16/03/2026
ROI vs ROAS เข้าใจให้ชัด ก่อนตัดสินใจทำการตลาด
ROI หรือ Return on Investment
คือการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งหมดของธุรกิจ
ไม่ได้ดูเฉพาะเงินโฆษณา แต่รวมต้นทุนทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง
เช่น ต้นทุนสินค้า ค่าแรง ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าแพลตฟอร์ม
และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ สูตรพื้นฐานคือ
(กำไรสุทธิ ÷ เงินลงทุนทั้งหมด) × 100
ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของธุรกิจรู้ว่าการลงทุนที่ทำไปสร้างกำไรจริง
หรือไม่ หาก ROI เป็นบวกแสดงว่าธุรกิจมีกำไร แต่ถ้า ROI
ติดลบแม้ยอดขายจะดี ก็อาจหมายถึงต้นทุนสูงเกินไป
ROAS หรือ Return on Ad Spend
คือการวัดผลตอบแทนจากงบโฆษณาโดยตรง
ใช้ดูว่าเงินที่ใช้ยิงโฆษณาสามารถสร้างรายได้กลับมาได้มากแค่ไหน
สูตรคือ รายได้จากโฆษณา ÷ ค่าโฆษณา
เช่น ยิงแอด 1,000 บาท ได้ยอดขาย 5,000 บาท เท่ากับ ROAS 5
หมายความว่าเงินโฆษณา 1 บาท สร้างรายได้กลับมา 5 บาท
ตัวเลขนี้นิยมใช้มากในโลกการตลาดออนไลน์
เพราะช่วยวัดประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาได้อย่างรวดเร็ว
ROI vs ROAS
แม้ทั้งสองตัวจะเป็นตัววัดผลตอบแทนเหมือนกัน
แต่จุดที่ต่างกันคือมุมมอง ROAS จะมองเฉพาะประสิทธิภาพของโฆษณา
ว่ายิงแอดแล้วสร้างรายได้ได้ดีแค่ไหน ส่วน ROI จะมองภาพรวมของธุรกิจทั้งหมด
ว่าหลังจากหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรจริงหรือไม่
บางธุรกิจอาจมี ROAS สูงมาก แต่ ROI กลับต่ำ
เพราะต้นทุนสินค้า ค่าแพ็กสินค้า หรือค่าใช้จ่ายอื่นสูงเกินไป
สรุป
ROAS เหมาะสำหรับใช้วิเคราะห์และปรับกลยุทธ์โฆษณา
ขณะที่ ROI คือคำตอบสุดท้ายว่าธุรกิจมีกำไรหรือไม่
นักการตลาดที่ดีจึงควรดูทั้งสองตัวควบคู่กันเสมอ
เพราะ ROAS บอกว่าโฆษณาทำเงินได้ดีแค่ไหน แต่ ROI
บอกว่าธุรกิจของคุณมีกำไรจริงหรือไม่ หากเข้าใจทั้งสองตัวนี้อย่างถูกต้อง
จะช่วยให้วางแผนการตลาดและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
#การตลาดที่ดีเริ่มต้นด้วยแผน