเรียนแพทย์ เพราะสิ่งที่เราเรียกว่ายาในกรณีนี้คือเซลล์ที่มีชีวิต ที่ต้องผลิตให้ทันเวลาที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ โรงเรียนแพทย์จึงต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยต้องทำมาก่อน คือต้องผลิตยาได้เองภายใต้
มาตรฐานเดียวกับที่อุตสาหกรรมยาถูกกำกับดูแล และงานนี้เริ่มต้นที่คน หน้าที่ของคณะฯ จึงมากกว่าการหาคนมาทำงาน แต่คือการสร้างเส้นทางการศึกษาและการฝึกอบรมที่ทำให้ประเทศไทยผลิตคนเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง”
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงหนึ่งรายการ ต้องใช้ทั้งแพทย์ วิศวกร เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์ และนักกฎหมาย และต้องใช้พร้อมกัน จุดแข็งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือคนเหล่านี้อยู่ในรั้วเดียวกันอยู่แล้ว หน้าที่ของมหาวิทยาลัยจึงคือการทำให้การทำงานข้ามศาสตร์เป็นเรื่องปกติ จุฬาฯ ถือว่าการแพทย์แห่งอนาคตเป็นวาระของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่วาระของคณะใดคณะหนึ่ง”
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “คนไทยบริจาคเพื่อโรงพยาบาลและเพื่อผู้ป่วยมาโดยตลอด แต่การให้เพื่อการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนส่งเสริมการศึกษาละพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการให้ที่ยากกว่า เพราะผู้ให้จะไม่ได้เห็นผลในเร็ววัน การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นการให้ในลักษณะที่ประเทศไทยยังต้องการอีกมาก สภามหาวิทยาลัยเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และจะดูแลให้เป็นนโยบายที่ต่อเนื่อง เพราะงานลักษณะนี้ใช้เวลายาวนานกว่าวาระของผู้บริหารชุดใดชุดหนึ่ง”
นางจิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะ Healthspan Curator ไครโอวิวาทำหน้าที่เชื่อมโยงและผลักดันนวัตกรรมสุขภาพที่มีมาตรฐานและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ที่ผ่านมาการแพทย์อาจวัดความสำเร็จที่อายุขัย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมีช่วงชีวิตที่สุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ นวัตกรรมด้านเซลล์บำบัดและการแพทย์ขั้นสูงจึงมีศักยภาพที่จะเป็นกุญแจสำคัญของการเพิ่ม Healthspan โดยไม่เพียงมุ่งรักษาโรค แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดแนวทางการแพทย์ที่ช่วยฟื้นฟู ซ่อมแซม และรักษาการทำงานของร่างกาย การสนับสนุนครั้งนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่างานวิจัยคือรากฐานของนวัตกรรมทางการแพทย์”
การมอบทุน 50 ล้านบาทครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของไครโอวิวาและรีไววาในการมีส่วนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมการแพทย์ของประเทศไทย โดยมองว่าการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นวัตกรรมด้านเซลล์และการแพทย์ขั้นสูงสามารถก้าวจากงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงได้ หนึ่งในความท้าทายสำคัญของ ATMPs คือการผลิตให้ได้มาตรฐานระดับสากล การที่เรามีศูนย์ความเป็นเลิศฯ ที่ได้รับมาตรฐาน GMP PIC/S ภายใน
ประเทศ จะช่วยเพิ่มศักยภาพนักวิจัยไทย ลดข้อจำกัดด้านเวลาและต้นทุนจากการส่งงานไปผลิตในต่างประเทศด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘งานวิจัยคือรากฐานของนวัตกรรมทางการแพทย์’ การสนับสนุน มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ในครั้งนี้ จึงเป็นการต่อยอดความมุ่งหมายในการส่”เสริ’การวิจัยและพัฒนาด้านสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด เพื่อให้องค์ความรู้และนวัตกรรมสามารถนำไปสร้างประโยชน์ต่อผู้ป่วย ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และเสริมศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และนวัตกรรมสุขภาพระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน
______

DITP ผนึก อาร์เอ็กซ์ ไบเทค เปิด “TILOG – LOGISTIX 2026” ยิ่งใหญ่ชู AI–นวัตกรรมโลจิสติกส์ พลิกโฉมซัพพลายเชน เชื่อมโอกาสกา...
20/08/2026

DITP ผนึก อาร์เอ็กซ์ ไบเทค เปิด “TILOG – LOGISTIX 2026” ยิ่งใหญ่
ชู AI–นวัตกรรมโลจิสติกส์ พลิกโฉมซัพพลายเชน เชื่อมโอกาสการค้าแห่งอนาคต
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ บริษัท อาร์เอ็กซ์ ไบเทค (ประเทศไทย) จำกัด เปิดงาน “TILOG – LOGISTIX 2026” งานแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านการจัดการคลังสินค้า การเคลื่อนย้าย บรรจุ ถ่ายสินค้า การขนส่งสินค้า บริการด้านโลจิสติกส์ โลจิสติกส์ไอทีและอี-โลจิสติกส์ที่ครบวงจรที่สุดแห่งปีอย่างเป็นทางการ โดยปีนี้มีผู้จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี 149 บริษัท 485 แบรนด์จาก 25 ประเทศ ภายใต้แนวคิด “Empowering Global Trade with Generative Supply Chains” หรือ “เสริมพลังการค้าโลก ด้วยห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ” ระหว่างวันที่ 19–21 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ฮอลล์ 98 ไบเทค บางนา คาดมีผู้เข้าชมงานไม่น้อยกว่า 7,500 ราย
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ประธานในพิธี กล่าวถึงเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ทั้งจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความต้องการของภาคธุรกิจที่ต้องมีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และพร้อมรับนวัตกรรมมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลก
“รัฐบาลมุ่งผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ที่ได้รับความเชื่อมั่น ณ ใจกลางอาเซียนผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัล โลจิสติกส์อัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าร่วมกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ส่งเสริมการค้าดิจิทัล การประยุกต์ใช้ AI ในโลจิสติกส์และซัพพลายเชน อำนวยความสะดวกทางการค้า และสนับสนุน SMEs ให้ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของอาเซียน และเป็นประตูที่เชื่อถือได้สู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก”
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า TILOG – LOGISTIX เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของกรมฯ ในการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย โดยนำผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ เทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจจากไทยและต่างประเทศมาเชื่อมโยงกันในเวทีเดียว
“สิ่งที่กรมฯ ต้องการให้เกิดขึ้นจากงานนี้ ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่มาให้ผู้ประกอบการได้เห็น แต่คือการนำเทคโนโลยี ความรู้ และเครือข่ายไปต่อยอดให้เกิดผลทางธุรกิจจริง ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ขยายฐานลูกค้า และสร้างพันธมิตรใหม่ในต่างประเทศ TILOG – LOGISTIX จึงเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมองเห็นโอกาสใหม่ และเตรียมพร้อมแข่งขันในโลกการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
นางวราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอ็กซ์ ไบเทค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงไฮไลต์ของงานว่า “ปีนี้ TILOG – LOGISTIX รวบรวมบริการและนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์อย่างหลากหลายครบวงจรจากผู้แสดงสินค้าชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศไว้มากมาย อาทิ ระบบบริหารจัดการและควบคุมการปฏิบัติงานภายในคลังสินค้าอัจฉริยะ ลดข้อผิดพลาดจากบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามสินค้าคงคลังเรียลไทม์ ระบบชั้นวางพาเลทสำหรับงานหนักและโซลูชันเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ได้สูงสุดถึง 50% ลดต้นทุนแรงงาน และสามารถเชื่อมต่อกับระบบ WMS และ AGV ได้อย่างไร้รอยต่อ ผู้ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์แบบครบวงจรที่พร้อมให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และรถเทรลเลอร์อย่างมืออาชีพ บริการดำเนินพิธีการศุลกากร ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ บริการคลังสินค้า บริการขนส่งและศูนย์กระจายสินค้า บริการเขตปลอดอากร บริหารจัดการคลังสินค้า Material Handling แบบ Full Automation โลจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าเกษตร บริการขนส่งแบบ Cold Chain บริการขนส่งสินค้าอันตรายแบบ ไม่เต็มตู้ รายสัปดาห์ บริการขนส่งแบบเหมาคัน หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) ขนถ่ายวัสดุหลากประเภท นำทางด้วยเลเซอร์ รถยกอัตโนมัติ รถลากพาเลทไฟฟ้า เทคโนโลยี FMR ระบบบริหารการจัดส่งอัตโนมัติ AI Logistics โซลูชัน AIoT สำหรับรถบรรทุก โฟล์คลิฟต์ไฟฟ้า ท่าเรือ บรรจุภัณฑ์กระดาษ และนวัตกรรมและบริการใหม่อีกมาก”
ภายในพิธีเปิด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังจัดพิธีมอบรางวัล Excellent Logistics Management Award 2026 (ELMA 2026) เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ตามมาตรฐานสากล และส่งเสริมให้แนวทางการบริหารจัดการที่เป็นเลิศได้รับการต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย
งาน TILOG – LOGISTIX 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ฮอลล์ 98 ไบเทค บางนา โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด อาทิ
· Innovation Showcase พลิกโฉมการนับสต็อกด้วยการสาธิตเทคโนโลยีการใช้โดรนบินตรวจสอบสินค้าคงคลังพร้อมสแกนสินค้าได้โดยอัตโนมัติ โดยจะมีการสาธิตเป็นรอบ หรือสามารถแจ้งให้สาธิตให้ชมเป็นการส่วนตัวได้
· สัมมนา “ELMA 2026: เส้นทางแห่งความเป็นเลิศ สู่ความสำเร็จแบบไร้รอยต่อ” ถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล ELMA 2026 ในวันที่ 19 สิงหาคม
· สัมมนา World Transport & Logistics Forum 2026 จัดร่วมกับธนาคารโลก "อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: โอกาสใหม่ของธุรกิจไทยและซัพพลายเชนยุคใหม่" และ "ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน? กับการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต" วันที่ 19 สิงหาคม
· เวทีเสวนานานาชาติ Symposium 2026 แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงเช้าจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Unlocking Capital for Logistics Growth: ปลดล็อกทุน ขยายธุรกิจโลจิสติกส์สู่ระดับโลก”
การเตรียมความพร้อมสู่ตลาดหลักทรัพย์ จากผู้แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้บริหารบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำ อาทิ LEO และ SCGJWD พร้อมอัปเดตแนวโน้มการค้าโลกในเสวนานานาชาติช่วงบ่าย ภายใต้แนวคิด “LogiNexus 2026: Empowering the Next Era of Global Trade” เจาะลึกความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์
จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ อย่าง DHL, Cathay Pacific และ SCGJWD ในวันที่ 20 สิงหาคม
· Business Matching บริการจับคู่ทางธุรกิจโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ และผู้ซื้อที่ต้องการค้นหาซัพพลายเออร์และพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่
งาน TILOG – LOGISTIX 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ ฮอลล์ 98 ไบเทค บางนา ผู้ประกอบการและผู้สนใจจากทุกอุตสาหกรรมเข้าชมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยนักศึกษาสามารถเข้าชมงานได้ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tilog-logistix.com สอบถามข้อมูลที่ไลน์: -logistix หรือโทรสอบถามที่ 0 2686 7222 หรืออีเมล [email protected]
______
#โลจิสติกส์ไทย

🛍️🚀 ผ่าเทรนด์อีคอมเมิร์ซไทย 2569! “Rabbit Bytes” กาง 5 กลยุทธ์คนไทย “จ่ายฉลาดขึ้น” พร้อมเปิดโมเดล Commerce Partner ปั้นแ...
20/08/2026

🛍️🚀 ผ่าเทรนด์อีคอมเมิร์ซไทย 2569! “Rabbit Bytes” กาง 5 กลยุทธ์คนไทย “จ่ายฉลาดขึ้น” พร้อมเปิดโมเดล Commerce Partner ปั้นแบรนด์ให้โตยั่งยืน! 📈✨
แม้ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะพุ่งสูงแตะ 1.15 ล้านล้านบาท แต่เกมนี้ไม่ใช่แค่การแย่งยอดขาย เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่ "New Era of Thai Spending" หรือยุคที่คนไทยใช้เงินอย่างมีเหตุผลและชาญฉลาด! 💡
Rabbit Bytes บริษัทในเครือ BTS Group ได้เปิดเผยข้อมูล Lifestyle Outlook Q2/2026 พร้อมถอดรหัส 5 เทรนด์เปลี่ยนเกมธุรกิจที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้:
1️⃣ Health & Wellness: สุขภาพคือการลงทุนระยะยาว สินค้า Smart Health ยอดขายพุ่งกระฉูด
2️⃣ Premium Pet Economy: สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัว ยอดซื้อต่อครั้ง (AOV) พุ่งสูงถึง 1,000 บาท
3️⃣ Flexible Payment: ยุคแห่งความยืดหยุ่น! การจ่ายผ่าน SPayLater และ COD ครองสัดส่วนถึง 50%
4️⃣ Omnichannel is a Must: จะพึ่งแค่แพลตฟอร์มเดียวไม่ได้! เว็บไซต์แบรนด์และ TikTok Shop กำลังโตแรง
5️⃣ Regional Power: กำลังซื้อกระจายตัวสู่หัวเมืองใหญ่ (เชียงใหม่, โคราช, สงขลา) เติบโตต่อเนื่อง 8-22%
🤝 Rabbit Bytes: เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ดังระดับโลก!
เราไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ แต่คือ "Commerce Partner" ที่ช่วยแบรนด์ถอดรหัส Insight สู่ยอดขายจริงด้วยโมเดลแบบ End-to-End:
✅ Pando: ยึดบัลลังก์ยอดขายรถเข็นสัตว์เลี้ยงอันดับ 1 บน Shopee
✅ Amazfit: ดันยอด Live Commerce บน TikTok Shop พุ่งทะยานถึง 47 เท่า!
✅ Snack Maker (Bow's Chips / Mu-Te-Boom): ปั้นโปรเจกต์ Creator-Led ดันยอดขาย Sold Out ภายใน 10 นาที!
ด้วยความสำเร็จที่พิสูจน์ได้จากรายได้รวมถึง 548 ล้านบาท และการการันตีเป็น Premium Certified Enabler อันดับ 1 ของประเทศไทยจาก Shopee ทำให้ Rabbit Bytes มั่นใจว่า เราคือ Growth Partner ที่จะพาธุรกิจคุณเติบโตอย่างก้าวกระโดดแบบ Byte by Byte!
"เราไม่ใช่แค่บริษัทรับจ้าง แต่เราคือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่พร้อมร่วมสร้างการเติบโตตั้งแต่วันแรก" - คุณวิทยา โตโพธิ์ยศสกุล Acting CEO ของ Rabbit Bytes กล่าว
ใครที่อยากให้แบรนด์โตยั่งยืนในยุคที่ Data คือหัวใจสำคัญ Rabbit Bytes พร้อมพาคุณไปให้ถึงเป้าหมายแล้ว! 💪📊
#อีคอมเมิร์ซ #ช้อปปิ้งออนไลน์ #ธุรกิจออนไลน์ #ข่าวเศรษฐกิจ

วว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ด้วย วทน.เปลี่ยนทรัพยากรชีวภาพ/วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงกระทรวงการอุดม...
19/08/2026

วว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ด้วย วทน.
เปลี่ยนทรัพยากรชีวภาพ/วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) โดยเปลี่ยนทรัพยากรชีวภาพและวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ผ่านการดำเนินงานของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง สร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคอุตสาหกรรม SMEs และชุมชน ผ่านระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
โดยกลุ่มนวัตกรรมเด่นและเทคโนโลยีที่น่าสนใจซึ่งพร้อมถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์เพื่อเสริมแกร่งเศรษฐกิจ ดังนี้
1. กลุ่มเทคโนโลยีอาหารสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Future Food & Functional Food) วว. นำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าไปวิจัยและพัฒนาปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการ และตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ได้แก่
นวัตกรรมอาหารฟังก์ชันจาก "จุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย" วว. มีคลังสายพันธุ์จุลินทรีย์ขนาดใหญ่ (TISTR Culture Collection) และได้คัดเลือกสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติเด่น เช่น ช่วยปรับสมดุลลำไส้ ต้านอนุมูลอิสระ หรือช่วยควบคุมน้ำหนัก นำมาพัฒนาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ
โปรตีนทางเลือกจากพืชและสาหร่าย (Plant-based & Algal Protein) โดยการสกัดโปรตีนเข้มข้นจาก "สาหร่ายสไปรูลินา" และพืชท้องถิ่น นำมาพัฒนาเป็นเนื้อสัตว์เทียม หรือเครื่องดื่มโปรตีนสูงที่ ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย ตอบโจทย์สตาร์ทอัพสาย FoodTech
ผลิตภัณฑ์ลดน้ำตาลและไขมันต่ำ นำเทคโนโลยีเอนไซม์และโครงสร้างคาร์โบไฮเดรตมาทดแทนไขมันในผลิตภัณฑ์อาหาร (Fat Replacer) รวมถึงการพัฒนาสารให้ความหวานฟังก์ชันที่ไม่กระตุ้นอินซูลิน
2. กลุ่มเทคโนโลยีสมุนไพรและสารสกัดมูลค่าสูง (High-Value Herbal & Cosmetic Ingredients) เปลี่ยนสมุนไพรไทยพื้นบ้านให้เป็นวัตถุดิบเกรดการแพทย์และเครื่องสำอางชั้นนำ ด้วยเทคโนโลยีการสกัดและกักเก็บสารสำคัญ ได้แก่
เทคโนโลยีการกักเก็บสารสำคัญ (Encapsulation Technology) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเด่นของ วว. ที่ช่วยห่อหุ้มสารสกัดจากสมุนไพรในอนุภาคขนาดเล็ก ช่วยเพิ่มความคงตัว ไม่ให้สารสกัดเสื่อมสภาพเมื่อถูกความร้อนหรือแสง และช่วยให้ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้ดีขึ้น
นวัตกรรมเอ็กโซโซมจากพืช (Plant-derived Exosomes) เทคโนโลยีในวงการความงามและสุขภาพ โดย วว. ประสบผลสำเร็จในการสกัดอนุภาคนาโนธรรมชาติจากพืชและสมุนไพรไทย เพื่อนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ชะลอวัย (Anti-aging) และฟื้นฟูผิว ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงและมีความปลอดภัย
การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอัตลักษณ์ประจำถิ่น วว. นำสมุนไพรท้องถิ่นมาวิจัยเชิงลึกเพื่อหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Evidence) เช่น ขมิ้นชัน บัวบก บัวหลวง มะขามป้อม ตรีผลา มะขาม มะไฟจีน อะโวคาโด เป็นต้น เพื่อยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์กลุ่มสารสกัดมาตรฐาน (Standardized Extracts) สำหรับการส่งออก
3. กลุ่มนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy & Upcycling) เปลี่ยน "วัสดุเหลือทิ้ง" จากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงตามแนวทาง BCG ได้แก่
การสกัดสารมูลค่าสูงจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น การสกัด "เซลลูโลสและเพกติน" จากเปลือกผลไม้ หรือการสกัด "สารต้านอนุมูลอิสระ" เพื่อนำกลับมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร เครื่องสำอาง
บรรจุภัณฑ์ฉลาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart & Bio-Packaging) เช่น การพัฒนาฟิล์มบริโภคได้ (Edible Film) จากแป้งหรือเยื่อพืชเพื่อยืดอายุอาหาร และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพจาก ชานอ้อย ข้าวโพด หรือมันสำปะหลัง ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ 100% ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ผลงานวิจัยและพัฒนาดังกล่าว วว. พร้อมนำไปสู่การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี (Licensing) ให้ผู้ประกอบการนำสูตรวิจัย เทคโนโลยีการผลิต และผลการทดสอบความปลอดภัย เข้าสู่กระบวนการผลิต กระบวนการขออนุญาต และผลิตเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ เป็น "พี่เลี้ยงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน" ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการวิจัย ยกระดับมาตรฐานสินค้า และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ในตลาดนวัตกรรมระดับโลก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP” https://tistrservices.tistr.or.th/
______
#วว #นวัตกรรม #วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #เศรษฐกิจหมุนเวียน #สมุนไพรไทย

PRTR คว้า 100 คะแนนเต็ม AGM Checklist ปี 2569 ระดับ 5 เหรียญ “ดีเยี่ยม สมควรเป็นตัวอย่าง”บริษัท พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป จำกัด...
18/08/2026

PRTR คว้า 100 คะแนนเต็ม AGM Checklist ปี 2569 ระดับ 5 เหรียญ “ดีเยี่ยม สมควรเป็นตัวอย่าง”
บริษัท พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PRTR ผู้นำด้าน Total HR Solutions แบบครบวงจร ได้รับการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM Checklist) ประจำปี 2569 ด้วย คะแนนสูงสุด 100 คะแนนเต็ม ระดับ 5 เหรียญ หรือ “ดีเยี่ยม สมควรเป็นตัวอย่าง” จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (Thai Investors Association) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย สะท้อนถึงมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล การคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้น และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
นางสาวริศรา เจริญพานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับคะแนนสูงสุด 100 คะแนนเต็มในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ PRTR ในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เราจะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการ ควบคู่กับการสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว”
PRTR ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจในฐานะผู้นำด้าน Total HR Solutions แบบครบวงจรในระดับภูมิภาค พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
_______
#หุ้นPRTR #ธรรมาภิบาล #ความยั่งยืน

เนสท์เล่ชวนคนไทยสร้างสุขภาพดีได้ง่าย ๆ และได้ประโยชน์แก่สังคมด้วยแคมเปญ "Walk More, Give More" เปลี่ยนก้าวเดินเป็นวีลแชร...
18/08/2026

เนสท์เล่ชวนคนไทยสร้างสุขภาพดีได้ง่าย ๆ และได้ประโยชน์แก่สังคม
ด้วยแคมเปญ "Walk More, Give More" เปลี่ยนก้าวเดินเป็นวีลแชร์เพื่อผู้ขาดแคลน เพื่อสร้างชีวิตดีไปด้วยกัน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายนิคิล ชัญจ์ (ที่ 2 จากขวา) ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และนางสาวนภาพร เมฆาผ่องอำไพ (ขวา) หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมในงานเปิดตัวแคมเปญ Walk More, Give More ที่สวนลุมพินี
เนสท์เล่ บริษัทอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำที่ดูแลคนไทยมาอย่างยาวนาน ชวนคนไทยมาดูแลสุขภาพด้วยวิธีง่าย ๆ แถมได้ประโยชน์ต่อสังคม กับแคมเปญ "Walk More, Give More" ที่เปลี่ยนก้าวเดินในชีวิตประจำวันเป็นพลังแห่งการให้ เพราะทุก 10 ล้านก้าวที่สะสมผ่าน LINE Official Account () ในแคมเปญนี้จะเปลี่ยนเป็นการบริจาควีลแชร์จำนวน 1 คัน ให้แก่ผู้ที่ต้องการ ตั้งเป้า 200 คัน ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ เริ่ม 15 สิงหาคม 2569
ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน นำไปสู่เทรนด์การเดิน-วิ่ง แต่จะดีแค่ไหนถ้าก้าวของเราไม่ได้เกิดประโยชน์แค่สุขภาพของตนเอง แต่ยังมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อื่นในสังคมได้อีกด้วย เนสท์เล่สานต่อแคมเปญ Walk More, Give More เป็นปีที่ 4 แคมเปญดี ๆ ที่เนสท์เล่จัดขึ้นต่อเนื่องทุกปีเพื่อเปลี่ยนก้าวเดินเพื่อสุขภาพเป็นวีลแชร์เพื่อ
ผู้ขาดแคลน ทุก 10 ล้านก้าวเท่ากับวีลแชร์ 1 คัน และปีนี้ตั้งเป้าบริจาค 200 คัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับ
ผู้ขาดแคลนในหลากหลายพื้นที่ ผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร และโครงการป่วยให้ยืมโดยมูลนิธิกระจกเงา
นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยปณิธาน Good food, Good life เนสท์เล่ได้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่อร่อยและมีคุณภาพสูง และได้จัดกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่คนไทยมาโดยตลอด รวมถึงแคมเปญ Walk More, Give More ที่จัดมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เราจึงขยายแคมเปญให้เข้าถึงประชาชนทั่วไปเพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และร่วมสร้างคุณภาพชีวิต
ที่ดีให้ผู้ที่ขาดแคลนจำนวนมากกว่าเดิม ด้วยการพัฒนาระบบ LINE Official Account () ที่สามารถเก็บจำนวนก้าวเพื่อกระตุ้นให้ผู้เดินขยับร่างกายในทุกวัน และสร้างแรงบันดาลใจให้ก้าวเดินมากขึ้นเพื่อเปลี่ยนเป็น
วีลแชร์ให้ผู้ที่ขาดแคลน ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว’’
โดยแคมเปญนี้ออกแบบจากอินไซต์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่ยังเชื่อมั่นในการทำดีเพื่อสังคมแต่ต้องการสิ่งที่ทำได้ง่าย เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองมากจนเกินไป รวมถึงเทรนด์การดูแลสุขภาพและประโยชน์ของการเดินในแง่ของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว (longevity)
แคมเปญ "Walk More, Give More" ในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรุงเทพมหานคร พร้อมจัดกิจกรรมเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการที่สวนลุมพินีไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อจุดประกายการเคลื่อนไหวในสังคมให้สุขภาพดีและชีวิตดีไปด้วยกัน เพราะทุกก้าวเล็ก ๆ สามารถรวมกันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ ความพิเศษของกิจกรรมเปิดแคมเปญก็คือวีลแชร์ดีไซน์พิเศษที่ตกแต่งโดยศิลปิน 9 ราย เช่น ต๊อด-อารักษ์ อ่อนวิลัย (Sahred Toy) ตุ่ย–บุญสิทธิ์ อยู่ถาวร (Jmons) มิก-มณฑล วิเศษสินธุ์ และ อะตอม-ปกรณ์ แก้วดี (Atompakon) เป็นต้น โดยรถเข็นดีไซน์พิเศษทั้ง 9 คันนี้มอบให้กับสวนลุมพินีเพื่อให้ผู้ใช้สวนสาธารณะสามารถยืม
ได้ฟรี อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเดิน เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้สะดวกสบายมากขึ้น
ขอเชิญชวนทุกคน ร่วมสะสมก้าวเพื่อร่วมสร้างชีวิตดีไปด้วยกัน และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายบริจาควีลแชร์ 200 คันทั่วประเทศกับเนสท์เล่ ผ่านแคมเปญ Walk More, Give More ทาง LINE Official Account () ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม – 26 กันยายน 2569
______
#สุขภาพดี #สร้างสุขภาพดี #เพื่อสังคม #วีลแชร์เพื่อผู้ขาดแคลน #ความยั่งยืน

คาโอ ชวนเปิดประสบการณ์ “Kao Kirei Store” ผ่านร้านค้าวิทยาศาสตร์จุดประกายเยาวชนเรียนรู้เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัว ในงานม...
17/08/2026

คาโอ ชวนเปิดประสบการณ์ “Kao Kirei Store” ผ่านร้านค้าวิทยาศาสตร์
จุดประกายเยาวชนเรียนรู้เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัว ในงานมหกรรมวิทย์ฯ 2569
บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและเคมีภัณฑ์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ผ่านคอนเซ็ปต์ “Kao Kirei Store” ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 (NST Fair 2026) ภายใต้แนวคิดของงาน “Intelligence in Science for a Sustainable Future – วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน”
การเข้าร่วม NST Fair 2026 ในปีนี้ คาโอสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ในรูปแบบ “Kao Kirei Store” โดยออกแบบร้านค้าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ที่นำเสนอผ่านของใกล้ตัวเป็นสื่อการสอน ภายใต้แนวคิด “ทุกสินค้ามีเรื่องราว และทุกเรื่องราวสร้างการเรียนรู้” เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้สังเกต ทดลอง และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เพื่อทำความเข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การดูแลสุขอนามัย การทำความสะอาด ไปจนถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายอากิระ นิชิมากิ ประธานกรรมการ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้นับเป็น ปีที่ 3 ที่คาโอเข้าร่วมงาน NST Fair อย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก เยาวชน และครอบครัว ผ่านเรื่องราวใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เพราะเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันทุกวัน ล้วนมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่น่าสนใจซ่อนอยู่ ซึ่งเด็ก ๆ อาจยังไม่มีโอกาสได้สังเกตหรือค้นพบ เราจึงออกแบบ ‘Kao Kirei Store’ ให้เป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนได้สัมผัส ทดลอง และค้นพบด้วยตัวเอง เพื่อเปลี่ยนวิทยาศาสตร์จากเรื่องที่อาจดูไกลตัว ให้กลายเป็นความสนุก ความอยากรู้อยากเห็น และแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ พร้อมนำความรู้ที่ได้รับไปเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น โดยในปีนี้คาดว่าจะมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมบูธคาโอมากกว่า 2,000 คน”
ภายใน Kao Kirei Store เด็กและเยาวชนจะได้ออกเดินทางผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยง People และ Environment เข้าด้วยกัน เริ่มต้นที่ Mini Theater ซึ่งจะพาผู้เข้าชมสำรวจภาพของโลกในอนาคต พร้อมตั้งคำถามถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากเราไม่เริ่มดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้ ก่อนก้าวเข้าสู่กิจกรรม Interactive ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมผ่านผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ในเครือคาโอที่คุ้นเคย
โดยจะได้พบกิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่
1. Zone: Health & Protect วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการดูแลตัวเอง ผู้เข้าชมสามารถทดลองครีมกันแดด Bioré UV ผ่าน UV Camera เพื่อเรียนรู้เรื่องรังสียูวีและการปกป้องผิว พร้อมเปิดโลกขนาดเล็กด้วยการส่องดูยุงผ่านกล้องจุลทรรศน์ และเรียนรู้นวัตกรรมการป้องกันยุงจาก Bioré GUARD Mos Block Serum ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงที่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคที่มียุงเป็นพาหะ ขณะที่ผ้าอนามัย Laurier นำเสนอเรื่องราวของการซึมซับ ควบคู่กับโครงการเพื่อสังคม “Laurier SIS2SIS” ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งต่อความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจให้กับวัยแรกสาว
2. Zone: Hygiene & Cleaning นวัตกรรมเบื้องหลังความสะอาด พบกับเบื้องหลังการทำความสะอาดจากน้ำยาล้างห้องน้ำ Magiclean เรียนรู้หลักการขจัดคราบอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำลายพื้นผิว รวมถึงค้นพบ Fragrance Capsule Technology จากน้ำยาซักผ้า Attack ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทำไมเสื้อผ้าของเรา ถึงมีความหอมยาวนานถึง 45 วัน
3. Zone: Environment & Sustainability ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) พบกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ากับเบื้องหลังขวดพลาสติกสู่ถนนรักษ์โลก จากเคมีภัณฑ์ NEWTLAC เรียนรู้การนำขวดพลาสติก PET ใช้แล้วกลับมารีไซเคิลเป็น Eco-Friendly Road สร้างความตระหนักเรื่องการคัดแยกขยะพลาสติกให้มากยิ่งขึ้น
.
นอกจากนี้ คาโอยังนำเสนอแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้หลัก 4Rs ได้แก่ Reduce, Reuse, Replace และ Recycle เพื่อทำให้เรื่องของความยั่งยืนที่อาจดูซับซ้อน กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เด็กและครอบครัวสามารถเข้าใจและเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวันได้
ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ เด็ก ๆ จะได้ร่วมกิจกรรม ตอบคำถาม และเก็บประสบการณ์จากแต่ละฐาน โดยผู้ที่ร่วมกิจกรรมครบ จะได้รับของที่ระลึกจากคาโอ ได้แก่ “Kao Kids Bag” กระเป๋าเป้สุดน่ารัก และพัดคาโอ พร้อมร่วมลุ้นผลิตภัณฑ์จากคาโอภายในบูธอีกมากมาย เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การเรียนรู้ให้ทั้งสนุกและน่าจดจำ
ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้กับ “Kao Kirei Store” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 (NST Fair 2026) ระหว่างวันที่ 15 – 23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 9 – 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
_______
#คาโอ #มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม #การเรียนรู้เยาวชน #ความยั่งยืน

CCF มอบทุนการศึกษา โครงการ "เด็กดี มีฝัน" รุ่นที่ 2 ปี 2569                              หนุนเยาวชนเรียนดีและมีความสามาร...
17/08/2026

CCF มอบทุนการศึกษา โครงการ "เด็กดี มีฝัน" รุ่นที่ 2 ปี 2569
หนุนเยาวชนเรียนดีและมีความสามารถพิเศษ สานฝันสู่อนาคต
การศึกษา คือจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาส และเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กคนหนึ่ง แม้เด็กทุกคนจะมีความฝันและศักยภาพที่แตกต่างกัน แต่ข้อจำกัดด้านโอกาสยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้หลายความฝันไม่อาจเดินต่อได้ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ จึงมุ่งมั่นสนับสนุนทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่มีความสามารถได้ก้าวต่อบนเส้นทางการศึกษา และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต
มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ "เด็กดี มีฝัน" รุ่นที่ 2 ประจำปี 2569 มอบทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนด้อยโอกาสที่มีผลการเรียนดี หรือมีความสามารถพิเศษ จำนวน 15 ทุน มูลค่ารวม 850,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้สามารถศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษา และพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต
โครงการ "เด็กดี มีฝัน" เริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2568 เพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่มีผลการเรียนดีหรือมีความสามารถพิเศษ แต่ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้สามารถศึกษาต่อและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ โดยในปี 2569 มูลนิธิฯ ได้สานต่อโครงการสู่รุ่นที่ 2 เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และร่วมสร้างเยาวชนคุณภาพสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต
สำหรับการคัดเลือกผู้รับทุนดำเนินการโดยคณะกรรมการของมูลนิธิฯ โดยพิจารณาจากผลการเรียนดีไม่น้อยกว่า 3.00 และมีผลการเรียนรายวิชาหลัก ได้แก่ วิชาภาษาอังกฤษ วิชาภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 3.00 หรือความสามารถพิเศษ เช่น ด้านกีฬา ด้านดนตรี ด้านศิลปะ และด้านคุณธรรม โดยพิจารณาจากแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ใบรับรองจากสถานการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคุณสมบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่ต้องการศึกษา รวมถึงข้อมูลด้านเศรษฐกิจของครัวเรือน อาทิ รายได้เฉลี่ยต่อคนไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน การพิจาราณาจากความยากลำบาก และสภาพความเป็นอยู่ เพื่อให้ทุนการศึกษาส่งถึงเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพและมีความจำเป็นอย่างแท้จริง ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้รับทุนยังคงรักษาคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด
สำหรับโครงการในปี 2569 แบ่งเป็น ทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 7 ทุน เป็นจำนวนเงิน 210,000 บาท ต่อเนื่องจนจบหลักสูตร และทุนระดับอุดมศึกษา 8 ทุน เป็นจำนวนเงิน 640,000 บาท ต่อเนื่องจนจบหลักสูตร โดยผู้รับทุนต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ที่โครงการกำหนด
รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ กล่าวว่า "มูลนิธิฯ เชื่อว่า เด็กทุกคนควรมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวจะเป็นอย่างไร โครงการ 'เด็กดี มีฝัน' จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่มีความมุ่งมั่นและมีศักยภาพ ให้สามารถศึกษาต่อและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ เพื่อเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และร่วมสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในอนาคตครับ"
เสียงจากตัวแทนเด็กที่ได้รับทุนการศึกษา
“ผมเติบโตมาในครอบครัวที่มีข้อจำกัดหลายด้าน จึงพยายามพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การได้รับทุนการศึกษาช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะด้านดนตรี รวมถึงค้นพบความสามารถและความฝันของตนเอง ผมตั้งใจใช้โอกาสที่ได้รับให้เกิดประโยชน์สูงสุด มุ่งมั่นเรียนและพัฒนาตนเอง เพื่อกลับมาสร้างประโยชน์ให้ชุมชนและสังคมในอนาคต ผมขอขอบคุณผู้มอบทุนที่ช่วยสร้างโอกาสและเป็นแรงผลักดันสำคัญในการก้าวไปสู่อนาคต” น้องสันติราช จ.เชียงใหม่
“ดิฉันมีเป้าหมายที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น แต่ครอบครัวมีรายได้จำกัดและมีภาระค่าใช้จ่ายหลายอย่าง จึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และตั้งใจทำงานควบคู่กับการเรียนเพื่อหารายได้ การได้รับทุนการศึกษาจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ดิฉันตั้งใจใช้โอกาสทางการศึกษาเป็นแรงผลักดันในการสร้างอนาคตที่ดี” น้องบัณฑิตา จ.น่าน
มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ยังคงเดินหน้าส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา พัฒนาศักยภาพ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ
ได้ที่โทร. 02-747-2600 อีเมล [email protected] LINE Official: หรือเว็บไซต์ www.ccfthai.or.th
ทางมูลนิธิฯ เชื่อว่า "การศึกษาไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการมอบโอกาสในการเปลี่ยนแปลงชีวิต" และทุกทุนการศึกษาที่ส่งมอบในวันนี้ คือการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับเด็ก เยาวชน และสังคมไทยในระยะยาว

ที่อยู่

กรุงเทพมหานคร
Suan Luang
10250

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ESG EARTHผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์