23/08/2026
ขอบคุณครับ
สารคดี คดีชมพู่ เด็กหายที่ถูกลืม แล้วความรู้สึกก็คือ นี่คือหลักฐานที่ครั้งหนึ่งในประเทศไทยมันมีเรื่องที่น่าอับอายในสังคมได้ขนาดนี้
สิ่งที่ทำให้ผมคิดได้ในตอนนี้ก็คือ โลกมาถึงขนาดนี้แล้ว แต่สภาพคนไทยที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมช่วงนั้นมันไม่ต่างอะไรจากบ้านป่าเมืองเถื่อนเลย อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย เหมือนขวดเป๊ปซี่ที่ฝรั่งโยนลงมาจากเครื่องบิน แล้วตกมาในป่าที่มีแต่คนป่า แบบในหนังเรื่อง เทวดาท่าจะบ๊อง เมื่อสมัยก่อนเลย
เราต้องยอมรับว่ากระแสโซเชียลมันมีผลกับรูปคดี ซึ่งเมื่อเทียบกับความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมในบ้านเราที่ดึงยาวคดีตั้งแต่ปี 2563 ไปจนถึงปี 2568 นั่นก็คือ 5 ปีแห่งการบ่มเพาะและยืดเยื้อ จนสามารถสร้างผู้ต้องหาจากคนธรรมดา ชาวไร่ชาวนา ให้กลายเป็นเซเลบ ดารา และกลายเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยระดับเศรษฐีได้เลย!
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็คือปรากฏการณ์ของความหิวแสงและ Beauty Privilege ของสังคมไทย คือหลังจากที่เกิดคดีขึ้นก็จะมีตัวละครเกิดขึ้นมามากมาย และตัวละครสำคัญอย่างลุงพลจะไม่โด่งดังเลย ถ้าไม่มีสื่อไปเอารูปลุงพลสมัยหนุ่ม ๆ มาลง ผมจำได้ว่าตอนนั้นสังคมเป็นบ้าอะไรกันก็ไม่รู้ ออกมาคลั่งไคล้ว่า “หล่อมาก” ผมว่ามันเกิดจากการที่คนในโซเชียลพอเห็นรูปลุงพลสมัยหนุ่ม ก็อาจจะอยากเข้าไปคอมเมนต์ หรือเข้าไปสร้างมีม แล้วก็เอาไปแชร์เพื่อให้ได้ Engagement ในช่องทางโซเชียลของตัวเอง จนเริ่มก่อให้เกิดกระแสลุงพลฟีเวอร์ โดยที่ไม่ได้แคร์ห่าอะไรเลย
พอเริ่มมีคนแห่ เริ่มมีคนได้แสง ผู้คนที่ตามไปก็อยากจะได้แสงบ้าง พอคนนั้นทำเราก็จะทำด้วย พอคนแห่สื่อก็ตามไปทำข่าว พอสื่อรุมก็เริ่มมีชื่อเสียง หลังจากนั้นก็ตามด้วยนักปั้น แมวมอง ที่เริ่มมองเห็นผลประโยชน์ พาไปรับงาน จากคนธรรมดากลายเป็นคนดังในสังคม กลายเป็นเซเลบ กลายเป็นดารา กลายเป็นคนมีค่าตัว สร้างฐานะได้ในเวลาอันรวดเร็วไม่กี่เดือน มีบริษัท มี Product เป็นของตัวเอง มีเงินไปซื้อที่ และที่โหดที่สุดคือมีแฟนคลับมากมายที่หน้ามืดตามัว
ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมล่าช้า เราก็ต้องชื่นชมตำรวจที่เริ่มทำงานอย่างละเอียด รอบคอบ และรัดกุม เพื่อที่จะหาหลักฐาน ใช้กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งเส้นผมและ DNA ไปจนถึงรอยตัดกรรไกร จนเป็นหลักฐานมัดตัวผู้ต้องหา แต่นั่นแหละครับ ทุกอย่างมันช้าไปหมด มันไม่ทันกับความรวดเร็วของกระแสโซเชียล
จากคนธรรมดา ชาวไร่ชาวนา กลายมาเป็นเซเลบ มีเงินทอง มีชื่อเสียง มีแฟนคลับโอบอุ้ม กระแสโซเชียลก็เริ่มกดดันการทำงานของตำรวจและกดดันการทำงานของกระบวนการยุติธรรม
ผมอยากให้เรื่องราวแบบนี้ไปเกิดขึ้นกับครอบครัวของคนที่เข้าไปรุมหาแสงจากคดีนี้ คนที่เข้าไปรุม เข้าไปเกาะติดชีวิตลุงพล เคยคิดถึงพ่อแม่ของน้องชมพู่ไหมว่าเขาจะรู้สึกยังไง ว่าผู้คนเข้าไปห้อมล้อม ชื่นชมคนที่เป็นผู้ต้องหาฆ่าลูกเขา ผมว่าหัวอกคนเป็นพ่อมันก็เจ็บปวดนะ และซ้ำที่สุดก็คือพ่อแม่ผู้สูญเสียลูกในไส้ของตัวเองต้องมาโดนสังคมตราหน้าเป็นปีๆ สภาพจิตใจเค้าจะบอบช้ำขนาดไหนก็ไม่รู้
แล้วในขณะที่อีกฝั่งคือผู้ต้องหาออกมารับงานได้เงิน ออกมาเต้น ออกมาร้องเพลง กลายเป็นคนดังที่หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ และเงินที่หามาได้มากมายมหาศาลทุกวันนี้ก็ใช้เป็นเงินสู้คดี และคนอยู่ข้างหลังก็ยังสามารถใช้เงินเงินก้อนนี้ได้โดยชอบธรรมไปจนวันตายอย่างสุขสบายด้วยนะ
สุดท้าย ลุงพลโดนศาลตัดสิน จากที่ศาลชั้นต้นมองว่า “ไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่การกระทำทำให้น้องเสียชีวิต” ส่วนศาลอุทธรณ์มองหนักขึ้นว่า “เป็นการฆ่าโดยเจตนาโดยเล็งเห็นผล” จึงเพิ่มโทษเป็น 26 ปี! ปัจจุบันลุงพลถูกขังอยู่ในเรือนจำ โดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวออกมาสู้คดีในชั้นฎีกา
เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันคือหลักฐานประจานความไร้จรรยาบรรณของสื่อสารมวลชน ที่มุ่งแต่จะเสนอข่าวเพื่อยอด Engagement เพราะมันคือรายได้ทั้งหมด โดยไม่เคยมองไปถึงรูปคดีเลย เพียงแค่กระหายยอดคนดูและยอดติดตาม แต่ไม่เคยคำนึงถึงหลักการและข้อเท็จจริง สื่อบางสำนักสามารถนำเสนอข่าวเกาะติดชีวิตลุงพลตั้งแต่เช้ายันเย็น บางครั้งแค่คอนเทนต์ว่าลุงพลชอบกินอะไรก็สามารถนำเสนอได้เป็น 20 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง แม้กระทั่งเรื่องราวชีวิตของหมาที่น้องชมพู่ชอบเล่นด้วยก็สามารถเอามาเสนอได้หมด
สื่อยอมทำข่าวเรื่องราวของลุงพลและให้เวลามากมายมหาศาล เพราะตัวเองก็ได้รับผลประโยชน์ด้วย จนลุงพลกลายเป็นคนดัง มีชื่อเสียง มีเงินทอง มันคือหลักฐานประจานความบ้าคลั่งของสังคม และเป็นหลักฐานที่ประจานความไร้สำนึกของสื่อสารมวลชนในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีและชัดเจนที่สุด
สารคดี คดีชมพู่ เด็กหายที่ถูกลืม คืออนุสาวรีย์ที่เป็นร่องรอยประจานความโง่ที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นในสังคม และประจานความไร้จรรยาบรรณของสื่อมวลชนในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีที่สุด