28/04/2022
7 ข้อเบื้องต้น เตรียมตัวเป็น “พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์”
สิ่งที่ต้องเรียนรู้ในลำดับถัดมาก็คือ การเตรียมตัวก่อนเปิด “ร้านค้าออนไลน์” ช่วยให้ทำยอดขายได้ดี และลดโอกาสขาดทุน
1. กำหนดงบลงทุน และเลือกสินค้าที่จะขาย
“งบลงทุน” เป็นสิ่งแรกที่ต้องวางแผนงบการขายสินค้า เพราะจะเป็นตัวกำหนดให้เราใช้เงินลงทุนในงบที่กำหนด ป้องกันการใช้งบบานปลาย
สิ่งที่ควบคู่กันมาก็คือ การหาสินค้ามาขาย ควรเริ่มต้นจากความชอบของผู้ค้า และเช็กความต้องการของลูกค้าในตลาดด้วย รวมถึงมองหา “แหล่งสินค้า” ที่จะนำมา “ขายของออนไลน์” โดย “แหล่งสินค้า” ที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่นิยมไปเสาะหาสินค้ามาขาย ได้แก่
ตลาดโรงเกลือ : เหมาะกับพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการขาย “สินค้ามือสอง” หรือ “ของสะสม” ที่นี่เป็นแหล่งค้าส่งสินค้ามือสองขนาดใหญ่ ที่ขายในราคาถูก แม่ค้ามือใหม่สามารถไปหาซื้อและคัดสรรสินค้ามือสองคุณภาพดี แล้วนำมาขายต่อทำกำไรได้ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ผ้าห่ม ของแต่งบ้าน ฯลฯ
ตลาดโบ๊เบ๊/สำเพ็ง/ประตูน้ำ : เป็นแหล่งค้าส่งในไทย ที่แม่ค้าหาซื้อของได้ในราคาถูก เหมาะกับผู้ที่ต้องการขายสินค้ามือหนึ่งจำพวกเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า ของกิ๊บช็อป อุปกรณ์ทำเครื่องประดับ สินค้าตามเทศกาล (สงกรานต์, ฮาโลวีน, คริสต์มาส), เครื่องสำอาง, เครื่องเขียน ฯลฯ
2. ช่องทางการขายสินค้า เลือกให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
ช่องทางการขายสินค้าออนไลน์มีหลากหลาย เช่น ขายบน เว็บไซต์ ที่เปิดใหม่ขึ้นเอง ซึ่งแม้จะต้องลงทุนเพื่อทำเว็บไซต์ของตัวเอง แต่ก็มีข้อดี คือ สามารถบริหารจัดการหน้าร้าน การแสดงผล รวมถึงฟังก์ชั่นที่ต้องการได้ตามที่ต้องการ
นอกจากนี้ยังสามารถขายผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง e-Marketplace เช่น Shopee, Lazada ก็สะดวกง่ายดาย หรือจะขายผ่าน Social Commerce อาทิ Facebook, IG, Line ที่เดี๋ยวนี้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้สามารถค้าขายบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้และเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น
รวมไปถึงการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ประเภท E-Classified อาทิ kaidee.com โดยเลือกหมวดที่ต้องการแล้วเข้าไปประกาศซื้อขายได้ฟรีๆ เช่นกัน
ส่วนจะเลือกขายผ่านช่องทางไหนนั้น ก็ต้องศึกษาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และการเข้าถึงของลูกค้า เพื่อที่จะได้เลือกช่องทางการขายได้ตรงกับการใช้งานกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยแม้เราจะสามารถเลือกขายได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งช่องทาง แต่ก็ต้องประเมินกำลังของตัวเองด้วยว่า จะสามารถรองรับลูกค้าจากหลายช่องทางได้พร้อมกันหรือไม่ เพราะหน้าร้านมากขึ้นก็จะเท่ากับลูกค้าและจำนวนออเดอร์ที่มากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง
3. ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย
แม่ค้ามือใหม่ต้องให้ความสำคัญกับ “การตลาดออนไลน์” หรือการโปรโมทร้านค้าผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok, Twitter, Instagram, Line หรือ YouTube เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการขายและการตลาด
เนื่องจากสื่อเหล่านี้สามารถข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถโต้ตอบระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้ทันที นับเป็นเครื่องมือที่คุ้มค่า และช่วยประหยัดต้นทุนการโปรโมทร้านได้มาก
โดยการทำการตลาดบนโซเชียลในยุคนี้ แพลตฟอร์มยอดนิยมคงหนีไม่พ้น “TikTok” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่กำลังมาแรงที่สุด ไม่เพียงสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลาย แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง
โดยมีข้อมูลจาก App Annie ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์แอปพลิเคชันทั้งจากระบบ iOS และ Google Play และวิเคราะห์เชิงข้อมูลการตลาด ระบุถึงการใช้งาน TikTok ในประเทศไทยว่า มีการเติบโตทั้งด้านจำนวนผู้ใช้งานและการใช้เวลาบนแพลตฟอร์ม
โดยเปรียบเทียบข้อมูลในเดือนมกราคมกราคม ของปี 2564 กับปี 2563 พบว่า ประเทศไทยมีการดาวน์โหลดแอปฯ TikTok เพิ่มสูงขึ้น 44% การใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนเพิ่มขึ้น 71% ขณะที่การใช้งานแต่ละครั้งเพิ่มสูงขึ้น 47%
4. บริหารจัดการ “เวลา” ตอบลูกค้ายิ่งเร็วยิ่งดี
ก่อนจะเริ่มขายออนไลน์จริง ควรเตรียมการและซักซ้อมเรื่องการบริหาร “เวลา” ให้ดี เนื่องจากการขายออนไลน์จะมีการซื้อ-ขายกันตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ค้าต้องตั้งรับจุดนี้ให้ได้ เพื่อไม่ให้การค้ามาทำลายสมดุลชีวิตจนร่างกายพัง
ผู้ค้าออนไลน์ยังสามารถใช้เทคโนโลยี “แชทบอท” (Chatbot) ซึ่งเป็นโปรแกรมสื่อสารข้อความอัตโนมัติใน แจ้งข้อมูลเบื้องต้น เช่น ราคาและรายละเอียดสินค้า ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่ลูกค้าโดยไม่ต้องมาคอยเฝ้าแชทแล้ว ยังช่วยให้ลูกค้ารู้สึกได้รับการตอบสนอง ไม่ถูกทิ้งขว้างจนกลายเป็นหันไปหาร้านอื่นแทน
นอกจากนี้ เรายังสามารถเขียนรายละเอียดให้ชัดเจนว่า สามารถรับออเดอร์ลูกค้าได้ช่วงเวลากี่โมงถึงกี่โมง และจะรีบตอบกลับเร็วที่สุดที่จะทำได้ เป็นต้น
5. ช่องทางการชำระเงิน ต้องให้ลูกค้าสะดวกที่สุด
ผู้ค้าควรจัดเตรียมช่องทางการชำระเงินให้มีความหลากหลาย เพื่อความสะดวกแก่ลูกค้าเวลาชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินปลายทาง, การโอนจ่ายเงินผ่าน e-Banking, การจ่ายผ่านบัตรเครดิต/เดบิต, จ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส, จ่ายผ่านบัญชีออนไลน์อื่น ๆ (PayPal, Rabbit LINE pay, mPay) รวมถึงควรระบุค่าธรรมเนียมในการจัดส่งให้ชัดเจนด้วย
อีกทั้งต้องมีบริการหลังการขายที่ดี กล่าวคือต้องใส่ใจลูกค้าและรับผิดชอบหากเกิดกรณีผิดพลาด เช่น หากส่งสินค้าผิดหรือสินค้าเสียหาย (จากต้นทางที่ร้าน) อาจรับผิดชอบโดยการโอนเงินคืนให้ลูกค้า หรือเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่ฟรี เป็นต้น อย่าทำให้กลายเป็น “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เพื่อเป็นการมัดใจลูกค้าให้กลับมาอุดหนุนเราอีกในอนาคต
6. จัดส่งสินค้าต้องเร็ว ราคาไม่แพง
การจัดส่งสินค้าก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องศึกษาให้ดี ต้องเลือกระบบขนส่งสินค้าที่ส่งของได้เร็ว สะดวก มีบริการเสริมที่ดี ที่สำคัญคือต้องมีค่าส่งที่ไม่แพง เพื่อให้ “พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์” ได้กำไรมากขึ้น อย่างเช่นการใช้บริการส่งสินค้ากับ “ไปรษณีย์ไทย” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้ผู้ค้าออนไลน์ส่งสินค้าได้สะดวกรวดเร็วและราบรื่นขึ้น ได้แก่
* การนัดหมาย Pick up Service ถึงที่ ฟรี!
* การดูแลหลังบ้านเรื่องการขนส่งโดยที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่
* การสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าด้วยการเก็บเงินปลายทางแบบ COD เพียงสมัครและเปิดบัญชี Wallet@POST แล้วไปติดต่อขอใช้บริการ COD ได้ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยมีวิธีสมัครใช้งาน ดังนี้
1. ติดตั้งแอปพลิเคชัน Wallet@POST ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android
2. จากนั้น “ลงทะเบียนสมาชิก” กรอก เบอร์โทรศัพท์มือถือ ชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน ให้ถูกต้อง และต้องทำการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC) ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ก่อนใช้บริการธุรกรรมทางการเงินต่างๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานแอป Wallet@POST
3. เติมเงินเข้าระบบ Wallet@POST ขั้นต่ำ 100 บาท แต่ไม่เกิน 5,000 บาทต่อรายการ
4. นอกจากใช้ในการรับเงินจาก COD แล้ว ยังสามารถชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยการสแกนผ่าน QR Code แล้วระบุยอดเงินที่จะชำระผ่านแอปฯ ได้เลย